161-165
บทที่ 161
ครั้นจางเหยาเห็นหลิวเซ่งเฟิงปล่อยจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้น นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเป็นอันดับแรก
กระนั้นเมื่อเห็นเขากับเยี่ยนจ้าวเกอจะตาต่อตา ฟันต่อฟันกันอีก นางก็พลันรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาทันที
แม้ว่าหลิวเซิ่งเฟิงพูดถึงการอาศัยความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนด้อย และรังแกผู้อ่อนแอให้หวาดกลัวยอดฝีมือราวกับเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ทว่าเท่าที่จางเหยารับรู้ คนผู้นี้ไม่ได้ขาดแคลนประสบการณ์การต่อสู้กับคู่ต่อสู้ในระดับชั้นเดียวกันแต่อย่างใด
ตรงกันข้าม ประสบการณ์การต่อสู้สังหารในการรบจริงของหลิวเซิ่งเฟิงสมบูรณ์เป็นอย่างยิ่ง ในบรรดาจอมยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดน เขาแทบจะถือได้ว่าเป็นอันดับหนึ่ง
“ศิษย์พี่เยี่ยน…” จางเหยามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ถึงแม้ว่าผลการประมือในอดีตของเยี่ยนจ้าวเกอดูจะแพรวพราวกว่าหลิวเซิ่งเฟิง ทว่าบัดนี้อย่างไรเสียเขาก็อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะต้น จะต่อสู้กับอีกฝ่ายที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้ายได้อย่างไร
เยี่ยนจ้าวเกอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจนัก “ศิษย์น้องจาง เจ้าถอยไปก่อน เดี๋ยวจะถูกลูกหลงเอาได้”
จางเหยาเผยสีหน้ากลัดกลุ้ม ทว่านางก็รู้ดีเช่นกัน ว่าการต่อสู้ระหว่างปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาทั้งสองคน ไม่ใช่เรื่องที่นางจะสามารถเข้าแทรกได้ จึงทำได้เพียงแค่ถอยออกมา
หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นที่ติดหนึบอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ มันจดจ้องหลิวเซิ่งเฟิงเขม็ง
ความเกียจคร้านก่อนหน้าอันตรธานหายไป ในดวงตาคู่นั้นปรากฏแววตาดุร้ายและคมกริบออกมาอยู่หลายส่วน แม้ว่าดูไปแล้วร่างกายยังคงอ้วนฉุและงุ่มง่าม กระนั้นอุปนิสัยของมันกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เผยความรู้สึกอันบ้าคลั่งออกมาอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ตบมันเบาๆ “เจ้าเองก็ดูอยู่ด้านข้างก็พอแล้ว”
เจ้าหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะปีนขึ้นไปด้านข้างอย่างเชื่อฟัง พลังทั่วกายหดหายไป กลับกลายเป็นมีท่าทางซุกซนไร้เดียงสาอีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอหันกลับไปมองหลิวเซิ่งเฟิง เอ่ยพูดอย่างไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่ชักช้า “พลังค่ายกลบนเกาะถูกข้ารบกวนไปเมื่อครู่ ปราณวิญญาณที่สั่งสมไว้กระจัดกระจาย ชั่วขณะหนึ่งไม่อาจรวมตัวกันอีกครั้งได้ ศึกครานี้ของพวกเรา สามารถลงมือได้อย่างเต็มที่ ไม่ทำให้มิติเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยค่ายกลเป็นเหตุ ส่งผลจนสิ่งของกระจัดกระจาย”
หลิวเซิ่งเฟิงจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง “เจ้าแกร่งนัก แกร่งอย่างยิ่ง พูดตามตรง พลังฝึกปรือของปรมาจารย์ชั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย เอาชนะจี้ฮั่นหรูที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น เรื่องนี้ข้าทำไม่ได้ ระยะอันสั้นเพียงแค่หนึ่งปีกว่า พลังฝึกปรือจากระดับชั้นจิตราชั้นในระยะท้าย กระโจนทะยานถึงขั้นเคียงนภาระยะต้น นี่ข้าก็ทำไม่ได้เช่นกัน”
“แต่ด้วยเหตุนี้เช่นกัน ที่ทำให้ตอนนี้ข้าอยากจะสังหารเจ้ายิ่งนัก” ดวงตาของหลิวเซิ่งเฟิงที่มองเยี่ยนจ้าวเกออยู่ค่อยๆ หรี่ลง “เพราะหากตอนนี้ไม่กำจัดเจ้าเสีย ตามแนวโน้มของเจ้าแล้ว ปล่อยให้เจ้ากระโจนทะยานขึ้นอีก เจ้าอาจจะข้ามผ่านเบื้องหน้าไปก็เป็นได้ ถึงตอนนั้นก็น่าจะเป็นข้าที่ต้องหลบหนีเจ้าไป เพียงแค่คิดดู ข้าก็รู้สึกเกลียดชังยิ่งนัก”
ฝีเท้าหลิวเซิ่งเฟิงไม่เร็วเท่าไร ทว่าทุกย่างก้าวที่เหยียบลง พื้นปฐพีล้วนคล้ายกับว่าสั่นสะเทือนไปครู่หนึ่ง ดุจขุนเขากำลังก้าวเดินอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าอยากสังหารเจ้าจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ เจ้าทำลายเขาไร้พรมแดน ทำให้พวกข้าต้องขัดใจกันกับตำหนักอัสนีสวรรค์”
หลิวเซิ่งเฟิงชี้ที่ตนเอง แล้วก็ชี้ไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าสังหารเจ้า เพียงเพราะข้าอยากสังหารเจ้า แต่ไม่ใช่เพราะสิ่งอื่นใด บนกายเจ้ามีกลิ่นหนึ่งที่ทำให้ข้าไม่ชอบยิ่งนัก ไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก”
เขาเก็บนิ้วมือกลับ ชี้ไปที่หัวใจของตนเอง “ในนี้บอกข้าว่าต้องสังหารเจ้าเท่านั้น ข้าถึงจะรู้สึกสบายใจได้!”
เยี่ยนจ้าวเกอขยับมือทั้งสองไปไพล่หลัง บนใบหน้าคล้ายกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม ไม่พูดกล่าวเช่นกัน เหมือนกับกำลังดูตัวตลกตัวหนึ่ง
แววตาภายในดวงตาทั้งสองของหลิวเซิ่งเฟิงอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป สีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก “ไม่เลว แบบนี้แหละ ยิ่งเจ้ามีท่าทีเช่นนี้ ยิ่งทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ! เพื่อให้ข้าคลายความไม่สบายใจลงได้บ้าง ได้แต่สังหารเจ้าทิ้งเท่านั้น!”
หลิวเซิ่งเฟิงกล่าวไปพลาง ย่ำเท้าไปข้างหน้าทีละก้าวๆ ไปพลาง จนบัดนี้เขามาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พลังของเขายิ่งทะยานจนถึงขีดสุด หมัดหนึ่งต่อยมาทางเยี่ยนจ้าวเกอโดยพลัน!
เยี่ยนจ้าวเกอมองไป รู้สึกเพียงว่าเบื้องหน้าคล้ายกับว่ามีภูเขาใหญ่เอนเอียง ล้มลงมาทางตนเอง อีกฝ่ายใช้หมัดเทพขุนเขาเช่นเดียวกับจี้ฮั่นหรู ทว่าแข็งแกร่งมากกว่ายิ่งนัก!
ปราณจิตราทรงพลังหลากหลายสายหลอมรวมจนคล้ายกับของแข็งจริงๆ อย่างไรอย่างนั้น รวมเข้าด้วยกันกลายเป็นโลกลวงตา
เมฆหมอกและป่าไผ่เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอล้วนอันตรธานหายไป เหลือเพียงแค่ภูเขาสูงตระหง่านเท่านั้น ราวกับว่าตนกำลังอยู่กลางภูเขาใหญ่ที่ไร้สิ้นสุด
เมื่อครู่ความเร็วในการสาวเท้าของหลิวเซิ่งเฟิงชักช้า ทว่าขณะนี้พอลงมือแล้วจริงๆ หมัดของเขาก็มาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอในชั่วพริบตาเดียว!
เยี่ยนจ้าวเกอไม่รีบไม่ร้อน สำแดงเต่าและงูผนึกโจมตี กระตุ้นจุดซางชวีประตูโลหิต
แรงระเบิดอันแข็งแกร่งทั่วกายปะทะการกดอัดของโลกลวงตา อันกลายสภาพมาจากปราณจิตราของหลิวเซิ่งเฟิงเอาไว้
จากนั้นร่างกายของเขาก็พลันเสเอียงทันที หลบหมัดของหลิวเซิ่งเฟิง ใต้ฝ่าเท้าส่งพลังร่างกายถลาพุ่งไปข้างหน้า
พลังของเขาทะลุเข้าไปในแขนขวา ปราณจิตราราวกับมังกรเพลิงและมังกรน้ำแข็งหลายตัวพันรอบแขน คล้ายกับกลอนประตูโลหะหนึ่ง ทอดขวางทุบไปกลางลำตัวของหลิวเซิ่งเฟิง!
‘พลั่ก!’
