166-170
บทที่ 166
เยี่ยนจ้าวเกอกินลูกกลอนเซียนกว่างเฉิงตั้งแต่แรกที่ได้รับมาแล้ว โอสถเม็ดนี้สามารถเสริมความคล่องแคล่วปราณจิตราของจอมยุทธ์ได้ ช่วยให้จอมยุทธ์สัมผัสฟ้าดินได้ง่ายขึ้น
สรรพคุณดูเหมือนจะเรียบง่าย ทว่าที่เหนือกว่าคือประสิทธิผลล้ำเลิศ ต่อให้จอมยุทธ์มหาปรมาจารย์ใช้กิน ก็ล้วนมีประโยชน์อันหาที่สุดไม่ได้ หากเป็นจอมยุทธ์ปรมาจารย์กินเข้าไป ประสิทธิผลยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง
ในความเป็นจริงแล้ว จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ส่วนใหญ่ไม่สามารถย่อยฤทธิ์ลูกกลอนเซียนกว่างเฉิงได้ทั้งหมด ฤทธิ์ยาลูกกลอนจะคงอยู่ในร่างกายจอมยุทธ์ เก็บเล็กผสมน้อย ออกฤทธิ์ยาวนาน ส่งผลประโยชน์ต่อจอมยุทธ์ในการฝึกฝนตลอดเวลา
ในฐานะที่เป็นยาลูกกลอนระดับสูงสุดที่เขากว่างเฉิงมีในปัจจุบัน ต่อให้เป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่มีประสบการณ์และความรู้กว้างขวาง ก็ยังกล่าวชื่นชมต่อสรรพคุณของมันเป็นอย่างยิ่ง
ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิ ปราณบริสุทธิ์ภายในจุดตันเถียนกระจายออก ร้อนเย็นหมุนเวียนสลับกัน หยินหยางส่งเสริมซึ่งกันและกัน ราวกับเตาฟ้าดินขนาดใหญ่ที่กำลังหลอมฤทธิ์โอสถอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้นปราณจิตราในกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็นำพาฤทธิ์ยากระจายสู่แต่ละส่วนอย่างไม่หยุดยั้ง จุดลมปราณทั่วร่างเปิดๆ ปิดๆ พลังปราณประหนึ่งมังกรเพลิงและมังกรน้ำแข็งหลายตัวเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
พลังปราณกลายรูปเป็นร่างมังกรอย่างแท้จริง เกล็ดทั่วร่างสั่นไหว เปี่ยมไปด้วยสติปัญญา พลางส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำและยิ่งใหญ่ออกมาเป็นพักๆ
เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาทั้งสองขึ้น ในดวงตาข้างขวาพลันมีแสงสายฟ้าสว่างวาบ
เศษชิ้นส่วนของอาวุธศักดิ์ ดวงตาราชันสายฟ้าปรากฏอยู่ในลูกตาดำดวงตาขวาของเยี่ยนจ้าวเกอ
ดวงตาราชันสายฟ้าส่องประกายระยิบระยับพักหนึ่ง ลำแสงที่ส่องประกายคล้ายกับก่อนสมัยโบราณกาลเริ่มก่อตัว สายฟ้าสายหนึ่งฟาดลงมา แยกฟ้าดินออกจากกัน
ถึงตอนนี้ทุกสรรพสิ่งค่อยๆ กลายรูป โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลเกิดวิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ
โลกหล้าล้วนเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงแท้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร เกิดแม่น้ำแห่งแสงไร้สิ้นสุดโหมกระหน่ำซัด คล้ายชั่วพริบตาและราวกับชั่วนิรันดร์อยู่ในที
เยี่ยนจ้าวเกอเชื่อมโยงกับจิตใจของดวงตาราชันสายฟ้าในชั่วพริบตาเดียว คล้ายกับรู้สึกได้ถึงสภาพการเกิดดับในชั่วพริบตานั้นเช่นกัน
ถึงแม้ว่าอัสนีสวรรค์จะโหดเหี้ยมน่าหวาดกลัว แต่กลับไม่อาจทิ้งร่องรอยเอาไว้ในสมองของเยี่ยนจ้าวเกอแม้แต่นิดเดียว
ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงเบาๆ จากนั้นเปิดเปลือกตาอีกครั้ง
เพียงระยะเวลาพริบตาเดียวนี้ แต่เหมือนกับว่าเวลาผ่านไปแล้วเป็นเวลาร้อยล้านปี
ในเวลานี้เอง เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ว่าการเชื่อมโยงของตนเองกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าพัฒนาไปอีกขั้นอย่างชัดเจน ถึงขั้นเกิดความรู้สึกที่จิตวิญญาณเชื่องโยงถึงกัน
เขาตะโกนร้องเบาๆ ทั่วกายศีรษะจรดเท้าล้วนปะทุแสงสายฟ้าโหมซัดออกมาพักหนึ่ง ทั้งยังส่งเสียงฟ้าร้องดังออกมาด้วย
ด้านนอกเรือนไม้ไผ่ ท้องฟ้าเหนือเกาะปิดนภาปรากฏเมฆหมอกโหมพลิกไปมา ราวกับว่าก็ส่งเสียงฟ้าคำรามออกมาเช่นกัน ก่อนจะมีสายฟ้าแลบสายหนึ่งวาดทะลุข้ามท้องฟ้า!
‘ครืน!’ เสียงฟ้าร้องจากบนท้องฟ้าและพื้นดินดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ราวกับว่าสมัยบรรพกาลเพิ่งจะเริ่มต้น!
รอบกายของเยี่ยนจ้าวเกอเต็มไปด้วยมังกรเขียวมากมายที่กลายสภาพมาจากปราณจิตราหลากหลายตัว ระหว่างที่เกล็ดทั่วร่างของพวกมันเปิดปิดอยู่นั้น สายฟ้ามากมายก็พุ่งออกมาจากด้านใน
สายฟ้าถี่ยิบแล่นอยู่ภายในเรือนไม้ไผ่เล็กๆ ก่อนจะรวมตัวเข้าด้วยกัน ประหนึ่งกับทะเลสายฟ้าผืนหนึ่ง พวกมันโหมซัดสาด ทว่ากลับไม่ทำลายเรือนน้อยสักนิดเดียว มังกรเขียวปราณจิตราหลายตัวลืมตาขึ้น มีลำแสงส่องประกายวาบทั้งสิ้น เปี่ยมล้นไปด้วยสติปัญญาและกำลังวังชา มังกรลวงตากลายสภาพเป็นมังกรแท้แล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือหนึ่งออกมา แล้วดันออกไปด้านหน้าเป็นแนวราบ
มังกรเขียวปราณจิตราหลายตัวรุกล้ำ กลายสภาพเป็นธาตุอากาศ!
ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดสิ้นสุด ไม่มีก่อนหน้า ไม่มีหลังจากนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตรา กระนั้นก็สามารถทำให้ผู้คนรู้สึกได้ถึงท่วงทำนองอันลึกลับที่แฝงอยู่ภายใน
นี่ก็คือโลกลวงตาอันแปรสภาพมาจากเจตจำนงหมัดปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอ!
การที่ปราณจิตราแปรสภาพเป็นโลกลวงตานั้น เป็นเครื่องหมายอันแสดงถึงระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางนั่นเอง!
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย พลังฝ่ามือเปลี่ยนแปลง กลางฝ่ามือของเขาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ปรากฏการณ์ธาตุอากาศลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตรา ก็เปลี่ยนแปลงเป็นสีแดงม่วงผืนหนึ่งตามเช่นกัน
กลางเปลวเพลิงสีม่วงทุกกลุ่ม ปรากฏเตากลั่นโอสถเตาหนึ่งรางๆ คล้ายกับเป็นของจริง
พลังฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอีกครั้ง สองนิ้วชูขึ้นตรงเหมือนกระบี่ ใช้นิ้วแทนกระบี่ชี้ออกไปเบาๆ
เพลิงดุสิตสีแดงม่วงและเตากลั่นโอสถอันตรธานหายไป ปราณจิตราผสานเข้าด้วยกันกลายเป็นท้องฟ้าอันมืดมิดที่เต็มไปด้วยดวงดาว บนม่านราตรี เจ็ดดาราลอยคว้างโอบล้อมดาวเหนือ
เขาชักฝ่ามือกลับ แล้วต่อยหมัดอสูรหกวิญญาณออกไปตามลำดับ โลกลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตราดูเหมือนหวนกลับสู่สมัยบรรพกาลอีกครั้ง สัตว์วิเศษอันแก่กล้ามากมายเที่ยวใช้อำนาจบาตรใหญ่ทำลายตามใจ เผด็จการอย่างไร้ขอบเขต
ท้ายที่สุดปรากฏการณ์ทั้งหมดล้วนหายไป ตามการเก็บกระบวนท่าของเยี่ยนจ้าวเกอ ทั้งหมดกลับสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
คล้ายกับว่าสามารถเปลี่ยนแปลงกำเนิดสรรพสิ่ง สามารถบรรจุสรรพสิ่ง สามารถดับสลายสรรพสิ่งได้
เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจออกมายาวๆ คำหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกจากเรือนไม้ไผ่หลังเล็กไป
อาหู่กำลังหยอกล้อเล่นเป็นเพื่อนกับหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นอยู่ ครั้นเขาเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า “คุณชายขอรับ สายฟ้าเมื่อครู่ เป็นท่านที่ขับเคลื่อนเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มยิ้มตอบ “ไม่ผิด ลูกกลอนเซียนกว่างเฉิงที่ข้ากลืนลงไปทำให้รากฐานมั่นคง เสริมการสั่งสมให้ลึกล้ำ เมื่อข้าฝึกฝนจนเริ่มถึงช่วงคอขวดแล้ว จากนั้นข้าก็เข้าใจถึงระดับพลังของดวงตาราชันสายฟ้าในทันที รุดหน้าไปอีกขั้นได้สำเร็จ”
อีกฝ่ายอ้าปากค้าง “คุณชาย ช่วงก่อนหน้านี้ท่านเพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นที่เขานิมิตเมฆแห่งนั้นเองนะขอรับ เลื่อนขั้นเคียงนภาระยะกลางว่องไวเช่นนี้ แม้แต่ตอนนั้นนายท่านก็ยังไม่บรรลุะลุฉับพลันเท่าท่านเลยนะขอรับ!”
