171-175
บทที่ 171
การสืบทอดวิชาวรยุทธ์ของเขาไร้พรมแดนและอัสนี ในอีกแง่หนึ่งออกจะสุดโต่งไปบ้าง
เรื่องหยกหิ่งห้อยสายฟ้าก่อนหน้านี้ ทำให้ศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งสองฝ่ายต่างขัดหูขัดตาซึ่งกันและกัน
ตำหนักอัสนีสวรรค์เย้ยหยันเขาไร้พรมแดนว่าเป็นกระดองเต่า เขาไร้พรมแดนเองก็เย้ยหยันตำหนักอัสนีสวรรค์ว่ามีเพียงศีรษะสามขวานเท่านั้น
ปัจจุบันยิ่งเกิดเรื่องหยกหิ่งห้อยสายฟ้าอีก ทั้งสองฝ่ายผูกพยาบาทกันอย่างเป็นทางการแล้ว บรรยากาศระหว่างกันก็ยิ่งตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
ขณะนี้ทัพทั้งสองสำนักประจัญหน้ากันพอดี ถึงขนาดที่แม้แต่ทางด้านการประลองระหว่างสวีเฟยกับถังหย่งฮ่าวนั้น ก็ไม่ได้สนใจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ศิษย์สืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มีเสียจื่ออี้เป็นผู้นำ กับศิษย์สืบทอดเขาไร้พรมแดนที่มีจี้ฮั่นหรูเป็นผู้นำ ต่างจ้องมองซึ่งกันและกัน ในอากาศราวกับว่าเกิดประกายเพลิงลุกโชนขึ้นมา
ทว่าคนของสายสำนักเขาไร้พรมแดนปราชัยเร็วยิ่งกว่า
ไม่มีหลิวเซิ่งเฟิงอยู่ ไม่มีผู้ใดสามารถช่วงชิงชัยชนะกับเสียจื่ออี้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าหลิวเซิ่งเฟิงจะอยู่ที่นี่ เกินกว่าครึ่งก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเสียจื่ออี้เช่นกัน
มีเพียงแค่จ้าวฮ่าวเท่านั้นที่แววตาเย็นชาอีกทั้งยังแข็งกร้าว ไม่เห็นวี่แววว่าการถอยหลบแม้แต่น้อย
เสียจื่ออี้กวาดสายตามองเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง กระนั้นกลับไม่ได้กล่าวอันใด ก่อนที่เขาจะเคลื่อนสายตาหนี เห็นได้ชัดว่าไม่ควรค่าต่อการเอาจริงเอาจังกับคู่ต่อสู้ระดับขั้นจิตราชั้นในคนหนึ่ง
ด้านหลังเขามีชายหนุ่มอายุใกล้เคียงกับจ้าวฮ่าว เวลานี้ชายผู้นั้นยิ้มเย็นพลางลุกขึ้นมา “ศิษย์น้องของเขาไร้พรมแดนท่านนี้ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างยิ่ง เรามาประลองแลกเปลี่ยนกันสักรอบเถิด”
มุมปากจ้าวฮ่าวผุดรอยยิ้มเย็นออกมา เอ่ยด้วยความอย่างไรก็ได้ว่า “ได้สิ”
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูภาพฉากนี้ด้วยความสนอกสนใจยิ่ง สีหน้าอารมณ์คล้ายกับจะยิ้มทว่าก็ไม่ยิ้ม
ผลการประลองไม่ได้เหนือไปจากความคาดหมายของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น จ้าวฮ่าวชนะอย่างใสสะอาด
การแสดงออกของจ้าวฮ่าวดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ เช่นกัน ไม่เพียงแต่เป็นเพราะว่าเขาแสดงระดับพลังฝึกปรือของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายเท่านั้น แต่เป็นเพราะวิธีการเอาชนะของเขามากกว่า ที่ดูแล้วง่ายและสบายเป็นอย่างยิ่ง
สายตาของซือคงจิงและจางเหยามองไปทางจ้าวฮ่าว จากอายุอานามแล้ว พวกเขาจัดอยู่ในช่วงอายุเดียวกัน
“ครึ่งปีกว่าๆ ก่อนหน้าข้าพบเขาที่เขาไร้พรมแดน เขายังคงเป็นเพียงแค่ระดับขั้นจิตราชั้นในระยะต้นเท่านั้น” ซืงคงจิงหันศีรษะกลับไปเอ่ยถามเยี่ยนจ้าวเกอว่า “ได้ยินมาว่าตอนที่พวกเราไปยังถังตะวันออก เขาเพิ่งมีพลังฝึกปรืออยู่ในดับหลอมกายขั้นที่แปดหรือเก้าไม่ใช่หรือ”
วาจานี้กล่าวออกไป จางเหยาและคนอื่นที่อยู่ข้างๆ ต่างก็ตกอกตกใจ “หมายถึงสงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้หรือ พลังฝึกปรือเขาพัฒนาจนถึงระดับนี้แล้วหรือนี่”
เยี่ยนจ้าวเกอทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ความจริงแล้วช่วงก่อนหน้ามีระดับพลังฝึกปรือต่ำกว่านี้ อยู่ในระดับหลอมกายขั้นที่ห้าหรือหกไม่อาจกล่าวได้แน่ชัด เขาพัฒนาจนถึงระดับขั้นนี้ในช่วงระยะเวลาประมาณสองปี มีความเป็นไปได้ว่าจะสั้นกว่านี้”
จางเหยาพูดไม่ออกอยู่บ้าง หลี่จิ้งหว่านมุ่นคิ้วเล็กน้อย “ระดับขั้นพัฒนารวดเร็วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้วยระดับเดียวกันนี้ กำลังสู้รบของเขาช่างแข็งแกร่งเสียจริง”
ชายหนุ่มยิ้มแต่ไม่เอ่ยพูด เพราะนี่เป็นเรื่องที่อยู่ในการคาดการณ์ของเขา และเพราะจังหวะโอกาสแต่ละคนไม่เหมือนกัน พลังความสามารถของผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันก็อาจจะมีสูงมีต่ำเช่นกัน
ถึงแม้ว่าจ้าวฮ่าวจะมีเป้าหมายสูงส่งแต่ความสามารถน้อยนิดก็ตาม กระนั้นฝีมือการสู้รบจริงในระดับพลังฝึกปรือขั้นเดียวกันแล้ว เขาแกร่งยิ่งกว่าหลินโจวและเยี่ยจิ่งอย่างแท้จริง
ระดับพลังฝึกปรือของทั้งสามยิ่งต่ำ ความได้เปรียบของจ้าวฮ่าวก็ยิ่งชัดเจนขึ้น อีกทั้งความได้เปรียบนี้ยังต่อเนื่องยาวนานอีกด้วย
ตำหนักอัสนีสวรรค์มีศิษย์เสียเปรียบด้วยน้ำมือของจ้าวฮ่าวแล้ว เสียจื่ออี้ยกยอฐานะตนเองจึงไม่อาจลงมือได้ คนที่อายุเท่ากันกับเขา หลังจากเห็นพลังความสามารถพลังฝึกปรือของเขากับตาแล้ว ก็รู้สึกไม่มั่นใจขึ้นมา
หลินโจวและเยี่ยนส่านล้วนไม่ได้มา ศิษย์สืบทอดหลักของสายตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มาคราวนี้ ในด้านอายุจึงปรากฏความขาดแคลนอยู่เล็กน้อย ถึงขั้นที่จี้ฮั่นหรูแห่งเขาไร้พรมแดนเองก็ไม่มีคู่ต่อสู้เช่นกัน
ตำหนักอัสนีสวรรค์คิดอยากหาโอกาสเอาคืน ชั่วขณะหนึ่งจึงเก้อเขินวางตัวไม่ถูกยิ่ง
สุดท้ายเป็นศิษย์หญิงนามว่าเฉินหลินก้าวออกมา ประลองกับเซียวอวี่แห่งเขาไร้พรมแดน
ถึงแม้ว่าเฉินหลินจะเป็นสตรี ทว่าอุปนิสัยกลับโหดเหี้ยม ลงมือแล้วดุดันและอำมหิต ประสบการณ์ต่อสู้จริงสมบูรณ์เหลือแหล่ แม้ว่าเซียวอวี่จะปราดเปรื่องมากความสามารถ ทว่ากลับเป็นคนที่ดีแต่ปากเสียอย่างนั้น ด้วยประสบการณ์ที่ไม่เพียงพอ ทำให้เฉินหลินได้เปรียบอยู่บ้าง ในที่สุดตำหนักอัสนีสวรรค์ก็เอาคืนได้ยกหนึ่ง
จี้ฮั่นหรูและคนอื่นๆ ไม่ได้กล่าวอันใด สายตาที่จ้าวฮ่าวมองไปยังเซียวอวี่ก็ไม่ได้ปรองดองอย่างไรแล้ว แต่เปี่ยมล้นไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามมากกว่า
อีกด้านหนึ่ง การประลองระหว่างสวีเฟยกับถังหย่งฮ่าวมีแนวโน้มไปทางเข้าขั้นตึงเครียดที่สุดโดยสิ้นเชิง ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันจนยากจะแยก
แม้ว่าระหว่างทั้งสองจะไม่ได้อาฆาตแค้นต่อกันก็ตาม ถึงขั้นยังเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันอยู่บ้าง กระนั้นบัดนี้ทั้งสองกลับล้วนใช้พลังทั้งหมด ไม่เก็บงำไว้แม้แต่น้อย
การต่อสู้ระหว่างพวกเขา กลับจะกลายเป็นว่าเริ่มต้นตั้งแต่การประชุมฝ่านภาเป็นต้นมาเสียด้วยซ้ำไป เป็นสนามหนึ่งที่มีกลิ่นดินปืนคละคลุ้งมากที่สุด
ในช่วงการประลอง มีหลายครั้งที่ทั้งสองคนต่างพ่ายแพ้และบาดเจ็บ ถึงขั้นที่หวิดจะพินาศไปด้วยกันอยู่หลายครา
พยัคฆ์ประจัญมังกรครั้งหนึ่งนี้ ยากจะแบ่งว่าผู้ใดเหนือหรือด้อยกว่า ถึงแม้ว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขากว่างเฉิงต่างก็หวังว่าศิษย์สำนักตนจะสามารถชิงชัยชนะในการประลองครั้งนี้ได้ แต่ถ้าหากหน่ออ่อนที่ศักยภาพน่าตกตะลึงของทั้งสองสู้กันจนพินาศไปพร้อมกัน ก็เป็นผลที่ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยินดีที่จะเห็น
สุดท้ายการประลองสนามนี้ ก็ทำได้เพียงตีเสมอกันเท่านั้น
เมื่อการต่อสู้ระหว่างสวีเฟยและถังหย่งฮ่าวจบลง ในที่สุดหลายคนที่ชมการประมือก็ละความสนใจไปได้ เริ่มแสวงหาคู่ต่อสู้ของตนเองบ้าง
ถึงแม้ว่าการที่ผ่านการต่อสู้ระหว่างสวีเฟยและถังหย่งฮ่าวจะเหมือนกับการกินอาหารจานหลักก่อน ส่วนที่เหลือล้วนกลายเป็นของหวานหลังอาหารทั้งสิ้น ทว่าการประชุมฝ่านภามาถึงยามนี้ก็คึกคักขึ้นมาในที่สุด
บนเกาะลอยแม้ว่ามีเพียงศิษย์รุ่นเยาว์ของแต่ละสำนักขึ้นเกาะเข้าร่วมเท่านั้น ทว่าเหล่าผู้มีอำนาจแต่ละสำนักทั้งหลายที่นำคณะมาทะเลสาบปิดนภา ก็ให้ความสนใจในกระบวนการการประชุมฝ่านภาเช่นเดียวกัน
แม้ว่าจะมีเรื่องอื่นๆ อยู่ภายในใจ แต่มันก็ไม่กระทบกับการสังเกตการณ์ผู้สืบทอดอันโดดเด่นของแต่ละสำนัก
ในการประชุมฝ่านภาทุกๆ ปี โดยส่วนใหญ่ล้วนจะปรากฏอัจฉริยะมากพรสวรรค์ ฝีมือสะเทือนเลื่อนลั่นออกมาไม่น้อย และการแสดงออกของจ้าวฮ่าว ก็ยังคงดึงดูดสายตาให้จับจ้องเป็นอย่างยิ่ง
“ฟางจุ่น ศิษย์ผู้นี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง” ชายชราหนวดเคราสีดำผู้หนึ่งภาคภูมิใจยิ่ง “บอกเจ้าไว้เลยว่าไม่ด้อยไปกว่าเยี่ยนจ้าวเกอจากเขากว่างเฉิงของเจ้า!”
