16-20

บทที่ 16
เมื่อออกมาจากเขตใจกลางหุบเหว แล้วได้รับการกระตุ้นจากปราณพิษอันเข้มข้น เฉาหยวนหลงที่หมดสติอยู่ก็ฟื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ชั่วพริบตาที่ตื่นขึ้นมานั้น ความรู้สึกนึกคิดของเฉาหยวนหลงยังคงหยุดอยู่ที่ช่วงเวลาของการปะทะกับเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้

สิ่งที่ฉายชัดอยู่ในหัวสมองคือภาพที่โล่ใบหนึ่งขยายขนาดใหญ่ขึ้นปิดฟ้าบังตะวัน จนสุดท้ายก็กระแทกเข้าที่หัวของเขาอย่างจัง

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้ ในใจของเฉาหยวนหลงก็พลันเดือดพล่าน

แต่เมื่อเทียบกับความโกรธแค้นในใจแล้ว เวลานี้รู้สึกข้องใจสงสัยมากยิ่งกว่า

เยี่ยนจ้าวเกอเก่งขึ้นขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

นี่คือเยี่ยนจ้าวเกอคนเดียวกับในความทรงจำของเขาหรือ?

การพบกันอีกใรครั้งนี้ จริงอยู่ที่วรยุทธ์ของเยี่ยนจ้าวเกอก้าวหน้าไปมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในความคาดหมายของเฉาหยวนหลง แต่เขาก้าวหน้าไปมากขนาดนี้ กลับทำให้มุมมองของเฉาหยวนหลงผิดเพี้ยนไปโดยสิ้นเชิง

เมื่อหลุดออกจากห้วงความคิด พลันมีความรู้สึกแสบร้อนเจ็บปวดขึ้นมา ความรู้สึกโกรธแค้นยากที่จะระงับก็ลุกโชนในใจเฉาหยวนหลงอีกครั้ง

เมื่อเขาทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของตนเองได้แล้ว เขาก็ยิ่งโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เพราะคิดไม่ถึงว่าตนเองกับศิษย์ร่วมสำนักจะถูกเยี่ยนจ้าวเกอขับไล่ออกมาจากเขตใจกลางหุบเหว

เฉาหยวนหลงมองศิษย์สำนักสุริยันที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ตรงหน้า อ้าปากคิดอยากจะเอ่ยวาจา แต่คำพูดทั้งหมดกลับอัดอั้นอยู่ในใจ ไม่อาจส่งเสียงใดๆ ออกมา

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ล้วนแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่มีผู้ใดกล้าสบตาเฉาหยวนหลงตรงๆ ในตอนนี้

แม้ว่าจะโดนเยี่ยนจ้าวเกอเล่นงานจนบาดเจ็บ ฝ่ามือโดนแทงทะลุ ทว่าเฉาหยวนหลงก็ไม่ใช่บุคคลที่พวกเขาจะเข้าไปหาเรื่องได้

เฉาหยวนหลงมีนิสัยที่เข้มงวด และในยามนี้ก็กำลังอยู่ในอารมณ์ขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไปทำให้เขาโมโหขึ้นมาอีก ตนเองได้ซวยแน่

เพียงแต่ว่า ก่อนหน้านี้ทุกคนทั้งเคารพทั้งเกรงกลัวเฉาหยวนหลง ทว่าตอนนี้หลงเหลือเพียงความเกรงกลัว ไม่มีความเคารพหลงเหลืออยู่แล้ว

บางคนไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า แต่กลับดูถูกอีกฝ่ายอยู่ในใจ ‘โดนเยี่ยนจ้าวเกอแห่งสำนักเขากว่างเฉิงเล่นงานเสียยับเยินถึงเพียงนั้น ก็เก่งแค่อวดเบ่งต่อหน้าพวกเรานี่แหละ’

‘แน่จริงก็ไปทำอวดต่อหน้าเยี่ยนจ้าวเกอสิ ไอ้คนกลัวแข็งรังแกอ่อน!’

‘ที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะแกสู้เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ไม่ใช่หรืออย่างไร ไม่อย่างนั้นตอนนี้พวกเราคงเป็นฝ่ายไล่พวกนั้นออกไปจากเขตใจกลางหุบเหวแล้ว’

เฉาหยวนหลงสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง พยายามบังคับให้ตนเองใจเย็นลง

มีเพียงชั่วครู่หนึ่งที่เขาอยากจะวิ่งกลับไปสู้กับเยี่ยนจ้าวเกอให้รู้แล้วรู้รอดกันไป ถ้าจะแพ้จนน่าอับอายมากขนาดนี้ สู้ไปตายเสียตรงนั้นยังดีกว่า แต่พอคิดทบทวนถึงการปะทะกันเมื่อครู่อีกครั้ง ก็ยิ่งทำให้เฉาหยวนหลงเก็บกดมากขึ้นอีก

เพราะเขาพบว่า ต่อให้เขาคิดจะสู้ตายกันไปข้างหนึ่ง ก็คงจะไม่มีทางเป็นอย่างที่เขาหวัง และมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะต้องอับอายมากกว่าเก่าอีก

ความห่างชั้นของทั้งสองค่อนข้างมาก หากไม่ใช่ว่าเขามีนิสัยอดทนอดกลั้น ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แล้วล่ะก็ ตอนนี้เขาคงจะรู้สึกสิ้นหวังมากแน่ๆ

“เรื่องที่ศิษย์พี่เซียววานมา พวกเราทุ่มเทเวลาไปตั้งมากมาย ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เบาะแสมา ไม่สู้พวกเราไปทำเรื่องนั้นกันก่อนดีหรือไม่” ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างระมัดระวัง

อีกครึ่งประโยคหลังที่เหลือ เขากลับไม่ได้เอ่ยออกมา ที่แท้แล้วเขาคิดจะเอ่ยว่า ‘อีกไม่นานศิษย์พี่เซียวก็จะมาที่ปราการมังกรแล้ว ถึงเวลานั้นค่อยไปหาเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อแก้แค้นก็ได้’

เขาไม่พูดคำพูดนี้ออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้คำพูดของตนเองไปกระทบจิตใจเฉาหยวนหลง

แต่เฉาหยวนหลงเองก็ไม่ใช่คนโง่ จะไม่เข้าใจคำพูดที่อีกฝ่ายจงใจละไว้และความนัยได้อย่างไร

เขากวาดสายตามองศิษย์ร่วมสำนักทุกคนที่อยู่ตรงหน้า แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดเปิดเผยออกมา แต่เฉาหยวนหลงก็สามารถคาดเดาความคิดที่อยู่ภายในใจของทุกคนได้บ้าง

