176-180

บทที่ 176
เฉินหลินมองเยี่ยนจ้าวเกอ โกรธจนแทบทนไม่ไหว เกือบจะเกิดธาตุไฟเข้าแทรกในปราณจิตราโดยพลัน

มือหนึ่งวางลงบนไหล่ของนางอย่างรวดเร็ว เฉินหลินมองไป เป็นเสียจื่ออี้นั่นเอง

นางข่มความรู้สึกเศร้าต่อไปไม่ไหว “จื่ออี้…”

เสียจื่ออี้ตบบ่าของนาง ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ “เยี่ยนจ้าวเกอกระมัง?” เขาชี้พ่านพ่าน “บัดนี้ข้าจะพูดกับเจ้าอย่างตรงไปตรงมา ข้าจะสังหารปี่เซียะภูเขาของเจ้าเสีย”

บัดนี้เสียจื่ออี้อายุราวสามสิบกว่าปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าฉายแววโหดเหี้ยมอยู่หลายส่วน

ในแววตาของเขาเต็มไปด้วยความพร้อมที่จะต่อสู้ ทั้งยังมีความมั่นใจเช่นเดียวกับเยี่ยนส่าน ศิษย์น้องร่วมสำนักของเขา เพียงแต่ว่าจิตใจกลับสุขุมยิ่งกว่า กระนั้นทั่วกายกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความหลงระเริงถือดี ร้ายกาจและทรงพลังอย่างเห็นได้ชัด

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “แท้จริงแล้วอยากสังหารข้าสินะ?”

เสียจื่ออี้มองเยี่ยนจ้าวเกอ พลันหัวร่อขึ้นมา แสงเย็นเยียบในดวงตาพลันปรากฎขึ้น “กล่าวได้ดี กล่าวได้ดียิ่งนัก! เยี่ยนจ้าวเกอ ข้ารู้ว่าเจ้าเอาชนะเจ้าเศษสวะหลิวเซิ่งเฟิงนั่นได้แล้ว แต่ถ้าเจ้าคิดว่าข้าเป็นเหมือนเขา เช่นนั้นเจ้าก็คิดผิดแล้ว แม้ว่าหลิวเซิ่งเฟิงจะใช้ไม่ได้ยิ่ง แต่เจ้าสามารถใช้วรยุทธ์ขั้นเคียงนภาระยะต้น โจมตีเขาที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้ายได้ เช่นนั้นก็พอจะพิสูจน์ความโดดเด่นของเจ้าได้แล้ว”

เขายื่นฝ่ามือออกมา ทั้งยังชี้ประดุจดาบ ฟันไปในอากาศเปล่าๆ “ใช่ เจ้าเก่งมาก แต่คงจะดีกว่านี้หากเจ้าเลิกโอหังเสียบ้าง ดังสำนวนว่า อัจฉริยะที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะเรียกว่าอัจฉริยะ สิ้นชีพไปแล้ว ล้วนไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น! คำกล่าวนี้ล้วนใช้ได้กับทุกคน รวมถึงเจ้าด้วย”

เยี่ยนจ้าวเกอมองเสียจื่ออี้ พลางส่ายหน้าและหัวเราะออกมา ชายหนุ่มยกมือขั้นมาด้านหน้าต้นคอของตนอย่างช้าๆ ทำท่าตัดลำคอไปทางเสียจื่ออี้ “หากจะลงมือ ก็เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว”

เสียจื่ออี้สะบัดข้อมือของตนลง แล้วเดินไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าต้องการเช่นนั้นพอดี เพราะข้าอยากจะเห็นนักว่าเจ้ารับหมัดข้าได้ดีเพียงใด”

ทันใดนั้น เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ “หมัดเดียวก็ไม่รับ”

เสียจื่ออี้ชะงักไปเล็กน้อย

“ไม่กี่หมัดข้าก็ล้มเจ้าได้แล้ว ผู้ใดพูดว่าจะรับหมัดของเจ้ากัน” เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะ ทำเอาเสียจื่ออี้หน้าถอดสี “เจ้าเด็กปากร้าย หวังว่าเจ้าจะไม่ได้มีดีแค่ปาก!”

ระหว่างที่พูดนั้น เสียจื่ออี้ก็ก้าวเท้าออกมาก้าวหนึ่ง เดินตรงไปข้างหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วใช้หมัดสายฟ้ามรกตโจมตีกลางศีรษะของอีกฝ่าย!

สายฟ้ามากมายกระจายไปทั่วทั้งร่างของเสียจื่ออี้ ทำให้เขาดูไม่ต่างกับเทพอัสนีเลยสักนิด

ปราณจิตราที่น่ากลัวรวมเข้ากันเป็นจุดเดียว เต็มไปด้วยโลกลวงตาแห่งสายฟ้า บีบอัดจนมีขนาดเท่ากำปั้น คล้ายกับลูกสายฟ้าที่พาดไปทางเยี่ยนจ้าวเกอตามพลังหมัดของเสียจื่ออี้

โลกลวงตาที่กลายสภาพมาจากปราณจิตราของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาย่อมเหนือกว่าขั้นอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะหดเล็กลงไปมาก ทว่าพลังกลับอัดแน่น

สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นปกติ เขาผลักฝ่ามือหนึ่งออกไปด้านหน้าเช่นเดียวกัน ปราณจิตราของเขาราวกับมังกรเพลิงมากมายที่พรั่งพรูออกมา แล้วผสานเข้าด้วยกันในชั่วพริบตา กลายเป็นโลกแห่งเพลิงที่ร้อนแรงใบหนึ่ง!

ในโลกแห่งเพลิงที่ลุกโชน เตากลั่นโอสถสีแดงอมม่วงเตาหนึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ควบคุมฟ้าดินเอาไว้!

เมื่อภาพฉากนี้ปรากฏ ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนแต่อ้าปากตาค้าง

สวีเฟยและถังหย่งฮ่าวที่นั่งปรับลมปราณอยู่ข้างๆ ต่างเผยสีหน้าตกตะลึง

ซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเลที่หลังจากประมือกับถังหย่งฮ่าวก็ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ ราวกับว่าการประชุมฝ่านภานี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน บัดนี้สีหน้าของเขาเผยความประหลาดใจเช่นเดียวกัน

หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสงที่เดิมควรจะเป็นจุดสนใจตั้งแต่ปรากฎกาย ตอนนี้กลับทำตัวถ่อมตนราวกับไม่มีตัวตนอย่างไรอย่างนั้น แววตาที่เป็นประกายของเขาจับจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ

จางเหยาเปิดปากกล่าวออกไปว่า “ปราณจิตรากลายเป็นโลกลวงตา?! ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง!”

นางเบือนหน้ากลับไปมองเซี่ยโยวฉานและหร่วนผิง “ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เพิ่งอยู่ในขั้นเคียงนภาหรอกหรือ”

เวลานี้หร่วนผิงไม่สนใจภาพลักษณ์แล้วเช่นเดียวกัน เขาอ้าปากค้าง และมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างเหม่อลอย

บัดนี้เป็นเซี่ยโยวฉานที่นิ่งเงียบไม่พูดจา ตัวเขาเองก็เสียดายในภายหลังเช่นกันที่ไม่ได้ทดสอบเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนั้น เคราะห์ดีที่เซี่ยโยวฉานสั่งให้หยุดได้ทันเวลา

คนอื่นๆ ในเหตุการณ์ตื่นตกใจ ส่วนเสียจื่ออี้นั้นยิ่งอ้าปากตาค้าง “ตอนที่โจมตีหลิวเซิ่งเฟิง ไม่ใช่ว่าเพิ่งอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นหรอกหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ปิดบังพลังฝึกปรือเอาไว้ล่วงหน้า แล้วโจมตีคู่ต่อสู้จนรับมือไม่ทัน ทว่าแสดงพลังความสามารถของตนออกมาตั้งแต่เป็นในทีแรก

เขาหัวเราะหยัน “ภาพที่ข้าอยากเห็นมาโดยตลอด ตอนนี้กลายเป็นจริงแล้ว”

ชายหนุ่มผลักฝ่ามือหนึ่งออกมาด้านหน้า เตากลั่นโอสถสีแดงม่วงภายในโลกลวงตา พลันสั่นไหวโครมครามขึ้น ราวกับว่ามีสิ่งของอะไรจะพุ่งพรวดออกมา

ชั่ววูบถัดมา ฝาเตาเปิดออก เปลวเพลิงที่ลุกโชนไหลทะลักออกมาข้างนอก

จากนั้นก็เห็นลิงยักษ์ตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากข้างในนั้น มันตัวใหญ่ค้ำฟ้า ราวกับเคลื่อนเขาย้ายทะเลได้!

ท่ามกลางเสียงร้องคำรามบ้าคลั่งของลิงตัวนั้น มันต่อยหมัดหนึ่งออกมาด้านหน้า ม้วนเอาเพลิงลุกโชนไร้ขอบเขตพลิ้วไหวไปด้วยกัน แรงปะทุที่ชวนหวาดหวั่นโจมตีโลกลวงตาที่มีลักษณะเป็นลูกหนังสายฟ้า อันกลายสภาพมาจากปราณจิตราของเสียจื่ออี้จนสลายเป็นจุณ!

ฝ่ามือดุสิต วิชาวายุอัคคี และหมัดอสูรวานรจอมพลัง สามวิชารวมเป็นหนึ่ง พลังระเบิดปะทุ ปรารถนาจะพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินทันที!