ซานสือเวิง ผู้อาวุโสแห่งเขาไร้พรมแดนที่อยู่ข้างๆ มีสีหน้าเฉยเมย แววตาเจือความจำใจอยู่ไม่มากก็น้อย
ผู้ที่รับหน้าที่นำคณะมายังทะเลสาบปิดนภาของเขาไร้พรมแดนครานี้คือเขา ส่วนผู้อาวุโสโม่ ชายชราหนวดเคราดำผู้นี้ ในระยะนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่บึงพิภพ ด้วยความที่อยู่ใกล้เคียงจึงรีบมาผสมโรงที่ทะเลสาบปิดนภาด้วยเช่นกัน
พลังฝึกของปรือชายชราผู้นี้สูงกว่าเขา เมื่อมาถึงที่นี่ ก็หมายความว่าความสนใจของเขาก็จะลดลง แต่ซานสือเวิงเองก็ไม่อยากจะช่วงชิงกับเขา
ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจ้าวฮ่าวไปอยู่ในสายตาของผู้อาวุโสโม่ได้อย่างไร เขาถึงได้รับชายหนุ่มเป็นศิษย์สืบทอด
ถึงแม้ว่าจ้าวฮ่าวแสดงศักยภาพและพลังความสามารถอันทรงพลังออกมาอย่างแท้จริงแล้ว ทว่ามีผู้อาวุโสโม่ท่านนี้หนุนหลัง ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้จ้าวฮ่าวสามารถหลุดพ้นจากจุดด่างพร้อยในเรื่องสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำได้อย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสโม่เสมองฟางจุ่น “หากไม่เชื่อละก็ ให้เยี่ยนจ้าวเกอจากเขากว่างเฉิงของเจ้า กดพลังฝึกปรือลงถึงระดับขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ซ้อมมือกับศิษย์ของข้าสักหน่อยเป็นไร”
ฟางจุ่นยิ้มจางๆ “เช่นนั้นต้องดูความต้องการของเยี่ยนจ้าวเกอเอง”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเสียงของฟางจุ่นส่งทอดมา อดไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา ‘ระดับขั้นพลังฝึกปรือของศิษย์เขาไม่ได้สูงกว่าข้า จึงโทษข้าอย่างนั้นหรือ สู้กันสักครั้งหนึ่งย่อมไม่มีปัญหา แต่ข้าไม่ใช่คู่ซ้อมของศิษย์เขา หากท่านผู้อาวุโสท่านนี้สนใจนัก ท่านอาจารย์ลุงรองช่วยข้าถามสักหน่อยก็ได้ขอรับ ว่าเขาจะยอมกดระดับพลังฝึกปรือของเขาลงถึงขั้นเคียงนภาระยะกลาง ซ้อมมือกับข้าสักหน่อยหรือไม่ หากสู้กันสักสองยก ข้าย่อมไม่ถือสาจะลงสนามซ้อมมือ’
‘ได้’ ฟางจุ่นกล่าวตอบอย่างช้าๆ ‘ข้าจะลองถามดู’
เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่อย่างไม่แยแส ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าแวบหนึ่ง
ผู้อาวุโสแซ่โม่ท่านนี้รับรู้แล้ว ว่าภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตหยั่งลึกอยู่ที่เขาไร้พรมแดนแล้ว
บทที่ 172
จากมุมมองของเยี่ยนจ้าวเกอ หลังจากการประมือของสวีเฟยกับถังหย่งฮ่าวแล้ว การประลองของคนอื่นๆ ขาดความสนุกไปมากพอสมควร
การประลองหนึ่งเดียวที่สามารถดึงดูดความสนใจของเขาได้บ้าง ก็คือศึกของเซี่ยโยวฉานกับเสียจื่ออี้ในตอนหลัง
ต่อเนื่องด้วยหลังจากเฉินหลินเอาชนะเซียวอวี่แล้ว เสียจื่ออี้ก็เอาชนะเซี่ยโยวฉานในระดับขั้นเดียวกันอีกครั้ง ถือว่าเป็นการกู้หน้าคืนให้ตำหนักอัสนีสวรรค์อย่างสิ้นเชิง
ใบหน้ากลมของจางเหยากลัดกลุ้ม กลับเป็นหร่วนผิงที่ปลอบใจนางอยู่ข้างๆ “ผู้คนมากมายร่ำลือกันว่าเสียจื่ออี้คือปรมาจารย์อันดับหนึ่งด้วยขั้นฝ่านภา ความจริงแล้วก็มีเหตุผล ศักยภาพพรสวรรค์ของเขาเดิมก็น่าตื่นตะลึงอยู่แล้ว อีกทั้งยังเคยชินกับการสู้รบสังหารอีก ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มีผลการต่อสู้ที่มักจะใช้ความอ่อนแอเอาชนะความแข็งแกร่ง ชนะข้ามระดับชั้น มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ไม่ใช่การคุยโวโอ้อวดแต่อย่างใด แต่เป็นการพึ่งพลังฝึกปรือของตนอย่างตรงไปตรงมา พยายามออกมา”
“แต่ก็เป็นเพราะเขาฮึกเหิมพร้อมรบด้วยเช่นกัน ก่อนหน้าประมือกับผู้คนจนปราณดั้งเดิมได้รับความเสียหาย นี่จึงหน่วงเหนี่ยวระดับขั้นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายเอาไว้นานนัก ไม่เช่นนั้นเขาต้องเหยียบก้าวเข้าสู่ขั้นฝ่านภา เตรียมมุ่งสู่ระดับมหาปรมาจารย์ เหมือนเช่นสวีเฟย ถังหย่งฮ่าว และซ่งเฉาเป็นแน่”
จางเหยากะพริบตาปริบๆ หันศีรษะไปมองเยี่ยนจ้าวเกอ “พลังความสามารถพลังฝึกปรือศิษย์พี่เสียแข็งแกร่งยิ่งใหญ่จริงๆ แต่จะพูดว่าเป็นปรมาจารย์อันดับหนึ่งด้วยพลังฝึกปรือขั้นฝ่านภา ข้าว่ากล่าวเกินความจริงไปกระมัง ไม่พูดถึงคนอื่น ศิษย์พี่เยี่ยนเองใช้พลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะระยะต้น ก็โจมตีหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้ายจนพ่ายแพ้นี่”
หร่วนผิงนิ่งงันเล็กน้อย พยักหน้า “นี่ก็ไม่ผิดจริงๆ”
เยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วก็ไม่ได้กล่าวอะไร สายตาทอดมองไป ประจวบเหมาะกับมองเห็นสายตาของเสียจื่ออี้ที่ก็มองมาทางตนเองเช่นกัน
ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในแววตานั้น ไม่เป็นมิตรแม้แต่นิดเดียว
ยังไม่กล่าวก่อนว่าเป็นเพราะเขาไร้พรมแดนปล่อยข่าวลือ ทำให้ตำหนักอัสนีสวรรค์รู้ว่าวิชากำเนิดสายฟ้านั้นมีต้นตอมาจากเยี่ยนจ้าวเกอ
หลินโจวและเยี่ยนส่าน ศิษย์สืบทอดหลักทั้งสองของตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ถูกขนานนามว่า ‘อัสนีฟาด ฟ้าคำรน’ ทั้งหมดพ่ายด้วยน้ำมือเยี่ยนจ้าวเกอ ล้วนถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัส
ด้วยเรื่องนี้เอง ศิษย์สำนักตำหนักอัสนีสวรรค์ที่คิดว่าตนมีความสามารถ ล้วนคิดอยากจะประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอ กู้หน้ากลับคืนมาเพื่ออาจารย์
เสียจื่ออี้คือผู้โดดเด่นในนั้น แน่นอนว่าก็ไม่ยกเว้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความแข็งแกร่งทรงพลังของเยี่ยนจ้าวเกอหลายปีมานี้ถือกำเนิดขึ้นอย่างฉับพลัน ยิ่งสั่นคลอนตำแหน่งของเขา
เดิมหลินจื่ออวี้ก็เป็นบุคคลที่สายตาแหลมคมคนหนึ่งเช่นกัน เป็นเพราะตนเองบอบช้ำภายใน ทำให้เขาล้าหลังกว่าสวีเฟย ถังหย่งฮ่าว และซ่งเฉาอยู่ก้าวหนึ่ง โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง
ปรมาจารย์อันดับหนึ่งด้วยขั้นฝ่านภา ทำได้เพียงแค่สนทนาปลอบใจ หลายคราเสียจื่ออี้คิดขึ้นมาได้ ถึงขั้นที่รู้สึกว่านี่ไม่ใช่การชมเชย แต่เป็นความอัปยศอดสู ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรเขาจึงไม่เอ่ยขึ้นมาต่อหน้าผู้คน