อย่างไรเสีย เขาเองก็แพ้ยับเยินในการต่อสู้กับเยี่ยนจ้าวเกอเมื่อสักครู่ แทบจะแพ้เสียจนไม่มีชิ้นดี

หลังจากมองทุกคนด้วยสายตาเย็นชาครั้งหนึ่งแล้ว เฉาหยวนหลงก็ไม่คิดจะพูดอะไรให้มากความ จึงเอ่ยไปว่า “ดี จัดการเรื่องนั้นกันก่อน”

เขากล่าวจบก็ออกเดินนำไป คนที่เหลือต่างก็พากันถอนหายใจโล่งอกอย่างเงียบๆ จากนั้นถึงเดินตามเขาไป

ใบหน้าของเฉาหยวนหลงไร้ซึ่งอารมณ์ ทว่าภายในใจกลับคล้ายมีคลื่นยักษ์โหมซัด ‘ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก! จะต้องรีบหาทางบรรลุระดับปรมาจารย์จิตราชั้นนอกโดยเร็วที่สุด จากนั้นก็จะสามารถฝึกวิชานั้นต่อได้ วิชาที่มีไว้เพื่อยับยั้งมังกรเขียวในชายเสื้อของเยี่ยนจ้าวเกอโดยเฉพาะ ถึงตอนนั้นแม้เจ้านั่นจะบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์จิตราชั้นนอกแล้วเช่นกันก็ไม่เป็นไร’

‘แค้นในวันนี้ ข้าจะต้องชำระแน่นอน หากไม่ซัดเจ้าเยี่ยนเจ้าเกอให้กลายเป็นผุยผงแล้วเหยียบซ้ำอีกสักหน่อย ข้าสาบานว่าจะไม่ขอเป็นคน!’


ณ เขตใจกลางหุบเหวปราการมังกร เหลือเพียงคนของเขากว่างเฉิงที่กำลังทำการสำรวจและพักผ่อน บ้างก็กำลังเก็บรวบรวมสิ่งของที่มีเฉพาะในปราการมังกร บ้างก็กำลังเล่นอยู่กับเจ้าภูตแมวแสงตัวน้อย

เตาผลึกหินชั้นในยังคงสั่นสะเทือน และยังไม่หยุดดูดกลืนของเหลวสีทองเข้าไปเพื่อชำระล้างตนเอง

เยี่ยนจ้าวเกอนั่งอยู่ด้านข้างเตาผลึกหินชั้นใน พลางหลับตานั่งทำสมาธิ

จู่ๆ อาหู่ก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วรายงานว่า “คุณชาย กลุ่มของเฉาหยวนหลงเหมือนจะเข้ามาที่นี่เพื่อตามหาบางสิ่งโดยเฉพาะ แต่ยังไม่แน่ว่าเป็นคนหรือว่าสิ่งของ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร

อาหู่กล่าวต่อว่า “จริงสิ คุณชายขอรับ ทางสำนักเองก็เก็บอวนกันแล้ว ทางท่านเจ้าสำนักและนายท่านก็ดูเหมือนจะได้ปลาตัวใหญ่มาจำนวนไม่น้อย”

“ยังมีอีกเรื่องขอรับ ชื่อหลิง กากเดนหัวหน้าค่ายห้าวิญญาณและก็มาที่หุบเหวปราการมังกรแล้ว เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ดีต่อคุณชายนะขอรับ”

“เรื่องของเตาผลึกหินชั้นใน คนของค่ายห้าวิญญาณรู้เรื่องแล้วหรือยัง” เยี่ยนจ้าวเกอถามกลับ

อาหู่กล่าวตอบ “จากคำให้การของคนที่จับมาได้ เขาบอกเพียงแค่แจ้งให้ค่ายห้าวิญญาณรู้แล้ว ว่าที่คุณชายมายังปราการมังกรนี้ ก็เพื่อหาเชื้อไฟสัจจะอัคคีเท่านั้นขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอขยับปากกล่าว “หัวหน้าค่ายชื่อหลิง เขาอยู่ในระดับมหาปรมาจารย์เชียวนะ ทหารรับมือทหาร แม่ทัพรับมือกับแม่ทัพ พวกเราคงไม่ต้องไปร่วมวงด้วยหรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านผู้อาวุโสบังคับการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกจัดการเถอะ”

ชายร่างกำยำยิ้มอย่างสัตย์ซื่อ “ท่านผู้อาวุโสบังคับการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้วขอรับ เขาเดินทางมาประจำการที่ด้านนอกปราการมังกรด้วยตนเอง ดักรอหัวหน้าค่ายชื่อหลิงโดยเฉพาะ กระตือรือร้นมากทีเดียวขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าว “ไร้สาระ ถึงแม้เขาจะเป็นคนของท่านลุงรอง และเขาก็ไม่ชอบใจข้านัก แต่การจำกัดกากเดนระดับมหาปรามาจารย์ของค่ายห้าวิญญาณก็เป็นการสร้างผลงานให้กับตัวเอง มีหรือที่เขาจะไม่กระตือรือร้น”

“ส่วนเรื่องที่จะถือโอกาสจัดการข้า แล้วโยนความรับผิดชอบทั้งหมดไปให้หัวหน้าค่ายชื่อหลิง เขาคงไม่กล้าลงมือถึงขั้นนั้น ในเมื่อท่านพ่อของข้าคอยจับตามองเรื่องนี้อยู่ ท่านผู้อาวุโสบังคับการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกจะคุ้มกันข้าก็ยังช้าไปเลย”

“ก็เหมือนข้ากับเยี่ยจิ่งนั่นแหละ ท่านผู้อาวุโสบังคับการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกก็ไม่ต่างกัน ถึงคนลงมือจะไม่ใช่เขา แต่เขาก็ต้องเป็นแพะรับบาปเรื่องนี้แน่” ชายหนุ่มกลอกตาขาว

“หัวหน้าค่ายชื่อหลิงมีเป้าหมายที่ตัวข้า หากว่าข้าเป็นอะไรไป เขาก็ไม่มีทางได้อยู่ดีแน่ ถึงแม้จะเสี่ยงอยู่สักหน่อย แต่ข้าที่ต้องรับหน้าที่เป็นเหยื่อล่อ ก็ยังต้องเป็นเหยื่อล่อต่อไป”

อาหู่พลันกล่าวด้วยท่าทางนับถือ “คุณชาย ท่านช่างกล้าหาญและฉลาดหลักแหลมยิ่งขอรับ!”