สีหน้าของเสียจื่ออี้พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว “มิน่าเล่าถึงอาศัยขั้นเคียงนภาระยะต้น เอาชนะหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ขั้นเคียงนภาระยะท้ายได้ ไม่ธรรมดาอย่างที่คาดไว้”

เขาไม่กล้าเมินเฉยแม้แต่น้อย สำแดงวิชาร่างเงาอสุนีซึ่งเป็นวิชาสืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ออกมา ร่างกายถอยร่นราวกับสายฟ้า ประหนึ่งกับกลายเป็นเงาลวงตา

ถึงกระนั้นความเร็วของเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ช้าไปกว่าเขาเลยสักนิด พลังลมนภาจากคัมภีร์วายุจิตราผนึกกับวิชาวายุอัคคีเปิดฉากออกไปพร้อมกัน ไล่ตามร่างของเสียจื่ออี้ที่ถอยร่นไปติดๆ ไม่ให้โอกาสเขาได้พักหอบหายใจเลยสักนิด

สีหน้าเสียจื่ออี้บึ้งตึง ลำแสงส่องวาบในมือ ประกายกระบี่หนึ่งจู่โจมมาทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างรวดเร็ว

กระบี่หนึ่งแทงออกไป ทักษะ สายตา และความเร็วผสานกัน!

อัสนีประกายแสง หนึ่งในสามยอดวิชาอัสนี วิชาสืบทอดหลักของตำหนักอัสนีสวรรค์!

ประกายกระบี่ในมือเสียจื่ออี้เปล่งประกายวับวาบอย่างต่อเนื่อง ประกายกระบี่นับสิบเล่มส่องแสง คล้ายกับเชื่อมต่อกันเป็นเส้นเดียว

อัสนีประกายแสงประสาน!

ดวงตาเยี่ยนจ้าวเกอไม่กะพริบอยู่ครู่หนึ่ง กระบี่วิญญาณมังกรมรกตที่ร้องคำรามออกมาจากฝัก กลายสภาพเป็นแสงมรกต เข้าปะทะกับกระบี่ผนึกหมอก อาวุธวิญญาณระดับล่างของเสียจื่ออี้

กระบี่เจ็ดดาราสำแดงเดช แสงดาราโปรยปราย ท้องนภาบัดนี้เต็มไปด้วยดวงดาว สายฟ้านับสิบสายโถมเข้ามาภายใน ไม่เห็นร่องรอยในทันที

สีหน้าเสียจื่ออี้จริงจังยิ่งขึ้น แล้วปล่อยกระบี่ออกไปอีกครั้ง

เขาปล่อยกระบี่ออกไปครั้งนี้ ประกายกระบี่กลายสภาพเป็นดั่งผืนผ้าไหมสีม่วงที่แผ่ออก หลอมรวมราวกับมีรูปลักษณ์อยู่จริงก็ไม่ปาน พลังกว้างใหญ่ไพศาล ประดุจกับสายรุ้งยาวทอดข้ามท้องนภา!

อัสนีสั่นสะท้าน หนึ่งในสามยอดวิชาอัสนี!

กระบี่นี้ไม่เหมือนเช่นอัสนีประกายแสงประสานที่เน้นความเร็วและทักษะ แต่เป็นกระบวนท่าสังหารที่ปะทุปราณแท้ทั่วกายในพริบตา ทำให้กระบวนท่าทวีอานุภาพอย่างมาก

ทว่านี่ยังไม่นับว่าหมดสิ้น บนใบหน้าเสียจื่ออี้พลันมีแสงสีแดงวาบผ่าน

กระบี่แรกของเขาเพิ่งส่งออกไป กระบี่ที่สองตามติดไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแทบจะหยิบกระบี่ยาวมาใช้เป็นง้าว ผ่าแสกไปทางศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอสุดพลังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้!

อานุภาพของกระบี่ที่สองนี้ไม่ด้อยไปกว่ากระบี่แรกเลยแม้แต่น้อย ประกายกระบี่ที่ชวนหวาดผวาทั้งสอง เล่มหนึ่งแนวขวาง เล่มหนึ่งแนวตั้ง ประกอบเป็นกากบาทขนาดมหึมา

อัสนีวัฏจักร กระบวนท่าสุดท้ายของสามยอดวิชาอัสนี!

กระบี่แรกเป็นการโจมตีด้วยแรงทั้งหมดของเสียจื่ออี้ จอมยุทธ์สูงสุดขั้นเคียงนภาระยะท้ายผู้นี้

แต่หลังจากปล่อยมหากระบวนท่าเช่นนี้แล้ว ไม่ต้องฟื้นปราณทั้งหมดก็สามารถปล่อยกระบี่ที่สองออกไปได้ทันที อานุภาพไม่ด้อยกว่ากระบี่ก่อนหน้านี้เลยสักนิด!

กระบี่แรกไม่ได้เก็บพลังเอาไว้ หลังปล่อยพลังโจมตีที่มีพลังรุนแรงที่สุดออกไปแล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ กลับสามารถปล่อยกระบี่ที่สองออกไปได้อย่างรวดเร็ว!

คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันรับกระบี่แรกก็สูญเสียกำลังกายแล้ว จึงยากจะตอบโต้กระบี่ที่สองได้

ซึ่งก็คือกระบวนท่าสังหารที่สืบทอดกันในตำหนักอัสนีสวรรค์นั่นเอง!
บทที่ 177
สามยอดวิชาอัสนี นำเอาลักษณะเด่นที่รวดเร็วและรุนแรงของวิชาวรยุทธ์สืบทอดสายตำหนักอัสนีสวรรค์ออกมา

อัสนีประกายแสงและอัสนีสั่นสะท้าน สองกระบวนท่านี้ธรรมดา แต่อัสนีวัฏจักรซึ่งเป็นกระบวนท่าสุดท้ายนั้น กลับลึกซึ้งจนถึงแก่นวิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์

พลังอานุภาพยิ่งใหญ่ อีกทั้งกลับลึกซึ้งจนยากจะฝึกฝน

ซึ่งมหาปรมาจารย์มากมายล้วนฝึกกระบวนท่านี้ไม่สำเร็จ ผู้ที่อยู่ในระดับมหาปรมาจารย์ที่สามารถฝึกฝนกระบวนท่าอัสนีวัฏจักรนี้ได้สำเร็จ จวบจนบัดนี้ ทั่วทั้งประวัติศาสตร์ของตำหนักอัสนีสวรรค์มีเพียงหยิบมือ!

อาศัยเพียงกระบวนท่าอัสนีวัฏจักรนี้ท่าเดียว ไม่แปลกนักที่ผู้คนมากมายจะยกย่องเสียจื่ออี้ว่าเป็นปรมาจารย์ที่แกร่งที่สุดในขั้นฝ่านภา!

เซี่ยโยวฉานมองกระบวนท่านี้ พลางส่ายหน้าเล็กน้อย เพราะการประมือกับเสียจื่ออี้ก่อนหน้าของนาง เสียจื่ออี้ไม่ได้ใช้อัสนีวัฏจักรออกมาแต่ นางก็พ่ายแพ้เสียแล้ว

หากเปลี่ยนเป็นหลิวเซิ่งเฟิง ผลลัพธ์ก็คงเป็นเช่นเดียวกัน เกินกว่าครึ่งไม่อาจบีบบังคับให้เสียจื่ออี้นำสุดยอดกระบวนท่าที่เก็บซ่อนไว้นี้ออกมาใช้ได้ ก็ถูกโจมตีจนพ่ายแพ้

เมื่ออัสนีวัฏจักรออกมา แม้แต่สวีเฟย ถังหย่งฮ่าว และซ่งเฉาต่างก็ใจจดใจจ่อมากขึ้นหลายส่วน

เพราะล้าหลังกว่ากลุ่มของสวีเฟยก้าวหนึ่ง จึงเป็นความทุกข์ใจของเสียจื่ออี้ตลอดมา ทว่าในสายตาของเสียจื่ออี้ เขาไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าสวีเฟยและถังหย่งฮ่าวเลยสักนิด

กระบวนท่านี้ เดิมเป็นไม้ตายที่เสียจื่ออี้เก็บเอาไว้ คิดที่จะท้าประลองพวกเขา!

เพียงแต่ประจัญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอไม่กี่รอบสั้นๆ เสียจื่ออี้ก็ตระหนักได้แล้ว ว่าชายหนุ่มเป็นศัตรูที่ถึงเขาจะสำแดงพลังทั้งหมดก็ยังไม่แน่ว่าจะประลองชนะได้!

เสียจื่ออี้ไม่กล้าเก็บซ่อนพลังเอาไว้แม้แต่น้อย ฟันกระบี่ไปที่เยี่ยนจ้าวเกอโดยตรง!

กระบี่ทะเลหมอก อาวุธวิญญาณระดับล่างผสานรวมกับเจตจำนงกระบี่ของเสียจื่ออี้ แปรสภาพเป็นสายฟ้าสีม่วงสองสาย ตัดสลับกันเป็นกากบาทตัดฟ้าหั่นดิน

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นเช่นนั้นก็ยกยิ้มเล็กน้อย ขณะที่กระบี่วิญญาณมังกรมรกตในมือสั่นสะเทือนดุจมังกรคำรามยาว แสงมรกตก็บินว่อน ต้านรับกับอัสนีวัฏจักรของเสียจื่ออี้

แสงมรกตทอดข้ามท้องนภา กระแทกด้านบนของสายฟ้าเลขสิบสีม่วงเป็นอันดับแรก

ไม่ได้หยุดพักแม้แต่น้อยเช่นเดียวกัน แสงมรกตสายที่สองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ตามแสงมรกตสายแรกไปติดๆ ตกลงบนสายฟ้ากากบาทสีม่วงเช่นกัน

ลูกตาดำเสียจื่ออี้พลันหดเล็กลง “มันใช้ท่าอัสนีวัฏจักรแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ของข้าได้อย่างไรกัน?!”

เฉินหลินและศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์คนอื่นๆ ส่งเสียงร้องตกใจ

ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ที่นำคณะตำหนักอัสนีสวรรค์ บัดนี้ดวงตาทั้งคู่ราวกับสายฟ้า สายตาพุ่งไปที่ฟางจุ่นอย่างรวดเร็ว

คนอื่นๆ ก็นิ่งอึ้งไปเช่นเดียวกัน พวกเขายังไม่ทันหลุดออกจากภวังค์ เยี่ยนจ้าวก็ฟันกระบี่วัฏจักรที่สามออกไป!

เสียจื่ออี้อ้าปากตาค้าง “เป็นไปไม่ได้!”

กระบวนท่าอัสนีวัฏจักรแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ สามารถโจมตีต่อเนื่องได้เพียงสองวัฏจักรเท่านั้น

การโจมตีสุดพลังเช่นนี้ต่อเนื่องสามกระบวนท่า สิ่งที่พลังจะทลายเป็นอันดับแรกก็คือเส้นลมปราณของจอมยุทธ์เอง!

ไม่ว่าเสียจื่ออี้จะรับมือได้ยากเย็นเพียงใด แต่กระบี่ที่สามของเยี่ยนจ้าวเกอกลับส่งสียงร้องคำรามดังก้องทำลายล้างออกมา บดขยี้ปราณจิตราที่แตกกระเจิงไปแล้วของเขาจนเป็นจุณอย่างง่ายดาย ท่ามกลางสายตาที่หวาดผวาและทนไม่ไหวของเสียจื่ออี้

ประกายกระบี่กากบาทอันแก่กล้าพังทลายจนหมด!

จากนั้นหมัดขนาดมหึมาหมัดหนึ่งพลันขยายใหญ่ขึ้นจากขอบสายตาของเสียจื่ออี้ จนกระทั่งเต็มๆ ตาเขา!

โลหิตกระเซ็นในอากาศ!

หมัดหนักของเยี่ยนจ้าวเกอต่อยไปบนสันจมูกของคู่ต่อสู้ครั้งหนึ่ง จนอีกฝ่ายเลือดกำเดาไหลโชก

ทั้งกายเสียจื่ออี้กระเด็นถอยหลังออกไป บนร่างส่องลำแสงวาบผ่าน จี้หยกชิ้นหนึ่งบนคอของเขาแตกออกเป็นเสี่ยงๆ หากไม่ได้ของวิเศษชิ้นนี้ปกป้องกายได้ทันกาล เขาคงจะถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนศีรษะระเบิดในเสี้ยววินาที!

แม้จะเป็นเช่นนี้ เขาก็ล้มลงพื้นอยู่ดี ตะเกียกตะกายลุกไม่ได้ขึ้นอยู่นาน

ทุกคนล้วนมองดูเสียจื่ออี้ที่จนตรอกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ด้วยความเหม่อลอย ยากจะจินตนาการได้จริงๆ ว่านี่เป็นบุตรแห่งสรรค์ที่มีจิตใจฮึกเหิมเมื่อครู่

ทว่าต่อจากนั้น ความสนใจของพวกเขากลับไม่ได้อยู่ที่เสียจื่ออี้อีก แต่หันศีรษะไปมองเยี่ยนจ้าวเกอแทน มองชายหนุ่มด้วยสีหน้ายากจะเชื่อ

มีศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอ่ยถามถังหย่งฮ่าวด้วยความประหลาดใจว่า “ศิษย์พี่ถัง เมื่อครู่นั่นเป็น…ท่าอัสนีสามวัฏจักรหรือ”

ถังหย่งฮ่าวขมวดคิ้ว ส่ายศีรษะครู่หนึ่ง “แค่ดูคล้ายกับอัสนีวัฏจักรของตำหนักอัสนีสวรรค์เท่านั้น แท้จริงแล้วไม่เหมือนกัน แต่ความลี้ลับมหัศจรรย์ภายในนั้น ตอนแรกข้าเองก็มองเห็นไม่ชัดนัก”

เยี่ยนจ้าวเกอเก็บกำปั้นของตนกลับมา ร่ายบทกวีเสียงยาวว่า “เวลาที่ดอกไม้บานมักมีไม่นาน เสียงวิชชุชั่วดีดนิ้ว”

เขาเก็บกระบี่วิญญาณมังกรมรกตขึ้นมา แล้วมองเสียจื่ออี้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ต้องรับหมัดของเจ้า เจ้ารับหมัดข้าก็พอแล้ว”

ขณะนี้เสียจื่ออี้ยังคงเหม่อลอยอยู่บ้าง บรรดาศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ต่างก็งงงัน แม้กระทั่งยอดฝีมือแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ผู้นำคณะมาที่แห่งนี้เอง ก็ขมวดคิ้วเป็นปมแน่นเช่นกัน หลุดเข้าสู่ภวังค์ความคิด

ทุกๆ คนในสนาม ล้วนมีสีหน้าตกตะลึง

เฉินหลินคืนสติกลับมา จดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้าแอบเรียนอัสนีวัฏจักรแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ของข้ามาจากที่ใด”

เยี่ยนจ้าวเกอมองนางแวบหนึ่งด้วยความเวทนาอยู่บ้าง “ไม่เข้าใจไม่สำคัญ แต่ในเมื่อไม่รู้ก็พูดให้มันน้อยๆ หน่อย ไม่เข้าใจแล้วยังแสร้งทำเป็นเข้าใจ ก็คงทำได้เพียงปล่อยไก่ขายหน้าเท่านั้น กลับไปถามผู้อาวุโสสำนักเจ้าดู ว่าที่ข้าใช้คืออัสนีวัฏจักรหรือไม่ ส่วนที่อ้างถึงเรื่องแอบเรียนเคล็ดวรยุทธ์ หลินโจวสำนักเจ้าเรียนวิชาคมเชือกได้เช่นไร ข้าเองก็รู้สึกสงสัยอย่างมากเช่นกัน”

เฉินหลินกัดฟันกรอด คิดอยากจะพูดย้อนกลับให้ถึงที่สุด ยืนยันเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอแอบเรียนให้ได้เสียก่อนค่อยว่ากัน

แต่ถึงอย่างนั้นเพราะผู้อาวุโสของตนไม่พูดอะไร เฉินหลินจึงรู้สึกไม่มั่นใจ การที่ผู้อาวุโสสำนักตนไม่พูด นั่นหมายความว่าในสายตาฟางจุ่น ซานสือเวิงและคนอื่นๆ ก็สามารถชี้ขาดได้เช่นกัน ว่าวิชาวรยุทธ์ที่เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกมา ไม่ใช่อัสนีวัฏจักรจริงๆ

ทว่าผลลัพธ์เช่นนี้ ทำให้เฉินหลินและศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์คนอื่นๆ ยิ่งไม่อาจยอมรับได้

อาหู่ส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ ว่า ‘คุณชายขอรับ สามกระบี่วัฏจักรเมื่อครู่ของท่าน แท้จริงแล้วใช่หรือไม่ใช่กันแน่?’

สำหรับเขา เยี่ยนจ้าวเกอย่อมไม่ปิดบัง จึงตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อนว่า ‘ไม่ใช่เพลงกระบี่แต่อย่างใด ทั้งยังไม่เหมือนอัสนีวัฏจักร แต่เป็นวิชาปลดปล่อยพลังรูปแบบหนึ่ง ที่นำเพลงกระบี่ เพลงหมัด และเพลงดาบส่งเสริมพลังได้ แก่นของอัสนีวัฏจักรนั้นอยู่ที่หลังจากโจมตีเต็มกำลังแล้วสามารถฟื้นพลังได้ในพริบตา จากนั้นทำการรุกโจมตีครั้งที่สองออกไปทันที อีกทั้งพลังของกระบี่ที่สองนั้นยังไม่ด้อยไปกว่ากระบี่แรกเลยสักนิด’

อาหู่พยักหน้า ในสถานการณ์เช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นการประชันกับคู่ต่อสู้ที่พลังฝึกปรือสูงกว่าตนเล็กน้อย ด้วยกระบวนท่าวัฏจักรสังหารเช่นนี้ จอมยุทธ์ก็สามารถปราบศัตรูจนได้ชัยชนะได้เช่นกัน

หากพลังฝึกปรือของคู่ต่อสู้เท่ากับหรือต่ำกว่าผู้ใช้วิชา เช่นนั้นกระบวนท่าอัสนีวัฏจักรท่านี้ก็เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะให้ผลโจมตีสังหารได้ในวินาทีเดียว