เยี่ยนจ้าวเกอยื่นมือออกมาแตะๆ ตาขวาของตน “จังหวะประจวบเหมาะ นับว่าตื่นตกใจระคนดีใจกระมัง”
“ต่อให้เป็นจังหวะโอกาส คุณชายท่านก็ต้องอาศัยความสามารถถึงจะคว้าเอาไว้ได้นะขอรับ” อาหู่ยกนิ้วหัวแม่มือขึ้นให้คุณชายของเขา
ชายหนุ่มมองอาหู่แวบหนึ่ง “โอ้ อาหู่ การประจบประแจงของเจ้าตอนนี้ สีหน้าอารมณ์ดูจริงใจขึ้นเรื่อยๆ แล้ว”
อาหู่ยิ้มซื่อๆ “อาศัยการกระตุ้นของคุณชายล้วนๆ ขอรับ ข้าน้อยมักจะฝึกต่อหน้ากระจกเป็นประจำ”
จากนั้นเขาก็ตีหน้าผากของตนเองครั้งหนึ่ง “ใช่แล้ว คุณชายขอรับ ‘วิหคเวหา’ มาถึงแล้ว”
“โอ้ ศิษย์พี่สวีมาแล้วหรือ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกริ่ม “คงอยู่กับศิษย์พี่เซี่ยสินะ”
ชายร่างใหญ่ก็ยิ้มอย่างมีเลศนัยเช่นกัน “หลังจากพบท่านอาวุโสฟางแล้ว เขามาหาคุณชายด้วยเช่นกัน ทว่าเห็นว่าท่านกักตนเข้าฌานอยู่ จึงหายวับไปหาแม่นางเซี่ยขอรับ”
ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง ต่างก็หัวเราะขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา “คบหาดูใจกัน…”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “ไป ไปดูกันสักหน่อย”
สวีเฟยปีนี้อายุสามสิบปี เทียบกับลู่เวิ่นและเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว อายุอานามนับว่ามากกว่าทีเดียว ปัจจุบันเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภาเรียบร้อยแล้ว ห่างจากระดับขั้นมหาปรมาจารย์เพียงแค่หนึ่งก้าวเดินเท่านั้น
โดยทั่วไปแล้ว ปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาส่วนมากมักจะกักตนบำเพียรเพ็ญ น้อยนักจะออกมาเพ่นพ่านอยู่ภายนอก
เพียงแต่ช่วงนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะกู้หน้ากลับคืน จึงส่งถังหย่งฮ่าว ผู้นำรุ่งอรุณทั้งสี่จากสำนักมาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาในครั้งนี้
ถังหย่งฮ่าวเองก็มีพลังฝึกปรืออยู่ในขั้นฝ่านภาแล้วเช่นกัน สวีเฟยเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครานี้ ก็เพื่อเฝ้าระวังถังหย่งฮ่าวไว้ก่อนเป็นการเฉพาะ
ครั้นมาถึงด้านนอกเรือนไม้ไผ่อันเป็นที่พำนักของเซี่ยโยวฉานแล้ว แม้จะอยู่ห่างออกไปไกลโข ทว่าจมูกของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังได้กลิ่นหอมสุรา
จากนั้นเขาก็เห็นทั้งคนสองคนนั่งอยู่หน้าโต๊ะหินด้านนอกเรือนไม้ไผ่ คนหนึ่งคือเซี่ยโยวฉาน อีกคนหนึ่งคือบุรุษรูปร่างสูงใหญ่
ชายผู้นั้นขนคิ้วดกดำ ดวงตากลมโต จมูกโด่ง ปากเป็นกระจับ ดูมีกำลังและอำนาจอย่างมาก ประกายตาใสแจ๋ว พลังปราณที่แผ่ออกมาประดุจขุนเขา
เพียงแต่พฤติกรรมของเขาในขณะนี้กลับแปลกประหลาดอยู่บ้าง เขายิ้มตาหยีพลางยกกาสุราไว้ กำลังจะเทลงใส่จอก
เมื่อมองอย่างถี่ถ้วน ในจอกน้ำชาเบื้องหน้าชายผู้นั้น เห็นได้ชัดเจนว่าใส่ใบชาไว้ ดูจากลักษณะเขาแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าต้องการใช้สุราแช่ใบชา
บทที่ 167
เยี่ยนจ้าวเกอมองการกระทำของดูชายผู้นั้น รู้สึกหมดคำพูดอยู่บ้าง “นี่เป็นวิธีเล่นพิสดารใหม่อันใดของท่านอีกนี่”
ชายผู้ยังไม่หยุดการกระทำ เขาหัวเราะร่าพลางกล่าว “เจ้ามาพอดีเลย เมื่อครู่ไปหาเจ้า เจ้ากำลังเข้าฌานอยู่ ข้ายังนึกเสียดายหากเจ้าพลาดชาสุรานี้ของข้า”
“เทสุราใส่ไปในชา ก็ไม่มีผู้ใดเขาทำเช่นกัน ข้ารู้ว่าสุราท่านดีเลิศ แต่ท่านอย่าได้สร้างแนวคิดแปลกใหม่เช่นนี้ได้หรือไม่” เยี่ยนจ้าวเกอกุมหน้าผาก
ทว่าชายผู้นั้นไม่สนใจ “เจ้าไม่รู้อะไร มนุษย์เกิดมาบนโลกก็ต้องหาความอภิรมย์ใส่ตัวหน่อยสิ”
เยี่ยนจ้าวเกอปิดใบหน้า “ท่านก็เลยเห็นสุราเป็นเหมือนน้ำเต้าหู้จุ่มปาท่องโก๋กิน นำสุราแช่ข้าวทำเป็นข้าวต้ม ตอนนี้ยังจะมีวิธีเล่าพิสดารใหม่ นำสุราชงชาอีกหรือ ท่านร่ำสุราอย่างมั่นคงปลอดภัยเช่นคนขี้เมาทั่วไปไม่ได้เชียวหรือไรกัน”
เซี่ยโยวฉานกับอาหู่ที่ฟังอยู่ข้างๆ ต่างก็อดหัวร่อไม่ได้
ชายร่างสูงใหญ่ผู้นั้นไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย กลับยิ้มกล่าวด้วยซ้ำไป “ข้าผ่านขั้นนั้นมาแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอสุดจะทนได้ “เช่นนั้นท่านลองชิมดูสักหน่อย ไม่ต้องใช้ปาก ใช้จมูกดื่มสุรา”
อีกฝ่ายพลันหัวเราะเสียงดัง “สำหรับจอมยุทธ์ที่มีพลังฝึกปรือเช่นข้า จริงๆ ก็ไม่ยากเย็นนัก ข้าไม่สำลักตายหรอก”
“ศิษย์พี่สวี เรื่องอื่นๆ ท่านล้วนสุขุมยิ่ง เหตุใดกับเรื่องนี้ถึงได้เหมือนกับเด็กเช่นนี้นะ” เซี่ยโยวฉานหลุดหัวเราะ พลางส่ายศีรษะ
ชายรูปร่างสูงใหญ่ผู้นี้ก็คือสวีเฟย จอมยุทธ์ขั้นเคียงนภา ผู้ได้ฉายาว่า ‘วิหคเวหา’ ศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขากว่างเฉิงในความดูแลของสือเถี่ย ราชสีห์เหล็ก
โดยทั่วไปแล้ว โลกภายนอกเข้าใจว่าเขาเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ที่แกร่งที่สุดของเขากว่างเฉิงในปัจจุบัน
สวีเฟยยิ้มพลางเอ่ย “ยังคงต้องให้พวกเจ้าลิ้มลองฝีมือของข้า”
เยี่ยนจ้าวเกอหมดทางเลี่ยงอยู่บ้าง “หมดคำพูดจะกล่าวกับท่านแล้วจริงๆ”
“ศิษย์น้องเยี่ยน ความสามารถในการดื่มสุราของเจ้าใช้ไม่ได้ แต่หู่ถิงกลับไม่เลว” สวีเฟยสบประมาทเยี่ยนจ้าวเกอออย่างยิ่งเช่นเดียวกัน ทว่ามองไปยังอาหู่ที่อยู่ข้างๆ ด้วยไมตรีจิต
แต่ไหนแต่ไรอาหู่ผู้ซึ่งเรื่อยเฉื่อย ไม่ยี่หระไม่สนใจอันใด เวลานี้กลับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก “พี่เฟย ข้าไม่ดื่มกับท่านหรอก และท่านไม่อาจใช้ปราณจิตราบีบบังคับให้ร่ำสุรา เพราะดื่มสุรากับท่านอาจต้องดื่มจนสิ้นชีพแน่”
สวีเฟยเองก็ไม่ดึงดัน เพียงแค่เสียดายอย่างมากเท่านั้น “หู่ถิง แท้จริงแล้วพื้นฐานเจ้าค่อนข้างดี ฝึกสักหน่อยต้องสำเร็จได้แน่”
ทุกคนกล่าวไปยิ้มไป เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ย่ำค่ำตะวันคล้อยทิศประจิม เยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย อาหู่ และเซี่ยโยวฉานต่างกล่าวลา
ก่อนจากกัน เซี่ยโยวฉานเอ่ยเสียงเบาว่า “การประชุมฝ่านภาคราวนี้ไม่เหมือนเช่นปกติ พวกเจ้าล้วนรู้อยู่แก่ใจแล้วกระมัง”
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางสวีเฟย บนใบหน้าของอีกฝ่ายประดับรอยยิ้มไม่เปลี่ยน ทว่าแววตาหนักแน่นนัก “ตอนที่พวกข้าพบหน้าท่านอาจารย์ลุงรอง รับรู้เรื่องราวเรียบร้อยแล้ว”
ทั้งสามสบตากันแวบหนึ่ง ต่างก็ยิ้มน้อยผงกศีรษะ ไม่พูดกล่าวให้มากความอันใดอีก
หลายวันต่อมา เยี่ยนจ้าวเกอสงบจิตสงบใจบำเพ็ญฝึกฝนตนเอง ทั้งยังแลกเปลี่ยนประสบการณ์วิถีวรยุทธ์กับสวีเฟย เยี่ยฉงโจว เซี่ยโยวฉาน และคนอื่นๆ ที่คุ้นเคย รวมถึงให้อาหารเจ้าหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้น