“พอเถอะ ดูท่าทีจอมปลอมของเจ้าสิ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ไม่ดีนัก

อีกฝ่ายรีบยิ้มกล่าวว่า “คุณชาย ถ้าหากว่าสามารถโค่นล้มหัวหน้าค่ายชื่อหลิงได้ ผลงานส่วนหนึ่งก็ต้องตกเป็นของท่านอย่างแน่นอน”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “นั่นเป็นเพียงเรื่องรอง จะอย่างไรหัวหน้าค่ายห้าวิญญาณผู้นี้ก็เป็นบุคคลอันตราย ก่อนหน้านี้เขาเก็บตัวหลบซ่อนมาตลอด ครั้งนี้กลับยอมปรากฏตัวออกมา ทางที่ดีที่สุดก็ต้องจัดการให้สิ้นซากไป”

“แต่ว่า หากข้าจะเสี่ยงมันก็เป็นเรื่องของข้า ไม่ต้องให้พวกเขาร่วมเสี่ยงตายไปกับข้าหรอก เจ้าไปส่งพวกเขาออกจากปราการมังกรด้วยก็แล้วกัน”

เมื่อแจ้งให้พวกเยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ ทราบเรื่อง ผลสุดท้ายกลับกลายเป็นว่ามีคนมากกว่าครึ่งยินดีที่จะอยู่ต่อ

บางคนอยากถือโอกาสร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อกระชับความสัมพันธ์ บางคนก็เลือกอยู่เพื่อที่จะได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น

เยี่ยจิ่งกับซือคงจิงก็เลือกที่จะอยู่ต่อเช่นกัน

ตามความเข้าใจของเยี่ยนจ้าวเกอ ซือคงจิงอยู่ต่อเพราะมีใจฝักใฝ่ในการฝึกฝนวรยุทธ์ อยากฝึกจิตใจให้ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ส่วนเยี่ยจิ่งคิดเช่นไร เขาเองก็ไม่รู้ได้

ทว่าในเมื่อตัดสินใจเองแล้วก็ต้องรับผิดชอบเอง เมื่อทุกคนเลือกเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ไปบังคับพวกเขา คนที่ยินดีจะอยู่ต่อก็ให้อยู่ต่อ คนที่ตัดสินใจจะไปก็ให้อาหู่นำทางออกไป



อาหู่และคนอื่นๆ จากไปแล้ว ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอและคนที่เหลือยังคงอยู่ที่เดิม

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ทันใดนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเอะใจขึ้นมา จึงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเห็นว่าภายในหมอกดำที่อยู่ไกลออกไปนั้น คล้ายกับว่ามีแสงสีน้ำเงินกะพริบอยู่

“เชื้อไฟสัจจะอัคคี? ”เยี่ยนจ้าวเกอตาเป็นประกายในทันที “การมาครั้งนี้ช่างราบรื่นดีจริงๆ”
บทที่ 17
แสงไฟปรากฏขึ้นในสถานที่ที่อยู่ไกลออกไป อยู่นอกเขตพื้นที่ใจกลางหุบเหว

เมื่อเห็นว่าเยี่ยนจ้าวเกอง่วนอยู่กับการประคับประคองเตาผลึกหินชั้นใน ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงที่อยู่ข้างๆ ก็รีบพูดขึ้นทันทีว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน นั่นก็คือเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่ท่านตามหาอยู่ใช่หรือไม่”

“ท่านยังต้องคอยประคองเตาผลึกหินภายใน พวกข้าจะช่วยนำมันมาให้”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “สภาพแวดล้อมแถวนี้ค่อนข้างอันตรายสำหรับพวกเจ้า อย่าได้ลงมือทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า เดี๋ยวก็มี ‘คนอื่น’ ไปเก็บมาให้เอง”

เยี่ยจิ่งและศิษย์รุ่นเยาว์หันมองไปรอบตัวด้วยสีหน้าฉงน ด้วยไม่เข้าใจว่า ‘คนอื่น’ ที่เยี่ยนจ้าวเกอพูดนั้นหมายถึงอะไร

วินาทีต่อมา มีเสียงลมดังที่บริเวณด้านหลังของทุกคน ก่อนจะมีเงาดำหลายสายปรากฏตัวขึ้นพุ่งผ่านกลุ่มคนไป และตรงไปยังแสงเพลิงสีน้ำเงินที่อยู่ใจกลางหมอกดำ

เหล่าศิษย์ชายหญิงต่างก็เข้าใจในทันที และเพิ่งจะรู้ตัวว่าที่ด้านหลังของพวกเขามีคนกลุ่มหนึ่งติดตามมาด้วย

ดูจากการเคลื่อนไหวของพวกเขา ก็รู้ได้ว่าไม่ใช่จอมยุทธ์ทั่วๆ ไป ทุกคนล้วนแต่เป็นคนที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ทั้งสิ้น

และยอดฝีมือระดับปรมาจารย์เหล่านี้ กลับเต็มใจทำตัวไร้ตัวตนคอยอารักขาเยี่ยนจ้าวเกอ

คนเหล่านี้ซ่อนกายอยู่ในเงามืดเพื่ออารักขาเยี่ยนจ้าวเกอ และปกติจะไม่ปรากฏตัวให้ผู้ใดพบเห็นโดยง่าย เว้นเสียแต่ว่าจะได้รับคำสั่งจากเยี่ยนจ้าวเกอจึงจะปรากฏกายออกมา แตกต่างกับอาหู่ที่อยู่เบื้องหน้า

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ศิษย์รุ่นเยาว์ทุกคนพลันรู้สึกราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน

พวกเขาเพิ่งเข้าใจเดี๋ยวนี้ ว่าถ้าหากไม่มีการข่มขู่ของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงอยู่ด้วยแล้ว ตนเองติดตามเยี่ยนจ้าวเกอเข้ามาในปราการมังกรภายใต้สถานการณ์ปกติ ก็คงปลอดภัยกว่าให้ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในคนอื่นๆ นำทางแน่นอน

เงาดำจำนวนหนึ่งพุ่งไปยังแสงไฟสีน้ำเงินพร้อมกัน หมอกสีดำเบาบางลงไปเล็กน้อย เผยให้เห็นแสงไฟสีน้ำเงินเข้มลอยวูบไหวขึ้นลงอยู่กลางอากาศ รอบด้านมีเปลวไฟลุกโชนปกคลุมอยู่

นั่นก็คือเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังตามหาอยู่

ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ ก็มีแสงไฟสีแดงให้ความรู้สึกดุร้ายปรากฏขึ้นในส่วนลึกของหมอกสีดำ ก่อนจะหลั่งไหลเข้ามาราวกับว่าเป็นกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก และพุ่งกระแทกเชื้อไฟสัจจะอัคคีจนลอยไปในทิศทางที่ไกลออกไป