‘ข้าไม่เคยเรียนรู้ท่าอัสนีวัฏจักรมาก่อน รายละเอียดเฉพาะเคล็ดวิชาปลดปล่อยพลังของเขานั้นข้าไม่ชัดเจน แต่หลักการส่วนมากเข้าใจได้ หัวใจสำคัญของการปลดปล่อยพลังอย่างต่อเนื่องของมันอยู่ที่การโคจรของปราณแท้’ เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอธิบาย ‘นี่คือกระบวนท่าระดมพลังทั่วกาย ปราณจิตราชั้นในจุดลมปราณและในจุดตันเถียนต้องระเบิดออกพร้อมกัน หลังจากผู้ใช้วิชาปล่อยกระบี่แรกออกไป แต่เดิมปราณแท้ควรจะตามติดปราณหลังจากที่ภายในร่างกายเกิดการหมุนเวียน กลับสู่จุดตันเถียนใหม่อีกครั้ง จากนั้นตอนที่ปลดปล่อยพลังครั้งต่อไป ปราณจิตราออกมาจากจุดตันเถียนส่งออกมาผ่านทางเส้นลมปราณ ใช้เคล็ดวรยุทธ์อัสนีวัฏจักร ก็ต้องหลังจากปลดปล่อยพลังครั้งแรก ตัดขาดการไหลเวียนปกติของปราณแท้ภายในร่างกาย ขัดขวางปราณแท้ไม่ให้กลับสู่จุดตันเถียน เสริมการไหลทวนกลับของปราณแท้ทันทีหลังจากที่หยุดชะงักลง แล้วจึงปล่อยกระบี่ที่สองออกไป’

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอีก ‘บรรลุปรมาจารย์ บรรลุปราณจิตรา ก็ได้มาจากการฝึกฝนกำลังภายในย้อยศร แต่การที่ต้องนำปราณจิตราทั่วร่างไหลทวนย้อนศร นับว่ายังไม่ใช่การฝึกฝนประจำวัน แต่เป็นการสังหารที่ไร้ขอบเขต นี่เป็นภาระที่หนักหนายิ่งต่อร่างกายของจอมยุทธ์ ไม่ต้องพูดถึงปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในกับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกเลย ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาจนกระทั่งถึงขั้นปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาล้วนน้อยนักจะทำได้ ดังนั้น จอมยุทธ์ปรมาจารย์น้อยคนนักจะสามารถฝึกฝนอัสนีวัฏจักรได้สำเร็จ’

เขาใช้กระแสเสียงพูดถึงตรงนี้ก็ยักไหล่ ‘กล่าวเช่นนี้อาจจะไม่ค่อยสุภาพเท่าใดนัก แต่ว่าสุดยอดวิชาแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้านี้ แท้จริงแล้วเป็นวิชาที่มีข้อบกพร่องอย่างใหญ่หลวง’
บทที่ 178
อาหู่ได้ยินคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ก็ยกยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้ ‘คุณชาย หากคำพูดนี้ของท่านถึงหูคนตำหนักอัสนีสวรรค์เข้า เกรงว่าพวกเขาต้องเอะอะโวยวายแน่ขอรับ’

ไม่เพียงแต่อัดเสียจื่ออี้ ศิษย์รุ่นเยาว์ผู้โดดเด่นแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์จนจมดินเท่านั้น ยังพูดโพล่งว่าวิชาอัสนีวัฏจักร วิชาลับสืบทอดของสำนักมีข้อบกพร่องอันใหญ่หลวงอีก เกรงว่าไม่เพียงเฉินหลินและศิษย์อ่อนอาวุโสคนอื่นๆ จะเอะอะโวยเท่านั้น ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ของตำหนักอัสนีสวรรค์คงจะมาหาเรื่องเยี่ยนจ้าวเกอด้วยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ ‘กระบวนท่าอัสนีวัฏจักรท่านี้ ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ หากพลังฝึกปรือไม่ถึงขั้นที่กำหนด ก็ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องเช่นนั้นแล้วมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะสร้างความบอบช้ำภายในเส้นลมปราณของตนเอง ส่วนจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เฉกเช่นเสียจื่ออี้ ต้องบอกว่าฝึกกระบวนท่านี้ได้สำเร็จ นับว่าเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน แต่ก็ใช้ได้เพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น ในเวลาอันสั้นใช้วิชาต่อเนื่องกันถึงสองครั้ง ถึงไม่ต้องรอให้ผู้อื่นโจมตี ก็ต้องพังทลายลงด้วยตนเอง’

อาหู่ถามด้วยความอยากรู้ว่า ‘เช่นนั้นกระบวนท่าเมื่อครู่ของคุณชายท่าน…’

เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้นอีก ‘นั่นเป็นลูกเล่นเล็กๆ น้อยที่ข้าสร้างขึ้นเองตอนที่ศึกษาเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าอย่างละเอียด ซื่งก่อนหน้านี้เป็นเพียงต้นแบบนั้น รอให้สมบูรณ์ก่อนเถอะ’

เขาชูมือขวาของตนขึ้นครู่หนึ่ง ‘รายละเอียดในนั้นมีมากมายยิ่ง คราวหลังมีเวลาว่างจะค่อยๆ อธิบายให้เจ้าฟัง หากเป็นหลักการคร่าวๆ ละก็ นับเป็นปราณจิตราที่มุ่งโคจรเป็นวงกลม หลังจากระเบิดครั้งแรกแล้ว กลับไม่ย้อนกลับไปยังจุดตันเถียน แต่หมุนวนอย่างรวดเร็วภายในเส้นลมปราณที่แขนโดยตรง คล้ายกับตำแหน่งที่คนปล่อยพลังทีเดียว เพียงสร้างพลังจากจุดตันเถียนน้อยชั่วคราว และใช้งานเฉพาะส่วน’ เยี่ยนจ้าวเกออธิบาย ‘บริเวณที่ข้าเลือกเมื่อครู่ คือจุดเสินเหมินส่วนมือ ใช้จุดลมปราณนี้แปรสภาพเป็นจุดตันเถียนชั่วคราว จุดตันเถียนนี้ไม่เก็บสะสมปราณจิตราแต่อย่างใด เป็นการสร้างศูนย์กลางหนึ่งในการหมุนเวียนปราณจิตราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทำเช่นนี้แล้ว ปราณจิตราจะกลายเป็นวงกลม และปลดปล่อยพลังสองครั้งด้วยกลวิธีวัฏจักรเล็ก แต่ไม่เหมือนอัสนีวัฏจักรของตำหนักอัสนีสวรรค์ ที่ย้อนกลับอย่างตรงไปตรงมา’

เมื่ออาหู่ได้ฟังก็เข้าใจทันที ‘เมื่อทำเช่นนี้แล้ว แรงกดดันและความเสียหายต่อเส้นลมปราณก็บรรเทาลงอย่างมาก ขอแค่ผู้ใช้วิชามีพลังเพียงพอ ก็สามารถโจมตีวัฏจักรสาม วัฏจักรสี่ กระทั่งวัฏจักรห้า หรือมากกว่านั้นได้อย่างง่ายดาย!’

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ ‘ไม่ผิด วัฏจักรยิ่งมากเท่าใด ความแน่นอนในกำลังการต่อสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น แต่การจะสังหารคู่ต่อสู้นั้น ความเร็วในการฟื้นพลังเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ไม่ใช่เหตุผลในการตัดสินแพ้ชนะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพ้ชนะมีมากมายยิ่ง แต่ยามที่ปัจจัยอื่นห่างชั้นไม่มากนัก ความเร็วในการฟื้นพลังก็ดูเหมือนว่าสำคัญเป็นอย่างมาก’

อาหู่เอ่ย ‘คุณชายขอรับ วิชาที่ท่านเพิ่งพูดถึงเมื่อครู่ เป็นวิชาที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ยังไม่สมบูรณ์ใช่ไหมขอรับ เช่นนั้นหากสมบูรณ์ จะเป็นเช่นไรหรือขอรับ’

ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ‘นี่เพิ่งจะเป็นก้าวแรกเท่านั้น หลักการวิชาวรยุทธ์ในใต้หล้ามีเป็นพันเป็นหมื่น แต่ละหลักการล้วนมีประโยชน์เป็นของตัวเอง แต่หลักการใหญ่จะเรียบง่ายที่สุด ยิ่งพัฒนาสูงขึ้นเท่าใด แท้จริงแล้วก็ยิ่งจะมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน หากเป็นการต่อสู้จริงละก็ คงหลีกหนีความรวดเร็วและความแข็งแกร่งไม่พ้น แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงและแฝงไปด้วยหลักการมากมาย แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นจริงล้วนพิจารณาจากสองจุดนี้ พลังสามารถฉีกความว่างเปล่าได้ ความเร็วสามารถเคลื่อนกาลเวลาไปมาได้ สำหรับในบางความหมายแล้ว ก็คือการปรากฎออกมาในรูปแบบหนึ่งที่พลัง ‘มาก’ และมีความเร็ว ‘ว่องไว’’

เขาถอนหายใจพลางพูดว่า ‘ยิ่งสูงขึ้น ก็ยิ่งมีหลักการบางอย่าง ไม่ใช่เรื่องที่พลังและความเร็วจะสามารถบรรยายต่อไปได้ แต่ถ้าหากสูงขึ้นต่อไปอีก หลักการใหญ่กลับสู่พื้น เป็นหลักที่สูงขึ้นไปอีกขั้น หลักการใหญ่กลับสู่จุดเริ่มต้น กลับสู่ความดับสูญ จากนั้นก็ไม่มีอยู่ อดีตหรืออนาคตล้วนไร้ความหมาย’

อาหู่เกิดอาการงุนงงอยู่บ้าง ‘…คุณชายขอรับ?’