ทว่าตัวเสียจื่ออวี้เองไม่ได้คิดว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เดิมตกอยู่บนศีรษะตนเอง แต่กลับถูกผู้ที่มาทีหลังยึดครอง ถูกคนแย่งชิงไป นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอใช้ระดับขั้นเคียงนภาระยะต้น โจมตีหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้ายจนปราชัย พลันทำให้ชื่อเสียงของเสียจื่ออี้ที่อยู่ในอันดับหนึ่งด้วยขั้นฝ่านภาดูเหมือนว่าไม่มั่นคง
หยุดค้างที่ขั้นเคียงนภาระยะท้าย เสียจื่ออี้ที่เดิมอัดอั้นเพลิงโทสะอยู่เต็มท้อง พลันยิ่งไม่สบายใจขึ้นทันที มองเยี่ยนจ้าวเกอแทบจะประหนึ่งกับหนามในตา
เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจความคิดของเสียจื่ออี้คร่าวๆ แม้ว่าเขาจะอวดดีชอบออกนอกหน้า ทว่าที่เรียกว่าแกร่งที่สุดด้วยขั้นฝ่านภานั้น ยังคงไม่ได้ใส่ใจจริงๆ
ตรงกันข้ามกับเสียจื่ออี้ ความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ ย้ายไปอีกทางหนึ่งแล้ว
บริเวณตรงนั้น ที่คุมเชิงอยู่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์วิเศษสองตัว ทั้งหมดล้วนดูทรงอานุภาพอย่างมาก ปราณวิญญาณรอบกายปลิวไปทั่วทั้งสี่ทิศ ในขณะเดียวกันก็ระคนไปด้วยปราณโลหิตอันแข็งแกร่งหนาแน่น
เยี่ยนจ้าวเกอกะพริบตาปริบๆ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
หลี่จิ้งหว่านเอ่ยตอบเสียงเบา “ศิษย์น้องเฉินหลินแห่งตำหนักอัศนีสวรรค์เลี้ยงสุนัขป่าปีศาจทมิฬ ดุร้ายเป็นพิเศษ ได้ยินว่าศิษย์พี่เยี่ยสำนักเราก็มีมังกรวารีทมิฬอันเลื่องชื่อตัวหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงเอ่ยเสนอให้สัตว์วิเศษทั้งสองตัวประลองกันสักครั้ง”
สำหรับมุมมองด้านการรบจริงแล้ว เลี้ยงและฝึกสัตว์วิเศษอันแกร่งกล้ายิ่ง ก็สามารถกลายเป็นแรงช่วยเหลือมหาศาลได้เช่นกัน
สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไป เห็นเฉินหลินที่เอาชนะเซียวอวี่ก่อนหน้ายืนอยู่ตรงนั้นเอง
สัดส่วนร่างเฉินหลินสูงอย่างมาก เตี้ยกว่าเยี่ยนจ้าวเกอเพียงแค่ครึ่งศีรษะเท่านั้น รูปร่างหน้าตางดงามทว่าสีหน้าอารมณ์เย็นชา พาให้รู้สึกว่านางเป็นคนหยิ่งยโสถือดีอยู่หลายส่วน
สัดส่วนร่างของสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวที่อยู่เบื้องหน้านางนั้น ใหญ่โตยิ่งกว่ากระบือปกติเสียอีก ขนผิวหนังทั่วกายเป็นสีเขียวหม่น มองดูอย่างชัดๆ แล้วแข็งประหนึ่งกับเข็มโลหะก็ไม่ปาน
สุนัขป่าพ่นไอสีขาวอันเย็นเยียบออกมาจากปาก กลุ่มไอพาให้รู้สึกหนาวโอบล้อมทั่วร่าง ดวงตาสีเลือดเหมือนกับกระดิ่งทองแดงทั้งสองดวงจดจ้องมังกรวารีทมิฬที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่ลดละ
เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าพลังความสามารถของสุนัขป่าปีศาจทมิฬแกร่งยิ่งกว่าเฉินหลินผู้เป็นเจ้าของเสียอีก
เฉินหลินอายุใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอ หลี่จิ้งหว่าน เซียวอวี่ และคนอื่นๆ ปัจจุบันมีผ่านพลังฝึกปรืออยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก ส่วนพลังในการสู้รบของสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนั้น กลับเทียบได้กับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเลยทีเดียว
สถานการณ์รูปแบบนี้ เกินกว่าครึ่งคือนางฝึกและเลี้ยงสุนัขป่าปีศาจตัวนี้ตั้งแต่มันยังเล็ก
เยี่ยฉงโจวเองก็มองดูสัตว์วิเศษทั้งสองตัวในสนามด้วยใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอมองมังกรวารีทมิฬของเยี่ยจงโฉวตัวนั้นแวบหนึ่ง มันวนเวียนอยู่บนท้องฟ้า รูปกายใหญ่โตกว่าสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนั้นอยู่มากโข แม้ว่าจะเป็นมังกรน้ำ ไม่ใช่มังกรแท้ แต่กระนั้นก็สง่าน่าเกรงขามเช่นกัน
“ศิษย์น้องเฉิน วางมือเสียตอนนี้ ยังไม่สายไป สัตว์วิเศษทั้งสองตัวนี้ล้วนไม่ใช่สิ่งของธรรมดา แม้สติปัญญาจะมีจำกัด ทว่ามีพลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากพวกมันถลำต่อสู้สุดชีพอย่างบ้าคลั่งขึ้นมา จนถึงขั้นที่พวกเรายากจะหยุดยั้งได้ นั่นอาจจะต้องรบกวนท่านผู้อาวุโสสำนักเนื่องด้วยการต่อสู้ของสัตว์วิเศษ คงไม่งามนัก”
เฉินหลินเอ่ยพูดอย่างเฉยเมยว่า “หากสุนัขป่าปีศาจทมิฬสิ้นชีพด้วยกรงเล็บมังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ย น้องน้อยจะไม่กล่าวโทษสักคำเดียว”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนแซ่เยี่ยเช่นข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะเอ่ยแล้ว” เยี่ยฉงโจวย่นหัวคิ้ว อีกฝ่ายมายั่วยุถึงที่ ในด้านวาจาเขาได้ควบคุมแล้ว อีกฝ่ายยังไม่รู้จักกาลเทศะว่าเมื่อใดควรถอย เขาเองก็บันดาลโทสะขึ้นมาเช่นกัน “เช่นนั้นก็เริ่มเลยเถิด”
หลังสัตว์วิเศษทั้งสองตัวคุมเชิงกันครู่หนึ่งแล้ว สุนัขป่าปีศาจทมิฬเป็นฝ่ายเคลื่อนไหวก่อนก้าวหนึ่ง ทว่ามันไม่ได้รีบเร่งรุกโจมตี แต่เคลื่อนที่ล้อมรอบมังกรวารีทมิฬทีละก้าวอย่างช้าๆ คล้ายกับว่ากำลังพยายามที่จะเสาะหาช่องโหว่ของมังกรวารีทมิฬล่วงหน้าไปก่อน
มังกรวารีทมิฬวนเวียนอยู่กับที่อย่างเงียบๆ ไม่ได้เคลื่อนไหวไปไกล ดวงตาคู่นั้นของมันจ้องสุนัขป่าปีศาจทมิฬอย่างไม่ลดละตั้งแต่แรกเริ่ม มันเคลื่อนที่ไปพร้อมกันกับอีกฝ่าย ไม่ปล่อยผ่านการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามของสุนัขป่าปีศาจทมิฬ
มังกรวารีทมิฬยึดครองความได้เปรียบในด้านพลังอย่างชัดเจน แต่สุนัขป่าปีศาจทมิฬมีพรสวรรค์วิเศษ สามารถพรมไอเย็นรอบกาย ทำให้พลังความสามารถของอีกฝ่ายอ่อนแอลงอย่างช้าๆ
ไอเย็นจะถ่วงความเร็วของอีกฝ่ายให้ช้าลง ซึ่งก็เท่ากับว่าเพิ่มความเร็วให้มันเองกลายๆ ทว่าความเร็วของตัวสุนัขป่าปีศาจทมิฬเองเดิมก็ว่องไวยิ่งยวดอยู่แล้ว อยู่ในอันดับต้นๆ ในสัตว์วิเศษระดับชั้นเดียวกัน
เยี่ยฉงโจวผิวปากครั้งหนึ่ง “ลงมือ!”
เขามองออกแล้วว่าสุนัขป่าปีศาจทมิฬคิดจะถ่วงเวลาออกไป อาศัยไอเย็นเยียบลดทอนพลังของมังกรวารีทมิฬอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์สิ่งหนึ่งดับสิ่งหนึ่งเกิดเช่นนี้ เวลายิ่งยืดออกไปนานเท่าใด ก็ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อมังกรวารีทมิฬ
มังกรวารีทมิฬส่งเสียงคำรามราวกับอัสนีบาตอย่างต่อเนื่อง พลางโถมประหนึ่งลมสลาตันไปยังสุนัขป่าปีศาจทมิฬ!