บนเกาะปิดนภา ทุกสิ่งล้วนปกติ นิ่งสงบเช่นเคย
กระนั้นตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป วันของการประชุมฝ่านภาก็มาถึงอย่างเป็นทางการ
การประชุมฝ่านภาไม่ใช่เวทีประลองยุทธ์แต่อย่างใด จุดมุ่งหมายเดิมคือให้อัจฉริยบุคคลรุ่นเยาว์ของแต่ละสำนักคบค้าสมาคมกัน
ประลองยุทธ์แลกเปลี่ยนความรู้คือการคบค้าสมาคม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็เป็นการคบค้าสมาคมเช่นกัน
เพียงแต่เนื่องด้วยสถานการณ์ของโลกแปดพิภพปัจจุบันค่อนข้างตึงเครียด ฉะนั้นจึงทำให้การประชุมครั้งนี้มีกลิ่นดินปืนปรากฏหนาแน่นอยู่บ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมฝ่านภาครานี้ เนื่องด้วยปัจจัยพิเศษบางประการ ยิ่งนำพาสีสันที่ต่างไปจากเดิมหลายส่วน
ซึ่งนั่นก็คือสถานที่จัดการประชุมฝ่านภา ที่อยู่บนท้องฟ้าเหนือเกาะปิดนภานั่นเอง
ใช้เกาะปิดนภาเป็นศูนย์กลางร่วมกับเกาะน้อยที่รายล้อม กลายรูปเป็นพลังค่ายกลพิเศษรางๆ ซึ่งก็คือบริเวณที่ตั้งของศูนย์กลางค่ายกลปกป้องทะเลสาบปิดนภา
หลังจากกระตุ้นแล้ว ธารแสงหลากสายก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ผสานเข้ากับเมฆหมอกด้านบน กลายสภาพเป็นแผ่นดินลอยบนท้องฟ้าที่คล้ายกับลวงตา ทว่าก็คล้ายกับเป็นจริง
ธารแสงมากมายเหล่านั้นประหนึ่งกับสะพานเชื่อมก็ไม่ปาน ให้ฝูงชนไต่ขึ้นไปบนเกาะลอยที่อยู่บนท้องฟ้า ด้านบนมีค่ายกลหวงห้ามเป็นของตนเอง คล้ายกับกลายเป็นพระราชวังลวงตาอย่างไรอย่างนั้น
เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ขึ้นมาบนเกาะลอยแล้ว นอกจากจะเห็นผู้สืบทอดแห่งหอคลื่นโหมที่มีฐานะเป็นเจ้าภาพ ยังมีคนมาถึงก่อนอีกด้วย ซึ่งก็คือคนของเมืองทะเลมรกต
เยี่ยฉงโจว หลี่จิ้งหว่าน และศิษย์เมืองทะเลมรกตอีกสองคน ขณะนี้ต่างก็ติดตามอยู่ข้างกายชายหนุ่มในชุดสีเขียวผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มผู้นั้นอุปนิสัยสุภาพเรียบร้อย เหมือนเช่นฟางจุ่น มีกลิ่นอายของปัญญาชนอยู่หลายส่วน
เพียงแต่เขายืนอยู่ตรงนั้น รัศมีแสงเหนือศีรษะหลอมรวมเป็นเนื้อแท้ พุ่งทะลุสู่ท้องฟ้า ในรัศมีแสงยิ่งคล้ายกับมีเสียงโหมซัดของกระแสน้ำทะเลไม่มีที่สิ้นสุด แสดงให้เห็นโดยทั่วกันว่าเขาคือจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นฝ่านภาเช่นเดียวกับสวีเฟย
เขาอายุสามสิบปีกว่า แววตาลุ่มลึกประดุจทะเล ครั้นเห็นกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ยังผงกศีรษะทักทายเล็กน้อย
เยี่ยนจ้าวเกอและสวีเฟยก็ผงกศีรษะทักทายตอบเช่นกัน
พวกเขาล้วนจำอีกฝ่ายได้ นั่นคือซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล บุคคลนำทัพรุ่นเยาว์ ศิษย์สืบทอดหลักแห่งเมืองทะเลมรกต นับเป็นผู้มีอายุมากที่สุดในบรรดาสี่คุณชายแห่งยุค และก็เป็นผู้ที่มีระดับพลังฝึกปรือสูงที่สุดในปัจจุบัน
เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง บุตรของเยี่ยนตี๋ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งเขากว่างเฉิง
หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง บุตรของเหยียนซวี่ เจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
หลินโจว คุณชายฟ้าคำรน บุตรของหลินเทียนเฟิง ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์
ซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล บุตรของซ่งอู๋เลี่ยง เจ้าเมืองทะเลมรกต
ทั้งสี่คนล้วนเป็นผู้โดดเด่นท่ามกลางคนรุ่นเยาว์แห่งโลกแปดพิภพทั้งสิ้น อีกทั้งฐานะเดิมล้วนไม่ธรรมดา หลังจากการประชุมฝ่านภาคราก่อน ทั้งหมดล้วนถูกขนานนามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุค
กระนั้นระหว่างทั้งสี่คน โดยส่วนมากไม่ได้มีมิตรภาพอันใด ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยกับซ่งเฉาอยู่บ้าง
ทว่าซ่งเฉานั้นอายุมากกว่าเขานัก ก่อนหน้านี้ทั้งสองก็พบปะกันน้อยมาก
ซ่งเฉามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ พยักหน้า “ศิษย์น้องเยี่ยน ไม่พบกันสามปีแล้ว”
“พลังฝึกปรือศิษย์พี่ซ่งยอดเยี่ยมขึ้นแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว ฝ่ายซ่งเฉาเอ่ยตอบ “สุขุมรอบคอบและมีความระมัดระวัง รุดหน้าเสาะหา”
ซือคงจิงก็ก้าวขึ้นมาคารวะซ่งเฉาอีกครั้งเช่นกัน
รูปแบบการประชุมฝ่านภานั้นไม่ได้เคร่งเครียด และก็ไม่ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการอันใด
ผู้ที่ตั้งใจมุ่งศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้ บัดนี้เริ่มสนทนากันแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย ซ่งเฉา เซี่ยโยวฉาน และเยี่ยฉงโจว ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเหล่านี้ ไม่ได้ลงสนามประลองยุทธ์ เพียงแค่รวมตัวกันสนทนาเรื่อยเปื่อยเท่านั้น
ทว่าสำหรับพวกเขาอาจเป็นแค่การสนทนาเล่นเท่านั้น ศิษย์รุ่นเยาว์คนอื่นฟังกลับเป็นประโยชน์ไม่น้อย
เพียงแต่ภายในนี้ เยี่ยนจ้าวเกอสะดุดตากว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัด ในบรรดาปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาทั้งหมด เขาจัดว่าเยาว์วัยมากที่สุด
คนอื่นๆ ล้วนอายุประมาณสามสิบหรือไม่ก็ใกล้สามสิบ มีเพียงเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้นที่อายุยี่สิบต้นๆ
นับตามช่วงอายุแล้ว อันที่จริงเยี่ยนจ้าวเกอควรจะถือว่าอายุเท่ากันกับหลี่จิ้งหว่าน
ระหว่างที่พูดคุยกัน จู่ๆ กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน จึงมองไปยังทิศทางหนึ่ง
บริเวณทิศทางนั้นมีจอมยุทธ์เยาว์วัยหลายคนสวมชุดสีขาวเดินขอบสีทองไต่ขึ้นมาบนเกาะลอย นั่นเป็นการแต่งกายของศิษย์สืบทอดหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
ไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอ สวีเฟย หรือว่าจะซ่งเฉา เยี่ยฉงโจว ครั้นเห็นผู้มาเยือนแล้ว พวกเขาต่างก็หรี่ตาเป็นเส้นตรงอยู่ครู่หนึ่ง
ผู้ที่นำหน้าอายุใกล้เคียงกับสวีเฟยและซ่งเฉา รูปร่างหน้าตางดงามเปิดเผย บุคลิกองอาจห้าวหาญ ดวงตาทั้งสองเปล่งรัศมีแสงออกไปทั่วสารทิศ ทำให้ผู้คนที่พบเห็นเลื่อมใส
ข้างกายเขามีชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูแล้วอายุมากกว่าเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้าง หน้าตาธรรมดา เงียบเชียบไร้สุ้มเสียง
เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถังหย่งฮ่าว หวงเจี๋ย”
บทที่ 168
นอกจากเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงแล้ว คนอื่นๆ อีกสองคนซึ่งเป็นรุ่งอรุณทั้งสี่แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ บัดนี้อยู่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว
ถังหย่งฮ่าว ‘กระบี่แสงสว่าง’ ที่ถูกยกย่องว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งรุ่นเยาว์แห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์
หวงเจี๋ย ‘คุณชายจรัสแสง’ บุตรของเหยียนซวี่ เจ้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รุ่นปัจจุบัน หลานของหวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน ถูกขนานนามว่าสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ
สี่คุณชายแห่งยุคที่ได้รับการสรรเสริญจากการประชุมฝ่านภาคราก่อน นอกจากหลินโจวคุณชายฟ้าคำรนแล้ว อีกสามคนก็มารวมตัวกันอีกครั้ง
หลังจากสายตาเยี่ยนจ้าวเกอหยุดอยู่บนร่างของถังหย่งฮ่าวครู่หนึ่งแล้ว เขาก็มองไปยังหวงเจี๋ย
ไม่ว่าจะเป็นสี่คุณชายแห่งยุค หรือว่ารุ่งอรุณทั้งสี่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอง หวงเจี๋ยล้วนเป็นคนหนึ่งที่ทำตัวถ่อมตนมากที่สุดแล้ว
ถึงขั้นที่ในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเอง นอกจากการประชุมฝ่านภาครั้งนั้นแล้ว หวงเจี๋ยปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าผู้คนในโลกหล้าน้อยนัก
เขาในขณะนี้ยืนอยู่ข้างกายถังหย่งฮ่าว ก็เหมือนกับเงามืดใต้แสงอาทิตย์ เงียบสงัดอีกทั้งสงบนิ่ง ไม่ดึงดูดความสนใจแม้แต่นิดเดียว
สวีเฟยและซ่งเฉามองถังหย่งฮ่าว ต่างก็ผงกศีรษะ “ศิษย์พี่ถัง ไม่พบกันนาน”
บนเขตแดนอัคคีพิภพซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักศักดิ์สุริยันอันเลื่องชื่อ ถังหย่งฮ่าวคือบุคคลอันดับหนึ่งของศิษย์รุ่นเยาว์ในปัจจุบัน
เขาผู้ซึ่งอยู่ในขั้นฝ่านภา ยิ่งถูกผู้คนมากมายยกย่องว่าเป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้
ทว่าชื่อเสียงนี้ ครั้นออกจากอัคคีพิภพแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นภาพิภพและวารีพิภพ จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกตแต่ไหนแต่ไรล้วนไม่ยอมรับ
ทว่าหากพูดว่าถังหย่งฮ่าวเป็นหนึ่งในยอดฝีมือหัวกะทิในบรรดารุ่นเยาว์คนหนึ่ง เช่นนั้น โดยส่วนมากก็เป็นที่ยอมรับทั่วหล้า ต่อให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์ย่ำแย่กับเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต ทว่าพวกเขาก็ยอมรับในจุดนี้เช่นกัน
ถังหย่งฮ่าวขึ้นมาบนเกาะลอยแล้ว เขาคารวะตอบสวีเฟยและคนอื่นๆ “ศิษย์พี่สวี ศิษย์พี่ซ่ง พวกท่านสบายหรือไม่ ไม่พบกันเสียนานเลยจริงๆ”
สายตาของเขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ศิษย์น้องเยี่ยน ไม่พบกันนาน”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “ศิษย์พี่ถังนั้นยากจะออกจากสำนัก”
“ขั้นเคียงนภาทะลุถึงระดับมหาปรมาจารย์ ก็ไม่ใช่ว่ากักตนเข้าฌานบำเพ็ญเพียรอย่างเดียวก็สามารถทำได้ ยังคงต้องสั่งสมฝึกประสบการณ์ แล้วจึงมุ่งบำเพ็ญเพื่อตกตะกอน” ถังหย่งฮ่าวกล่าว
ศิษย์ที่ค่อนข้างเยาว์วัยเช่นซือคงจิงและหลี่จิ้งหว่าน ขณะนี้ล้วนสนใจถังหย่งฮ่าวและเยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนประจัญหน้ากันอยู่
หลายปีมานี้ ผลการต่อสู้เยี่ยนจ้าวเกอเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วหล้า อันได้แก่
อาศัยพลังฝึกปรือขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง รบชนะเซียวเซิงที่อยู่ในขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายอย่างต่อเนื่อง
อาศัยพลังฝึกปรือขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย รบชนะจี้ฮั่นหรูที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะต้น
อาศัยพลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะต้น รบชนะหลินโจวที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะกลาง
และอาศัยพลังฝึกปรือขั้นเคียงนภาระยะต้น รบชนะหลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้าย
ผลงานในทุกครั้งของเขาล้วนทำให้ผู้พบเห็นตกตะลึง นามกรขจรทั่วทั้งแปดทิศ ไม่เพียงแต่เป็นการรบข้ามชั้นเท่านั้น ยังรบไร้พ่ายอีกด้วย
กล่าวอย่างเที่ยงตรงยุติธรรมแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องให้เขาไร้พรมแดนช่วยป่าวประกาศ เยี่ยนจ้าวเกอก็เป็นจุดสนใจในการประชุมฝ่านภาครั้งนี้อยู่แล้ว
ต่อให้ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอปัดฝุ่นบนเสื้อผ้า แล้วสะบัดกายกลับเขากว่างเฉิงโดยไม่สนใจสิ่งใด ก็ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถประณามเขาได้
ถึงกระนั้น ระยะทางสู่ขั้นเคียงนภาของเขา ระยะห่างในด้านระดับขั้นก็ยังใหญ่หลวงอยู่บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ชื่อเสียงของคนเปรียบเหมือนร่มเงาของต้นไม้ ถังหย่งฮ่าวสร้างชื่อมานานแรมปี ในบรรดาจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภาจึงเป็นผู้ที่อยู่บนยอดสูงสุด
โดยทั่วไปแล้ว พลังฝึกปรือและอายุของถังหย่งฮ่าวในตอนนี้ แท้จริงไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาแล้ว
พลังความสามารถของเขา พรสวรรค์ของเขา ทั่วหล้าล้วนรับรู้มานาน
และยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการบรรลุสู่ระดับมหาปรมาจารย์
ทว่าครั้งนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยังคงส่งถังหย่งฮ่าวออกจากสำนัก เหตุผลอย่างน้อยๆ ครึ่งหนึ่งอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ
สงครามถังตะวันออกครั้งก่อน การต่อสู้แย่งชิงหยกหิ่งห้อยสายฟ้าของตำหนักอัสนีสวรรค์และเขาไร้พรมแดน ทำให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถูกฉีกหน้า
ส่วนระดับรุ่นเยาว์ เซียวเซิงและเฉาหยวนหลงพ่ายแพ้ยับเยินด้วยน้ำมือเยี่ยนจ้าวเกออย่างต่อเนื่อง
การแข่งขันในสถานการณ์โดยดึงเอาผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นพรวน ระดับชั้นศิษย์รุ่นเยาว์ ก็ประจวบเหมาะในการสนามหวนคืนในการประชุมฝ่านภาครั้งนี้
เพียงแต่ถังหย่งฮ่าวกลับไม่ได้มีเจตนาที่จะลงมือกับเยี่ยนจ้าวเกอ เขากล่าวว่า “การพัฒนาขึ้นของศิษย์น้องเยี่ยนช่างน่าตื่นตะลึงจริงๆ ภายในเวลาสั้นๆ ก็เลื่อนจากขั้นจิตราชั้นในไปถึงขั้นเคียงนภาได้ ข้าเห็นแล้วรู้สึกอับอายเสียจริงๆ ข้าหวังว่าเมื่อพลังฝึกปรือของพวกเราเท่าเทียมกัน คงจะได้ประลองฝีมือแลกเปลี่ยนความรู้กับเจ้าสักครั้ง แม้ว่าข้าอาจจะมีส่วนที่สู้ไม่ได้ แต่คิดๆ ดูแล้วว่าหากสุดท้ายข้าเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้ว ก็ยังได้รับประสบการณ์ในด้านวิถีแห่งวิชาวรยุทธ์เองครั้งหนึ่งเช่นกัน”