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะพลางกล่าว ‘ไม่เข้าใจรึ แท้จริงแล้วหลายสิ่งข้าเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เพียงแต่หยุดอยู่ที่หน้ากระดาษก็เท่านั้นเอง สิ่งเหล่านี้ที่อยู่บนกระดาษ ก็ไม่รู้เช่นกันว่าในที่สุดแล้วถูกหรือผิด แต่ความลี้ลับมหัศจรรย์ที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้นั่นเอง ที่ดึงดูดให้พวกเราไม่หยุดสืบเสาะ ศึกษาวรยุทธ์ ด้านหนึ่งถึงแม้ว่าจะสามารถชิงชัยกับผู้คนได้ก็ตาม แต่ในอีกด้านหนึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นการเข้าใจทั้งหมดทั้งมวลของโลกนี้ที่ยังไม่รู้ด้วยเช่นกัน’

อาหู่เกาศีรษะอยู่ครู่หนึ่ง หัวเราะร่าพลางกล่าว ‘หลักการนี้ ข้าน้อยกลับฟังเข้าใจ’

ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่พูดคุยกันอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง เวลานี้คนอื่นต่างก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา สายตาที่มองไปทางชายหนุ่มล้วนร้อนผ่าวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

เสียจื่ออี้ไม่ใช่ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายทั่วไปที่จะสามารถเทียบเคียงได้ ถึงขั้นที่พูดได้ว่า ในบรรดาวีรบุรุษอัจฉริยะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก และจอมยุทธ์สืบทอดหลัก ล้วนไม่ใช่ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายคนอื่นๆ จะเทียบเคียงได้ ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยโยวฉานแห่งหอคลื่นโหม หรือจะเป็นหลิวเซิ่งเฟิงแห่งเขาไร้พรมแดน ต่างก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา

การสืบทอดขุมกำลังอื่นนอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหก ก็ไม่แน่ว่าจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภาจะสามารถต่อสู้กับเสียจื่ออี้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นบุตรแห่งสวรรค์คนนี้ ตอนนี้กลับถูกระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางโจมตีจนพ่ายแพ้!

…พูดถึงตรงนี้แล้ว ฝูงชนก็ยิ่งโกลาหลกันอีกพักหนึ่ง “เยี่ยนจ้าวเกอสามารถพัฒนาตนเองไปจนถึงระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางภายในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นตอนที่เขาประมือกับหลิวเซิ่งเฟิงก่อนหน้านี้ เขาตั้งใจเก็บพลังเอาไว้ อำพรางระดับขั้นที่แท้จริงของตนเองเอาไว้อย่างนั้นใช่หรือไม่”

“แต่นั่นก็ไม่ถูกนี่!” หร่วนผิงขมวดคิ้ว “ตามคำเล่าลือ ก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งจะเลื่อนถึงขั้นเคียงนภาระยะต้น ต่อให้ตอนนั้นอำพราง ตอนที่มาถึงเขานิมิตเมฆเมื่อครึ่งกว่าปีกว่าก่อน ยังเป็นขั้นเคียงขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายอยู่แท้ๆ ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายกระโดดไปขั้นเคียงนภาระยะกลาง ใช้ระยะเวลาแค่ครึ่งปีกว่าๆ อย่างนั้นหรือ!”

หร่วนผิงรู้สึกว่าตนเองปวดหัวอยู่บ้าง “คงไม่ใช่ว่าตอนที่เขามาเขานิมิตเมฆนั้น ก็อำพรางพลังฝึกปรือด้วยเช่นกัน?”

จางเหยาที่อยู่ข้างกายเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “ศิษย์พี่เยี่ยน พลังฝึกปรืออันไหนเป็นของจริง อันไหนเป็นของปลอมกันแน่ ไม่ว่าจะคิดอย่างไร ก็รู้สึกว่าไม่อาจเข้าใจได้!”

หลังจากที่เซี่ยโยวฉานมองเยี่ยนจ้าวเกออย่างลึกซึ้งครู่หนึ่ง จึงกล่าวตอบว่า “ไม่ว่าจะคิดคำนวณอย่างไร มีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ ศิษย์น้องเยี่ยนที่ตอนนี้อายุยี่สิบต้นๆ ได้เป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางเรียบร้อยแล้ว”

หร่วนผิงและจางเหยาได้ยินดังนั้น ต่างก็พยักหน้าพร้อมกัน

ด้านเมืองทะเลมรกต หลี่จิ้งหว่านมองไปทางซ่งเฉาและเยี่ยฉงโจว ยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “ถึงจะบอกว่าอายุเท่าๆ กัน แต่เมื่อมองศิษย์พี่เยี่ยนแล้ว จิ้งหว่านรู้สึกว่าตนเองก็ไม่ต่างกันคนโง่เขลาคนหนึ่ง”

เยี่ยฉงโจวโบกมือ “ศิษย์น้องหลี่อย่าได้กล่าวเช่นนี้ หากเจ้าจะกล่าวเช่นนี้ มิสู้ด่าว่าข้าเสียชาติเกิดไปเลยเล่า”

ตอนนี้เขาก็อยู่ในระดับขั้นเคียงนภาระยะกลางเช่นเดียวกัน

ซ่งเฉามองดูเยี่ยนจ้าวเกอเงียบๆ อยู่นานโดยที่ไม่พูดอะไรออกมา หลังจากนั้นครู่ใหญ่ถึงได้พูดว่า “บนโลกใบนี้มีผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุดจำนวนน้อยยิ่งนัก ทว่าก็โผล่ออกมาจากบรรดาผู้คนมากมาย แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องดูถูกตนเองจนเกินไป พวกเราล้วนเป็นคนจำนวนน้อยนั่น แต่เยี่ยนจ้าวเกอ เขาเป็นกลุ่มจำนวนน้อยมากในกลุ่มจำนวนน้อยยิ่ง”

ทางเขาไร้พรมแดน จี้ฮั่นหรูมองเยี่ยนจ้าวเกอ หลังจากนั้นครู่ใหญ่ก็ทอดถอนใจ “ข้าเทียบมันไม่ติดฝุ่นจริงๆ”

หลังจากตกเป็นฝ่ายแพ้ในตอนนั้นแล้ว จี้ฮั่นหรูพยายามมุมานะเพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ทั้งยังคิดจะไปหาเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อแก้มือ

ตัวเขาเองก็ยังไม่คู่ควรที่จะเป็นศิษย์สืบทอดหลักของเขาไร้พรมแดน เปลี่ยนแรงกดดันเป็นแรงผลักดัน ทะลวงจุดขวางกั้น เลื่อนขั้นจากขั้นเคียงนภาระยะต้นสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง

ทว่าวันนี้ได้พบความเร็วในการพัฒนาของเยี่ยนจ้าวเกอ กับพลังความสามารถที่แข็งแกร่งในระดับขั้นเดียวกันนั้น จี้ฮั่นหรูจึงหยุดพักความคิดที่จะชิงชัยชนะกับอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง

เพียงแต่ว่า ไม่เหมือนครั้งนั้นเมื่อครึ่งปีก่อน จี้ฮั่นหรู่ในตอนนี้ไร้ซึ่งความรู้สึกล้มเหลวและจิตตก ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้สึกแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าความห่างชั้นของทั้งสองฝ่ายมีมากจนเกินไป มากเสียจนหลังจากถึงระดับที่กำหนดแล้ว ก็ยังล้าหลังกว่าอีกฝ่ายจนตนเองไร้ซึ่งความคิดจงเกลียดจงชังเสียด้วยซ้ำ

ข้างกายเขา ดวงตาทั้งสองของจ้าวฮ่าวเป็นประกาย สีหน้าและท่าทางของเขาเคร่งขรึมเอาจริงเอาจังอย่างไม่เคยมีมาก่อน เขาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอไม่วางตา
บทที่ 179
แววตาของจ้าวฮ่าวเปล่งประกาย สีหน้าท่าทางเคร่งขรึมจริงจังอย่างที่เคยมีมาก่อน พลางจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่วางตาอยู่นาน โดยที่ไม่เอ่ยคำพูดใดๆ

บริเวณอีกฝั่งมีคนผู้หนึ่งที่คล้ายกับจ้าวฮ่าว ซึ่งก็คือหวงเจี๋ยแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

หวงเจี๋ยที่สงบเงียบมาโดยตลอด หลังจากเห็นปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอที่แปรสภาพเป็นโลกลวงตากับตาของตนเอง ทั้งยังเห็นพลังระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางด้วยตาของตนเอง ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยสงบนิ่ง ก็พลันทอประกายด้วยความตกตะลึง

ทันทีที่ประกายแสงนี้ส่องวาบผ่านไป ก็กลับเป็นปกติอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

หลังจากคอยจนได้เห็นเยี่ยนจ้าวเกอสำแดงพลัง โจมตีอัสนีวัฏจักรอันลือชื่อของเสียจื่ออี้จนได้รับชัยชนะแล้ว แววตาของหวงเจี๋ยที่แต่เดิมสงบนิ่ง ก็เปลี่ยนเป็นลึกล้ำยิ่งขึ้น

ข้างกายเขา ถังหย่งฮ่าวพลางพูดขึ้นเสียงเบาว่า “หวังจริงๆ ว่าจะสามารถประมือกับเขาให้ได้โดยเร็ว ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ คิดดูแล้วล้วนเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น”

เมื่อหวงเจี๋ยได้ยินดังนั้นแล้ว กลับไม่เอ่ยปากสักคำ

คนอื่นๆ ในตอนนี้ต่างก็ค่อยๆ ออกจากภวังค์

สายตาของทุกคน ล้วนจับจ้องไปที่ร่างของคนทั้งสาม ซ่งเฉา ถังหย่งฮ่าว และสวีเฟย

เสียจื่ออี้ที่เป็นผู้พ่ายแพ้ ตอนนี้เองเริ่มรับรู้การมีอยู่ของฝูงชนในสนาม และรู้สึกได้ว่ามีเพียงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาเพียงสามคนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติพอที่จะต่อสู้กับเยี่ยนจ้าวเกอ น่าเสียดายที่สวีเฟยและเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศิษย์สำนักเดียวกัน อีกทั้งความสัมพันธ์ยังสนิทชิดเชื้อกันอีก ต่อให้ต้องประมือ ก็ทำได้เพียงปิดประตูสำนักแลกเปลี่ยนความรู้กันเท่านั้น