ในช่วงที่เกล็ดมังกรดำขลับทั่วร่างขยับเปิดปิด ปราณน้ำจำนวนมากก็ปรากฏออกมา ก่อนจะม้วนขึ้นและกดอัดไปทางอีกฝ่ายพร้อมกันราวกับคลื่นไร้ที่สิ้นสุด
สุนัขป่าปีศาจทมิฬเองก็เปล่งเสียงร้องคำรามออกมาเช่นกัน กัดฉีกอยู่กับมังกรวารีทมิฬด้วยความโหดร้าย ปราณอำมหิตเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดพลันตลบอบอวลออกไป
อย่างไรเสียมังกรวารีทมิฬก็ครองความได้เปรียบในด้านพลัง ไม่นานนักก็บีบคู่ต่อสู้ของตนจนเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
บนใบหน้าศิษย์เมืองทะเลมรกตคนอื่นๆ ที่เฝ้าสังเกตการณ์ต่อสู้เผยให้เห็นสีหน้าปีติยินดี ทว่าสีหน้าอารมณ์เยี่ยนจ้าวเกอกลับค่อยๆ เคร่งขรึมเอาจริงเอาจังขึ้นมา
เนื่องจากเขาพบว่าในดวงตาทั้งสองของสุนัขป่าปีศาจทมิฬที่ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ บัดนี้เปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์และป่าเถื่อน
บทที่ 173
ตอนที่เห็นสุนัขป่าปีศาจทมิฬกับมังกรวารีทมิฬแวบแรก เยี่ยนจ้าวเกอก็มุ่นคิ้วอยู่เงียบๆ เพราะรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่เลือนราง
ถึงแม้ว่าร่างกายมังกรวารีทมิฬจะแข็งแกร่ง แต่กลับขาดปราณอันโหดร้ายดุดันที่สัตว์วิเศษมีเฉพาะอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดว่ายามปกติอยู่ดีกินดีเป็นที่สุด ไม่ได้ผ่านการต่อสู้จริงมากนัก
ส่วนในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนั้น แม้จะดูเหมือนว่าธรรมดาทั่วไป ไม่มีสิ่งใดพิเศษ เทียบไม่ติดกับมังกรวารีทมิฬที่ดูทรงพลังและอานุภาพเช่นนั้น ทว่ารอยแผลเก่าและใหม่ทั่วร่างหัวจรดเท้า กลับทำให้เห็นชัดแจ้งว่าเป็นร่องรอยที่การผ่านการต่อสู้สังหารและความเป็นความตายหลายครั้ง อีกทั้งยังเผยลมปราณอันป่าเถื่อนกระหายโลหิตกลุ่มหนึ่งออกมาด้วย
ปล่อยเข้าไปในการต่อสู้สนามเช่นนี้…เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตอย่างละเอียดครู่หนึ่ง
สุนัขป่าปีศาจทมิฬดูเหมือนว่าตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ กระนั้นระหว่างที่หลบออกไปและเคลื่อนย้าย มันช่างมีลำดับขั้นอย่างยิ่งยวด ไม่มีความรู้สึกลุกลี้ลุกลนแม้สักนิด คล้ายกับว่ากำลังจงใจใช้วิธีลอบโจมตี ลดทอนกำลังกายของมังกรวารีทมิฬ
ผนวกกับผลจากปราณเย็นเยียบของที่ส่งกระจายออกมาแต่กำเนิดของมัน ชัดแจ้งว่าเป็นการประลองยาวนานที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า ถ่วงเวลาจนมังกรวารีทมิฬไม่มีกำลังกายแล้ว ถึงค่อยหวนกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง
เพียงแต่ว่าพลังของมังกรวารีทมิฬนั้นแกร่งอย่างยิ่ง ถึงจะยืดเวลาออกไปนานเช่นนี้ แต่สุนัขป่าปีศาจทมิฬก็ยังคงหาโอกาสโจมตีกลับไม่ได้
ทว่าหากมังกรวารีทมิฬยังไม่อาจหาโอกาสที่จะทำให้สุนัขป่าปีศาจทมิฬบาดเจ็บสาหัสอย่างแท้จริงได้ เช่นนั้นอีกฝ่ายจะต้องเป็นฝ่ายพลิกกลับมาได้เปรียบเป็นแน่
สุนัขป่าปีศาจทมิฬมีความทนทานและอดกลั้นสูงเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งมีประสบการณ์สู้รบเพียงพอ กลับเป็นมังกรวารีทมิฬที่หลังจากค่อยๆ หมดแรงลง ก็เปลี่ยนเป็นยิ่งหุนหันพลันแล่นด้วยซ้ำไป
‘ศิษย์พี่เยี่ย ท่าไม่ดีแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มังกรวารีทมิฬต้องแย่แน่’ เยี่ยนจ้าวเกอมุ่นคิ้วเล็กน้อย ส่งกระแสจิตให้แก่เยี่ยฉงโจว
เยี่ยฉงโจวตะลึงงัน เพราะในความคิดเขานั้น ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นมังกรวารีทมิฬที่ครองความได้เปรียบ
เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่ออีกว่า ‘หมาป่าเจ้าเล่ห์ตัวนั้นกำลังแสร้งทำเป็นอ่อนข้อ มันจงใจใช้วิธีลอบโจมตีเพื่อลดทอนกำลังกายของมังกรวารีทมิฬ’
ตาดำทั้งสองดวงของเยี่ยฉงโจวพลันหดเล็กลงทันที ในขณะเดียวกัน การต่อสู้ในสนามพลันเกินการเปลี่ยนแปลง!
หลังจากการรุกโจมตีอย่างไม่ลืมหูลืมตาของมังกรวารีทมิฬล้มเหลวลงครั้งหนึ่ง ร่างสุนัขป่าปีศาจทมิฬที่หลบหลีกการรุกโจมตีนั้นก็พลันตัวหมุนกลับ ระเบิดพลังทั้งกายออกมา ชนเข้ากับกระดูกซี่โครงอ่อนช่วงเอวของมังกรวารีทมิฬที่ยังไม่ทันยืนมั่นคงนัก!
ในเวลานี้เอง สุนัขป่าปีศาจทมิฬถึงได้แสดงระดับความสามารถที่แท้จริงของตนออกมา โครงกระดูกทั่วร่างสั่นสะเทือน กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นมากมาย ขนที่เหมือนกับเข็มโลหะตั้งชันขึ้นมาทุกเส้น ดูเหมือนกับว่าทั่วทั้งร่างกายกลมโตขึ้นแล้ว อีกทั้งไม่ด้อยไปกว่ามังกรวารีทมิฬเลยแม้แต่น้อย!
การรุกโจมตีของมังกรวารีทมิฬเพิ่งจะคว้าน้ำเหลว มันยังไม่ทันได้รวมกำลังใหม่ ก็ถูกอีกฝ่ายกระแทกเข้าที่จุดยุทธศาสตร์ในช่วงเวลาอันสั้นแล้ว ทำให้รูปร่างหนาสูงมหึมาพลันถูกชนคว่ำลงบนพื้นโดยพลัน
สุนัขป่าปีศาจทมิฬได้เปรียบแล้วก็ไม่รีรอต่อไป เล็บคมปากใหญ่โจมตีมังกรวารีทมิฬพร้อมกัน ทำให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บอย่างหนัก โลหิตสดรินไหลในชั่วพริบตา
รอยยิ้มบนใบหน้าของศิษย์เมืองทะเลมรกตล้วนแข็งค้าง สีหน้าเยี่ยฉงโจวก็พลันเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดขึ้นมาทันที
มังกรวารีทมิฬที่ได้รับบาดเจ็บส่งเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง มันปะทุพลังทั่วกาย แล้วใช้แรงถาโถมสะบัดสุนัขป่าปีศาจทมิฬออกไป ก่อนจะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความโกรธเกรี้ยวอีกครั้ง แล้วถลาลงไปทางคู่ต่อสู้ที่สร้างความบาดเจ็บให้กับตนอย่างดุเดือด
หลังจากการโจมตีนี้ผ่านไป สุนัขป่าปีศาจทมิฬเปลี่ยนกลับมามีลักษณะเหมือนเช่นแต่ก่อนอีก มันเคลื่อนไหวหนีอยู่ตลอดอีกครั้ง หลบหลีกการโหนกระโจนเข้าใส่ด้วยความโกรธแค้นสุดชีวิตของมังกรวารีทมิฬ
ดวงตาของเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ หรี่ลง แววตาเย็นเยียบทีเดียว
เขาถือว่ามองออกแล้ว ว่าเจ้าสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนี้นั้นเจ้าเล่ห์อย่างถึงที่สุดจริงๆ
หากมองผ่านๆ จะดูเหมือนว่ามันกลัวไปยั่วโทสะมังกรวารีทมิฬเข้า แต่แท้จริงแล้วก็เป็นการใช้วิธีการเดิมซ้ำอีก ใช้ประโยชน์จากการลอบโจมตีลดทอนกำลังกายและพลังอันฮึกเหิมของมังกรวารีทมิฬ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้มังกรวารีทมิฬได้รับบาดเจ็บแล้ว ยิ่งยืดเวลาไปได้นานเท่าใด มันก็ยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น
ความคิดของสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนี้กล่าวได้ว่าโหดเหี้ยมอย่างยิ่ง คิดอยากจะทำให้มังกรวารีทมิฬตายตกอยู่ ณ ที่นี่!
สิ่งที่มันต้องการไม่ใช่เพียงแค่ชัยชนะเท่านั้น แต่ยังอยากสังหารมังกรวารีทมิฬให้สิ้นซาก!