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มเย็น ราวกับว่าไร้ความรู้สึกใดๆ ทว่ากลับเป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่รู้สึกว่าแขนของตนเองเกิดอาการชาเล็กน้อย
จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนสันทัดในการโจมตีและตั้งรับซึ่งๆ หน้า ความถึงอกถึงใจจึงสะท้อนอยู่บนร่างกายของหลิวเซิ่งเฟิง ราวกับเทพยักษ์เหล็กกล้าองค์หนึ่ง!
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้น เขาเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อย ‘ที่แท้บำเพ็ญกลายเป็นกายาเทพแห่งขุนเขารึ’
หลิวเซิ่งเฟิงหัวเราะเสียงดัง “ถึงตาข้าแล้ว!”
กล่าวจบ หมัดหนึ่งก็ทุบลงไปทางเหนือศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอ!
ชายหนุ่มหัวเราะ ‘ฮ่า’ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาคำหนึ่ง ทั่วกายตึงแน่นแล้วจึงปล่อย!
หมัดอสูรวานรจอมพลัง!
ร่างกายของเขากำยำล่ำสันขึ้นทั้งร่าง กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นทุกส่วนกางออก เลือดลมซัดสาด ราวกับเทพสวรรค์ลงมาสู่โลกมนุษย์!
ไม่รอให้หมัดหลิวเซิ่งเฟิงตกลงมา แขนของเยี่ยนจ้าวเกอที่ยันอยู่บนหน้าอกคู่ต่อสู้ออกแรงเป็นครั้งที่สอง พลันทำให้หลิวเซิ่งเฟิงสั่นสะท้านจนต้องถอยร่นไป!
ใต้ฝ่าเท้าไม่มั่นคง หมัดของหลิวเซิ่งเฟิงจึงคว้าน้ำเหลวเช่นกัน เขาแผดเสียงตะโกนด้วยความโมโหออกมา ก่อนหยุดนิ่งตั้งฝีเท้า และโจนทะยานขึ้นมาอีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอค้อมกายต่ำ สองหมัดตั้งออกไปพร้อมกัน ต่อยไปบนซี่โครงของหลิวเซิ่งเฟิง โจมตีจนอีกฝ่ายต้องถอยร่นไปเป็นครั้งที่สอง
ทว่าขณะที่อีกฝ่ายถอยร่นเอนล้ม เขากลับยกเท้าข้างหนึ่งขึ้น เตะมาทางเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน
ชายหนุ่มอาศัยรากฐานของหมัดนอแรดและหมัดวิญญาณสยบคลื่น ต้านทานหลิวเซิ่งเฟิงโดยตรง กระนั้นเทียบกับหลินโจวแล้ว หลิวเซิ่งเฟิงที่สังกัดอยู่เขาไร้พรมแดนไม่เพียงแต่ระดับพลังฝึกปรือจะสูงกว่า กระบวนท่าเองก็ทรงพลังกว่ามาก
ต้านทานซึ่งๆ หน้าครานี้ทำให้โครงกระดูกทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอเกิดเสียงดังขึ้น เลือดลมอันยุ่งเหยิงภายในร่างกายกระทบกระเทือนไม่หยุดยั้ง เปรียบกับคู่ต่อสู้คนอื่นแล้ว ความสามารถในการต้านทานและโจมตีของหลิวเซิ่งเฟิงแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
กายาแห่งเทพขุนเขามิแตกซ่าน แม้ถูกหมัดทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอทุบเข้าตรงท้องอย่างแรง หลิวเซิ่งเฟิงเพียงแค่เบื้องหน้ามืดมน เลือดลมว้าวุ่น ไม่นานนักก็ฟื้นกลับคืน
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่ยอมถอย ต้องการช่วงชิงฐานะเป็นต่ออย่างสุดกำลัง
หลังจากต้านทานการรุกโจมตีของอีกฝ่ายโดยตรงแล้ว ก็ถลาขึ้นอีกครั้งทันที!
ใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎแสงสีแดงวาบพักหนึ่ง ด้วยกำลังขับเคลื่อนวิชาพลังอัคคีของท่าวายุอัคคี
“มา!” เยี่ยนจ้าวเกอเปล่งเสียงดัง พร้อมกันนั้นก็ก้าวเท้าออกมาก้าวหนึ่ง ชิงโจมตีหมัดหนึ่งออกไปทางบริเวณศีรษะของหลิวเซิ่งเฟิงก่อน
หลิวเซิ่งเฟิงแผดเสียงอู้อี้เช่นเดียวกัน ทว่าไม่หลบไม่หลีก ปล่อยหมัดหนักต่อยขึ้นมาครั้งหนึ่งเป็นการตอบโต้
ถึงแม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะโจมตีอย่างหนักหน่วงและบ้าระห่ำ ต่อสู้หมายสังหารโหดอย่างดุดัน ทว่าสำหรับทุกกระบวนท่าที่หลิวเซิ่งเฟิงรุกโจมตีมา เขากลับยังต้องใจจดใจจ่อเพ่งมอง ไม่อาจวอกแวกได้แม้แต่นิดเดียว
ครั้นต่อสู้จนถึงจุดสูงสุด เยี่ยนจ้าวเกอปล่อยปราณจิตราทั่วกายออกมาอย่างเต็มที่ หมัดต่อหมัด ยันหมัดเหล็กของหลิวเซิ่งเฟิงเอาไว้ซึ่งๆ หน้า
ร่างกายของทั้งสองฝ่ายต่างก็หยุดชะงักเล็กน้อย
หลังจากนั้นร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็พลิกหมุนด้วยความคล่องแคล่วปราดเปรียว กลับไปศอกกลับใส่เอวของหลิวเซิ่งเฟิง ทำเอาอีกฝ่ายตัวงอในทันใด!
บทที่ 162
เยี่ยนจ้าวเกอศอกกลับใส่บริเวณเอวของหลิวเซิ่งเฟิง!
แม้ว่าแรงถลามหาศาลจะไม่ได้ทำลายกายาเทพแห่งขุนเขาของหลิวเซิ่งเฟิงจนพลังทลาย ทว่าก็ทำให้ร่างกายเขาโก่งงอขึ้นมาเล็กน้อยเช่นกัน
ชายหนุ่มลงมือไม่หยุดยั้ง โจมตีต่อเนื่องไปอีกครั้งหนึ่งในทันที!
ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่มีกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์สั่นไหว ปราณจิตราเพลิงและน้ำแข็งที่ผสมผสานกันทั่วร่างของเขา ชั่วขณะนี้กลายสภาพเป็นร้อนแผดเผาทั้งหมด!
มังกรเพลิงแต่ละตัวพุ่งขึ้นสู่ท้องนภา วิชาวายุอัคคีและหมัดอสูรวานรจอมพลังปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน!
หมัดตรงๆ ของเยี่ยนจ้าวเกอกระแทกบนศีรษะของหลิวเซิ่งเฟิงอย่างตรงไปตรงมา!
หลิวเซิ่งเฟิงเปลี่ยนกระบวนท่าไม่ทันกาล สายตาของเขาแน่นิ่ง ใบหน้าพลันมีแสงสีดำส่องประกายระยิบระยับปกคลุม
ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย ปราณจิตราทั่วร่างไม่เพียงแต่สามารถแปรสภาพเป็นโลกลวงตาได้เท่านั้น ยังโคจรได้ตามใจปรารถนา ตามอำเภอใจ สงบดุจเขาสูง ทว่าเคลื่อนไหวดุจสายฟ้าฟาด ครั้นความคิดหนึ่งบังเกิด พลังทั่วกายของเขาไหลแล่น
พลังหมัดนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอบ้าคลั่งอย่างยิ่ง ซึ่งหลิวเซิ่งเฟิงเห็นแล้วก็รู้สึกหวาดหวั่นเช่นกัน ราวกับว่ามองเห็นภาพฉากที่ศีรษะตนเองถูกต่อยจนระเบิดล่วงหน้า!
เขายกระดับพลังกายาเทพแห่งขุนเขาของตนขึ้นจนถึงขีดสุด รวมศูนย์ปกป้องศีรษะเป็นการเฉพาะ ถึงจะต้านหมัดนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอไว้ได้!
แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็เกิดเสียงดังโครมครามขึ้นในอากาศ คล้ายกับขุนเขาลูกหนึ่งถูกคนโจมตีใส่ทื่อๆ ตั้งแต่บริเวณฐานไหล่เขาจนแตกหัก!
ร่างกายสูงใหญ่ของหลิวเซิ่งเฟิงถูกหมัดนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอต่อยจนลอยหวือไปอย่างคาดไม่ถึง เขากระเด็นไปทางด้านหลังด้วยองศาอันเหลือเชื่อ ก่อนจะตกลงบนพื้นอย่างรุนแรง
ผืนดินโดยรอบกว่าร้อยลี้แตกระแหงทั้งหมด บางที่ถูกกระแทกจนเป็นหลุมลึกขนาดมหึมา ไผ่เขียวเป็นพันเป็นหมื่นล้วนกลายเป็นผุยผงทั้งสิ้น
หลิวเซิ่งเฟิงหน้าบันดาลโทสะ ระเบิดเสียงแผดคำราม เริ่มพลิกกายลุกขึ้น
“กายาเทพแห่งขุนเขารึ โจมตีต่อต้านตอบโต้รึ” กายเยี่ยนจ้าวเกอขยับหลบ ไม่รอให้หลิวเซิ่งเฟิงตะเกียกตะกายลุกขึ้น ชายหนุ่มก็ไปถึงเบื้องหน้าอีกฝ่ายแล้ว ก่อนที่จับข้อเท้าข้างหนึ่งของผู้ที่อยู่ตรงหน้าไว้เป็นแม่นมั่น
ขาอีกข้างของหลิวเซิ่งเฟิงดิ้นสะเปะสะปะ เยี่ยนจ้าวเกอเอียงตัวหลบหลีก จากนั้นก็ยื่นมือออกไปอย่างฉับพลัน!