เมื่อได้รับการกระตุ้นจากแสงสีแดง หมอกดำก็ดูคลุ้มคลั่งยิ่งขึ้น ทั้งยังกระเพื่อมไม่หยุด

กลุ่มคนชุดดำที่ไปเก็บเชื้อไฟถูกบีบให้ต้องคลาดจากเชื้อไฟแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้ว และตบเตาผลึกหินชั้นในครั้งหนึ่ง เป็นการสั่งหยุดการทำงานของเตาหลอมลงชั่วคราว จากนั้นตัวเขาก็พุ่งทะยานออกจากเขตใจกลางหุบเหว ไปยังเชื้อไฟสีน้ำเงินที่อยู่ท่ามกลางแสงสีแดงนั้น

ครั้นชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้อ แสงสีเขียวพลันกะพริบพุ่งออกจากชายเสื้อของเขาอย่างรวดเร็ว ตัดแสงสีแดงที่ดูเหมือนสายน้ำขนาดใหญ่จนขาดออก

เชื้อไฟสัจจะอัคคีลอยขึ้นมา เยี่ยนจ้าวเกอพลันยื่นมือซ้ายที่สวมถุงมือทำขึ้นพิเศษไว้ออกไปจับ

ในตอนนั้นเอง ก็มีเงาดุร้ายปรากฏออกมาจากแสงสีแดงที่ถูกตัดขาดเมื่อครู่ แล้วดูดกลืนหมอกสีดำที่มีอยู่ทั่วปราการมังกรเข้าไป จนรวมกันเป็นร่างของปีศาจขนาดยักษ์ ก่อนที่มันจะหันเข้ามาจู่โจมเยี่ยนจ้าวเกอในทันที ราวกับว่ามันมีความรู้สึกนึกคิดก็ไม่ปาน!

เยี่ยนจ้าวเกอแสยะยิ้ม พลางสะบัดชายเสื้อข้างขวาครั้งหนึ่ง แสงสีเขียวปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง และฟันปีศาจที่เกิดจากการรวมตัวของหมอกดำจนแยกเป็นสองส่วน!

เมื่อร่างมหึมาของปีศาจตนนั้นแตกสลาย การขยับไหวของหมอกดำที่อยู่เบื้องหน้าทุกคนก็ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าทั้งพื้นดินและบรรยากาศกำลังสั่นไหว วินาทีนั้นทุกคนรู้สึกว่าภูเขาสั่นแผ่นดินไหว ฟ้าดินหมุนเป็นวงกลม

เงาดุร้ายก่อนหน้าปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่ดูคล้ายจะอ่อนกำลังลงมาก และกำลังหนีไปไกลอย่างรวดเร็ว

แสงสีน้ำเงินนั้นกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง พร้อมกับลอยไปลอยมาในความมืด

ปราณพิษในปราการมังกรเริ่มคลุ้มคลั่งรุนแรงขึ้น คล้ายกับว่าเขตใจกลางหุบเหวซึ่งเดิมเงียบสงบกำลังจะสูญหายไป

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้ว แล้วตัดสินใจออกคำสั่งฉุกเฉินว่า“ปีศาจตนนี้มีความเกี่ยวข้องกับความผิดปกติที่เกิดในปราการมังกร ข้าจะไปจัดการมัน พวกเจ้าอยู่ดูแลเตาผลึกหินชั้นในและเก็บเชื้อไฟสัจจะอัคคีให้ข้าด้วย”

“ส่วนเหล่าศิษย์ทั้งหลาย ที่นี่เกิดเรื่องผิดปกติเพิ่มขึ้น จึงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป พวกเจ้าอย่าได้เข้าใกล้เส้นเขตใจกลางหุบเหว ถอยกลับเข้าไปด้านในเสีย”

กล่าวจบเขาก็ไล่ตามเงาดำนั้นไปทันที

ซือคงจิง เยี่ยจิ่ง และคนอื่นๆ ถอยหลังกลับไปตามคำสั่ง ส่วนชายชุดดำกลุ่มนั้นเริ่มพุ่งเข้าหาแสงไฟสีน้ำเงินอีกครั้ง

แสงสีแดงที่เยี่ยนจ้าวเกอฟันขาดแตกกระจายออกไปโดยรอบก่อนหน้านี้ มันขยับไหวเฉกเช่นเดียวกับหมอกดำที่บ้าคลั่งดุร้าย ซัดเอาแสงสีน้ำเงินปลิวไป

เยี่ยจิ่งเดินถอยหลังตามทุกคนไป สายตาพลางจับจ้องแสงไฟสีน้ำเงินนั้นไม่วางตา พร้อมกับนิ้วมือลูบแหวนสีแดงคล้ำบนนิ้วของตนเอง ‘เป็นเชื้อไฟสัจจะอัคคีจริงๆ อย่างที่คิดเอาไว้ การเลือกอยู่ต่อในปราการมังกร ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง’

‘เชื้อไฟสัจจะอัคคี เป็นพลังเพลิงชั้นยอด ซึ่งสามารถบ่มเพาะเพลิงแท้ได้เรื่อยๆ หากข้าได้มันมา ข้าอาจจะใช้มันเปิดผนึกต้องห้ามของแหวนวงนี้ได้เร็วขึ้นก็เป็นได้’

แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะคิดเรื่องของเชื้อไฟสัจจะอัคคีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คิดมาก่อนว่าจะพบเจอมันได้ง่ายดายเช่นนี้

‘หากตกไปอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วข้าไปขอยืมใช้ ทั้งเขาและคนอื่นๆ ในสำนักจะต้องเกิดความสงสัย เรื่องแหวนก็จะต้องถูกเปิดเผย’

‘ถ้าข้าได้มันมาก่อน ก็สามารถใช้มันเปิดผนึกต้องห้ามของแหวนได้ เมื่อถึงเวลาค่อยให้เชื้อไฟกับเยี่ยนจ้าวเกอ นั่นก็เท่ากับเขาว่าติดหนี้บุญคุณข้าแล้ว’

‘หรืออาจส่งมอบให้กับทางสำนักได้โดยตรง เชื้อไฟมีความเกี่ยวข้องกับเตาผลึกหินชั้นใน และตอนนี้เตาผลึกหินชั้นในก็เป็นเรื่องระดับสำนัก ใครสามารถนำเชื้อไฟสัจจะอัคคีไปมอบให้ได้ ย่อมถือว่าเป็นผลงานชิ้นใหญ่แน่นอน’

‘แล้วใครบอกว่าเชื้อไฟนี้จะต้องเป็นของเยี่ยนจ้าวเกอกันเล่า’

‘ของยังไม่ได้อยู่ในมือ สมบัติที่ฟ้าดินสร้าง ผู้มีความสามารถถึงได้ครอบครอง เชื้อไฟในตอนนี้ก็เป็นสิ่งที่ยังไม่มีเจ้าของ เมื่อมาอยู่ในมือข้า นั่นก็ย่อมเป็นวาสนาของข้า!’