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเฉินหลิน คนอื่นมองความคิดของสุนัขป่าปีศาจทมิฬไม่ออก แต่นางในฐานะเจ้าของมีจิตใจเชื่อมถึงกันกับสัตว์วิเศษจะไม่รู้ได้อย่างไร
สถานการณ์นี้นางยังคงเงียบงันไร้เสียง มีความเป็นไปได้มากอย่างยิ่ง ว่าการเคลื่อนที่ของสุนัขป่าปีศาจทมิฬนั้นเป็นนางที่ชี้ให้ทำเป็นแน่แท้
“ศิษย์พี่เยี่ย เก็บมังกรวารีทมิฬไปเถิด” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงทุ้มต่ำ “เจ้าหมาป่าตัวนั้นใช้วิธีเก่าลอบโจมตี มังกรวารีทมิฬได้รับบาดเจ็บที่ร่างกายแล้ว หากเป็นเช่นต่อไปอีก หากถูกมันซุ่มโจมตีได้สำเร็จ เกรงเพียงว่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต”
สีหน้าเยี่ยฉงโจวเขียวคล้ำ ตอนนี้เขารู้แล้วเช่นกันว่าที่เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยก็มีเหตุผล
เยี่ยฉงโจวก็เป็นผู้ที่มีการตัดสินใจเด็ดขาดคนหนึ่งเช่นกัน หลังจากนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เขาก็กัดฟันกรอดพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “การประลองครั้งนี้ ข้าขอยอมแพ้”
ในแววตาของเฉินหลินทอประกายความเสียดาย ก่อนจะเผยให้เห็นรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกเย็บวาบไปจนถึงขั้วหัวใจ “ศิษย์พี่เยี่ยยอมให้ชนะเสียแล้ว ตอนนี้ยังเป็นมังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ยที่ได้เปรียบ ไล่ต้อนสุนัขป่าของข้าไม่ปล่อย ในเมื่อศิษย์พี่เยี่ยยอมแพ้ ก็ขอให้ท่านหยุดยั้งเจ้ามังกรวารีทมิฬตัวนี้ด้วย”
“เจ้า!” เยี่ยฉงโจวพลันหน้าเปลี่ยนสี ในที่สุดแล้วก็ยังคงเสียดายมังกรวารีทมิฬอย่างยิ่ง ร้องเรียก “เจ้าทมิฬ กลับมานี่!”
หลังจากที่มังกรวารีทมิฬโมโหถึงขีดสุด ความรู้สึกอ่อนแอที่เกิดจากอาการบาดเจ็บยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเมื่อได้ยินเสียงเจ้าของร้องเรียก สุดท้ายมันก็ยังทิ้งการไล่โจมตีไปอย่างไม่ยินยอมนัก หยุดการเคลื่อนไหวของตนลง
หลังจากที่มังกรวารีทมิฬหยุดฝีเท้าแล้วนั้น ในดวงตาสีแดงโลหิตทั้งสองของสุนัขป่าปีศาจทมิฬพลันปรากฏแววชั่วร้ายออกมา พลังทั่วกายของมันระเบิดปะทุ ฉวยโอกาสในตอนนี้ที่ร่างกายและกำลังวังชาของมังกรวารีทมิฬล้วนหละหลวมมากที่สุด ก่อการโจมตีถึงชีวิต!
สุนัขป่าปีศาจทมิฬรวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ อย่าว่าแต่เยี่ยจงโฉวและคนอื่นๆ เลย มังกรวารีทมิฬที่อยู่ใกล้มันในระยะเผาขนจึงไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบโต้ใด พริบตาเดียวการจู่โจมของอีกฝ่ายก็มาถึงเบื้องหน้าแล้ว!
ทว่าเงาร่างหนึ่งพลันขวางอยู่ด้านหน้ามังกรวารีทมิฬ อีกทั้งต่อยหมัดไปบนหน้าผากของสุนัขป่าปีศาจทมิฬซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
สุนัขป่าปีศาจทมิฬถูกต่อยจนลอยกระเด็นออกไป ผู้มาเยือนก็คือเยี่ยนจ้าวเกอนั่นเอง
เฉินหลินมองยังเยี่ยนจ้าวเกอ มุ่นคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง เยี่ยฉงโจวที่ยังตกอกตกใจเวลานี้ฟื้นคืนสติกลับมา ร้องตะโกนด้วยความโกรธเคือง “ศิษย์น้องเฉิน เจ้าช่างร้ายกาจเสียจริง!”
นางชำเลืองมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความเย็นชา แล้วเรียกสุนัขป่าปีศาจทมิฬที่ถูกชายหนุ่มต่อยจนวิงเวียนกลับมา จากนั้นก็แสดงความเคารพต่อเยี่ยฉงโจวตามมรรยาท “อย่างไรเสียมันก็ยังไม่ได้มีสติปัญญาถึงเพียงนั้น เพราะบ้าระห่ำยากจะทำให้เชื่อง แต่พละกำลังกลับแข็งแกร่งยิ่ง บางคราข้าเองก็ไม่อาจควบคุมบังคับได้ทั้งหมด เกือบจะทำร้ายมังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ย ข้าต้องขออภัยศิษย์พี่เยี่ยไว้ ณ ตรงนี้ ทั้งยังขอให้ศิษย์พี่เยี่ยอย่าได้คิดเล็กคิดน้อย อย่าได้ตำหนิ”
เยี่ยฉงโจวสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ถึงจะบังคับควบคุมตนเองไม่ให้ถลาไปให้รางวัลนางด้วยวารีเทียมฟ้าสักกระบวนท่าหนึ่ง
คำพูดไม่กี่ประโยคทำให้เยี่ยฉงโจวเกิดความคับแค้นอึดอัดใจ เฉินหลินหันศีรษะกลับมามองเยี่ยนจ้าวเกอพลางยิ้มน้อยๆ “ชื่อเสียงเกรียงไกรของศิษย์พี่เยี่ยนจ้าวเกอ ข้าเลื่อมใสมานานนักแล้ว”
ดวงตาเยี่ยนจ้าวเกอหรี่ลงเล็กน้อย รอยยิ้มของอีกฝ่ายคล้ายกับว่ามีความหมายอื่นแฝง
ดังคาด ชายหนุ่มได้ยินเฉินหลินกล่าวต่อว่า “ได้ยินว่าศิษย์พี่เยี่ยนได้สัตว์วิเศษมาใหม่ตัวหนึ่ง ซึ่งก็คือปี่เซียะภูเขาที่หาพบได้ยาก มหัศจรรย์นัก ไม่ทราบว่าข้าจะมีวาสนาได้พบเห็นหรือรู้จักสักหน่อยหรือไม่”
สุนัขป่าปีศาจทมิฬที่หมอบอยู่แทบเท้านางส่งเสียงร้องต่ำ มีกลิ่นของความกระหายโลหิตพร้อมสู้รบอยู่รางๆ
บทที่ 174
เยี่ยนจ้าวเกอจ้องเฉินหลินเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถาม “เจ้าอยากให้สุนัขป่าปีศาจทมิฬเป็นตัวแทนเจ้า ท้ารบปี่เซียะภูเขาของข้ารึ”
“ข้ารู้อยู่แก่ใจว่าพลังฝึกปรือของข้าสู้ศิษย์พี่เยี่ยนไม่ได้ มีเพียงเรื่องการเลี้ยงสัตว์วิเศษหนึ่งเดียวเท่านั้นที่มีประสบการณ์อยู่บ้าง จึงอยากขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่เยี่ยนสักคราหนึ่ง” เฉินหลินกล่าวอย่างเชื่องช้า “การเลี้ยงดูสัตว์วิเศษ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่สักแต่เลี้ยงเพียงอย่างเดียวก็ใช้ได้แล้ว การต่อสู้จริงอันสำคัญก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน”
เยี่ยฉงโจวสีหน้าเปลี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอจึงโบกมือไปทางเขา บอกเป็นนัยๆ ว่าเขาไม่ต้องเคลื่อนไหว
เยี่ยนจ้าวเกอมองสุนัขป่าปีศาจทมิฬของเฉินหลินตัวนั้นพลางส่ายศีรษะกล่าว “ก่อนหน้าสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนั้นของเจ้าต่อสู้กับมังกรวารีทมิฬไปแล้วครั้งหนึ่ง หากต่อสู้กับปี่เซียะภูเขาของข้าอีก ต่อให้ชนะข้าก็ไม่สมศักดิ์ศรี”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เยี่ยฉงโจวรู้สึกแปลกประหลาดใจอยู่ลึกๆ เพราะฟังอย่างไรก็เหมือนว่าเขาไร้ความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง คล้ายกับกำลังเกรงกลัวจึงหาข้ออ้างเลี่ยงการต่อสู้
“ศิษย์พี่เยี่ยนคุณธรรมสูงส่ง เฉินหลินเลื่อมใส เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องกังวลแต่อย่างใด”
เฉินหลินยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน “สภาพของสุนัขป่าไม่ได้อยู่ในจุดที่ยอดเยี่ยมที่สุด แต่ข้ายังมีเจวี๋ยหานอีกตัวหนึ่ง สามารถลงสนามประลองกับปี่เซียะภูเขาของศิษย์พี่เยี่ยนได้”
ฝูงชนรู้สึกได้ถึงการใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วของไอเย็นเยียบกลุ่มหนึ่งในทันที พร้อมกับเสียงเป่าปากของเฉินหลิน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สุนัขป่าปีศาจทมิฬรูปร่างเกรียงไกรทรงพลังมากยิ่งกว่า ไอสังหารรอบกายรุนแรงหนานักยิ่งกว่า ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้าฝูงชน!