บนกายหลิวเซิ่งเฟิงพลันมีลำแสงหนาหนักสีแดงสลับเหลืองส่องแสงวับวาบ กลายสภาพเป็นเสื้อเกราะปกคลุมทั่วร่างเขา ซึ่งก็คืออาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่ง!
กระนั้นในมือเยี่ยนจ้าวเกอก็ปรากฎแสงสีเขียววาบ กระบี่วิญญาณมังกรมรกตฝังแน่นเข้าไปในซอกเกราะเสื้อเกราะของอีกฝ่าย
เยี่ยนจ้าวเกอปล่อยกระบี่วิญญาณมังกรมรกตไป แล้วนำกระบี่อัสนีทองคำม่วงออกมา แทงเข้าไปในซอกเสื้อเกราะของหลิวเซิ่งเฟิงเช่นกัน
และในขณะที่สายตาหลิวเซิ่งเฟิงดูเหม่อลอยอยู่บ้างนั้น ดาบอัสนีบินก็แทงเข้ามา
ถึงแม้ว่าจะหลุดพ้นจากน้ำมือของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งหมด ทว่าอาวุธวิญญาณสามชิ้นเต็มๆ ก็เกี่ยวพันยุ่งเหยิงกับเสื้อเกราะของหลิวเซิ่งเฟิง ทำให้มันไม่สามารถสำแดงผลออกมาได้ในทันที
“อย่าเพิ่งหมดสนุกเสียล่ะ น้อยครั้งนักข้าจะใช้วิธีโจมตีรูปแบบนี้…” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม ทว่ารอยยิ้มนั้นโหดเหี้ยมอำมหิตเสียยิ่งกว่าหลิวเซิ่งเฟิงอีก “ลุกขึ้นมา!”
มือหนึ่งของเขาจับข้อเท้าหลิวเซิ่งเฟิงไว้ ส่วนอีกมือหนึ่งออกแรงดึงแขนของอีกฝ่าย จากนั้นชายหนุ่มก็ยักไหล่และยืดหลังตรง!
เยี่ยนจ้าวเกอยกเอาร่างอันใหญ่โตเช่นนี้ของหลิวเซิ่งเฟิงขึ้น!
“…เพราะว่า บรรดาคนที่พลังฝึกปรือใกล้เคียงกัน น้อยนักจะโจมตีโต้ตอบเช่นนั้น”
ชายหนุ่มเงยหน้าแผดเสียงลั่น คล้ายกับมังกรเกรี้ยวคำราม หลังจากหยุดชะงักเพียงชั่วครู่เท่านั้น เขาก็จับหลิวเซิ่งเฟิงทุบลงบนพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
หลิวเซิ่งเฟิงกระแทกกับพื้น เกิดเสียงหินและโลหะชนกันดังสะเทือนเลื่อนลั่นออกมา เหมือนหินหนักอึ้งก้อนมหึมาไถลลงมาตามเขา
เดิมพื้นดินที่เป็นหลุมลึกอยู่แล้วจึงยุบลงไปด้านล่างอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งแตกเป็นเสี่ยงๆ ออกไปทั้งสี่ทิศไม่หยุดหย่อน จนแทบจะกลายเป็นพื้นที่แอ่งกระทะขนาดย่อม
เกาะเล็กที่ทุกคนอยู่ คล้ายกับว่าสั่นสะเทือนเล็กน้อย
ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอไม่หยุดนิ่ง รุดหน้าไล่หลิวเซิ่งเฟิง ตามขึ้นไปเตะบนท้องน้อยของเขาอีกครั้ง
หลิวเซิ่งเฟิงที่กำลังร่วงลงพื้นกระเด็นหวือไปอีกครั้ง ก้อนจะตกลงด้านข้างกลิ้งหลุนๆ
ในอากาศเหมือนกับเกิดเสียงอู้อี้ดังขึ้นในอากาศ บนร่างกายหลิวเซิ่งเฟิงเปล่งแสงสีดำผืนหนึ่งขึ้นวูบวาบ จากนั้นก็กระจายหายไป
“อึก…” สีหน้าหลิวเซิ่งเฟิงซีดขาวฉับพลันทันที กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งอย่างควบคุมไม่อยู่
เยี่ยนจ้าวเกอโจมตีกายาเทพแห่งขุนเขาของเขาอย่างหนักหน่วง จนมันแตกออกได้สำเร็จ!
ชายหนุ่มขยับต้นคอของตนอยู่ครู่หนึ่ง พลางสะบัดๆ ข้อมือ “เจ้าเป็นเป้าชกที่ไม่เลวเลย ขอบคุณเจ้าอย่างยิ่ง ที่ทำให้วันนี้ข้าต่อสู้จนถึงอกถึงใจเช่นนี้”
หลิวเซิ่งเฟิงกัดฟันกลืนโลหิตที่เอ่อทะลักขึ้นมา พูดด้วยเสียงเกลียดชังว่า “ข้ายังไม่เข้าใจกายาเทพแห่งขุนเขากับกระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์อย่างทะลุปรุโปร่ง ไม่สามารถใช้พร้อมกันได้ ไม่เช่นนั้นเจ้ารุกโจมตีข้าไม่ได้หรอก!”
ครั้นได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเย็นชาอยู่นิ่งๆ “ท่านฝึกวิชาไม่ถึงขั้น ก็โทษข้ารึ?”
ขณะกล่าว ชายหนุ่มก็ยืดเส้นยืดสายต่ออีกสักหน่อย ก่อนจะเดินไปทางหลิวเซิ่งเฟิง “ใช่สิ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอยากสังหารข้าไม่ใช่หรือ”
เขาก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่ง ก็มาถึงเบื้องหน้าหลิวเซิ่งเฟิงแล้ว
หลิวเซิ่งเฟิงร้องตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว ต่อยหมัดหนึ่งมาทางเยี่ยนจ้าวเกอ
สภาวะร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอบรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว กายหลบเลี่ยงหมัดโลหะของหลิวเซิ่งเฟิง ท่อนล่างเตะเท้าออกไป!
ลมหายใจยาวนำพาเสียงดังขึ้นกลางอากาศพักหนึ่ง คล้ายกับพยัคฆ์ร้องมังกรคำราม
เท้าหนึ่งที่เตะออกไป พาให้อากาศเกิดเสียงระเบิดราวกับสายฟ้าพิโรธ คล้ายกับเทพยักษ์โบราณองค์หนึ่งย่างกรายมายังโลกมนุษย์ ต้องการจะเตะภูเขาใหญ่ให้แตกหักก็ไม่ปาน!
สีหน้าหลิวเซิ่งเฟิงเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนกระบวนท่าทันที ปราณจิตราทั่วกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้ ประหนึ่งกับการกีดขวางที่ไม่อาจปล่อยให้สิ่งใดข้ามผ่านได้
วิชาสืบทอดของเขาไร้พรแดน กระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์!
น่าเสียดายที่หลิวเซิ่งเฟิงในขณะนี้ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรงไปบ้างแล้ว
สีหน้าเยี่ยนเยี่ยนจ้าวเกอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาเตะไปบนหัวเข่าของหลิวเซิ่งเฟิงซ้ำแล้วซ้ำแล้ว
ขณะเดียวกันนั้น หมัดโลหะก็สำแดงออกมาอีกหน เหมือนกับว่าฟ้าดินจะเกิดเสียงฟ้าผ่าดังขึ้นซ้ำอีกรอบ!
ครั้งหนึ่งบน ครั้งหนึ่งล่าง การโจมตีหนักสองคราที่ทิศทางแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สร้างอาการบาดเจ็บหนักที่ร่างกายของหลิวเซิ่งเฟิง แม้จะใช้กระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์ก็หมดหนทางต้านทานเช่นกัน
เขาถูกโจมตีโดยตรงจนร่างกายบิดเบี้ยว รักษาความสมดุลไม่ได้อีกต่อไป ล้มลงบนพื้นในที่สุด!