ส่วนถังหย่งฮ่าวก็พูดอย่างชัดเจนว่าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่ใช้ระดับพลังฝึกปรือกดขี่คนอื่นทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้สายตาของผู้คนงจึงตกไปอยู่ที่ซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล

บุตรของซ่งอู๋เลี่ยง เจ้าเมืองทะเลมรกต ผู้นำรุ่นเยาว์แห่งเมืองทะเลมรกต ถึงแม้ว่าประชันกับถังหย่งฮ่าว ‘กระบี่แสงสว่าง’ จนเสียท่าไปกระบวนหนึ่ง แต่หากมองเพียงแค่การประมือ ก็รู้ได้ว่าซ่งเฉาไม่ใช่พวกที่มีชื่อเสียงจอมปลอมแต่แท้จริงแล้วไร้ความสามารถ

ทั้งเขายังถูกขนานนามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกออีกด้วย

ถึงแม้ว่าเมืองทะเลมรกตและเขากว่างเฉิงจะเป็นพันธมิตรกัน ทว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้กระทบกับการประลองแลกเปลี่ยนความรู้ของศิษย์แต่ละสำนักแต่อย่างใด ไม่ถึงขั้นต้องตัดสินด้วยความเป็นความตาย

กระนั้น เห็นได้ชัดว่าซ่งเฉาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอ ปล่อยให้สายตาของฝูงชนมองมาที่เขา โดยที่เขามีท่าทางที่อ่อนโยนและสงบเงียบเช่นเดิม

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของซ่งเฉา บรรดาผู้คนต่างก็รู้ว่าไม่มีทางได้เห็นการต่อสู้ระหว่างเขากับเยี่ยนจ้าวอย่างแน่นอน

การประชุมฝ่านภาดำเนินมาจนถึงตอนนี้ แม้ว่าจะมีการประมือระหว่างยอดฝีมือขั้นฝ่านภาอย่างหย่งฮ่าวกับซ่งเฉา ถังหย่งฮ่าวกับสวีเฟย ทั้งสามคนนี้แล้วก็ตาม พยัคฆ์ปะทะสิงห์ แต่ภาพที่น่าชมที่สุดก็ค่อยๆ ปรากฎออกมา โดยที่ไม่มีใครกังขาเลย ว่าดาวเด่นที่เปล่งประกายเจิดจ้าที่สุดก็คือเยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง!

พลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะต้น โจมตีหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้านจนไม่มีหน้ามาเข้าร่วมการประชุม เพิ่งจะเลื่อนสู่ขั้นเคียงนภาระยะต้นได้ไม่นาน ก็บรรลุจนถึงขั้นเคียงนภาระยะกลางอีกครั้งภายในระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นในขั้นเคียงนภาระยะกลาง ก็โจมตีเสียจื่ออี้ที่ถูกยกย่องว่าไร้พ่ายต่อผู้ที่มีพลังฝึกปรือต่ำกว่าขั้นฝ่านภาจนพ่ายแพ้ยับเยิน ไม่ว่าทุกครั้งที่สู้จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เยี่ยนจ้าวเกอก็ล้วนปะทะซึ่งๆ หน้า โจมตีจนได้รับชัยชนะ โดยใช้เพียงวิชาที่คู่ต่อสู้ถนัดที่สุด ทำให้ชัยชนะของเขาครั้งนี้ไร้ข้อโต้แย้งใดๆ

การประชุมฝ่านภาครั้งนี้ เยี่ยนจ้าวเกอราวกับดวงอาทิตย์ร้อนแผดเผาบนท้องนภา สาดส่องจนใต้หล้าชัดแจ้งไปเสียทั้งหมด เปล่งประกายจนเหล่าดาราอับแสง

ไม่เพียงแต่บรรดาศิษย์อ่อนอาวุโสเท่านั้น เหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลายที่เฝ้าชมการต่อสู้อยู่ ต่างก็มองหน้ากันเลิกลัก ตกอยู่ในสภาวะนิ่งเงียบ

หลังจากนั้นเนิ่นนาน ซานสือเวิงก็ถอนใจเสียงเบา แล้วจึงเอ่ยว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นเยี่ยนผู้ไร้เทียมทานอีกคนหนึ่งแล้ว”

คนอื่นๆ ล้วนนิ่งเงียบไม่พูดอะไรออกมา แม้แต่ผู้อาวุโสที่มีใบหน้าเข้มขรึม ขณะนี้ก็ไม่ได้ปริปากพูดเช่นกัน

ซานสือเวิงถอนใจเสียงเบาอีกครั้ง “ยิ่งข้ามองดูเขา ก็มีแนวโน้มว่าเขาจะเป็นศิษย์ที่เก่งกว่าอาจารย์”

เขาหันกลับไปมองยังฟางจุ่น “ขอแสดงความยินดีกับสำนักกว่างเฉิง ที่ปรากฎมังกรขึ้นอีกครั้งแล้ว”

ฟางจุ่นผงกศีรษะเล็กน้อย “ท่านซานสื่อเวิงเกรงใจเกินไปแล้ว”

ผู้อาวุโสโม่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง ประกายตามืดสลัว ผู้ที่มีอากัปกิริยาเช่นเดียวกับเขา ยังมียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์แห่งหอคลื่นโหมที่รักษาการณ์อยู่ที่แห่งนี้ และยอดฝีมือมหาปรมาจารย์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ผู้นำคณะมา ณ ที่นี่

สายตาที่พวกเขามองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอล้วนมีความหมายแฝงที่ยากจะเข้าใจอยู่บ้าง คล้ายกับเต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

ฟางจุ่นและมหาปรมาจารย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มายังที่แห่งนี้ ทั้งยังมีผู้อาวุโสเฉินแห่งเมืองทะเลมรกต และซานสือเวิง ต่างก็จ้องตากันโดยไม่รู้ตัว

มีการต่อสู้ของปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาทั้งสามบนเกาะลอยเป็นอันดับแรก จากนั้นก็มีเยี่ยนจ้าวเกอที่โจมตีเสียจื่ออี้จนพ่ายแพ้ด้วยระดับที่ต่ำกว่าอีก

การประชุมฝ่านภาครั้งนี้เมื่อดำเนินมาถึงตรงนี้ ถึงแม้ว่าจะยังมไม่สิ้นสุด แต่ถึงอย่างนั้นอารมณ์ของผู้เข้าร่วมกลับแย่ลงเรื่อยๆ

เรื่องทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่พบเจอมา จำเป็นยิ่งที่พวกเขาต้องทำความเข้าใจอย่างช้าๆ

ทว่าในตอนที่บรรดาผู้คนเข้าใจว่าเรื่องนี้ถึงจุดสิ้นสุด สถานการณ์ก็พลันพลิกผัน!

เมฆหมอกสุดลูกหูลูกตาที่ปกคลุมทะเลสาบปิดนภาตลอดปี บัดนี้กระเพื่อมไม่หยุด คล้ายกับน้ำต้มที่กำลังเดือดอย่างไรอย่างนั้น

ชั้นเมฆระเบิดกระจายตลอดเวลา ราวกับฟองอากาศมหึมาแตกออกฟองต่อฟองไม่ขาดสาย

ทะเลสาบปิดนภาที่เบื้องล่างใสสะอาดดุจมรกต ก้นบึ้งพลันบังเกิดแสงสีดำสลัวๆ ออกมา ค่ายกลมหึมาค่ายหนึ่งปรากฎขึ้น อักขระค่ายกลนับไม่ถ้วนส่องประกาย เคลื่อนย้ายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้การสะท้อนของแสงสีดำ น้ำในทะเลสาบพลันมืดลงอย่างรววดเร็ว อีกทั้งเมฆหมอกบนผิวทะเลสาบ ก็เปลี่ยนเป็นเมฆดำโหมซัดสาดเช่นกัน ดำสนิทจนคล้ายกับน้ำหมึกอย่างไรอย่างนั้น

ภายในเมฆดำทั่วท้องนภา สายฟ้าสีแดงมากมายพาดผ่านไปไม่หยุดหย่อน ทั้งยังขยายวงกว้างไปทั่วสารทิศ

และมักจะมีสายฟ้าแลบสีแดงน่าหวาดผวาสายหนึ่งทอประกายวาบตกลงมาอยู่บ่อยครั้ง พาให้ท้องฟ้าส่องสว่างไปทั้งผืน ทว่ากลับไม่ไล่ความมืดมิดนั่นกระจายหายไป ยิ่งทำให้ปรากฏการณ์เบื้องหน้ายิ่งปรากฎความแปลกประหลาดและน่ารันทดขึ้นไปอีก!