‘แต่ว่า…ต้องทำเช่นไรถึงจะได้เชื้อไฟมา’

ขณะที่ในใจมีความคิดมากมายแล่นผ่าน ทันใดนั้นเยี่ยจิ่งก็ตาเป็นประกาย เพราะแสงสีน้ำเงินลอยมาอยู่ใกล้ๆ เขาโดยไม่คาดคิด!

เยี่ยจิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัวอย่างรวดเร็ว เขากัดฟันแน่นพลางพุ่งตัวออกไป ยื่นมือไปจับเชื้อไฟไว้!

ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็เงียบกริบไปในทันที!

กลุ่มชายชุดดำพวกนั้นรู้สึกงุนงง ก่อนจะกลับมามีสีหน้าไร้อารมณ์ดังเดิม พวกเขาหยุดยืนบนโขดหิน แล้วย่างเท้าเดินเข้าหาเยี่ยจิ่งอย่างเงียบเชียบ

ปรมาจารย์ทั้งหมดจับจ้องไปยังผู้ฝึกยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกายขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางคนหนึ่งพร้อมกัน ลำพังแค่สายตาก็แทบจะทำให้รู้สึกได้ถึงพลังทำลายล้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความกดดันที่มาจากการย่างเท้าก้าวเข้ามาพร้อมๆ กัน

เยี่ยจิ่งกัดฟันแน่น พลางสบสายตากับพวกเขาตรงๆ โดยไม่มีทีท่าที่คิดจะยอมถอยเลยแม้แต่น้อย

ซือคงจิงมีท่าทางไม่ค่อยเข้าใจ จึงขมวดคิ้วมุ่น

ศิษย์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ ยิ่งทำตัวไม่ถูก บรรยากาศรอบตัวหนักอึ้งถึงขีดสุด จนทุกคนแทบจะหยุดลมหายใจ

และในตอนนั้นเอง พลันมีแสงสีเขียวสว่างวาบจากที่ไกลออกไป หมอกหนาสีดำถูกผ่าออกอีกครั้ง พร้อมกับเยี่ยนจ้าวเกอที่หวนกลับมา

“เกิดอะไรขึ้น” เยี่ยนจ้าวเกอที่เท้าเพิ่งแตะพื้นเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ สิ่งแรกที่เห็นก็คือแสงไฟสีน้ำเงินในกำมือของเยี่ยจิ่ง จึงไม่อาจเชื่อสายตาได้ในทันที

ตอนนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่รู้จะใช้คำพูดใดมาบรรยายความรู้สึกของตนเองเช่นกัน

พระเอกในนิยายออกผจญภัยล่าสมบัติ มักจะมีพลังอำนาจสามอย่าง นั่นก็คือกินหมด ยึดหมด แย่งหมด บางคนรัศมีแห่งความร้ายกาจอยู่ด้วย ก็อาจถึงขั้นต้องเพิ่งพลังฆ่าหมดไปด้วย…

มารดามันเถอะ ช่างโชคดีล้นฟ้าเสียจริง

รัศมีความเป็นพระเอกของหมอนี่ทำให้คนตาบอดได้จริงๆ ไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ของดีก็ล้วนต้องตกเป็นของเขาทั้งหมดเลยหรือ

‘ความหมายคือข้าผิดหรืออย่างไร ที่มาหาสมบัติตรงหน้าเจ้า’

แล้วไม่รู้ว่าเพราะได้เตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ แล้วหรือไม่ ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ยังพอจะมีเวลาคิดไปเรื่อยเปื่อยได้อีก ‘ใช้มือเปล่าจับเชื้อไฟได้โดยไม่ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน หรือจะเป็นเพราะแหวนวงนั้น? ’

เยี่ยจิ่งกำเชื้อไฟสัจจะอัคคีไว้แน่น จ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ยอมแพ้

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวโดยที่คนอื่นไม่ทันสังเกต ‘อีกแล้ว สถานการณ์เป็นเช่นนี้อีกแล้ว’

อีกฝ่ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง พลางขับเคลื่อนแหวนของตนเองให้ดูดเอาพลังของเชื้อไฟสัจจะอัคคีอย่างเงียบๆ

ความจริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอมองเห็นการกระทำทุกอย่างของเขา ชายหนุ่มจึงได้แต่ส่ายหน้า ในขณะที่กำลังจะเปิดปากพูด ทันใดนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป และรีบเงยหน้าขึ้นไปมองด้านบน

อยู่ดีๆ หมอกดำด้านบนที่แต่เดิมขยับไปมาไม่หยุด กลับรุนแรงบ้าคลั่งขึ้นราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ จนฟ้าดินในปราการมังกรแทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ!

เขตใจกลางหุบเหวอันสงบเงียบ หายไปในพริบตา!

หมอกดำที่ไม่เห็นฟ้าไม่เห็นตะวันตลอดทั้งปีเบาบางลงเล็กน้อยภายใต้การดูดกลืนของพลังที่บ้าคลั่งอย่างไม่น่าเชื่อ!

มีแสงตกลงมาจากท้องฟ้าเหนือศีรษะของทุกคน พร้อมทั้งคลื่นพลังที่บ้าคลั่งแทบกดดันจนเนื้อตัวแทบจะแหลกละเอียดเป็นผุยผง

ในวินาทีนั้น เสียงหนึ่งดังกังวานสะท้านฟ้าดิน!

“เจ้าหนูแซ่เยี่ยนตัวดี บาปกรรมที่พ่อของเจ้าทำไว้ เจ้าก็ชดใช้สักส่วนเถอะ!”

เมื่อมองเห็นแสงเพลิงนั้น เยี่ยนจ้าวเกอมีปฏิกริยาอย่างรวดเร็ว “หัวหน้าค่ายชื่อหลิง!”

มารดามันเถอะ เชื้อไฟสัจจะอัคคีเพิ่งหลุดมือไปก็หงุดหงิดแทบจะแย่อยู่แล้ว ยังจะมีมหาปรมาจารย์บุกมาฆ่าถึงที่อีก

ทันใดนั้นฟ้าดินราวกับแปรเปลี่ยนเป็นเตาไฟ พลังทำลายล้างที่พังฟ้าทลายดินตกลงมากจากฟ้า!