ซือคงจิง หลี่จิ้งหว่าน จางเหยา และคนอื่นๆ ได้ยินคำกล่าวของเขา ต่างก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ติดตามถังหย่งฮ่าวมา ต่างก็มีสีหน้าหมองมัวอยู่เล็กน้อย รู้สึกน่าเสียดาย “ท้ายที่สุดศิษย์พี่ถังก็ยังคงยึดความปรารถนาของตนเองอยู่ดี”
ตรงกันข้ามกับสวีเฟย ซ่งเฉา เซี่ยโยวฉาน และคนอื่นๆ ที่สีหน้าอารมณ์เช่นปรกติ
อาหู่ไม่เข้าร่วมการประชุม กระนั้นระดับพลังฝึกปรือและอายุของเขา แท้จริงแล้วใกล้เคียงกับสวีเฟยและคนอื่นๆ ดังนั้นจึงได้รับการอนุญาตเป็นพิเศษ ติดตามเยี่ยนจ้าวเกอขึ้นมาบนเกาะลอยพร้อมกัน
เขายิ้มกว้าง ส่งกระแสจิตให้แก่เยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ ‘คุณชายขอรับ ถังหย่งฮ่าวพูดจาตรงไปตรงมา เรียกว่าคร่ำครึเกินไปก็ได้กระมัง’
เยี่ยนจ้าวเกอตอบกลับอย่างสงบนิ่งว่า ‘คนบางคนมักจะมีการยืนหยัดบางอย่าง ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจ หรือไม่ก็ถูกมองว่าโง่เขลาและคร่ำครึ ในสายตาของทุกคนตอนนี้ ไม่อาจใช้ระดับพลังฝึกปรือและอายุบนความหมายเดิมทั่วไป มาพิจารณาพลังความสามารถของข้าได้แล้ว’
‘ต่อให้ถังหย่งฮ่าวลงมือ ก็จะไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารังแกผู้ที่อ่อนด้อยกว่า หรือได้ชัยชนะมาไม่ถูกต้องและไม่สมศักดิ์ศรี สิ่งที่คนส่วนมากกล่าวมากที่สุดก็คือเขามีความมั่นใจไม่มากพอ ความสามารถหายไปทั้งหมดจนเหมือนเช่นคนปกติ ปล่อยปละตัวตนของตนเอง ความคิดเห็นเหมือนเช่นคนธรรมดาส่วนมาก ยามนี้ไม่ลงมือ เหมือนเช่นเจ้ากล่าว กลับจะมีคนจำนวนมากคิดว่านี่คือความโง่เขลาคร่ำครึ หรือไม่ก็อวดดีด้วยซ้ำไป’
ชายหนุ่มมองไปยังถังหย่งฮ่าว ก่อนจะกล่าวอย่างเฉยเมย ‘แต่ตัวเขาเองนั่นแหละที่ชัดเจนมากที่สุด ว่าผลสุดท้ายที่ตนแสวงหาคืออะไร สิ่งและที่ต้องยืดหยัดคืออะไรอีกเช่นกัน สำหรับบางคนแล้ว ไม่ละอายใจหากต้องตรวจสอบตนเองถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ลับหลังของผู้อื่น แต่เป็นจิตวิญญาณของตนเองปรากฏความคลุมเครือ’
‘อีกมุมมองหนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าเขาหยิ่งทระนง หรือไม่ก็พึงพอใจในตนเอง แต่ในความคิดส่วนตัวข้า ผู้ที่สามารถยืนหยัดความเชื่อของตน และดำเนินไปจนสุดตามความเป็นจริง จะมากหรือจะน้อยล้วนควรค่าแก่การเคารพ’
อาหู่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง ‘เช่นนั้นเขาจะถ่ายทอดช่วงต่อกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร’
ยังไม่ทันสิ้นเสียง ก็พบว่าถังหย่งฮ่าวหันไปมองสวีเฟย “ศิษย์พี่สวี ท่านกับข้าอายุเท่ากัน ต่างก็อยู่ในขั้นฝ่านภาเช่นกัน เช่นนั้นโปรดชี้แนะข้าด้วย”
สวีเฟยยิ้มสง่า “แน่นอนว่าได้”
ซ่งเฉาที่อยู่ด้านข้างพลันกล่าว “ศิษย์พี่สวีได้โปรดอ่อนข้อให้ข้าด้วย ในการประชุมฝ่านภาเมื่อสามปีก่อน ประลองฝีมือกับศิษย์พี่ถัง ข้าแซ่ซ่งประลองพ่าย จึงหวังมาโดยตลอดว่าจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กับศิษย์พี่ถังอีกครั้งหนึ่ง”
เมื่อได้ยินดังนั้น สวีเฟยไจึงกล่าว “นั่นไม่ดีต่อศิษย์พี่ถังนัก ข้าไม่มีแผนจะประลองเวียน”
สีหน้าถังหย่งฮ่าวเหมือนเช่นปกติ “ข้าไม่ได้ดูแคลนศิษย์พี่ซ่งแต่อย่างใด แต่จะยอมให้ข้าประลองกับศิษย์พี่สวีก่อนได้หรือไม่ เพราะเรื่องราวอยู่เหนือความมีเกียรติและเสื่อมเกียรติของข้าเพียงคนเดียว”
สีหน้าซ่งเฉาสงบนิ่ง “ข้าเองก็ไม่ได้มีความคิดที่จะประลองเวียน และไม่คิดจะแย่งความดีของผู้อื่น ก้าวก่ายการประลองของพวกเจ้าทั้งสองเช่นกัน”
“หนึ่งกระบวนท่า ท่านกับข้าตัดสินกันด้วยหนึ่งกระบวนท่า เป็นอย่างไร”
ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ด้านหลังถังหย่งฮ่าวคนหนึ่งกระซิบกระซาบว่า “คงจะไม่ใช่วารีเทียมฟ้าหรอกกระมัง นั่นอย่างไรก็ยังคงเป็นหนึ่งกระบวนท่าจริงๆ”
วารีเทียมฟ้า วิชาลับของเมืองทะเลมรกต มันจะรวมพลังทั่วกายระเบิดออกไปในครั้งเดียว ความเสียหายใหญ่หลวง ทว่าอานุภาพก็เกรียงไกรเช่นเดียวกัน เป็นกลอุบายสู้สุดชีวิตของจอมยุทธ์เมืองทะเลมรกต
ครั้นได้ยินการวิพากษ์วิจารณ์ของอีกฝ่าย เยี่ยฉงโจวและหลี่จิ้งหว่านต่างก็เผยสีหน้าโกรธเคืองออกมา
ซ่งเฉายังคงมีท่าทางอ่อนโยนไม่ยินดียินร้าย และก็ไม่แก้ต่างเช่นกัน เพียงแต่มองถังหย่งฮ่าวอย่างนิ่งสงบเท่านั้น
“ได้ กระบวนท่าเดียว” หลังจากถังหย่งฮ่าวไตร่ตรองครู่หนึ่งแล้วเขา ก็หันศีรษะกลับไปทางสวีเฟยกล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า “ศิษย์พี่สวีโปรดอภัย”
บทที่ 169
ในฐานะผู้นำรุ่นเยาว์แห่งเมืองทะเลมรกต ซ่งเฉา คุณชายเจ็ดทะเล หนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุคก็มีความทะนงตนและความมั่นใจในตนเองเช่นกัน เขามีความตั้งใจที่จะประลองวัดฝีมือกับถังหย่งฮ่าวจริงๆ
หากไม่ใช่ถังหย่งฮ่าวกับสวีเฟยจะต้องการประลองเสียให้ได้ ซ่งเฉาจะต้องตัดสินแพ้ชนะกับถังหย่งฮ่าวให้จงได้
ทว่าบัดนี้ เขาเองก็หมดกะจิตกะใจจะเอาเปรียบถังหย่งฮ่าวเช่นกัน
ถ้าหากประมือกับเขาจนพลังสูญสลายมากไป จะส่งผลอย่างหนักต่อการประลองระหว่างถังหย่งฮ่าวกับสวีเฟย เพียงแค่หวั่นเกรงเช่นนี้เท่านั้น ก็อาจทำให้ถังหย่งฮ่าวตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
ซ่งเฉาหมดอารมณ์จะเอาเปรียบถังหย่งฮ่าว และยิ่งไม่มีทางใช้กระบวนท่าวารีเทียมฟ้าอย่างที่ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอ่ยแน่
หลังจากเห็นว่าถังหย่งฮ่าวตอบตกลงแล้ว ซ่งเฉาก็พยักหน้า “โปรดชี้แนะด้วย”
กล่าวจบ เขาก็ฟาดฝ่ามือหนึ่งออกไปทางถังหย่งฮ่าว ปราณจิตราพลันพรั่งพรู กลายสภาพเป็นโลกลวงตา
เพียงแต่ว่าตนในฐานะจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภา โลกลวงตาอันกลายสภาพมาจากปราณจิตราของซ่งเฉา เทียบกับจอมยุทธ์ขั้นเคียงนภาแล้ว ต้องกระชับจริงแท้ยิ่งกว่า
ไม่เพียงแต่ถังหย่งฮ่าวที่ประจัญหน้าโดยตรง ต่อให้เป็นเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ที่ชมการประลอง เบื้องหน้าของพวกเขาราวกับปรากฏคลื่นยักษ์สูงเทียมฟ้า โจมตีแสกหน้ามาทางตนเช่นกัน
บัดนี้เบื้องหน้าคล้ายกับเป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ไร้ขอบไร้เขตจำกัด มีเสียงคลื่นกระทบดังอยู่ข้างหูไม่ขาดสาย พลังที่พุ่งออกมาดุดันว่องไวยิ่ง
ถังหย่งฮ่าวเผชิญหน้ากับฉากนี้ มือขวาตั้งสองนิ้วชูขึ้นประดุจกระบี่ ใช้พลังแหวกสมุทร แทงกระบี่หนึ่งออกไปด้านหน้า
ประกายกระบี่สีทองสายหนึ่งที่เสมือนกับหันหน้าเข้าหาตะวันขึ้นลอยทอดข้ามท้องฟ้า ลมปราณอันร้อนแผดเผาประหนึ่งดวงอาทิตย์ปกคลุมฝูงชนไว้อย่างฉับพลัน
หนึ่งในเจ็ดวิชาสุริยัน วิชาสืบทอดแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เพลงกระบี่อรุณเบิกฟ้า!