ใต้ก้นบึ้งน้ำทะเลสาบสีดำ ค่ายกลขนาดมหึมาโคจรไปรอบๆ อักขระค่ายกลสีดำส่องประกายแสงสลัววับวาบ ให้ความรู้สึกที่ไม่สะอาดนัก

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบปิดนภา สายน้ำสายหนึ่งที่ไหลเข้าไปในทะเลสาบ ทำให้ผืนน้ำที่เดิมทีสงบเงียบ พลันเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งขึ้นมาทันที

น้ำในสายน้ำนั้น ราวกับมีชีวิตเป็นของตนเอง แปรสภาพเป็นมังกรอสูรที่ก่อจลาจลไม่หยุด ทั่วร่างดำคล้ำประดุจโลหิต

มังกรอสูรตนนี้ยื่นหัวและลำตัวส่วนหน้าของตนออกมา ก่อนจะกระโจนลงไปในทะเลสาบ ทำให้เกิดคลื่นลมไม่หยุดหย่อน ส่วนลำตัวท่อนหลังยืดขยายไกลออกไป

ต้นน้ำนั้นอยู่ที่ปฐพีพิภพ

ที่แห่งนั้นคล้ายกับมีพลังที่ไม่มีสิ้นสุด ทะลักเข้าสู่ภายในร่างของมังกรอสูร ทำให้มันสร้างความวุ่นวายในทะเลสาบปิดนภาขึ้นไปอีกขั้น

มังกรอสูรยื่นกรงเล็บทั้งคู่ออกมา คว้าไปยังค่ายกลแสงสีดำขนาดใหญ่ที่อยู่ในก้นบึ้งของทะเลสาบ

ค่ายกลกลายเป็นเหมือนกับประตูใหญ่บานหนึ่ง ครั้นถูกมังกรอสูรยื่นกรงเล็บคว้าเอาไว้ ทั้งสองฟากประตูก็เริ่มเปิดออกอย่างช้าๆ!

พลังปราณอันน่าหวาดกลัวกลุ่มหนึ่งปกคลุมทั่วทั้งทะเลสาบปิดนภาอย่างรวดเร็ว ทั้งยังแผ่กระจายออกไปไม่ขาดสาย มันไม่ได้ให้ความรู้สึกชั่วร้ายและสกปรกแต่อย่างใด ทว่ากลับทำให้ผู้คนจิตใจว้าวุ่น ยากที่จะสงบสติอารมณ์ได้

พลังที่แปลกประหลาดนี้ ราวกับกำลังชักนำความคิดในแง่ร้ายและความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในก้นบึ้งจิตใจของทุกๆ คนลงทะเลสาบ และยังทำให้สิ่งเหล่านั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ความทะเยอทะยานและความคิดในแง่ลบเหล่านี้ ประหนึ่งกับได้รับของบำรุง จึงหยั่งรากลึกอย่างรวดเร็ว ทั้งยังแตกหน่อออกมา เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงระฟ้า

ส่วนค่ายกลที่อยู่ก้นทะเลสาบเอง ก็เหมือนกับได้รับการบำรุงเช่นกัน การโคจรทวีความคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น ตามการเจริญเติบโตของสิ่งของเหล่านี้ พลังปราณที่น่าหวาดกลัวเหล่านั้นก็ทวีคูณด้วยเช่นกัน

เพราะข่าวสารของตำหนักอัสนีสวรรค์ จึงทำให้ศิษย์สืบทอดหลักของแต่ละสำนักที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาส่วนมากได้รับคำเตือนจากผู้อาวุโสของสำนักตนทั้งสิ้น

การที่พบเจอกับการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงอย่างรวดเร็วในขณะนี้ บรรดาผู้ที่มีการเตรียมตัวไว้แล้ว ส่วนใหญ่ล้วนสามารถตั้งสติได้ทันเวลา

ในขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอทำความเข้าใจสภาพจิตใจของตนอย่างละเอียด สายตาก็ทอดมองไปทางผิวทะเลสาบที่ไกลออกไป เขาพบว่าในทะเลสาบภายใต้บริเวณแสงสายฟ้าแลบสีแดงมากมายนั้น มีเงาร่างมหึมาของมังกรอสูรสีโลหิตผลุบๆ โผล่ๆ

เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังปราณชวนหวาดผวาที่สร้างความสับสนวุ่นวายต่อสติปัญญาและความคิดของตนแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พร้อมพูดพึมพำกับตัวเองว่า “เป็นมารชั่วร้ายแห่งนพยมโลกจริงๆ ด้วย”
บทที่ 180
ฝูงชนที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกพลังปราณชวนหวาดผวานั้นเข้าปกคลุม จึงได้รับผลกระทบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เช่นเสียจื่ออี้ที่หลังจากถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนพ่ายแพ้แล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล่าวถึง ภายในใจจึงมีความรู้สึกมากมายโหมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดยั้ง

เขาคือศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ เข้าใจดีถึงความผิดปกติที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการประชุมฝ่านภาครั้งนี้ก่อนผู้ใดแล้ว ทว่าตอนนี้เขาถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนปราชัย ซึ่งนั่นทำให้ตอนนี้เขาได้รับการกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง อีกทั้งสภาพจิตใจก็ไม่มั่นคงอย่างถึงที่สุด

การที่พลังปราณนั่นปกคลุม ทำให้ความคิดไม่ซื่อตรงเกิดขึ้นพร้อมๆ กันภายในใจของเสียจื่ออี้ ถึงขั้นที่ตอนนี้ปรากฏสภาพการณ์ชวนแปลกประหลาดมากมาย พาให้เขาแทบทนไม่ไหวจนจะบ้าคลั่งขึ้นมา

เขาเป็นผู้สืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ได้รับการอบรมบ่มเพาะอย่างดีที่สุด ถึงแม้ว่าอุปนิสัยของเขาจะโอหังอวดดี กระนั้นเมื่อประสบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็ยังคงไม่สูญเสียความสุขุมไป ลองอดกลั้นต่อสภาพจิตใจที่ไม่ปกติของตนเองในตอนนี้ แต่แม้จะทำเช่นนี้ ความคิดมากมายกลับวนเวียนอยู่ในก้นบึ้งจิตใจของเขาอุตลุด กดก็กดไว้ไม่อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เยี่ยนจ้าวเกอผู้เป็นจุดก่อกำเนิดของความคิดมากมาย ขณะนี้ก็อยู่เบื้องหน้าเขา!

ผู้ที่สถานการณ์ใกล้เคียงกันกับเขายังมีเฉินหลินที่จิตใจกระสับกระส่ายไม่สงบเช่นกัน นางเห็นพ่านพ่าน หมียักษ์ตัวนั้นที่สังหารสุนัขป่าปีศาจทมิฬนามว่าเจวี๋ยหานของนางกับตาตนเอง บัดนี้นัยน์ตาของนางแดงก่ำเป็นพิเศษ ทำให้นางปรารถนาที่จะสังการพ่านพ่านเพื่อชำระแค้นอย่างแรงกล้า โดยที่ไม่คำนึงว่าตนเองเป็นเพียงแค่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกเท่านั้น

กลับกัน ถึงแม้ว่าจะมีเยี่ยนจ้าวเกอกับพ่านพ่านช่วยเหลือมังกรวารีทมิฬของตน ทั้งยังช่วยเขาระบายความเคียดแค้น ถึงกระนั้นตอนนี้ที่เยี่ยฉงโจวกำลังมองเฉินหลิง ไม่ว่ามองอย่างไรก็ขัดลูกหูลูกตาเช่นกัน

คนอื่นๆ ล้วนมีปัญหาคล้ายๆ กันไม่มากก็น้อย แม้แต่ซ่งเฉาที่อยู่ขั้นฝ่านภา สภาพจิตใจก็ยังไม่มั่นคงอยู่บ้าง อยากจะต่อสู้กับถังหย่งฮ่าวอีกครั้ง

พวกเขาเหมือนเยี่ยนจ้าวเกอ ต่างก็เป็นศิษย์สืบทอดหัวกะทิของแต่ละสำนัก เชี่ยวชาญและเข้าใจวรยุทธ์อย่างลึกซึ้ง จิตใจแน่วแน่หนักแน่น

เกาะปิดนภา กระทั่งบนทะเลสาบปิดนภา จอมยุทธ์คนอื่นๆ ภายใต้หอคลื่นโหมในฐานะเจ้าภาพจึงมีผลกระทบที่ชัดเจนยิ่งกว่า

ความคิดชั่วร้ายบางส่วนที่ปกติมักจะฝังซ่อนเอาไว้ในก้นบึ้งจิตใจ กระทั่งตนเองก็ไม่เคยสัมผัสได้ ณ ตอนนี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นสู่ผิวน้ำ

ความคับแค้นและความพยาบาทที่สะสมทีละเล็กทีละน้อยแต่กาลก่อน เวลานี้คล้ายกับปะทุเผยออกมาพร้อมกันทั้งหมด ความขัดแย้งก็ยิ่งเปลี่ยนเป็นปฏิปักษ์ต่อกันอย่างถึงที่สุด

ทางด้านจอมยุทธ์วัยกลางคนที่ตอนนั้นคิดจะจับพ่านพ่าน ใช้ธนูก่อกวนการเลื่อนขั้นของมัน ผลคือถูกหลิวเซิ่งเฟิงโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส หอคลื่นโหมจัดเตรียมที่พักให้เขาพักผ่อนรักษาบาดแผล อยู่ที่เกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่งบนทะเลสาบปิดนภา บัดนี้ดวงตาทั้งสองของจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นี้แดงก่ำ ดิ้นรนคิดอยากจะผุดลุกขึ้น หน้าตาแลดูโหดร้ายน่ากลัว แต่กลับสองจิตสองใจเป็นทุกข์อยู่บ้าง

ก่อนหน้านี้เขาถูกหลิวเซิ่งเฟิงทำร้ายบาดจนเจ็บหนัก แม้ว่าหลิวเซิ่งเฟิงจะถูกเยี่ยนจ้าวเกออัดจนสภาพเจียนตาย แต่สุดท้ายซานสือเวิงก็พาตัวกลับไป