“ชิ!” เยี่ยนจ้าวเกอเตรียมขับเคลื่อนพลังทั้งหมดของตนเอง เตรียมรับมือกับศึกตรงหน้า

องครักษ์ชุดดำทั้งหมด ต่างก็ทุ่มสุดกำลังวิ่งเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอเพื่อที่จะปกป้องเขา

“ตายเสีย!”

ตอนนั้นเอง ท่ามกลางเสียงตะโกนของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง พลังหมัดอันบ้าคลั่งตกลงมาแล้ว โดยที่เป้าหมายพุ่งตรงไปที่เยี่ยจิ่ง!

พุ่งตรงไปหาเยี่ยจิ่ง…

พุ่งไปที่…หืม?!



เดี๋ยวก่อน เหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง!

เยี่ยนจ้าวเกอที่เดิมทีตั้งท่ารอเรียบร้อยแล้ว ได้แต่อ้าปากค้างมองดูพลังของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงตกลงมา โดยมีเยี่ยจิ่งเป็นศูนย์กลาง ส่วนตัวเขาอยู่ด้านนอกของพลังนั้น

นี่มันจังหวะบ้าอะไรเนี่ย?!
บทที่ 18
ซือคงจิงอ้าปากตาค้าง

องครักษ์ชุดดำของเยี่ยนจ้าวเกอเองก็อ้าปากตาค้าง

บรรดาศิษย์แห่งเขากว่างเฉิงก็อ้าปากตาค้างเช่นกัน

เยี่ยจิ่งผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งสับสนทำตัวไม่ถูก!

ที่อีกฝ่ายเรียกเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็น…เจ้าเด็กแซ่เยี่ยน

นั่นคงจะหมายถึงเยี่ยนจ้าวเกอกระมัง

เช่นนั้นสถานการณ์ตอนนี้คืออะไรกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองออกไป เห็นในมือของเยี่ยจิ่งยังคงถือเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่จู่ๆ ก็โหมรุนแรงมากยิ่งขึ้น และดิ้นไม่หยุดเหมือนกับจะหลุดออกจากมือเยี่ยจิ่งได้ทุกเมื่อ

คลื่นอากาศดุจมรสุมเพลิงผลาญที่อยู่รอบๆ กำลังตอบรับกับเชื้อไฟสัจจะอัคนีอย่างชัดเจน

‘เขาใช้เชื้อไฟสัจจะอัคคีเป็นตัวกำหนดเป้าหมาย ต่อให้อยู่ห่างจากปราการมังกรก็ยังกำหนดตำแหน่งได้’ เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจในทันที ‘เชื้อไฟสัจจะอัคนีนี้ เขาคงจะหามันเจอก่อนแล้ว และจัดการวางกับดักไว้เป็นเหยื่อล่อข้า’

‘มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ เขาที่ซุ่มดักรออยู่ เมื่อสัมผัสได้ถึงการดูดกลืนพลังจากเชื้อไฟสัจจะอัคคีก็คิดว่าเป็นข้า จึงจัดการลงมือ และเข้ามาถึงอย่างกะทันหันเช่นนี้ ท่านผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกก็คงไม่ทันสังเกตและหยุดยั้งไม่ทันแน่’

เยี่ยนจ้าวเกอได้สติกลับมา สีหน้าแปลกประหลาดไปบ้างเล็กน้อย

คาดว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเองก็คงรู้ตัวถึงการมาของผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของเขากว่างเฉิงแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกรั้งไว้ จึงทำได้เพียงตัดสินใจลงมือให้เด็ดขาดโดยเร็ว

ปล่อยหมัดให้ตกลงมาจากข้างนอกหุบเขาตรงๆ โดยที่ไม่เข้ามาในปราการมังกร!

เขาคงคิดไม่ถึงว่าสิ่งของที่เยี่ยนจ้าวเกอต้องการนั้น จะโดนคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียแล้ว…

ตัวเยี่ยจิ่งเองยิ่งคาดไม่ถึงเลย ว่าโชคลาภที่สวรรค์ประทานให้ จู่ๆ จะกลับตาลปัตรกลายเป็นเคราะห์ร้ายไปในพริบตา

เขาได้เชื้อไฟมา แต่กลับต้องรับหมัดแทนเยี่ยนจ้าวเกอ!

“อ๊าก!” เยี่ยจิ่งที่อยู่ใจกลางเตาหลอม รู้สึกเพียงเหมือนถูกไฟแผดเผาทั้งร่างกาย

เมื่อเทียบเขากับเฉาหยวนหลงในตอนนี้ ทั้งคู่เป็นเหมือนความแตกต่างระหว่างแสงอันน้อยนิดของหิ่งห้อย กับแสงที่โชติช่วงของดวงตะวัน

คลื่นพลังอันบ้าคลั่งค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น ซือคงจิงและคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างเยี่ยจิ่งเองก็ทรมานไม่ใช่น้อย เพราะต่างโดนผลักกระเด็นไปข้างหลัง ซือคงจิงเจตนาดีจะเข้าไปช่วย ทว่าไม่สามารถต้านพลังมหาปรมาจารย์ของหัวหน้าค่ายห้าวิญญาณได้ ลำพังแค่คลื่นพลังรอบนอกก็กดดันจนทำให้นางขยับตัวไม่ได้แล้ว

ความห่างชั้นของทั้งสองฝ่ายมากเกินไป อีกทั้งยังเกินขีดจำกัดมาก

เดิมทีนี่ก็ไม่ใช่ระดับชั้นที่พวกเขาสามารถแตะต้องได้ในตอนนี้ นอกจากจะเป็นฝ่ายหาเรื่องมหาปรมาจารย์ก่อน มิเช่นนั้นจะมีมหาปรมาจารย์สักกี่คนที่จะให้จอมยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกายมาเป็นคู่ต่อสู้

ทั้งสองฝ่ายจะพบหน้ากันสักครั้งหนึ่งยังเป็นเรื่องที่ยากเลย

สำหรับจอมยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกายนั้น มหาปรมาจารย์เป็นดั่งบุคคลในตำนาน

ส่วนปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในอย่างเยี่ยนจ้าวเกอเอง ได้กลายเป็นเป้าหมายที่ใช้ระบายความแค้นของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง เพราะบิดาของตนเอง

เยี่ยจิ่งที่กำลังร้องครวญครางยกมือขวาของตนขึ้น แหวนสีแดงคล้ำที่อยู่บนนิ้วมือพลันเกิดแสงสีเพลิงต้านการโจมตีของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง

การลงมือโดยที่มีปราการมังกรคั่นกลาง ทำให้การโจมตีของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงลดทอนลงมาก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น อานุภาพของมันก็มากพอที่จะฆ่าเยี่ยจิ่งได้ในเสี้ยววินาที!