แววตาเยี่ยนจ้าวเกอทอประกายวับวาบ ก่อนที่เขาจะเงยหน้ามองขึ้นไปข้างบนเล็กน้อย
ชายหนุ่มเห็นว่าเมฆหมอกทั่วท้องฟ้าด้านบนกระจายตัวออกไป มีแสงอาทิตย์ส่องทะลุออกมารางๆ จากในชั้นเมฆ
บริเวณปลายนิ้วของถังหย่งฮ่าว มีลำแสงออกมาและพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่ามีบางสิ่งที่แข็งแกร่งก่อตัวอยู่ แสงอาทิตย์บนท้องฟ้าเหนือศีรษะก็รวมตัวไปทางปลายนิ้วถังหย่งฮ่าวอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน!
ชั่วเวลาพริบตาเดียว แสงสว่างโชติช่วงมากขึ้นเรื่อยๆ ประหนึ่งกับแปรสภาพเป็นดวงอาทิตย์ยามอรุณรุ่งที่ค่อยๆ ทะยานขึ้นท้องนภาอย่างอย่างช้าๆ
ภายในอาทิตย์อรุณสีทองอ่อนส่งความร้อนกระจายออกมาไม่มีที่สิ้นสุด ในโลกหล้าราวกับปรากฏดวงอาทิตย์สองดวงอยู่กลายๆ ดวงหนึ่งอยู่บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ อีกดวงหนึ่งก็อยู่เบื้องหน้าฝูงชนนี่เอง
เดิมทีประกายกระบี่เหมือนกับแสงรุ่งอรุณ อ่อนโยนทว่าไม่อ่อนแอ สว่างจ้าทว่าไม่แผดเผา
กระนั้นในชั่วพริบตาที่แสงอาทิตย์กับมหาสมุทรอันแปรสภาพมาจากปราณจิตราของซ่งเฉาสัมผัสกัน แสงวับวาบนับไม่ถ้วนก็เสียดแทงดวงตาในทันที ประดุจกับคมเข็มและปลายรวงข้าว ประดุจกับลำแสงที่เหมือนกับเข็มบางก็ไม่ปาน ปะทุโครมครามกลายเป็นฝนแสงกลุ่มหนึ่ง กระเจิงออกไปทั่วทั้งสี่ทิศ
แสงเล็กแหลมสีทองทุกเส้นเมื่อปะทะเข้ากับกระแสน้ำทะเลโดยรอบ ก็เกิดการระเบิดอันรุนแรง
ระเบิดอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด! ระเบิดอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้!
การระเบิดจากการกระทบกันของลำแสงสีทองนับร้อยล้านสายกับมหาสมุทรอันไม่มีที่สิ้นสุด!
มหาสมุทรประหนึ่งกับเมฆดำที่ถูกแสงอาทิตย์ไล่ให้แตกกระจาย พลิกไปมาถอยหลีกลี้ กระจัดกระจายไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สุดท้ายกลายเป็นหยดน้ำอันหาขอบเขตไม่ได้ คล้ายกับฝนเทกระหน่ำลงจากฟ้าอย่างไรอย่างนั้น
จากนั้นหยดน้ำทุกหยดก็ถูกแสงเล็กแหลมสีทองเจาะอีกครั้ง ทยอยแตกร้าวต่อเนื่องกันไป จนในที่ก็สุดหายไปอย่างไร้เงา ไร้ร่องรอย!
เหมือนเช่นแอ่งน้ำบนพื้นดิน ระเหยออกไปจนเกลี้ยงทั้งหมด ด้วยแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา
ถังหย่งฮ่าวเก็บกระบี่พลางลุกขึ้น เขามองซ่งเฉา แล้วเอ่ยด้วยความนอบน้อมจริงใจ “ศิษย์พี่ซ่ง ยอมให้ข้าชนะแล้ว”
ซ่งเฉาไม่ได้เอาเปรียบเขาอย่างแท้จริง ถูกต้องเช่นกล่าวมา พละกำลังและปราณจิตราที่สูญสลายไปของคนทั้งสอง น้อยนิดจนแทบจะไม่ต้องใส่ใจเลยก็ได้ ยิ่งไปว่านั้นคือความเข้าใจบรรลุการแข่งขันชิงชัยในการเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าและท่วงทำนองในวิถีวรยุทธ์
ถ้าหากเป็นการต่อสู้สุดชีพ ชั่วระยะกระบวนท่าเดียวยากจะตัดสินแพ้ชนะได้
ซ่งเฉาเก็บฝ่ามือกลับ ก่อนจะทอดถอนใจ “ยังคงพ่ายเจ้าอยู่กระบวนท่าหนึ่ง”
เขาส่ายศีรษะ หันกายกลับเดินออกไป ตรงไปนั่งลงบริเวณขอบข้างเกาะลอย ความตั้งใจนั้นเห็นได้ชัดว่าเริ่มเป็นผู้ชมอยู่ข้างๆ แล้ว การประชุมฝ่านภาต่อจากนี้ เขาไม่มีความคิดที่จะเข้าร่วมต่อแล้ว
ถังหย่งฮ่าวประสานมือคารวะไปทางเขา จากนั้นจึงหันกลับมามองทางสวีเฟยแล้วพูดว่า “ศิษย์พี่สวีคอยนานแล้ว ศิษย์พี่ซ่งอ่อนข้อให้ข้า ฉะนั้นการประลองของท่านกับข้าจะดำเนินเช่นปกติ ข้าไม่ได้สูญเสียพลังอันใด และไม่จำเป็นต้องควบคุมลมหายใจ พวกเราเริ่มกันเลยก็นับว่าใช้ได้”
ในกำมือสวีเฟยถือถุงหนังใบหนึ่งไว้ ภายในนั้นส่งกลิ่นหอมของสุราเข้มข้นออกมา ยามถังหย่งฮ่าวกับซ่งเฉาประมือกัน ก็ร่ำสุราไม่ขาดตอน
เวลานี้เขาเชิดศีรษะขึ้นดื่มสุราฤทธิ์แรงคำสุดท้ายจนหมด ก่อนจะเกี่ยวถุงหนังแขวนกลับเข้าบริเวณเอว แล้วยื่นมือไปเช็ดปาก พลางยิ้มกล่าวว่า “แม้ว่าเจ้ากับศิษย์พี่ซ่งจะต่อสู้เพียงใช้แค่กระบวนท่าเดียวเท่านั้น แต่ก็ทำให้ข้าเห็นหนทางมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเข้าใจในการรุดหน้าในระดับพลังฝึกปรือของเจ้าในตอนนี้ เจ้าเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา ข้าไม่เอาเปรียบเจ้าหรอก”
สิ้นคำกล่าว สวีเฟยก็ยื่นฝ่ามือออก ผลักออกไปข้างหน้าเสมอกัน
ด้วยฝ่ามือหนึ่งนี้ ลมปราณประดุจท้องฟ้าปกคลุมทั้งสี่ทิศ พื้นปฐพีแบกรับน้ำหนักทั้งแปดพิภพ
อานุภาพฝ่ามือเรียบง่าย มองไปแล้วถึงขั้นทื่อและง่ายดายอยู่บ้าง ทว่ากลับมีพลังมหาศาล ราวกับครอบคลุมกฎเกณฑ์ลี้ลับอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้!
ครั้นส่งฝ่ามือนี้ออกไป เบื้องหน้าของจอมยุทธ์ขั้นเคียงนภาที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนส่องสว่างไปทั้งหมด
เป็นที่รู้กันทั่วหล้า ว่าถึงแม้ว่าอุปนิสัยของสวีเฟยจะกล้าหาญชาญชัย ไม่เหมือนเช่นสือเถี่ยอาจารย์ของเขา ทว่าในการฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ กลับเดินไปในวิถีทางหนึ่งเช่นเดียวกับสือเถี่ย มุ่งมั่นกับวิชาวรยุทธ์รูปแบบเดียว ยึดมั่นกับสิ่งเดียวจนสุดท้าย
เขาไม่ได้เลือกฝึกฝนวิชากายเพชรเหมือนสือเถี่ย แต่ตัวเลือกของสวีเฟยคือวิชากระบี่อำพันลี้ลับ วิชาลับอีกวิชาหนึ่งยอดวิชาแปดพิภพ
หลายปีดุจหนึ่งวัน สวีเฟยไม่ฝึกวิชาลับกว่างเฉิงอื่นๆ มุ่งฝึกแต่วิชากระบี่อำพันลี้ลับ ระดับความรู้ซึ้งในวิถีวรยุทธ์วิชานี้เป็นที่หนึ่ง นับเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในระดับปรมาจารย์อย่างไม่มีสิ่งใดต้องละอาย ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์ร่วมสำนักมากมายเอง ก็สู้เขาไม่ได้เช่นกัน
ถึงกระนั้นวันนี้ สวีเฟยกลับไม่ได้สำแดงวิชากระบี่อำพันลี้ลับ ซึ่งลำดับขั้นที่เขาสำแดง ท่วงทำนองกฎเกณฑ์กลับต่อเนื่องกันกับสายวิชากระบี่อำพันลี้ลับ ทว่ากลับไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ไม่ง่ายเลยที่จะนำเจตจำนงกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นพลังฝ่ามือ หรือไม่ก็เปลี่ยนกระบวนท่ากระบี่เป็นวิชาฝ่ามือ ยิ่งไม่ใช่ใช้วิชาฝ่ามือสำแดงวิชากระบี่
ด้วยสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ล้วนสามารถมองออก ว่าแม้พลังฝ่ามือของสวีเฟยจะยังไม่ค่อยสมบูรณ์เช่นต้นฉบับ กระนั้นกลับชัดแจ้งว่ากำจัดจุดเสียในวิชากระบี่อำพันลี้ลับ และเสริมให้มันมีพลังรุดหน้า เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งยวด
นี่คือวิชาวรยุทธ์หนึ่งที่ใหม่หมดจด จัดว่าเป็นวิชาวรยุทธ์ที่สวีเฟยสร้างขึ้นด้วยตนเอง!