สิ่งนี้ทำให้ภายในใจเขาจงเกลียดจงชังเขาไร้พรมแดนเป็นอย่างยิ่ง ทว่ากลับกระทำสิ่งใดไม่ได้เลย

เขาไร้พรมแดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภูผาพิภพ ไม่ว่าจะเป็นตัวของจอมยุทธ์วัยกลางคนเอง หรือกลุ่มอิทธิพลภายใต้การบัญชาสำนัก ล้วนไร้กำลังจะสั่นคลอน

พลังความสามารถแก่กล้าที่อยู่เหนือมวลชนนั่น ทำให้เขาถึงขั้นไม่อาจเกิดความคิดแก้แค้นได้

ถึงอย่างนั้นความแข็งกร้าวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก ยังคงทำให้เขาไม่ยินยอมพร้อมใจ

ภายหลังหอคลื่นโหมจัดเตรียมรักษาเยียวยาเขาอย่างเหมาะสม ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอยู่บ้าง

ถึงกระนั้นบัดนี้ ในใจของจอมยุทธ์วัยกลางคนก็ยังคงเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อเขาไร้พรมแดน พาลเกลียดชังหอคลื่นโหมที่เป็นตัวเชื่อมของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกด้วยเช่นกัน

อารมณ์ความรู้สึกแง่ลบภายในใจไหลพรั่งพรูออกมาอย่างบ้าคลั่งจนไม่อาจควบคุมได้ ทั้งยังรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนสติสัมปชัญญะค่อยๆ หายไป

จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนเล็กๆ ที่ฝูงชนบนทะเลสาบปิดนภาในขณะนี้กำลังประสบเท่านั้น

บนเกาะลอย เยี่ยนจ้าวเกอเองก็กำลังสงบสติอารมณ์เช่นกัน เขาไม่มีอาการบาดเจ็บบนร่างกายคอยเบี่ยงเบนความสนใจ เพียงใช้ระดับพลังฝึกปรือของตนเองสงบใจตนเอง จึงไม่นับว่ายากลำบากเกินไปนัก

“การสืบทอดของจักรพรรดิปีศาจอัคคี ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของผู้คน เพียงแต่เป็นแค่ด้านความเดือดดาลอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนมารชั่วร้ายของนพยมโลก กลับเปลี่ยนแปลงไปได้ร้อยแปดพันเก้า เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนยากจะป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังเชี่ยวชาญการขุดเอาความทะเยอทะยานและความหวาดกลัวของผู้คนออกมา จึงทำให้บ่อยครั้งยากจะป้องกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้าเล็กน้อย ส่วนอาหู่ที่อยู่ข้างกายเขาแยกเขี้ยวยิงฟัน “คุณชายขอรับ พวกท่านผู้อาวุโสฟางเองก็น่าจะลงมือแล้วกระมัง”

“เริ่มแล้วละ” เยี่ยนจ้าวเกอพยายามทอดมองออกไปไกล สัมผัสอย่างถี่ถ้วน เขาก็สามารถรับรู้ได้ว่ามีจอมยุทธ์กำลังเข้ามาใกล้ทางทะเลสาบปิดนภาจากทั่วสารทิศอยู่ไม่น้อย

จอมยุทธ์เหล่านี้ล้วนมีการสืบทอดที่แตกต่างกัน ยอดฝีมือภายในนั้นล้วนไม่ขาดแคลนระดับมหาปรมาจารย์ อีกทั้งยิ่งมียอดฝีมือระดับสุดยอด พลังที่ออกมาก็ยิ่งสูงเทียมฟ้า ไม่ด้อยไปกว่าผู้อาวุโสเฉิน ซานสือเวิง และคนอื่นๆ เลย

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนเหล่านี้ต่างก็เป็นยอดฝีมือของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต การที่รวมตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ ทะเลสาบปิดนภาครั้งนี้ ต่างก็ต้องการทำเรื่องของพวกเขาให้ประสบความสำเร็จ

ถึงกระนั้นทางด้านหอคลื่นโหมและดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งห้าได้รับข่าวสารล่วงหน้า จึงได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว

ยอดฝีมือแห่งหอคลื่นโหมมากมาย ดักซุ่มระแวกใกล้เคียงกับทะเลสาบปิดนภาล่วงหน้าแล้ว หลังจากที่กำลังคนของภาคีรวมตัวกันที่ทะเลสาบปิดนภา กองกำลังดักซุ่มก็พลันปรากฎทั่วทั้งสี่ทิศ!

เขากว่างเฉิงและดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นทั้งห้า เพื่อไม่ให้เป็นการเปิดเผยแผนการ ซึ่งนับเป็นการเคารพหอคลื่นโหมด้วยเช่นเดียวกัน ยอดฝีมือของสำนักต่างๆ จึงไม่เข้าไปในบึงพิภพ

ถึงอย่างนั้นยอดฝีมือมากมาย ต่างก็ไปยังปฐพีพิภพพร้อมกันอีกครั้ง ตัดความเป็นไปได้ที่นพยมโลกจะเยื้องกรายจากอีกทางหนึ่ง

ส่วนบริเวณบนเกาะปิดนภา ในที่สุดฟางจุ่นและคนอื่นๆ ก็ลงมือแล้วเช่นเดียวกัน

พวกของฟางจุ่นที่ได้มีการเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงดำเนินการตามแผนการ แบ่งหน้าที่ชัดเจน ระเบียบแผนแจ่มชัด

ยอดฝีมือที่มารวมกันกับหอคลื่นโหมที่ดักซุ่มอยู่ตรงนี้ กลุ่มคนของฟางจุ่นบางส่วนไปจัดการมังกรอสูรสีโลหิตที่อยู่ภายในทะเลสาบ มีบางส่วนจับกุมพวกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่เข้ามาแฝงตัวเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่ในแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีบางส่วนก็แย่งชิงอำนาจควบคุมค่ายกลทะเลสาบปิดนภากลับมาใหม่อีกครั้ง เพื่อหยุดยั้งแผนการของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ทุกสิ่งล้วนกำลังดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบ

ความมืดครึ้มของเมฆดำที่ปกคลุมอยู่ในอากาศเหนือทะเลสาบปิดนภาค่อยๆ กระจัดกระจายหายไป ควันเมฆหมอกเลือนรางก่อนหน้าฟื้นคืนกลับมาใหม่อีกครั้ง สายฟ้าแลบสีแดงชวนแปลกตาและบ้าคลั่งหาไม่เห็นอีกต่อไป

น้ำในทะเลสาบที่ดำสนิทประดุจน้ำหมึก ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นใสแจ๋วขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

บนเกาะปิดนภา ชายวัยกลางคนในอาภรณ์สีฟ้าครามมองดูคนเบื้องหน้าด้วยความเสียดาย อีกทั้งยังเศร้าสร้อยอยู่บ้าง “ศิษย์พี่เฝิง เหตุใดท่านถึงได้อุทิศตัวให้นพยมโลกเล่า”

เบื้องหน้าเขาเป็นมหาปรมาจารย์ที่แก่ชราคนหนึ่ง ซึ่งก็คือผู้อาวุโสหอคลื่นโหมที่ก่อนหน้านี้รับผิดชอบนำศิษย์หอคลื่นโหมเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา และควบคุมค่ายกลทะเลสาบปิดนภาไปพร้อมกันนั่นเอง

ผู้อาวุโสเฝิงท่านนี้มองชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าครามผู้นั้น พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเกลียดชังว่า “เส้นทางที่เลือกเดินไม่อาจร่วมมือกันได้ ไม่จำเป็นต้องพูดให้มากความ”

ชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าครามทอดถอนใจ “นี่จำเป็นด้วยหรือ”

พลังฝึกปรือของเขาสูงกว่าผู้อาวุโสเฝิง อำนาจควบคุมค่ายกลทะเลสาบปิดนภา บัดนี้ถูกเขาแย่งชิงกลับคืนอยู่ในมือแล้ว

เมื่อทำเช่นนี้ อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสเฝิงจะเอาชนะได้เลย เพียงคิดจะหนีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

ขณะนั้นเอง สีหน้าชายวัยกลางคนอาภรณ์สีฟ้าครามพลันเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หันกายกลับไปมอง “เจ้ามาได้อย่างไร เจ้าควรจะไป…”

“เจ้า!” น้ำเสียงเขาชะงักทันที “ที่แท้ก็เป็นเจ้านั่นเอง…”

บนเกาะปิดนภา เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ต่างมองดูหายนะเบื้องหน้าที่ค่อยๆ เงียบสงบลง พลางผ่อนลมหายใจออกมา

ทว่าไม่รอให้พวกเขาได้ผ่อนคลายจริงๆ ภาพตรงหน้าก็พลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหัน!

ค่ายกลขนาดมหึมาที่ส่องประกายแสงสีดำ ส่องสว่างขึ้นที่ก้นบึ้งทะเลสาบอีกครั้ง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มทั้งผืนใหม่อีกหน สายฟ้าแลบสีแดงตัดสลับกันไปมา!

พลังปราณชวนหวาดผวาที่สั่นไหวจิตใจผู้คน ปรากฎขึ้นอีกรอบ!

“หืม?” ลูกตาดำเยี่ยนจ้าวเกอหดเล็กลงเล็กน้อย

วินาทีถัดมา เกาะลอยใต้ฝ่าเท้าพลันสั่นสะเทือนขึ้น

เกาะลอยที่กลายสภาพมาจากค่ายกลควบคุมเริ่มพังทลายอย่างรวดเร็ว!

แรงดึงดูดมหาศาลจากเบื้องล่าง ดึงเอาเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ให้ตกลงไปพร้อมกัน!