ชายหนุ่มมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าแล้ว เขารู้สึกเสียดายแทนอยู่บ้าง ‘เพราะอย่างนั้นถึงบอกว่าอย่าเที่ยวแย่งของไปมั่วซั่วอย่างไรเล่า’

‘แม้จะบอกว่าบุตรแห่งสวรรค์ที่มีรัศมีตัวเอกปกคลุมอยู่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้ แต่การข้ามขั้นนี้ก็มีขีดจำกัด คงเป็นไปไม่ได้ที่มือใหม่จะเอาชนะหัวหน้าตัวฉกาจระดับสูงมากๆ ได้’

‘ระดับต่างกันจนเกินไป ความห่างชั้นของขั้นประจักษ์นภาและขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายของการฝึกยุทธ์หลอมกายสิบขั้น ก็ห่างกับระยะห่างของขั้นชักจูงลมปราณระยะกลางถึงขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายมากแล้ว และความห่างชั้นระหว่างระดับปรมาจารย์กับขั้นประจักษ์นภา ก็ยิ่งมากกว่าขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายถึงขั้นประจักษ์นภา’

‘อีกทั้งหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็เป็นถึงมหาปรมาจารย์ ซึ่งหากนับกันตามความเป็นจริงแล้ว ระดับขั้นของเขาสูงกว่าเยี่ยจิ่งหลายสิบขั้น…’

ซึ่งความห่างชั้นไม่สามารถใช้คำว่าการบดขยี้ทางระดับวรยุทธ์มาบรรยายได้แล้ว

เห็นได้ชัดว่า ในขณะที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายเช่นนี้ เยี่ยจิ่งไม่สนใจการเก็บซ่อนความลับอีกต่อไปแล้ว จึงเผยพลังทั้งหมดที่ตนมีอยู่ออกมา

พลังอานุภาพในตอนนี้มากยิ่งกว่าตอนที่เผชิญหน้ากับเฉาหยวนหลงมากนัก

ทว่าน่าเสียดาย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความห่างชั้นที่มากกว่าหนึ่งกิโลเมตร การขยับจากหนึ่งเซนติเมตรเป็นสองเซนติเมตร สามเซนติเมตร จึงไม่เกิดผลใดๆ ทั้งนั้น

‘แต่เดี๋ยว ข้าขอคิดดูก่อน…เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ตัวเอกบางคนก็ยังคงตายยากอยู่ดีนั่นแหละ’ เยี่ยนจ้าวเกอคุ้มกันผู้คนที่อยู่รอบตัวไปพลาง ขยับเข้าไปใกล้ใจกลางมรสุมที่เยี่ยจิ่งอยู่ไปพลาง ‘ในเวลาเช่นนี้มักมีตัวเก่งโผล่ออกมาอย่างกะทันหันเสมอ และอาจช่วยให้ตัวเอกผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยเหตุผลนั่นนี่’

‘อาจเพราะมีพันธไมตรีมาก่อน อาจเป็นเพราะถูกตัวเอกหลอกใช้อำนาจให้เป็นที่กำบัง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องออกมาช่วยตัวเอกแน่นอน’

‘หลังจากนั้นก็อาจจะยังเป็นโอกาสที่ช่วยให้ตัวเอกประสบความสำเร็จด้วย’

ในขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอกำลังครุ่นคิด จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงการสั่นไหวรุนแรงจากส่วนลึกของปราการมังกร

มวลพลังหนึ่งอันน่าครั่นคร้ามจนถึงขีดสุดลอยออกมาจากในหมอกดำ ดูเหมือนจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าหัวหน้าค่ายชื่อหลิงอีกด้วย!

เยี่ยนจ้าวเกอเบิกตาโพลง ‘…โอ้โห เจ้านั่นยังมีจริงๆ หรือนี่?’

“ใครกันที่ทำลายเรื่องดีๆ ของข้า” เสียงฉุนเฉียวดังสะท้อนอยู่ในปราการมังกร สั่นสะเทือนจนวิญญาณของทุกคนราวกับจะหลุดออกจากร่างไป

เยี่ยจิ่งที่ชีวิตกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย กลับมีท่าทีดีใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเสียงที่ดุร้ายนี่เข้า จึงดิ้นรนตะโกนออกมาว่า “ท่านพี่ใหญ่หาน!”

“เอ๊ะ เป็นน้องเยี่ยหรือ?” เสียงนั้นดังขึ้น “ใครบังอาจแตะต้องน้องเล็กของข้า”

มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากหมอกดำท่ามกลางเสียงตะโกน พร้อมทั้งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้ามันก็กลายเป็นมือขนาดมหึมาช่วยกีดกันมรสุมไฟให้กับเยี่ยจิ่ง!

ปราการมังกรพลันเกิดแผ่นดินไหวในทันที

บรรดาศิษย์เขากว่างเฉิงคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตา จึงอึ้งงันไปชั่วขณะ

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวครั้งหนึ่ง ‘เยี่ยม พี่น้องร่วมสาบานอะไรอีก หรือจะเป็นพี่น้องร่วมสาบานระดับมหาปรมาจารย์กับระดับยุทธ์หลอมกาย? เจ้าเองก็มองเห็นรัศมีตัวเอกของเขาเช่นเดียวกับข้าใช่หรือไม่’

“…ช้าก่อน เตาผลึกหินชั้นในของข้า!”

ในสถานการณ์ที่อันตรายจนถึงขีดสุด ผู้ที่มาเยือนช่วยรับการโจมตีของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงแทนเยี่ยจิ่ง การประมือของมหาปรมาจารย์ทั้งสองจึงทำให้พื้นที่รอบข้างราบเป็นหน้ากลองในทันที

หมอกดำในปราการมังกรสั่นกระเพื่อมดั่งคลื่นยักษ์ที่กำลังถาโถม ส่งผลให้พื้นที่ในสภาพแวดล้อมพิเศษของที่นี่เริ่มผิดเพี้ยนและบิดเบือน เมื่อได้รับการกระตุ้นดังกล่าว

หน้าผาล้มลงระเนระนาดแตกเป็นเสี่ยงๆ เตาผลึกหินชั้นในของเยี่ยนจ้าวเกอเองก็ได้รับผลกระทบ และตกลงสู่หุบเหวด้านล่างของปราการมังกร!