รับการโจมตีสุดกำลังของเยี่ยนจ้าวเกออย่างต่อเนื่องเช่นนี้แล้ว ต่อให้ใช้ความทระนงองอาจของหลิวเซิ่งเฟิงก็รับไม่ไหวเช่นกัน เขาพ่นโลหิตออกมาอีกคำหนึ่ง อยากจะดิ้นรนตะเกียกตะกายลุกขึ้นก็ไม่ไหวแล้ว
อีกทางด้านหนึ่ง หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นเปิดปากส่งเสียงร้องอยู่หลายครา ถึงแม้เสียงของมันจะทุ้มต่ำ ทว่าก็อำพรางความเบิกบานเอาไว้ไม่อยู่
คล้ายกับว่าร้องยินดีให้แก่เยี่ยนจ้าวเกออย่างไรอย่างนั้น
จางเหยาพาจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นมาอยู่ด้านข้าง บัดนี้เขาฟื้นสติขึ้นมาเพราะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ครั้นเห็นภาพฉากนี้เข้า ปากของเขาก็ส่งเสียงร้องเฮออกมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กล่าวพูด กระนั้นก็คึกคักเป็นอย่างยิ่ง
ฝ่ายจางเหยากลับตกตะลึงอ้าปากตาค้าง “มิน่าเล่าพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายในตอนนั้น ถึงสามารถโจมตีจี้ฮั่นหรูระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นจนพ่ายแพ้ได้”
นางอาจจะขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง ทว่าในฐานะที่เป็นศิษย์สืบทอดหลักของหอคลื่นโหม จึงไม่ขาดประสบการณ์และสายตาในการมองโลกแต่อย่างใด
เรื่องที่อัจฉริยบุคคลระดับศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขาไร้พรมแดน ถูกคนรุกโจมตีอย่างหนักจนกายาเทพแห่งขุนเขากับกระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์แตกซ่าน ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงไม่นับว่าประหลาด
ถึงกระนั้นจอมยุทธ์ระดับขั้นเคียงนภาระยะต้นคนหนึ่ง โจมตีกายาเทพแห่งขุนเขาของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนระดับขั้นเคียงนภาระยะท้ายทื่อๆ จนพ่ายแพ้ อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดอัจฉริยะแห่งเขาไร้พรมแดนระดับหลิวเซิ่งเฟิงเช่นนี้ นี่ย่อมเป็นเรื่องเล่าแปลกและมหัศจรรย์ไปทั่วหล้าอย่างแน่นอนแล้ว
การทำลายกระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์ของหลิวเซิ่งเฟิงราวกับลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกวาดพื้นดินในตอนหลัง กลับจะยิ่งทำให้ผู้คนยอมรับได้ง่ายขึ้นเสียด้วยซ้ำไป อย่างไรเสียหลิวเซิ่งเฟิงในตอนนั้นก็ได้รับบาดเจ็บแล้ว
แต่ตอนนี้ไม่อาศัยอาวุธวิเศษใดๆ พึ่งพลังฝึกปรือของตนล้วนๆ โจมตีกายาเทพแห่งขุนเขาของหลิวเซิ่งเฟิงจนสำเร็จ พลังความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่อาจจะใช้คำว่าน่าหวาดกลัวมาบรรยายได้แล้ว นับว่าเหนือกว่าจินตนาการของจากเหยาโดยสิ้นเชิง
หลิวเซิ่งเฟิงที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย พ่ายด้วยน้ำมือเยี่ยนจ้าวเกอ
ซึ่งเท่าที่จางเหยารับรู้ ศิษย์พี่หญิงของตนปะทะกับหลิวเซิ่งเฟิงแล้ว ก็เป็นเพียงแค่สถานการณ์ที่เสมอกัน เช่นนั้นก็หมายความว่า แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น ก็ยิ่งเอาชนะเซี่ยโยวฉานได้เช่นกัน…
“ช่างเก่งกาจเสียจริง…” สาวน้อยใบหน้ากลมแทบจะพึมพำพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
บทที่ 163
เยี่ยนจ้าวเกอมายังเบื้องหน้าหลิวเซิ่งเฟิง
หลิวเซิ่งเฟิงหมอบอยู่บนพื้น ในดวงตาทั้งสองพลันมีแสงสีดำอันแปลกประหลาดไม่อาจคาดเดาได้ส่องประกายวาบผ่านไป
เขาก้มศีรษะลง เหมือนกับว่ากำลังลังเล
ครั้นรู้สึกได้ถึงเจตนาสังหารที่ไม่ปิดบังแม้แต่น้อยของเยี่ยนจ้าวเกอ หลิวเซิ่งเฟิงก็เงยหน้าโดยพลัน ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มอันถ่อมตนมีมรรยาทจนคล้ายกับประจบสอพลอ “เจ้าพูดถูก ดวงตาคู่นี้ของข้า ไม่รู้จักมังกรแท้จริงๆ นั่นแหละ ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าอีกไม่นานก็จะมีพลังเหนือกว่าเจ้าอยู่แล้ว จึงถือโอกาสลงมือเสียตอนนี้ แต่ความเป็นจริงพิสูจน์ว่าข้ามีตาหามีแววไม่ ไม่ต้องรอจนถึงหลังจากนี้ เพราะตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า นับแต่นี้ไป ข้าก็ควรหลบเลี่ยงเจ้า”
หลิวเฟิ่งเซิงกล่าวด้วยความสัตย์จริง “เจ้าผู้ยิ่งใหญ่มีพลังมากล้น อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับข้าเลย”
หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นกะพริบตาปริบๆ เหมือนกับว่าไม่เข้าใจสถานการณ์เบื้องหน้าอยู่บ้าง
ส่วนจางเหยากับจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นล้วนอ้าปากตาค้าง นี่คือคำพูดที่ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายสามารถกล่าวออกมาได้หรือ
นี่คือคำพูดที่ศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขาไร้พรมแดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภูผาพิภพสามารถกล่าวออกมาได้หรือ
นี่คือคำพูดที่หลิวเซิ่งเฟิงผู้โหดเหี้ยมอำมหิตหยิ่งยโส ใช้อำนาจบาตรใหญ่ก่อนหน้านี้จะสามารถกล่าวออกมาได้หรือ
ดูเหมือนว่าหลิวเซิ่งเฟิงกลับไม่ใส่ใจกับเรื่องเหล่านั้นแม้แต่น้อย เขาพูดกล่าวได้ลื่นไหลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ “เสื้อเกราะภูผาวิญญาณ อาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นนี้บนร่างกายข้า ข้ายินดีมอบให้เป็นการขออภัย”
เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า “แน่นอน เจ้าสังหารข้าก็สามารถเอาเสื้อเกราะไปได้เช่นกัน แต่หลายปีมานี้ข้าก็มีสะสมไว้อยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่ได้ล้ำค่านัก แต่ก็มีของที่พบเห็นได้น้อยอยู่บ้าง ล้วนมอบให้ได้ทั้งสิ้น”
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูหลิวเซิ่งเฟิง ไม่ได้พูดกล่าวอะไร
หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มกล่าวด้วยความสุภาพนุ่มนวล “เจ้าไม่ต้องกังวลว่าปล่อยข้าไปแล้วข้าจะเป็นอันตรายในภายหลัง เจ้าพูดแล้วนี่ ว่าข้ารังแกผู้อ่อนด้อยกว่าด้วยกลัวยอดฝีมืออย่างไรเล่า เมื่อรู้ชัดแล้วว่าเจ้าแกร่งกว่าข้า ข้าจะยังเข้าไปขนไข่ไก่กับหินได้อย่างไรเล่า และถ้าหากข้ายังหลบเจ้าไม่ทันน่ะหรือ สถานที่ที่เจ้าจะปรากฏตัวในภายภาคหน้า ข้าจะถอยให้สามเซ่อทันที เจ้าคือเยี่ยนผู้ไร้เทียมทานรุ่นใหม่ ต่อไปจะต้องเหมือนบิดาเจ้าอย่างแน่นอน เหมือนเช่นผู้สะเทือนสวรรค์ ผู้อาวุโสผู้สูงส่งในสำนักเจ้า กลายเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงสืบไป ข้ามันก็แค่ผู้เล็กผู้น้อยคนหนึ่ง เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจนัก คิดเสียว่าข้าเป็นแค่ลม ปล่อยข้าไปเถิด”
เขาเอ่ยพูดอย่างฉับไว คล้ายกับกลัวว่าหากตนเองพูดช้า เยี่ยนจ้าวเกอจะสังหารตนได้
จางเหยาไม่อาจดูต่อไปได้แล้วจริงๆ นางอดไม่ได้ที่จะกล่าว “ท่านไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนของตนเองนะ แต่ท่านเป็นศิษย์ของเขาไร้พรมแดนด้วย!”