กลุ่มคนของเยี่ยฉงโจวต่างก็หน้าเปลี่ยนสี ไม่ว่าอย่างไรก็นึกไม่ถึงเลยว่าเฉินหลินจะมีสุนัขป่าปีศาจทมิฬอันแกร่งกล้าถึงสองตัว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวหลังนามว่าเจวี๋ยหานนี้ เพียงแค่พละกำลังและเนื้อหนังมังสาของมัน ก็เพียงพอที่จะทัดเทียมมังกรวารีทมิฬของเยี่ยฉงโจวได้แล้ว อีกทั้งไอสังหารคาวเลือดทั่วร่างก็ยิ่งมีชัยเหนือมังกรวารีทมิฬไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
“…พ่ายเสียจนไม่ยุติธรรม” เยี่ยฉงโจวทอดถอนใจคำหนึ่ง
มังกรวารีทมิฬของเขา หากเปรียบกับสุนัขป่าปีศาจทมิฬเจวี๋ยหานของเฉินหลิน ถึงมันจะไม่ใช้กลยุทธ์ลอบโจมตี ปะทะกันโดยตรงก็มีความมั่นใจอยู่เจ็ดแปดส่วนว่าจะได้รับชัยชนะ
“จริงๆ แล้วนี่สิถึงจะเป็นอาหารจานหลัก การต่อสู้กับมังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ยก่อนหน้า เป็นเพียงแค่การปูเรื่องเท่านั้น”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเฉินหลิน พลางยิ้มเย็นอยู่ในใจ ‘เจ้าพุ่งเป้ามาที่ปี่เซียะภูเขาของข้าตั้งแต่เริ่มแรกสินะ’
เฉินหลินยิ้มพลางเอ่ยถามว่า “เป็นอย่างไร ศิษย์พี่เยี่ยนจะสามารถปล่อยเจ้าปี่เซียะตัวนั้นออกมาได้หรือไม่”
ชายหนุ่มมีท่าทีเป็นกังวลอยู่บ้าง ทว่ากลบเกลื่อนได้ดีอย่างยิ่ง “ก็เหมือนเช่นที่ศิษย์พี่เยี่ยกล่าวไปก่อนหน้านี้ สัตว์วิเศษเหล่านี้สติปัญญามีจำกัด แต่พละกำลังแข็งแกร่งนัก หากต่อสู้กันถึงชีวิตละก็ เกรงว่ายากยิ่งนักที่พวกเราจะหยุดยั้งได้ทันกาล การต่อสู้เมื่อครู่นั้น ศิษย์น้องหลิน ไม่ใช่ว่าเจ้าก็ไม่สามารถหยุดยั้งสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนั้นของเจ้าได้ในทันทีหรอกหรือ”
“การต่อสู้ระหว่างสัตว์วิเศษ บาดเจ็บถึงแก่ชีวิตล้วนเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง” เฉินหลินยิ้มกล่าว “แต่ถ้าหากศิษย์พี่เยี่ยนไม่มั่นใจจริงๆ ละก็ ข้าเองก็จะไม่ดึงดัน”
ศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่อยู่ข้างๆ ล้วนมีรอยยิ้มผุดขึ้นมาบนใบหน้า
หลังจากมองดูกลุ่มคนของเฉินหลินแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอพลันหัวเราะอย่างไม่มีเสียงขึ้นมา
ถึงแม้ว่าเขาจะรักการแก้มือเป็นชีวิตจิตใจ กระนั้นสำหรับเขาแล้ว ลูกไม้ยั่วยุให้ฮึกเหิมตื้นๆ เช่นนี้ใช้ไม่ได้ผล
เยี่ยนจ้าวเกอรู้ว่าเหตุใดกลุ่มของเฉินหลินถึงได้มั่นอกมั่นใจเช่นนี้ เหมือนกับว่าพวกเขาจับตนได้อยู่หมัดแล้ว
พวกเขาน่าจะสืบเสาะจากหนทางใดหนทางหนึ่ง จนรู้ว่าปี่เซียะของเยี่ยนจ้าวเกอยังอยู่ในช่วงวัยเด็ก อีกทั้งประสบการณ์การต่อสู้ยังค่อนข้างน้อย ต่อให้ศักยภาพจะน่าตกตะลึง ก็ต้องการเวลาที่เพียงพอในการบ่มเพาะด้วยเช่นกัน
สัตว์วิเศษอย่างปี่เซียะภูเขาก็เหมือนกับสัตว์ป่า ช่วงวัยเด็กล้วนไม่ได้เติบโตมากนัก แต่ในสถานการณ์ปกติก็จำเป็นต้องใช้เวลาที่แน่นอนตามกำหนดในการเจริญเติบโตเช่นกัน
ถ้าหากเยี่ยนจ้าวเกอจะปฏิเสธการต่อสู้เพื่อที่จะปกป้องปี่เซียะภูเขาเด็กละก็ แน่นอนว่าย่อมได้
ทว่าพันธมิตรทั้งสามสำนักได้แก่ เขากว่างเฉิง เมืองทะเลมรกต และเขาไร้พรมแดน เผชิญหน้ากับตำหนักอัสนีสวรรค์และสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ผลการต่อสู้กาลก่อนไม่ค่อยสู้ดีนัก
ซ่งเฉาแห่งเมืองทะเลมรกตพ่ายแก่ถังหย่งฮ่าวแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ การประมือของสวีเฟยกับถังหย่งฮ่าวเองก็จบลงด้วยการเสมอกัน
จ้าวฮ่าวและเซียวอวี่แห่งเขาไร้พรมแดน เผชิญหน้ากับศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ พ่ายหนึ่งชนะหนึ่ง ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรกับเสียจื่ออี้ได้เลย
บัดนี้มังกรวารีทมิฬของเยี่ยฉงโจวก็ปราชัยไปอีกคราหนึ่ง หากเยี่ยนจ้าวเกอจะเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองอีกคนหนึ่ง ก็จะเป็นการทำลายขวัญกำลังใจเกินไปแล้วจริงๆ
ใบหน้ากลมของแม่นางจางเหยาซีดเซียวอยู่บ้าง นางกระซิบกระซาบกล่าวกับเยี่ยนจ้าวเกอว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ขออภัย ข้าคิดไม่ถึงว่า…”
เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “ไม่เป็นไร”
เขาได้ปี่เซียะภูเขามา แต่ไรก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเก็บเป็นความลับเช่นกัน กล่าวโทษจางเหยาไม่ได้
ยิ่งเนื่องด้วยเรื่องไส้ศึกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต หอคลื่นโหมติดค้างน้ำใจครั้งใหญ่ต่อตำหนักอัสนีสวรรค์ การไปมาหาสู่กันของศิษย์รุ่นเยาว์เบื้องล่าง ไม่ใช่เรื่องที่พิเศษจนเกินไปนัก ศิษย์หอคลื่นโหมล้วนจะต้องไว้หน้าอยู่หลายส่วน
หากเฉินหลินแสร้งทำท่าเป็นไถ่ถามจางเหยาขึ้นมา ไม่ง่ายเลยที่จางเหยากล่าวปัดว่าไม่รู้
บัดนี้คล้ายกับถูกกลุ่มคนของเฉินหลินบีบบังคับต้อนจนจนมุม เยี่ยนจ้าวเกอจึงทอดถอนใจ เอ่ยกับอาหู่ว่า “ไปพาพ่านพ่านออกมา”
ชื่อที่ต้องเลือกเพียงหนึ่งในสอง ‘พ่างหู่’ ถูกอาหู่คัดค้านอย่างเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ชื่อของเจ้าหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้น สุดท้ายแล้วจึงตั้งว่าพ่านพ่าน
เมื่ออาหู่พาพ่านพ่านขึ้นมาบนเกาะลอย กลุ่มคนของเฉินหลินที่ชั่วขณะก่อนหน้ายังคงทะเยอทะยานได้ใจ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันหยุดชะงักลงทันที
เฉินหลินอ้าปากค้างประหนึ่งกับกลืนหนูตายเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยฉงโจวและคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอก็ตกตะลึงตัวแข็งทื่อเช่นกัน มองพ่านพ่านที่รูปร่างคล้ายกับช้างตัวเต็มวัยปรากฏเบื้องหน้าพวกเขาด้วยความเงอะงะ!
พ่านพ่านในตอนนี้ ต่อให้หมอบนอนลงก็ยังสูงกว่าสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวแรกของเฉินหลินที่ยืนขึ้นเสียอีก
ในสถานการณ์ปกติ แน่นอนว่าพ่านพ่านไม่สามารถเจริญเติบโตได้ว่องไวขนาดนี้ ทว่ามันต้านทานโลหะเพลิงแดงกับโลหะแสงเย็นจำนวนมากที่ผ่านการหลอมเป็นพิเศษแล้วของเยี่ยนจ้าวเกอไม่ไหว มันต้องการกินเท่าไร ชายหนุ่มก็ให้มันกินเท่านั้น
ด้วยการบำรุงร่างกายอย่างเพียงพอเช่นนี้ ความเร็วในการเจริญเติบโตจึงเกินจินตนาการของผู้อื่นไปไกลเป็นธรรมดา
ฉะนั้นอย่าว่าแต่กลุ่มคนของเฉินหลินจะอ้าปากตาค้าง เซี่ยโยวฉานกับจางเหยาที่พบเห็นพ่านพ่านมาก่อนหน้าก็มีสีหน้าอารมณ์ที่ยากจะปักใจเชื่อเช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอพูดด้วยเสียงราบเรียบ “การต่อสู้ระหว่างสัตว์วิเศษ บาดเจ็บล้มตายในสนามยากจะเลี่ยง แต่ข้าเชื่อว่าศิษย์น้องเฉินจะไม่เกรงกลัวเป็นแน่ อย่างไรเสียเจ้าก็ยังมีอีกหนึ่งตัวที่ยังไม่ได้ต่อสู้มาก่อน แน่นอนว่าถ้าหากศิษย์น้องเฉินไม่มั่นใจจริงๆ ละก็ ข้าเองก็จะไม่เซ้าซี้”
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอนำคำพูดเดิมของนางมากล่าวคืน ท่าทางอารมณ์ของเฉินหลินก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจหิมะน้ำแข็งในชั่วเสี้ยววินาที
สีหน้านางซีดเซียว พลางพ่นลมหายใจออกมายืดยาว แล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “อย่างไรเสียก็มีความสามารถหลายส่วนที่ต้องประมือกันเสียก่อนถึงจะรู้ดำรู้แดง มีสิ่งของมากมายนักที่ล้วนดีเพียงแต่เปลือกนอกก็เท่านั้น!”