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ ทว่าศักยภาพก็น่าตื่นตะลึงยิ่ง
อาหู่พึมพำกับตนเอง “พี่เฟยคาดคะเนพัฒนาวิชาฝ่ามืออย่างต่อเนื่อง หากสมบูรณ์แบบจนถึงขั้นประสบผลสำเร็จละก็ ภายภาคหน้าเขากว่างเฉิงเกรงว่าจะต้องมียอดยุทธวิชาที่เก้าแล้ว”
สวีเฟยตั้งฝ่ามือขึ้น มองถังหย่งฮ่าวพลางยิ้มสง่า “ลูกไม้เล็กน้อยที่ยามปกติข้าครุ่นคิดด้วยตนเอง ทำให้ทุกท่านขำขันเสียแล้ว แม้ว่าจะยังยากจะเข้าตาผู้ช่ำชอง แต่ว่าศิษย์พี่ถัง ข้าสามารถใช้ทั้งกระบี่และฝ่ามือพร้อมกันได้ วิถีวรยุทธ์อันมีต้นกำเนิดเดียวกัน สามารถแปรสภาพรวมกันผนึกกำลังได้”
ถังหย่งฮ่าวผงกศีรษะอย่างจริงจัง “ขอบคุณศิษย์พี่สวียิ่งที่เตือนสติ”
หลังจากทั้งสองคารวะต่อหน้ากันแล้ว ถังหย่งฮ่าวก็แกว่งมือครั้งหนึ่ง ในฝ่ามือปรากฏกระบี่ยาวส่องแสงสีทอง โชติช่วงทว่าไม่แสบตา ประดุงแสงตะวันยามแรกอรุณ
สวีเฟยยื่นมือคว้าไปข้างหลัง กระบี่ใหญ่สีดำด้ามหนึ่งส่งเสียงมังกรคำรามออกจากฝัก ก่อนจะตกลงสู่มือของเขา ประกายกระบี่เรียบๆ ไร้สีสันพอปรากฏก็หายไป
ทั้งสองคนฝ่ายหนึ่งแสดงวิชากระบี่อำพันลี้ลับ ฝ่ายหนึ่งแสดงเพลงกระบี่อรุณเบิกฟ้า ต่อสู้กันในทันทีทันใด
การประชุมฝ่านภาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นการประลองสนามหนึ่งที่มีระดับชั้นสูงที่สุด
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูสวีเฟยกับถังหย่งฮ่าว ทั้งสองฟาดฟันกระบี่กันไปมา ราวกับพยัคฆ์ประจัญกับมังกร อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าต่อเนื่อง “ล้วนแล้วแต่สมคำร่ำลือ”
เขาหันหน้าไปมองอีกทิศทางหนึ่ง บริเวณนั้น ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนอื่นล้วนใจจดใจจ่อกับการต่อสู้ด้วยความตื่นเต้น มีเพียงคนเดียวที่มีสีหน้าเช่นปกติตั้งแรกเริ่มจนจบ ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย เงียบเชียบจนเหมือนกันว่าไม่มีอยู่อย่างไรอย่างนั้น
หวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง
บทที่ 170
เทียบกับฐานะของเขาแล้ว หวงเจี๋ยถือได้ว่าทำตัวถ่อมตนอย่างยิ่ง ถ่อมตนจนถึงขั้นนามกรยกย่องคุณชายจรัสแสงของเขา ดูเหมือนว่าไม่ได้เหมาะสมอะไรขนาดนั้นอยู่บ้าง
ไม่ได้ดึงดูดสายตา เหมือนเช่นแสงอาทิตย์สาดส่องทั่วหล้า ทว่าเงียบสงัดวิไล เหมือนเช่นแสงเดือนยามค่ำคืน
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังหวงเจี๋ย เส้นสายตาหวงเจี๋ยก็ทอดมองมาเช่นกัน สบสายตากับเขาอย่างสงบนิ่ง
“น่าสนใจ” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเบาๆ
พลังฝึกปรือที่แท้จริงของหวงเจี๋ย เยี่ยนจ้าวเกอไม่อาจชี้ขาดได้ ทำได้เพียงแค่อาศัยโสตสัมผัส ฟังเสียงชีพจรโลหิตของเขาที่แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน มันหนักแน่นแต่กลับลื่นไหล
โลหิตดุจปรอทและตะกั่ว นี่เป็นลักษณะเฉพาะของการผ่านการชำระล้างไขกระดูกผลัดกระดูกครั้งที่สองแล้วถึงจะมี ขณะนี้พลังฝึกปรือของหวงเจี๋ยอย่างต่ำที่สุดคือปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้น
นอกจากนี้แล้ว ภายใต้สถานการณ์ที่หวงเจี๋ยเก็บสำรวมลมปราณของตน ลักษณะเฉพาะบ่งบอกระดับพลังฝึกปรืออื่นๆ ล้วนไม่เผยให้เห็น ยากยิ่งนักจะตัดสินชี้ขาดระดับพลังฝึกปรือเฉพาะของเขาได้
ลักษณะเฉพาะของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางคือรวมปราณเป็นอาวุธ ควบคุมปราณโลหิตร้อยก้าว ลักษณะเฉพาะของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายคือย่ำปราณจิตราเหินอากาศ เหล่านี้หากไม่ประมือไม่ใช้กำลังต่อสู้ ล้วนมองไม่ออก
หนึ่งในลักษณะเฉพาะของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาคือปราณจิตราเกิดสติปัญญา ปราณจิตราของหวงเจี๋ยไม่ออกมาภายนอก ก็หมดหนทางชี้ขาดเช่นกัน ลักษณะเฉพาะอย่างที่สองคือรัศมีแสงเหนือศีรษะเชื่อมต่อถึงขอบฟ้า ทว่าถ้าหากปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเองมีเจตนา ก็สามารถควบคุมเก็บสำรวมได้
ฉะนั้นการตัดสินชี้ขาดสำหรับหวงเจี๋ย ทำได้เพียงหยุดอยู่ที่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น
แท้จริงแล้วหากเทียบกับอายุละก็ การที่หวงเจี๋ยมีพลังฝึกปรือขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นหรือขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ก็นับว่าไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใด
จอมยุทธ์ที่อายุใกล้เคียงกันกับเขา นอกจากเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว หลี่จิ้งหว่านแห่งเมืองทะเลมรกต เซียวอวี่แห่งเขาไร้พรมแดน ต่างก็มีพลังฝึกปรือประมาณนี้
อายุอานามหวงเจี๋ยมากกว่าเล็กน้อย กระนั้นก็ไม่ได้โตกว่ามากจนเกินไป โดยส่วนมากทุกคนล้วนนับได้ว่าอยู่ในช่วงอายุเดียวกัน แต่เยี่ยนจ้าวเกอมีลางสังหรณ์ว่า หวงเจี๋ยไม่ได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้น
สำหรับถังหย่งฮ่าวที่ระดับพลังฝึกปรือและอายุน้อยกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด อายุใกล้เคียงกัน ทั้งยังอยู่ในอันดับเช่นเดียวกันกับหวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง ถ้าหากมีฝีมือมากกว่า หลุดพ้นจากสภาพเลวร้ายในประลองกับเยี่ยนจ้าวเกอได้ นับว่าดีสำหรับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ทว่าตัวหวงเจี๋ยเองดูไม่เหมือนว่ามีจุดประสงค์จะลงมือเลยทั้งสิ้น
ไม่เพียงแต่ไม่มีจุดประสงค์จะประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น หวงเจี๋ยเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ ก็ทั้งมีมารยาทและห่างเหินเช่นกัน
ครานี้เขาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ดูเหมือนว่าเพียงแค่เพื่อสังเกตชมอยู่ข้างๆ เท่านั้น
ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภา เวลานี้ล้วนหยุดเรื่องที่อยู่ในมือลง มุ่งความสนใจมุงดูการประลองระหว่างถังหย่งฮ่าวกับสวีเฟย
สนามประลองนั้นมาจากค่ายกลที่หอคลื่นโหมสร้างขึ้นเป็นพิเศษ ถังหย่งฮ่าวและสวีเฟยปลดปล่อยพลังได้ตามสะดวก ควันหลงจากการต่อสู้ถูกยับยั้งไว้ทั้งหมด ไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบไปถึงผู้อื่น
ผู้ชมรอบข้างกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาหลายคน ต่างก็มองด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจัง ถึงแม้ว่าระดับขั้นจะค่อนข้างต่ำ กระนั้นโดยส่วนใหญ่หลังจากดำเนินการเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักแล้ว ต่างก็ตระหนักได้ถึงความแก่กล้ายิ่งใหญ่ระหว่างการประลองของทั้งสองฝ่ายได้
เหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอที่หลายปีมานี้ประหนึ่งยอดเขาสูง ทักษะความชำนาญตระหง่านขึ้นมาพรวดพราดเหนือชั้น ถึงเป็นศิษย์สืบทอดหลักของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ แม้ว่าศักยภาพพรสวรรค์และพลังความสามารถจะอยูในระดับขั้นเดียวกัน ทว่าคิดคำนวณอย่างละเอียด ก็มีการแบ่งแยกแข็งแกร่งอ่อนด้อยไม่มากก็น้อยเช่นกัน
สวีเฟยและถังหย่งฮ่าว ก็เป็นผู้ที่เหนือชั้นหนึ่งในนั้น!