“ข้าคือความอัปยศอดสูของท่านอาจารย์ วันนี้หากสามารถรักษาชีวิตกลับไปได้ หลังจากกลับสำนักแล้วยินดีรับโทษไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม” หลิวเซิ่งเฟิงกล่าวพร้อมหัวเราะร่า “แต่ตอนนี้ก็ไม่ได้จำเป็นต้องหยิบยกท่านอาจารย์มาพูด ถึงอย่างไรศิษย์น้องเยี่ยนผู้นี้…โอ้ ไม่ใช่สิ เป็นศิษย์พี่เยี่ยน ถึงอย่างไรศิษย์พี่เยี่ยนก็คงไม่เกิดความพะว้าพะวังภายใจด้วยเหตุนี้ หากเขาคิดไปเองว่าข้ากำลังคุกคามอยู่ เกิดโกรธยิ่งขึ้นในเวลาอันสั้น เช่นนั้นชีวิตน้อยๆ ของข้าจะไม่ยิ่งไม่มั่งคงหรอกรึ”
สตรีนางเดียวในเหตุการณ์อ้าปากตาค้าง มองดูหลิวเซิ่งเฟิงจนพูดไม่ออก
หลิวเซิ่งเฟิงไม่มองนางอีกต่อไป ทว่าหันกลับไปมองทางเยี่ยนจ้าวเกอ ดิ้นรนผุดกายลุกขึ้น ทั้งสองมือซ้ายขวากางออก ตบหน้าตนเองไปหลายครา “ข้าสมควรถูกตี ข้าสมควรได้รับโทษ ขอร้องเจ้าเพียงไว้ชีวิตข้าเท่านั้น”
เยี่ยนจ้าวเกอมองหลิวเซิ่งเฟิงอย่างสงบนิ่ง “ก่อนหน้านี้เจ้าบอกไม่ใช่หรือ ว่าเจ้ามองข้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ ต้องสังหารข้าเท่านั้น ถึงจะรู้สึกสบายใจ”
“ศิษย์พี่เยี่ยน นั่นข้าพูดจาเพ้อเจ้อ เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย” หลิวเซิ่งเฟิงรีบเร่งตบหน้าตนเองสองครา “สำหรับผู้ที่แกร่งกว่าข้า แต่ไหนแต่ไรล้วนเคารพนับถือนอบน้อม ข้าขอร้องเจ้าเพียงแค่ไว้ชีวิตข้าเท่านั้น อย่าสังหารข้า เจ้าให้ข้าทำสิ่งใด ข้าล้วนทำทั้งนั้น”
ชายหนุ่มไม่ตอบ เพียงยื่นมือออกไปคว้ากระบี่วิญญาณมังกรมรกตที่ยังฝังอยู่ในช่องเกราะภูผาวิญญาณบนร่างหลิวเซิ่งเฟิง จากนั้นก็กระตุกครั้งหนึ่ง
กระบี่อัสนีทองคำม่วงและดาบอัสนีบินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นพร้อมกัน ทอแสงแพรวพราวสอดประสานกับกระบี่วิญญาณมังกรมรกต
ขณะนี้หลิวเซิ่งเฟิงสิ้นแรงขยับกาย แม้ว่าเกราะภูผาวิญญาณบนกายเขาจะตอบสนองแรงกระตุ้น กระนั้นกลับเอาชนะอาวุธวิญญาณที่เยี่ยนจ้าวเกอขับเคลื่อนไม่ได้ จึงคลายตัวไปในทันที
“เกราะภูผาวิญญาณนี้ แน่นอนว่าต้องเชื่อฟังศิษย์พี่เยี่ยน” หลิวเซิ่งเฟิงไม่ใส่ใจนัก
จางเหยาอ้าปาก ไม่มีเสียงใดลอดออกมา
นั่นคืออาวุธวิญญาณเชียวนะ!
ต่อให้เป็นศิษย์สืบทอดหลักแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหมือนนาง เหมือนซือคงจิง เหมือนเฉาหยวนหลง เหมือนเซียวอวี่ เหมือนหลี่จิ้งหว่านเช่นนี้ ทั่วไปแล้วไม่อาจได้รับอาวุธวิญญาณเช่นกัน
อาวุธวิเศษระดับบนหรือไม่ก็อาวุธวิเศษระดับกลางสิถึงจะเป็นบรรทัดฐาน
โดยทั่วไปแล้ว ศิษย์สืบทอดหลักของกลุ่มอิทธิพลระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต้องสำเร็จระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเสียก่อร อาจารย์ถึงจะมอบอาวุธวิญญาณให้ ผู้ที่ไม่บรรลุขั้นเคียงนภาแต่มีอาวุธวิญญาณ ถ้าไม่ใช่โอกาสพิเศษที่ตนทัศนาจรอยู่ภายนอก ก็เป็นผู้ที่ภูมิหลังตระกูลไม่ธรรมดาสามัญเหมือนเยี่ยนจ้าวเกอ เซียวเซิง และหลินโจวเช่นนี้
ไม่ว่าจะเป็นข้อแรกหรือข้อสอง ก็ล้วนมีจำนวนน้อยยิ่ง
แม้จะเป็นเช่นนี้ สำหรับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์แล้ว อาวุธวิญญาณก็คือของล้ำค่ายิ่งชีพ
ถึงแม้ว่าชะตาชีวิตของหลิวเซิ่งเฟิงจะดูเหมือนอยู่ในกำมือของเยี่ยนจ้าวเกอ กระนั้นปฏิกิริยาโต้ตอบเช่นนี้ ก็ยังทำให้จางเหยางุนงงเพราะเขาอยู่ดี
ส่วนจอมยุทธ์วัยกลางคนที่บาดเจ็บสาหัสด้านข้าง ยิ่งทั้งริษยาทั้งขื่นขม ด้วยอิทธิพลฐานะเดิมของเขา ทั่วทั้งสำนักมีอาวุธวิญญาณเพียงแค่ชิ้นเดียวเท่านั้น ถือเป็นของล้ำค่ายิ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอรื้อเกราะภูผาวิญญาณของหลิวเซิ่งเฟิง พลันผุดยิ้ม “คงมีเคล็ดสังหารสินะ เพียงแต่ ข้าไม่สนใจรอว่าเคล็ดสังหารของเจ้าเป็นลักษณะเช่นไร”
สิ้นเสียงกล่าว กระบี่วิญญาณมังกรมรกตส่องประกายกระบี่วูบวาบ
หลิวเซิ่งเฟิงเบิกตาโพลง
กลางอากาศพลันมีเสียงทอดถอนใจทอดส่งมา เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยกับสุ้มเสียงนี้นัก เพราะมาจากซานสือเวิง ผู้อาวุโสจากเขาไร้พรมแดน
“สำนักเคราะห์ไม่ดี สำนักเคราะห์ไม่ดีเสียนี่”
ลมเมฆบนเกาะน้อยปรวนแปร มือยักษ์ประดุจขุนเขาข้างหนึ่งยื่นออกมา กลางฝ่ามือส่งแรงดูดมหาศาลรับเอาหลิวเซิ่งเฟิงไป
ซานสือเวิงกลับไม่ได้มาถึงที่แห่งด้วยตนเอง บัดนี้ยอดฝีมือจากหอคลื่นโหมทำให้เกิดผลอันน่าทึ่งผ่านการขับเคลื่อนค่ายกล
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ไม่เพียงแต่อยู่ในสายตาของซานสือเวิง ผู้มีอำนาจของสำนักอื่นๆ ก็เห็นอยู่ในสายตาเช่นกัน
แม้ว่าซานซือเวิงจะชรากว่าทุกผู้ทุกคน ทว่าบัดนี้ก็รู้สึกว่าบนใบหน้าร้อนผ่าวอยู่พักหนึ่ง
ขายหน้า ตั้งแต่ทะเลสาบปิดนภา ตลอดจนหนทางกลับเขาไร้พรมแดนเสียแล้ว!
“ศิษย์ผู้นี้จะถูกควบคุมตัวอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น ไม่ให้เขาก่อเรื่องอีก ข้ารับประกัน” ซานสือเวิงทอดถอนใจพลางกล่าวถึงเยี่ยนจ้าวเกอว่า “สหายน้อยเยี่ยนท่านนี้ ศิษย์ใต้สำนักข้าล่วงเกินไปมากยิ่ง ยังต้องขออย่าได้ถือโทษ และยินดีต้อนรับเจ้ามาเป็นแขกเขาไร้พรมแดนอีกครั้ง”
ประโยคสุดท้ายนี้ หมายความว่าจะมีการชดใช้เช่นกัน
“ผู้อาวุโสเกรงใจเกินไปแล้วแล้วขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้สนใจการชดเชยนัก เทียบกันแล้ว เขาอยากจะสังหารหลิวเซิ่งเฟิงเสียมากกว่า
คนผู้นี้กล่าววาจาไม่เข้าหู ข่มเหงผู้อ่อนด้อยหวาดกลัวยอดฝีมือ ไร้ยางอาย ยามเรืองอำนาจกำเริบเสิบสานอำมหิต ยามหมดอำนาจไร้ซึ่งจิตใจที่หยิ่งจะในศักดิ์ศรี
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง อาหู่และเซี่ยโยวฉานก็มาถึงแล้วเช่นกัน หลังจากทราบความเป็นมาเป็นไปของเรื่องราวแล้ว อาหู่ก็พลันแยกเขี้ยวยิงฟัน “น่าเสียดายที่อยู่บนเขตของหอคลื่นโหม น่าเสียดายที่มีผู้มีอำนาจแห่งเขาไร้พรมแดนเข้ามาแทรก ไม่อย่างนั้นต่อให้เขาเป็นคนของเขาไร้พรมแดน เขาก็ไปไหนไม่ได้”
เซี่ยโยวฉานและจางเหยาที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้ว ต่างก็สบตากันยิ้มขื่น
“คราวนี้หลิวเซิ่งเฟิงไม่มีหน้าเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาแล้วเป็นแน่” เซี่ยโยวฉานฟังการเล่าบรรยายของจางเหยาจบ นางก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอพลางชื่นชม “ศิษย์น้องเยี่ยน เจ้าแกร่งยิ่งกว่าในคำร่ำลือเสียอีก การประชุมฝ่านภาครานี้ แม้ว่าจะมีพวกศิษย์พี่สวีเข้าร่วม แต่เจ้าก็จะกลายเป็นผู้ล้ำเลิศเหนือคนอื่นเช่นกัน”
บทที่ 164
พิจารณาจากพลังฝึกปรือ ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครั้งนี้ยิ่งเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภา ล้วนระดับขั้นสูงกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ
ถึงแม้ว่าจอมยุทธ์ระดับขั้นฝ่านภาส่วนมากล้วนมุ่งบำเพ็ญเพียร น้อยนักจะออกมาเดินอยู่ภายนอก ทว่าการประชุมฝ่านภาก็เป็นสถานการณ์พิเศษ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โดยรวมของโลกแปดพิภพในปัจจุบันค่อนข้างตึงเครียด การประชุมฝ่านภาครานี้จึงยิ่งปรากฏความสำคัญ
พิจารณาจากพลังความสามารถแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถครองอันดับหนึ่งในการรวมตัวผู้มากความสามารถในการประชุมฝ่านภาได้
ทว่าระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นของเขา เอาชนะหลิวเซิ่งเฟิงในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย ก็มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะเป็นที่หนึ่งเพียงคนเดียวในการประชุมฝ่านภาครั้งนี้
ถึงอย่างไรหลิวเซิ่งเฟิงก็แตกต่างจากจอมยุทธ์ขั้นเคียงนภาทั่วไป
อย่าเพิ่งไปสนใจว่าด้านอื่นจะเป็นอย่างไร เพียงแค่พลังฝึกปรือและวรยุทธ์ เขาเป็นศิษย์สืบทอดหลักของเขาไร้พรมแดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภูผาพิภพเสมอมา แม้จะมีปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายหลายคนล้อมโจมตีเขาเพียงลำพัง เขาก็สามารถพลิกกลับมาเอาชนะได้
อย่างน้อยหากถามเซี่ยโยวฉาน หลิวเซิ่งเฟิงน่าจะเป็นสถานการณ์ครึ่งต่อครึ่ง แพ้หรือชนะต้องดูการสำแดงความสามารถ ณ สนามรบ
ดังนั้นบัดนี้มองดูเยี่ยนจ้าวเกอ เซี่ยโยวฉานชื่นชมชายหนุ่มด้วยน้ำใสใจจริง จางเหยาที่อยู่ข้างกายนางก็ยิ่งเลื่อมใสศรัทธา
เยี่ยนจ้าวเกอรับเอาเกราะภูผาวิญญาณของหลิวเซิ่งเฟิงมา เท่ากับซานสือเวิงยอมรับโดยปริยายแล้วว่ามันตกเป็นของเขาแล้ว
‘หากข้าเปิดนิทรรศการของที่ยึดมาได้จากคู่ต่อสู้ ทุกอย่างล้วนเป็นอาวุธต่อสู้ติดป้ายของศิษย์สืบทอดแต่ละสำนัก โดดเด่นน่ะโดดเด่น แต่จะถูกยกพวกตะลุมบอนเพราะกำแหงเกินไปหรือไม่เล่า’
มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกครั้งหนึ่ง ก่อนกล่าวกับเซี่ยโยวฉานว่า “ศิษย์พี่เซี่ยชมเกินไปแล้ว”
ชายหนุ่มมองบริเวณโดยรอบ บัดนี้เกาะน้อยเละเทะไปทั้งผืน เขาเอ่ยด้วยท่าทางทุกข์ใจจากความรู้สึกผิดอยู่บ้าง “นี่อาจสร้างความเสียหายมหาศาลกว่าที่เจ้าตัวใหญ่ตัวนั่นทำเสียอีก”
หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นถูไถเขาแล้วถูไถอีก แววตาปรากฏความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอย่างยิ่ง
เซี่ยโยวฉานเอ่ย “ไม่เป็นไร มูลเหตุนั้นเกิดจากตัวหลิวเซิ่งเฟิง ผู้อาวุโสสำนักข้าจะเจรจากับผู้อาวุโสซานสือเวิงแห่งเขาไร้พรมแดนเอง”
หลังจากนั้นทุกคนก็เตรียมตัวออกเดินทางกลับเกาะปิดนภา
กลับไปครานี้ ทุกคนล้วนได้นั่งอยู่บนตัวหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้น เจ้าทึ่มนี้ก็ไม่กลัวคนแปลกหน้าเช่นกัน บรรทุกทุกคนเดินทางเหยียบย่ำน้ำไป
ยกเว้นแต่เพียงจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นคนเดียวเท่านั้น หมีสยงเมายักษ์เองก็ผูกพยาบาทเช่นกัน จำได้ว่าตอนนั้นอีกฝ่ายยิงมันในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้ายขณะที่มันกำลังเลื่อนขั้น
เพียงแต่แม้ว่าจะไม่ให้เขาขึ้นขี่ แต่มันก็ก่อกระแสน้ำสีดำสายหนึ่งออกมาด้านหน้า เพื่อประคองเขาไว้ พากลับเกาะปิดนภาพร้อมกัน
จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นี้ฐานะเดิมอยู่ที่ขุมกำลังใกล้ชิดกับหอคลื่นโหม หน้ามืดขออนุญาตหอคลื่นโหมเข้ามาทะเลสาบปิดนภาเพื่อหาโชค แต่กลับก่อเรื่องบนอาณาเขตทะเลสาบปิดนภา หอคลื่นโหมต้องมีการแสดงท่าทีไม่มากก็น้อยถึงจะใช้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นี้บาดเจ็บหนักหน่วงยิ่ง หากรักษาให้รอดพ้นอันตรายไม่ทันกาล ยากจะเลี่ยงอันตรายถึงแก่ชีวิต ดังนั้นเซี่ยโยวฉานจึงตัดสินใจพาเขากลับเกาะปิดนภา
การที่นั่งอยู่บนหมีสยงเมายักษ์ จางเหยาเปี่ยมล้นไปด้วยความสนุกสนานยิ่ง อาหู่ก็ยิ้มแฉ่งเช่นกัน อย่างไรเสียปี่เซียะภูเขาก็หาพบได้ยาก
เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสับสนอยู่บ้างเช่นกัน มองดูหมีสยงเมายักษ์ที่คล้ายกับช้างตัวน้อยด้านล่างบั้นท้ายตนด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“ลักษณะภาพมันช่างประหลาดอยู่บ้างจริงๆ…” เยี่ยนจ้าวเกอสังเกตคนอื่นๆ ด้วยความระมัดระวัง ทว่าคนอื่นล้วนไม่ใส่ใจ กลับจะสนุกสนานอย่างมากเสียด้วยซ้ำไป นี่ทำให้เขาสบายใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ชายหนุ่มเอ่ยถามเซี่ยโยวฉานว่า “ศิษย์พี่เซี่ย ที่แห่งนี้ของพวกท่าน มีโลหะเพลิงแดงกับโลหะแสงเย็นบ้างหรือไม่”
เซี่ยโยวฉานกล่าวตอบ “ล้วนแล้วแต่พบได้บ่อยยิ่ง แหล่งแร่ผลิตออกมาอย่างเพียงพอ แม้ว่าแถบทะเลสาบปิดนภาจะไม่มีสายแร่ แต่บนเกาะปิดนภาก็มีเก็บไว้อยู่บ้าง เจ้าต้องการรึ”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ยังคงต้องขอให้ศิษย์พี่เซี่ยช่วยเหลือข้าติดต่อสักหน่อย ในด้านราคานั้นจะไม่ทำให้สำนักท่านเสียเปรียบ”
นางมองหมีสยงเมายักษ์ ยิ้มกล่าว “เจ้าต้องการให้อาหารเจ้าตัวใหญ่นี่หรือ เช่นนั้นก็คงต้องตระเตรียมให้มากหน่อย”
“จริงดังว่า” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเจื่อน
ทุกคนพูดคุยหัวเราะ จนกลับมาถึงบนเกาะปิดนภา เยี่ยนจ้าวเกอก็กล่าวลาเซี่ยโยวฉานและจางเหยา ก่อนจะพาอาหู่และหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นกลับเรือนไม้ไผ่ที่พำนักของตน
เมื่อขึ้นไปบนชั้นสองของเรือนไม้ไผ่ เขาก็พบเงาร่างของคนคนหนึ่งอยู่ภายในห้องอยู่แล้ว
อีกฝ่ายยืนอยู่บริเวณริมหน้าต่าง เหม่อมองไปบนพื้นทะเลสาบไกลออกไป ขณะเยี่ยนจ้าวเกอเดินขึ้นมา เขาก็หันกายกลับมา “จ้าวเกอกลับมาแล้วหรือ”
ใบหน้าของแขกผู้มาเยือนผ่ายผอม ทว่าแลดูสง่างามและมีความรู้ หนวดเครายาวสามปอยลู่ลงมาตรงหน้าอก เป็นฟางจุ่นนั่นเอง
เยี่ยนจ้าวเกอคำนับฟางจุ่น “ท่านอาจารย์ลุงรอง”
“ข้ารู้เรื่องราวของหลิวเซิ่งเฟิงแห่งเขาไร้พรมแดนแล้ว ไม่ใช่ความผิดของเจ้า ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ” ฟางจุ่นกล่าว “ข้ามาครานี้เพื่ออีกเรื่องหนึ่ง”
ชายหนุ่มผงกศีรษะ ฟังฟางจุ่นกล่าวต่อเนื่องต่อไป
ฟางจุ่นเอ่ยพูดช้าๆ ว่า “เกี่ยวกับภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่เจตนาก่อจลาจลที่ปฐพีพิภพ ตำหนักอัสนีสวรรค์สืบสวนจนได้เบาะแสสำคัญและยึดของกลางได้แล้ว”
อารมณ์สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอชะงักงันเล็กน้อย “บึงน้ำไร้ขอบเขตหรือขอรับ”
“ไม่ผิด ภาคีนี้แทรกซึมเข้าไปลึกว่าที่คาดการณ์ไว้” ฟางจุ่นพยักหน้า “ไม่ใช่แค่เพียงจอมยุทธ์เหล่านั้นที่ไม่พอใจดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกของพวกเราเท่านั้น แต่ภายในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ ก็มีคนของพวกเขาเช่นกัน!”