“คำพูดนี้ข้าเห็นด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะอย่างไม่ยี่หระ
พ่านพ่านมองดูสุนัขป่าปีศาจทมิฬนามว่าเจวี๋ยหานที่อยู่เบื้องหน้า มันเหมือนกับยังไม่รู้ว่าจะแสดงท่าทีโต้ตอบอย่างไรอยู่บ้าง จึงยังคงมีท่าทางเซ่อซ่าไร้เดียงสาอยู่
เมื่อเห็นเช่นนี้ กลุ่มคนของเฉินหลินก็มีความมั่นใจอีกครั้ง
สุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนี้ดุดันโหดร้ายอย่างมาก ถึงแม้ว่ามันจะรับรู้ได้ถึงพลังความสามารถอันเพียบพร้อมของพ่านพ่าน แต่ก็ไม่ปล่อยไก่เช่นกัน ดวงตาแดงฉานทั้งสองดวงของมันจึงจดจ้องพ่านพ่านไม่วางตา
ใบหน้าพ่านพ่านก็น่ารักน่าเอ็นดู คล้ายกับว่าไม่เข้าใจชัดเจนทั้งสิ้นว่าขณะนี้เป็นสถานการณ์เช่นไร
สุนัขป่าปีศาจทมิฬนามเจวี๋ยหานเองก็ไม่ใจร้อน จ้องพ่านพ่านเขม็งด้วยความอดทน
ระยะเวลาหนึ่งก้านธูปเต็มๆ ผ่านไป สัตว์วิเศษทั้งสองตัวยังคงคุมเชิงกันอยู่ เนื่องด้วยเหตุที่พ่านพ่านไม่สนใจไยดี ทำให้ดูไปแล้วเหตุการณ์น่าขันอย่างประหลาดอยู่บ้าง
กระนั้นบรรยากาศระหว่างกันของฝูงชนที่มุงดู กลับตึงเครียดจนถึงขีดสุด อากาศล้วนราวกับแข็งตัวไปจนหมดแล้ว
เฉินหลินเดิมทีมีสีหน้ามั่นอกมั่นใจ เวลายิ่งยืดเยื้อไปนานเท่าไร ไอเย็นรอบกายสุนัขป่าปีศาจทมิฬที่แผ่กระจายออกมาก็ยิ่งหนักหน่วงเท่านั้น และยิ่งลดทอนกำลังต่อสู้ของอีกฝ่ายได้
ทว่ากาลเวลาผ่านไปยาวนานแล้ว นางไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกถึงอุณหภูมิที่ลดลงเท่านั้น แต่กลับจะรู้สึกว่าความร้อนรุ่มยิ่งแผ่ซ่านขึ้นมาเสียด้วยซ้ำไป!
สายตาของเฉินหลินตกไปอยู่บนลำคอของพ่านพ่าน ตรงนั้นมีดาบสั้นส่องแสงสลัวระยิบระยับอยู่เล่มหนึ่ง
หลังจากรับรู้สัมผัสอย่างละเอียดแล้ว ใบหน้าเฉินหลินก็ถอดสีอย่างเลี่ยงไม่ได้ “อาวุธวิญญาณระดับกลาง?! ท่านแขวนอาวุธวิญญาณระดับกลางบนลำคอของเจ้าปี่เซียะภูเขาตัวนี้เลยหรือ เยี่ยนจ้าวเกอ ท่านช่างขี้โกงนัก!”
เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะมองนาง ดวงตาทั้งสองข้างของเขาทอดมองท้องฟ้า พลางกล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าเต็มใจที่จะแขวนอาวุธวิญญาณระดับกลางให้กับสัตว์เลี้ยงของข้าเป็นของเล่น เจ้าไม่พอใจเจ้าก็แขวนให้กับเจ้าสุนัขน้อยตัวนั้นของเจ้าก็ได้นี่”
เฉินหลินแทบจะกระอักโลหิตออกมา อาวุธวิญญาณระดับกลางน่ะหรือ ของที่ตัวนางเองต่างก็ไม่มี แล้วจะแขวนสุนัขป่าปีศาจได้อย่างไร!
บทที่ 175
จอมยุทธ์ปรมาจารย์ไม่มีทางขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับกลางได้ แน่นอนว่าพ่านพ่านก็ยิ่งไม่สามารถ ทว่าดาบแสงคลื่นครามมีฐานะเป็นอาวุธวิญญาณระดับกลาง มีสติปัญญาในตัวเอง
คมดาบที่มีลักษณะเย็นเยียบวังเวง ดูดเอาไอเย็นบริเวณรอบๆ ทั้งหมดโดยทันที
อาวุธวิญญาณระดับกลางชิ้นหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอแขวนเอาไว้บนร่างสัตว์วิเศษตามใจเช่นนี้ นี่จะไม่ทำให้เฉินหลินอิจฉาริษยาจนแทบทนไม่ไหวได้อย่างไร
ครั้นเห็นเฉินหลินมีสีหน้าคับแค้นเสียใจยิ่ง เยี่ยนจ้าวเกอก็ยิ้มอย่างไม่รีบร้อน “ข้าหยอกล้อเล่น จริงๆ แล้วข้าลืมนำดาบออกต่างหาก”
อาหู่ที่อยู่ข้างๆ รุดมาด้านหน้า ปลดดาบแสงคลื่นครามออกจากลำคอพ่านพ่าน แล้วถอยกลับไปยังข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ
ถูกขัดจังหวะเช่นนี้ บรรยากาศอันแข็งทื่อจึงคลี่คลายลง บรรดาฝูงชนที่ชมการต่อสู้ล้วนหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้อยู่บ้าง ทว่าก็ได้รับรู้ภูมิหลังครอบครัวอันเพียบพร้อมของเยี่ยนจ้าวเกอเพิ่มขึ้นอีกขั้น
พ่านพ่านก็ยังคงมีท่าทางไม่รู้อะไรเลย ไม่ได้สนใจสุนัขป่าปีศาจทมิฬที่อยู่ตรงหน้าโดยสิ้นเชิง เพียงมองดาบแสงคลื่นครามที่ถูกนำออกไปด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์
เฉินหลินชี้นำสุนัขป่าปีศาจทมิฬนามว่าเจวี๋ยหาน สั่งให้ลงมือต่อไปด้วยความอึดอัดใจอยู่บ้าง
แม้จะพบกับอุปสรรคอยู่บ้าง แต่สุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนี้ก็ยังคงอดทนเต็มร้อย เผยให้เห็นความพยายามและความสุขุมอันหาได้ยาก
ไอเย็นทั้งหมดแผ่กระจายออกมา กลายสภาพเป็นหมอกน้ำแข็ง ภายในหมอกน้ำแข็งปรากฏโลกอันปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็งออกมา ครอบคลุมพ่านพ่านเอาไว้
พ่านพ่านก็นั่งอยู่ที่เดิมเงียบๆ เช่นนั้น ยังคงมีท่าทางสับสนงุนงงอยู่
เฉินหลินเฝ้าคอยชมการต่อสู้อยู่บ้าง กระนั้นไม่นานนักนางก็พบว่าเมื่อไม่มีดาบแสงคลื่นครามแล้ว หมอกน้ำแข็งที่สุนัขป่าปีศาจทมิฬสร้างขึ้นก็ยังคงเบาบางลงอยู่เรื่อยๆ
อุณหภูมิโดยรอบไม่เพียงแต่จะไม่ลดต่ำลงเท่านั้น กลับจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเสียด้วยซ้ำไป!
“นี่มันเป็นของสิ่งใดอีก” เฉินหลินแทบจะเสียสติอยู่บ้างแล้ว นางจ้องมองไป คราวนี้บนร่างพ่านพ่านกลับไม่ได้มีของวิเศษอื่นใดแล้ว
ทว่าเกิดเปลวเพลิงสีขาวจำนวนมาก ออกมาจากผิวกายหมีสยงเมายักษ์ตัวนี้
เปลวเพลิงร้อนจัดสลายหมอกน้ำแข็งไปตลอดเวลา กลับกันมีปราณวิญญาณสายเพลิงอันเต็มเปี่ยมให้ค่อยๆ ลอยกระจายออกมา เริ่มตัดทอนพลังของสุนัขภูตป่าปีศาจทมิฬอย่างช้าๆ
เฉินหลินพลันรู้สึกหวั่นใจ ‘ปี่เซียะภูเขา พรสวรรค์มหัศจรรย์ สามารถควบคุมเพลิงขาววารีทมิฬได้…’
นางกล่าวอย่างเด็ดขาด “เจวี๋ยหาน ลงมือ! ถ่วงเวลาออกไปอีกไม่ได้แล้ว!”
น้ำมาปลากินมด น้ำลดมดกินปลา บัดนี้เฉินหลินและสุนัขป่าปีศาจทมิฬไม่กล้าที่จะถ่วงเวลาต่อไปอีกแล้ว ยิ่งถ่วงเวลา สำหรับพวกเขาแล้วมีแต่จะส่งผลเสีย
สุนัขป่าปีศาจทมิฬเจวี๋ยหานเริ่มเป็นฝ่ายรุกโจมตี ความเร็วว่องไวยิ่งอย่างแท้จริง แทบจะไม่ช้าไปกว่าจอมยุทธ์ขั้นเคียงนภาแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์เลย
เพียงแต่พ่านพ่านดูเหมือนว่าจะอืดอาด กระนั้นร่างกายอันใหญ่โตยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เผยช่องโหว่แม้เพียงสักนิด
อุปนิสัยสุนัขป่ารอบคอบ เจ้าเจวี๋ยหานจึงไม่กล้าเข้าใกล้ง่ายๆ ในเวลาอันสั้นเช่นกัน มันเคลื่อนที่ด้วยระยะทางที่ห่างอย่างมาก ทว่าขอเพียงแค่พ่านพ่านหันกายกลับเล็กน้อยก็ใช้ได้แล้ว
หากมุ่งแต่ป้องกั อาศัยพลังสยบของพ่านพ่าน สุนัขป่าปีศาจทมิฬไม่กล้าที่จะบุ่มบ่ามง่ายๆ
พ่านพ่านไม่กลัวที่จะชนมันจังๆ อยู่ครั้งสองครั้ง แต่ทว่ามันกลับต้านทานการโจมตีอันหนักหน่วงของพ่านพ่านไม่อยู่
กระนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สุนัขป่าปีศาจทมิฬก็ยิ่งหมดกำลังวังชาอย่างมาก
เดิมทีด้านกำลังกายของมันก็จัดว่าตกเป็นรองแล้ว ยิ่งพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก ความห่างชั้นต่อพ่านพ่านก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าภายนอกสุนัขป่าปีศาจทมิฬจะเป็นฝ่ายรุกโจมตี เคลื่อนที่ล้อมไปรอบๆ พ่านพ่านอย่างไม่หยุดหย่อน ทว่ากลับหาโอกาสรุกโจมตีที่เหมาะสมไม่ได้
เฉินหลินกัดริมฝีปาก “ไม่อาจออมมือได้อีกต่อไปแล้ว เพราะในเมื่อลงมือก็ต้องชนะ!”