ถังหย่งฮ่าวถือกระบี่หนึ่งอยู่ในมือ ประกายกระบี่ดุจแสงสว่างสาดส่องทั่วพื้นปฐพี ไม่มีแห่งหนใดไม่มี
ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะทำสิ่งใด ถังหย่งฮ่าวมักจะนำหน้าอยู่ครึ่งก้าวได้เสมอ โจมตีได้อย่างมิพลาดพลั้ง
นอกจากกระบี่อรุณเบิกฟ้าของศิษย์สืบทอดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีวิชาลับวิถีกระบี่อื่นๆ อีกมากมาย ถังหย่งฮ่าวหยิบใช้เรื่อยเปื่อยตามใจชอบ ล้วนราวกับว่าค่อยๆ ซึมแทรกนานนับปี ลึกซึ้งถึงแก่นสาร เปลี่ยนแปลงไม่อาจคาดเดา ทัศนียภาพหลายหลากช่างดูสวยสง่า
ซือคงจิงจับตามองการประลองของทั้งสองฝ่ายอย่างใจจดใจจ่อ เห็นดังนั้นก็มุ่นคิ้วเล็กน้อย “ถังหย่งฮ่าว ช่างน่าประหลาดเสียจริง…”
“ไม่ประหลาดหรอก เจ้ารู้สึกประหลาดเป็นเพราะว่าเจ้าไม่รู้ ถังหย่งฮ่าวคือผู้มีความสามารถพิเศษในวิชากระบี่อย่างแท้จริง” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ตามคำกล่าวขาน โลกแปดพิภพในปัจจุบัน นอกจากสี่สุดยอดวิชากระบี่แล้ว วิชากระบี่อื่นๆ ถังหย่งฮ่าวเพียงแค่ยืนดูศึกษาอย่างละเอียดอยู่ข้างๆ ก็สามารถทำได้แล้ว”
แววตาซือคงจิงทอประกาย หันศีรษะมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
วิชาลับวิถีกระบี่ลึกซึ้ง ไม่ได้เรียบง่ายแค่กระบวนท่าการเคลื่อนไหวเท่านั้น เจตจำนงกระบี่ที่แฝงอยู่ภายในนั้น วิถีทางแห่งการโคจรลมปราณ เหตุผลใจความสำคัญละเอียดลึกซึ้งมากมาย ล้วนซับซ้อนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
วิชาวรยุทธ์ของแต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ ไม่ว่าวิชาใดล้วนไม่ใช่เล่นๆ เลย
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “อย่ามองข้า นี่คือเรื่องจริง ยกตัวอย่างเช่นวิชากระบี่อำพันลี้ลับกับเพลงกระบี่เจ็ดดาราของสำนักเรา ถังหย่งฮ่าวไม่ใช้คัมภีร์ลับ เพียงสังเกตมองขณะที่ข้าหรือไม่ก็เจ้าฝึกฝนกระบี่ เขาก็สามารถบรรลุได้เจ็ดแปดขั้นแล้ว เพียงแต่ว่าแต่ไหนแต่ไรถังหย่งฮ่าวไม่ทำเช่นนี้ เขาศึกษากระบี่ แม้ว่าจะเป็นวิชากระบี่นอกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นวิชาเหล่านั้นที่สาบสูญการสืบทอดไปก่อนกาล”
“วิชากระบี่ของสำนักอื่น แม้เขาจะมองเข้าใจ แต่ตนเองก็ไม่ได้ฝึก” เยี่ยนจ้าวเกอถอนเสียงใจ “ไม่เพียงแต่ดินแดนศักดิ์อื่นอีกห้าแห่งเท่านั้น ขุมกำลังระดับหนึ่งและสองเหล่านั้น ถึงขั้นไม่เข้าร่วมวิชากระบี่ของขุมกำลัง ถังหย่งฮ่าวเองก็ควบคุมตนเช่นกัน”
เขามองดูถังหย่งฮ่าวที่อยู่ในสนาม “จึงกล่าวได้ว่า เขาเป็นคนที่มีความยืนหยัด ต่อให้การยืนหยัดของเขายากที่จะเข้าใจในความคิดของผู้คนจำนวนมากก็ตาม”
ซือคงจิงมองไปยังสวีเฟย “ศิษย์พี่สวีไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลย”
“นั่นแน่นอนอยู่แล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม
บัดนี้ทุกคนเห็นคลื่นลมโหมซัดสาดไปตามการเปลี่ยนแปลงเป็นร้อยเป็นพันของถังหย่งฮ่าว ส่วนสวีเฟยยืนตระหง่านไม่ขยับเขยื้อน ราวกับหินโสโครกกลางทะเลอย่างไรอย่างนั้น
เขาสำแดงวิชากระบี่อำพันลี้ลับออกมาตลอดเวลา ทั้งโจมตีและตั้งรับ ปล่อยพลังอันมหาศาล แต่ก็เก็บซ่อนความลี้ลับเป็นพันเป็นหมื่นไว้อย่างใจจดใจจ่อ ทำให้ถังหย่งฮ่าวหมดหนทาง
กระบวนท่าฝ่ามืออำพันลี้ลับที่สร้างขึ้นเอง สำแดงออกมาพร้อมกันกับวิชากระบี่อำพันลี้ลับ เป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้ อานุภาพทวีคูณ ขวางกั้นประกายกระบี่เป็นหมื่นพันของถังหย่งฮ่าวเอาไว้ด้านนอกอย่างเชี่ยวชำนาญ
ถังหย่งฮ่าวมองวิชากระบี่อำพันลี้ลับจากภายนอก สามารถตระหนักได้ถึงความลี้ลับมหัศจรรย์ภายในนั้น จนคาดเดาทางกระบี่ของสวีเฟยได้
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็ยังไม่สามารถยึดครองความได้เปรียบแม้แต่น้อยนิด
ระดับขั้นปรมาจารย์ สวีเฟยฝึกฝนวิชากระบี่อำพันลี้ลับจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ต่อให้ถังหย่งฮ่าวจะฝึกฝนวิชากระบี่อำพันลี้ลับเฉกเช่นเดียวกัน ก็ไม่อาจทำได้ดีไปกว่าเขา
การประลองชิงชัยระหว่างปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาทั้งสอง ทำให้ทุกผู้ทุกคนในเหตุการณ์รู้สึกเป็นบุญตาเมื่อได้เห็น
ทันใดนั้นเอง ผู้สืบทอดของเขาไร้พรมแดนและตำหนักอัสนีสวรรค์ ต่างก็ขึ้นมาบนเกาะลอยจากคนละทิศละทาง
ทางด้านตำหนักอัสนีสวรรค์ เยี่ยนส่าน ‘อัสนีฟาด’ และหลินโจว ‘คุณชายฟ้าคำรน’ ล้วนไม่ได้มาถึงการประชุม ทว่าผู้ที่นำหน้าเป็นผู้เยาว์วัยที่พลังฝึกปรือสูงยิ่งกว่าคนหนึ่ง อายุอานามใกล้เคียงกันกับสวีเฟย ถังหย่งฮ่าว และซ่งเฉา
เยี่ยนจ้าวเกอจำอีกฝ่ายได้ เขามีนามว่าเสียจื่ออี้ เป็นบุตรสวรรค์โปรดปรานรุ่นเยาว์ที่ชื่อเสียงลือเลื่องมายาวนานแล้วเช่นกัน ปัจจุบันระดับอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย
ทว่าเท่าที่ชายหนุ่มรู้ ตอนที่อีกฝ่ายประมือกับศัตรูแกร่งครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าจะสังหารคู่ต่อสู้ได้ แต่ตนเองก็ได้รับบาดเจ็บซึ่งทิ้งอันตรายแฝงเร้นไว้เช่นกัน
ผลกระทบเนื่องด้วยเหตุนี้ ทำให้เส้นทางการเลื่อนขั้นของเขาเชื่องช้าไปบ้างพอสมควร ไม่เช่นนั้นบัดนี้เก้าส่วนเต็มสิบส่วนอาจบรรลุถึงระดับขั้นเคียงนภาแล้วก็เป็นได้
ข้างกายเสียจื่ออี้มีจอมยุทธ์อายุน้อยกว่าหลายปีอยู่บ้างตามติดอยู่ แต่งกายเช่นเดียวกันกับเขา ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์สืบทอดหลักสายตำหนักอัสนีสวรรค์
ส่วนอีกทิศทางหนึ่ง คือจอมยุทธ์สืบทอดแห่งเขาไร้พรมแดน ไม่เห็นหลิวเซิ่งเฟิงดังคาด ผู้นำหน้าคือจี้ฮั่นหรู
บริเวณข้างกายจี้ฮั่นหรู จ้าวฮ่าวประกายตาดุร้ายอำมหิต สายตาแข็งกร้าว กวาดมองฝูงชนในสนาม