ตาดำเยี่ยนจ้าวเกอพลันหดเล็กลงทันที ฟังฟางจุ่นพูดต่อไปว่า “ครานี้ตำหนักอัสนีสวรรค์สืบสวนและจับกุมสมาชิกของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตได้ที่ส่วนในของพวกเขา ได้รับข่าวสารที่มีประโยชน์เหลือหลาย เป้าหมายของการทำลายทะเลสาบ ก็คือต้องการทำให้นพยมโลกในตำนานนั้นบังเกิดขึ้นในโลกแปดพิภพ”
สีหน้าท่าทางของฟางจุ่นในขณะนี้ ก็มีความหนักแน่นจริงจังและอึมครึมอยู่บ้าง
ส่วนสีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอเคร่งขรึมจริงจังเช่นเดียวกัน ภายในหัวเกิดความคิดมากมายโลดแล่น
‘ที่ปฐพีพิภพนั่น มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะมีรอยแตกเป็นทางสัญจรทะลุไปยังนพยมโลกจริงๆ แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันใด มีพลังบางประเภท ปรามปราบอุดรอยแตกนี้เอาไว้’
หัวคิ้วเยี่ยนจ้าวเกอขมวดปมขึ้นมา ‘เป้าหมายสูงสุดของคนในภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ก็คือต้องการเปิดรอยแตกนั้นออกโดยแท้ ทำให้นพยมโลกบังเกิดใช่หรือไม่ ปีศาจสันทัดในการปลุกปั่นหัวใจคน เจาะทะลวงจิตใจมนุษย์เป็นรูรั่ว จนท้ายที่สุดกลายร่างเป็นปีศาจ ทั้งยังเชี่ยวชาญในการหลบซ่อน มีมากจนยากจะป้องกัน หานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวาน ดูท่าทางเขาเพียงมีความคิดรุนเรงเท่านั้น แต่กลับไม่เหมือนว่ากลายเป็นปีศาจไปจริงๆ …’
‘คนที่เหมือนกับเขา คิดอยากจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบันของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกที่เหนือกว่า เปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน คว้าเอาอนาคตใหม่มา จอมยุทธ์ที่เดิมก็มีฐานะอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก จะเป็นเพราะเหตุใดได้เล่า มีความปรารถนาภายในใจ จากนั้นถูกปลุกปั่น ขยับขยายความปรารถนาไม่หยุด หลงใหลกลายเป็นพวกมันอย่างช้าๆ สินะ’
ความรู้สึกนึกคิดเป็นพันหมื่นเกิดขึ้นภายในใจของเยี่ยนจ้าวเกอ หลังจากเขาเก็บงำความคิดไว้แล้ว เขาก็มองไปยังฟางจุ่น
ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะหนักหนาสาหัส แต่ฟางจุ่นยังคงรอคอยเยี่ยนจ้าวเกอวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ด้วยความอดทน ครั้นเห็นชายหนุ่มกลับมาจากภวังค์ความคิด เขาจึงพูดต่อ “แม้ตำหนักอัสนีสวรรค์จะไม่ได้พูด แต่ลู่ทางข่าวสารของอัสนีพิภพชัดเจนว่าสืบสวนและจับหนอนบ่อนไส้จากภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตที่ซ่อนตัวอยู่ในบรรดาพวกเราได้ เป็นฝีมือของหลินเทียนเฟิง เขาทำเช่นนี้ ยิ่งได้เปรียบในการแข่งขันชิงตำแหน่งประมุขภายในตำหนักอัสนีสวรรค์มากขึ้น”
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง
หลินเทียนเฟิงก็คือบิดาของหลินโจว คุณชายฟ้าคำรน
ชายหนุ่มมองไปทางฟางจุ่น “ตำหนักอัสนีสวรรค์ได้รับข่าวสารอันเอื้ออำนวยมากมาย ในนั้นรวมไปถึงฐานะหนอนบ่อนไส้ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ภายในห้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่แห่งอื่นๆ ด้วยหรือขอรับ”
“ถูกต้อง” ฟางจุ่นผงกศีรษะ น้ำเสียงโอนอ่อนผ่อนคลาย “อีกทั้งยังอยู่ในการประชุมฝ่านภาครั้ง อยู่ในทะเลสาบปิดนภาแห่งนี้ด้วย ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกำลังจะก่อจลาจลอีกครั้ง”
บทที่ 165
เยี่ยนจ้าวเกอฟังคำกล่าวของฟางจุ่นแล้ว ก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ คำหนึ่ง “อยู่ในการประชุมฝ่านภาครานี้ด้วยหรือขอรับ”
ฟางจุ่นเอ่ย “ข้าเองก็เพิ่งจะรับรู้เมื่อไม่นานมานี้ ว่าสายน้ำที่ไหลมาสู่ทะเลสาบปิดนภามีต้นน้ำมาจากปฐพีพิภพ”
ชายหนุ่มลูบคางของตนเอง เอ่ยเสียงเบา “นอกจากคนรุ่นเยาว์ของเช่นพวกข้าที่เข้าร่วมการประชุม แต่ละสำนักล้วนมีรุ่นอาวุโสรั้งท้ายคณะเพื่อคุ้มกันมาด้วย ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตกล้าลงมือ เช่นนั้นก็หมายความว่าในบรรดายอดฝีมือมหาปรมาจารย์ที่นำคณะครานี้ จักต้องมีคนของพวกเขาอยู่เป็นแน่”
ฟางจุ่นยิ้มน้อยๆ “อีกทั้งในฐานะเจ้าภาพ สามารถควบคุมค่ายกลที่แห่งนี้ได้ ท่านนั้นของหอคลื่นโหมต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน”
เขายิ้มพลางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ไม่แน่ว่าข้าเองก็มีปัญหาเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอมองฟางจุ่นเช่นเดียวกัน ใบหน้าเจือรอยยิ้มเล็กน้อย “เช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงภาวนาให้ท่านไม่มีปัญหาเท่านั้นแล้ว ไม่อย่างนั้นชะตาชีวิตข้าก็รักษาไว้ไม่ได้ทันที”
“ต่อให้ข้ามีปัญหา ก็คงสังหารจ้าวเกอไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้นหรอก” ฟางจุ่นหลุดหัวร่อพลางส่ายศีรษะ “หากข้ามีปัญหา จับเจ้าไว้ก็เพื่อต่อกรกัศิษย์น้องเยี่ยน ไม่ใช่แค่ทำให้เจ้าลำบากเท่านั้น เพียงแต่ศักยภาพและพรสวรรค์ของเจ้า รู้สึกได้ว่าจะเป็นศิษย์เก่งกว่าอาจารย์แล้วนะ”
ฟางจุ่นถอนใจ “ผ่านไปสิบกว่าปี…ไม่สิ อาจจะใช้เวลาอีกไม่กี่ปีเท่านั้น ไม่ว่าผู้ใดก็ล้วนจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับการมีอยู่ของเจ้า เผชิญหน้าเจ้า เพียงเพราะว่าเจ้าคือเยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น ไม่ใช่บุตรของเยี่ยนตี๋”
ชายหนุ่มยิ้มกล่าว “ท่านอาจารย์ลุงรองกล่าวชมจนข้าเขินไปหมดแล้วขอรับ”
อาจารย์ลุงรองหัวเราะเบิกบาน ก่อนหัวข้อสนทนาจะกลับสู่ประเด็น “ภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตต้องการทำให้นพยมโลกเยื้องกรายสู่โลกมนุษย์ พวกมันชั่วร้ายเช่นเดียวกับโลกปีศาจอัคคี ซึ่งเป็นศัตรูร่วมของทั่วทั้งโลกแปดพิภพ ปัจจุบันพวกเราคุมเชิงอยู่กับปีศาจอัคคี ยังคงครองความได้เปรียบเล็กน้อยอยู่กลายๆ แม้ว่าปีศาจอัคคีจะหุนหันพลันแล่นกระตือรือร้นจะต่อสู้ แต่ก็ไม่ได้กำเริบเสิบสานไม่เกรงกลัวผู้ใดถึงเพียงนั้น หากนพยมโลกมาถึง เช่นนั้นโลกแปดพิภพอาจถูกศัตรูขนาบหน้าหลัง และปีศาจอัคคีอาจฉวยโอกาสนี้รุกเข้าโจมตีเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้า “ไม่ผิดหรอกขอรับ เมื่อรังคว่ำแล้วไซร้ไข่ย่อมแตก ดังนั้นตำหนักอัสนีสวรรค์ถึงได้นำข่าวสารมาแบ่งปันกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อีกห้าแห่งอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้สินะ แน่นอน ข้าเดาว่าสำนักเรากับเมืองทะเลมรกตและเขาไร้พรมแดนคิดอยากจะได้ข่าวสาร ก็จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยเช่นกัน”
เขามองไปยังฟางจุ่น อีกฝ่ายผุดยิ้ม “ไม่ผิด นี่เป็นเรื่องที่ธรรมดาอย่างยิ่ง”