การเคลื่อนไหวของสุนัขป่าปีศาจทมิฬพลันหยุดนิ่งทันที ตามเสียงเป่าปากอันแหลมสูงของนาง ก่อนเงยหน้าขึ้นฟ้าหอนคำราม พาให้รอบๆ กายปรากฏพายุหิมะขนาดย่อมออกมาทันที
ท่ามกลางเสียงสุนัขป่าหอนอันแหลมสูงและรันทด ความเร็วร่างกายของสุนัขป่านามเจวี๋ยหานพลันเพิ่มขึ้นอีกขั้นทันที ด้วยการหนุนเสริมจากพายุหิมะ พุ่งถลามาทางพ่านพ่านด้วยความโหดร้ายดุดัน!
ดวงตาของบรรดาฝูงชนที่ชมการต่อสู้ล้วนหรี่ลงเล็กน้อย เพราะต่างก็มองออกว่าสุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวนี้เปิดฉากอภินิหารรูปแบบหนึ่งแล้ว
อาศัยยืมพลังพายุหิมะยกระดับความเร็วและแรงปะทุของตนขึ้นในชั่วพริบตา การโจมตีนี้ของมันในขณะนี้คล้ายคลึงกับวารีเทียมฟ้า วิชาลับเมืองทะเลมรกตอยู่หลายส่วน พลังระเบิดปะทุทั่วกาย ทั้งรวดเร็วทั้งคับแค้นใจ!
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเย้ย “ปะทะซึ่งๆ หน้า เจ้ายิ่งตายไวขึ้น”
พ่านพ่านที่ท่าทางน่ารักใคร่เอ็นดูเสมอมา บัดนี้มันกะพริบตาปริบๆ ในที่สุดร่างกายมหึมาก็ขยับเขยื้อนแล้ว
เจ้าหมีสยงเมายักษ์โจมตีประจัญหน้าสุนัขป่าปีศาจทมิฬด้วยพลังทั้งหมด ไม่หลบหลีกเลยสักนิด
ร่างอันใหญ่โตของมันพลันผุดลุกขึ้นมา แล้วยกเท้าหลังข้างหนึ่งขึ้น เหยียบลงมาดังโครมคราม ราวกับคนย่ำเท้าอย่างไรอย่างนั้น!
ผิวร่างพ่านพ่านเกิดเปลวเพลิงสีขาวลุกโชนขึ้นมา โอบล้อมทั่วร่างกายของมัน
ในชั่วเวลาเสี้ยววินาทีเดียวนั้น ราวกับว่ามันกลายร่างเป็นที่พำนักเทพควบคุมเปลวเพลิง!
พลังหยางอันร้อนแรงแผดเผา กวาดล้างพายุหิมะจนว่างเปล่าทันที!
สุนัขป่าปีศาจทมิฬคิดอยากจะหลีกหนี แต่เวลานี้กลับสายไปเสียแล้ว ลำแสงเหนือศีรษะพลันมืดสลัวลง
ประหนึ่งกับภูเขาไท่ซานทับลงมาจากด้านบน ท้องฟ้าอันตรธานไปไม่พบ พื้นที่รอบกายถูกปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง มันไม่สามารถกระดุกกระดิกได้เลย
“โครม!”
ข้างหูของทุกคนล้วนเป็นเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นพักหนึ่ง เสียงหึ่งๆ ดังสะเปะสะปะ พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอยู่ระลอกหนึ่ง ราวกับแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น
ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวน สุนัขป่าปีศาจทมิฬเจวี๋ยหานถูกพ่านพ่านเหยียบเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า!
ระหว่างที่เฉินหลินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ก็เห็นว่าพ่านพ่านเหลือบมองสุนัขป่าทมิฬที่ตนเองเหยียบเอาไว้ใต้ฝ่าเท้าด้วยใบหน้าไร้เดียงสา จากนั้นร่างอันอ้วนโตก็หันหมุนร่างกลับเล็กน้อย
ต่อจากนั้น ร่างกายที่ประดุจภูเขาลูกย่อมๆ ก็หย่อนก้นลงมา!
เฉินหลินเห็นแล้วตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อโดยพลัน นางร้องตะโกนเสียงหลงด้วยความตื่นตะลึง “จื่ออี้ช่วยเจวี๋ยหานเร็ว!”
ไม่ต้องให้นางเอ่ยกล่าว เงาร่างหนึ่งรวดเร็วประดุจสายฟ้า ได้กระโจนเข้าหาพ่านพ่านอย่างดุร้ายแล้ว!
ที่โผล่ออกมาพรวดพราดนั่นก็คือเสียจื่ออี้ ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ในการประชุมฝ่านภาครานี้!
กระนั้นไม่รอให้เขาเข้าใกล้ เยี่ยนจ้าวเกอได้ขวางอยู่เบื้องหน้าเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันกระบวนท่าหนึ่ง ก่อนจะเกิดเสียง ‘โครม’ ดั่งสนั่น
ฝูงชนที่มุ่งดูอยู่รู้สึกเพียงว่าการประจันหน้ากันของทั้งสองนี้ สะเทือนเลือนลั่นยิ่งกว่าการกระทบกระแทกระหว่างสัตว์วิเศษใหญ่ อย่างปี่เซียะและสุนัขป่าเจวี๋ยหานเมื่อครู่เสียอีก
ทว่าเมื่อถูกขัดขวางเช่นนี้ พ่านพ่านก็ไม่มีผู้ใดรบกวนแล้ว มันหย่อนก้นลงนั่งโยกไปโยกมาอย่างโอหัง
ครานี้แม้แต่เสียงร้องน่าเวทนาของสุนัขป่าทมิฬเจวี๋ยหานก็พลันเงียบงัน เพราะพ่านพ่านนั่งทับมันโดยตรงจนสิ้นชีพ กลายเป็นเบาะรองนั่งหนังสุนัขป่าผืนหนึ่ง
เฉินหลินเกือบจะหมดสติล้มลงไปบนพื้น
ถึงแม้ว่าระดับพลังฝึกปรือของนางจะไม่ได้ต่ำต้อย แต่การต่อสู้จริงกับผู้คนและการศึกษาวิถีวรยุทธ์อย่างละเอียดล้วนสัมผัสมาไม่มากนัก ฝีมือเกินกว่าครึ่งล้วนอยู่ที่สุนัขป่าปีศาจทมิฬทั้งสองตัวที่นางตั้งอกตั้งใจเลี้ยงดูอย่างถึงที่สุด
สุนัขป่าปีศาจทมิฬตัวแรกนับว่าไม่เท่าไร ทว่าสุนัขป่าเจวี๋ยหานตัวนี้เป็นรากฐานของนางอยู่
บัดนี้มันถูกพ่านพ่านนั่งทับจนสิ้นชีพอยู่เบื้องหน้า ดวงตาเฉินหลินพลันแดงก่ำ จดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็งอย่างไม่ลดละ “สังหารอำมหิต!”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเฉยเมย “การประลองฝีมือก่อนหน้า ศิษย์น้องเฉินกล่าวไว้เช่นไร หากข้าไม่ได้จำผิดละก็น่าจะเป็น ‘การต่อสู้ระหว่างสัตว์วิเศษ บาดเจ็บล้มตายในสนามยากจะหลีกเลี่ยง’ กล่าวเทือกๆ นี้ใช่หรือไม่ เมื่อครู่หากข้าลงมือไม่ทันกาล มังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ยก็คงถูกสุนัขป่าปีศาจทมิฬของเจ้าสังหารไปแล้ว หลังจากนั้นเจ้าเอ่ยว่าเช่นไรนะ
ชายหนุ่มแบมือออก “ข้านึกก่อนนะ ดูเหมือนจะเอ่ยว่า ‘มันยังไม่เกิดสติปัญญา บ้าระห่ำยากจะทำให้เชื่อง พละกำลังแข็งแกร่งยิ่ง บางคราข้าเองก็ไม่อาจควบคุมบังคับได้ทั้งหมด ทำร้ายมังกรวารีทมิฬของศิษย์พี่เยี่ย ข้าขออภัยศิษย์พี่เยี่ยไว้ ณ ที่นี้ ทั้งยังขอให้ศิษย์พี่เยี่ยอย่าได้คิดเล็กคิดน้อย อย่าได้ตำหนิ’ น่าจะเป็นเช่นนี้ไม่ผิดกระมัง”
เขาหันศีรษะกลับไปมองทางเยี่ยฉงโจว อีกฝ่ายผงกศีรษะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเย็น
ครั้นหันศีรษะกลับมามองเฉินหลิน เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันผุดยิ้ม “เจ้าเข้าใจว่าข้านำคำพูดของเจ้ามาย้อนคืนใช่หรือไม่ ไม่ใช่แต่อย่างใด”
เฉินหลินตะลึงงัน เห็นเพียงรอยยิ้มของเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนเป็นใช้อำนาจบาตรใหญ่ขึ้นมา
“ระหว่างทุกๆ คนล้วนตรงไปตรงมาต่อกันได้อยู่บ้างนี่” เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเย้ยหยัน “ยกตัวอย่างเช่น…พ่านพ่านของข้าขาดเบาะรองนั่งหนังสุนัขป่าอยู่พอดี เจ้าสุนัขน้อยของเจ้าไม่ประเคนตัวเองมา พวกข้าเองก็จะมิไปยุ่ง ทว่าในเมื่อเจ้าประเคนมาเอง เช่นนั้นก็เป็นการรับน้ำใจพอดี”