ชายหนุ่มเงยหน้าครุ่นคิดเล็กน้อยครู่หนึ่ง ‘ครั้งนี้คงไม่ค่อยสะดวกให้เมืองทะเลมรกตสืบหาเรื่องของหลินโจวกับวิชาคมเชือกเสียแล้ว’
ก่อนหน้านี้ทางตำหนักอัสนีสวรรค์จะส่งข่าวคราวมา ไม่เพียงแค่เยี่ยนส่านเท่านั้น หลินโจวเองก็จะไม่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครานี้อย่างแน่นอนแล้วเช่นกัน
ในการต่อสู้แย่งชิงดวงตาราชันสายฟ้า เยี่ยนจ้าวเกอโจมตีหลินโจวจนบาดเจ็บ สุดท้ายอีกฝ่ายถูกบีบบังคับจนต้องหลีกหนีไปโดยอาศัยหยกเปลี่ยนโลหิตเป็นธารแสง
ถึงแม้ว่าจะตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ ทว่าตนเองก็เลือดลมเสียหายเช่นกัน บาดเจ็บซ้อนบาดเจ็บ ยากจะฟื้นความแข็งแกร่งกลับมาได้ภายในเวลาอันสั้น ต่อให้มาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ก็ยากจะกระทำได้เช่นกัน
นอกจากนี้ เมืองทะเลมรกตก็กำลังจับตามองอยู่ รอที่จะซักถามเรื่องวิชาคมเชือกกับเขา
ทว่าถึงจะมีเรื่องพรรค์นี้ เมืองทะเลมรกตอยากสืบสาวราวเรื่องก็ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย
แม้ว่าข้อมูลข่าวสารจากทางตำหนักอัสนีสวรรค์จะชัดเจน ทำลายหนอนบ่อนไส้ของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขต ซึ่งก็เป็นฝีมือของหลินเทียนเฟิง บิดาของหลินโจว ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความมั่นใจอยู่เก้าส่วน ฟันธงได้ว่าภายในต้องมีความเกี่ยวโยงกับหลินโจวเป็นแน่
“เหอะ เล่นใหญ่ดีจริงๆ!” เยี่ยนจ้าวเกอจุ๊ปากชื่นชม “ครานี้ตำหนักอัสนีสวรรค์ได้รับมากมายยิ่ง”
เรื่องอื่นไม่ต้องเอ่ยถึง ครั้งนี้หอคลื่นโหมติดหนี้น้ำใจครั้งใหญ่ของตำหนักอัสนีสวรรค์เสียแล้ว
ในส่วนในของโลกแปดพิภพในปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์ที่ลึกซึ้งเช่นนี้ จุดยืนของหอคลื่นโหมโน้มเอียงมากเกินไป ช่างละเอียดอ่อนนัก
เยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับไปมองฟางจุ่น “โอ้ พูดเสียนานนม ท่านอาจารย์ลุงรอง หนอนบ่อนไส้ของสำนักพวกเราคือผู้ใดหรือ และการประชุมฝ่านภาครานี้ มหาปรมาจารย์ที่มีปัญหาคือผู้ใดบ้างหรือขอรับ”
“ข้าส่งสารกลับสำนักเรียบร้อยแล้ว เหล่าท่านอาจารย์ทั้งหลายจะจัดการเอง” ฟางจุ่นรายงานนามของคนผู้หนึ่งออกไปแล้ว จากนั้นจึงเอ่ยเสริมว่า “ทางด้านตำหนักอัสนีสวรรค์รู้เพียงว่าเป็นคนผู้นี้เท่านั้น ส่วนยังมีคนอื่นอีกหรือไม่ก็ยังไม่อาจรู้ได้ สำนักยังคงไม่สามารถผ่อนปรนการระแวดระวังได้”
ชายหนุ่มพยักหน้า
ฟางจุ่นกล่าวต่ออีกว่า “ส่วนการประชุมฝ่านภาครานี้ นอกจากหอคลื่นโหมผู้นั้นแล้ว เดิมน่าจะยังมีอีกสามคน ตำหนักอัสนีสวรรค์เดิมก็ควรจะมีคนของภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตนำคณะ ทว่าตอนนี้ได้ถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก “เช่นนั้นก็หมายความว่า เดิมทีน่าจะมีสี่คน ถูกจัดการไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วนหนึ่งคนในนั้นครอบครองความได้เปรียบ มีโอกาสทำสำเร็จจริงๆ”
“ไม่เพียงแต่หนอนบ่อนไส้เท่านั้น สมาชิกภาคีบึงน้ำไร้ขอบเขตนอกเหนือจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก คราวนี้ก็อาจจะจู่โจมที่นี่เช่นกัน ก่อการพร้อมกัน” ฟางจุ่นกล่าว “เพื่อให้สามารถหว่านแหจับกุมได้มากที่สุด ฉะนั้นนอกจากหนอนบ่อนไส้ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ถูกสืบสวนและจับกุมแล้วผู้นั้น ยอดฝีมือจากบึงน้ำไร้ขอบเขตคนอื่นที่เปิดเผยตัวตนแล้ว พวกข้าล้วนไม่รู้สึกแปลกใจ ทว่าหอคลื่นโหมมียอดฝีมือจำนวนมากยิ่งว่าไปซุ่มโจมตีอยู่ที่นั่นแล้ว”
เขามองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ ”แต่พวกเจ้ากลับเป็นคนสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ยามเรื่องเกิดจริงๆ ต้องระมัดระวัง หาทางหลีกเลี่ยงให้ทันกาล”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “ข้ารู้สึกว่าพวกข้าไม่ได้เป็นคนสำคัญแล้วขอรับ หากไม่ใช่เพื่อจะเลี่ยงแหวกหญ้าให้งูตื่น จริงๆ แล้วพวกข้าแยกย้ายกลับสำนักตนก็ได้”
ฟางจุ่นเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “การประชุมยังคงเป็นการประชุม ขั้นเคียงนภาระยะต้นเช่นจ้าวเกอ ต่อสู้ชนะศิษย์สืบทอดของเขาไร้พรมแดนที่อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะท้าย ไม่ใช่ว่าเพิ่งเพิ่มพูนชื่อเสียงและอิทธิพลให้แก่กว่างเฉิงของข้าอีกคราหรอกหรือ อีกฝ่ายต้องการลงมือ ก็จำเป็นต้องใช้เวลาตระเตรียมอยู่บ้าง”
“จริงๆ แล้ว หากไม่ใช่เพราะอันตรายจนเกินไป นี่นับเป็นการฝึกฝนที่ดีที่สุดสำหรับคนวัยเยาว์อย่างพวกเจ้าแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ “คำกล่าวนี้สอดคล้องกับเหตุผลขอรับ”
ฟางจุ่นลุกขึ้นเดินออกไปทางข้างนอก “ทางด้านพวกข้าก็มีเรื่องมากมายยิ่งเช่นกัน ยังต้องเตรียมการ จ้าวเกอรู้ดีแก่ใจก็ดีแล้ว เตรียมตนเองให้พร้อม ความผิดปกติอาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา”
“ท่านอาจารย์ลุงรองโปรดวางใจ ข้าเข้าใจดีขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอส่งอีกฝ่ายออกไปแล้ว จึงตะโกนเรียกอาหู่เข้ามา บอกกล่าวกับเขาล่วงหน้า
อาหู่เบิกตาโพลง “คุณชาย เวลาสร้างความดีความชอบของท่านมาถึงอีกแล้ว!”
ชายหนุ่มกลอกตาขาว “…ข้าไม่อยากอาศัยเหยื่อปลาเพื่อมาสร้างความดีความชอบ แต่สิ่งที่ควรค่าแก่การปลอบใจก็คือ ครานี้มีคนกลุ่มหนึ่งติดตามไปพร้อมกับข้า”
ไม่นานนักเซี่ยโยวฉานก็นำโลหะเพลิงแดงกับโลหะแสงเย็นส่งมา หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอใช้วิชาลับจัดการแล้ว ก็ส่งหน้าที่ในการเลี้ยงหมีสยงเมายักษ์ให้อาหู่
“คุณชายขอรับ นั่นท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ” อาหู่เอ่ยถามด้วยความใครู่รู้
เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ฝึกฝน อีกเดี๋ยวจะมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ปรารถนางานที่ดี เครื่องมือจำต้องดีเสียก่อนอย่างไรเล่า”
อาหู่รู้สึกว่าสมองตนเองตามไม่ทันอยู่เล็กน้อย “แต่ว่าอีกเดี๋ยวการประชุมฝ่านภาจะเริ่มขึ้นแล้ว เวลาสั้นเช่นนี้ท่านจะฝึกฝนอะไรเล่าขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มทว่าไม่พูดกล่าว
ก่อนหน้านี้เกรงว่าจะเลื่อนขั้นรวดเร็วเกินไป ก่อให้เกิดความกังขา ทว่าบัดนี้สถานการณ์พิเศษนัก เช่นนั้นพลิกแพลงให้ว่องไวสักหน่อยก็พอ
นิ้วมือเยี่ยนจ้าวเกอแตะสัมผัสดวงตาขวาของตนเบาๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็มีข้ออ้างที่ดีอยู่ข้อหนึ่งแล้ว
ชายหนุ่มมาถึงด้านข้างหน้าต่าง มองดูทะเลสาบปิดนภาเบื้องหน้าที่มีเมฆหมอกและควันลอยวนเวียน แววตาของเขาเหม่อลอยอยู่บ้าง “นพยมโลก…”