หลังจากโดนสกัดกั้นการโจมตีแล้ว หัวหน้าค่ายชื่อหลิงก็พลันโกรธเกรี้ยว ส่วนเจ้าของมือขนาดมหึมาผู้นั้นเป็นคนอารมณ์ร้อน จึงกลายร่างเป็นสายฟ้าผ่าอยู่ด้านบนของปราการมังกร ก่อนจะมุ่งตรงไปจัดการกับหัวหน้าค่ายชื่อหลิง

ในวินาทีนั้นเอง มีพลังยิ่งใหญ่ดุจท้องนภาและมหาสมุทรอันน่าหวั่นเกรงสายหนึ่ง มาจากด้านนอกของปราการมังกร

ในที่สุดผู้คุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกของสำนักเขากว่างเฉิงก็มาถึง

แต่ขณะที่ศิษย์ทั้งหลายของเขากว่างเฉิงที่กำลังเตรียมจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนดังสนั่นฟ้าดินมาจากด้านนอกหุบเขาอีก

“เจ้าเหยียน!”

“ปีศาจหาน? เจ้ายังไม่ตายหรือนี่?”

“เจ้าเหยียน ขอบใจเจ้ามาก ข้ารอดตายมีชีวิตใหม่ขึ้นมาได้แล้ว วันนี้ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า!”

ด้านนอกปราการมังกร เกิดการต่อสู้ซึ่งๆ หน้าระหว่างมหาปรามาจารย์ที่ทรงพลังกว่าเมื่อครู่ขึ้น และส่งผลกระทบออกไปไกลในทันที!

ทุกคนที่อยู่ในหุบเหวต่างพากันตกใจ เพราะไม่มีใครคิดเลยกว่าปีศาจหานที่เพิ่งช่วยชีวิตเยี่ยจิ่งไปเมื่อครู่นี้ จะหันไปสู้กับอาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกของสำนักตนอย่างดุเดือดภายในพริบตาเดียว!

มหาปรมาจารย์ทั้งสองที่มาถึงในตอนท้ายสู้กันไม่ยั้ง ส่วนหัวหน้าค่ายชื่อหลิงที่เข้ามาคุกคามในตอนแรกนั้นถูกมองข้ามไปแล้ว

เมื่อเขาเห็นว่าผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออกของสำนักเขากว่างเฉิงและผู้อาวุโสเหยียนมาถึงแล้ว และถึงแม้ทั้งสองคนนั้นจะไม่สนใจเขาในตอนนี้ แต่เขาก็ไม่คิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไป



ยอดฝีมือที่ประจำการณ์อยู่ที่อาณาจักรถังตะวันออกและเกาะนภาตะวันออกคนอื่นๆ ของสำนักเขากว่างเฉิงก็กำลังเดินทางมาที่นี่ด้วยความรวดเร็ว

ฝ่ายหัวหน้าค่ายชื่อหลิงไม่ได้เข้าสู่ปราการมังกร เพียงแต่ทิ้งระยะห่างอยู่บนหน้าผา หลังจากปล่อยหมัดสุดท้ายออกไปแล้ว เขาก็รีบหนีไปไกลในทันที โดยไม่อยู่รอดูผลลัพธ์

จุดหมายที่หมัดนั้นมุ่งไป…ยังคงเป็นเยี่ยจิ่งที่กำเชื้อไฟสัจจะอัคคีเอาไว้ในมือ

เยี่ยนจ้าวเกอเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ส่วนเยี่ยจิ่งนั้นแทบจะร้องไห้แล้ว
บทที่ 19
เยี่ยนจ้าวเกอตะโกนออกไปว่า “โยนเชื้อไฟทิ้งไปเสีย เขาอาศัยเชื้อไฟในการกำหนดตำแหน่ง!”

เยี่ยจิ่งที่เพิ่งรู้ตัวรีบโยนเชื้อไฟสัจจะอัคคีไปโดยเร็ว

แต่พลังหมัดของมหาปรมาจารย์มีความเร็วมากเกินไป แม้ว่าจะมีทำเลของปราการมังกรขวางกั้น แต่มวลพลังนั้นก็มาถึงในพริบตา รวดเร็วจนเยี่ยจิ่งอาจจะหลบไม่ทันโดยสิ้นเชิง

โชคดีที่การประมือของปีศาจหานและหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก่อนหน้านี้ ทำให้หน้าผาหินที่อยู่รอบตัวเยี่ยจิ่งพังลงจนไม่เป็นรูปไม่เป็นร่างไปแล้ว

พลังหมัดที่สองของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงยังมาไม่ทันถึง เพียงแค่ลมมรสุมที่ก่อตัวขึ้นก็ทำให้หน้าผาหินพังทลายลง

ร่างของเยี่ยจิ่งตกลงไปด้านล่างอย่างควบคุมไม่อยู่ โชคดีที่พ้นจุดสำคัญไปได้อย่างฉิวเฉียด แม้ว่าจะถูกมรสุมไฟเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสไปทั่วร่างกาย แต่จนสุดท้ายก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้

เพียงแต่คนอื่นในเหตุการณ์ต่างพากันร้องด้วยความตกใจ พลางมองเยี่ยจิ่งที่จมลึกลงไปในใจกลางปราการมังกรที่มองไม่เห็นก้น!

ด้วยวรยุทธ์ที่เยี่ยจิ่งมีอยู่ การตกลงไปในปราการมังกรเช่นนี้ ทำให้เขาแทบจะไม่มีโอกาสรอดกลับมา

แม้ว่าจะไม่ได้ตายด้วยหมัดของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง แต่ผลลัพธ์เช่นนี้ก็ยากจะหลีกหนีความตายพ้นเช่นกัน

สถานการณ์กำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแล้วแท้ๆ แต่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลสุดท้ายได้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ศิษย์ร่วมสำนักทุกคนจะมีความสัมพันธ์กับเยี่ยจิ่งเช่นไร พวกเขาต่างก็รู้สึกโศกเศร้าไปพร้อมกันไปชั่วขณะหนึ่ง

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น

เขากลับมีความรู้สึกง่วงหงาวหาวนอนด้วยซ้ำ

การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของปีศาจแซ่หานคนนั้น ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอเชื่ออย่างหมดใจ ว่าเยี่ยจิ่งผู้นี้จะมีต้องมีรัศมีแบบคนเป็นพระเอกปกคลุมตัวอยู่เป็นแน่

เพราะฉะนั้นการกระโดดหน้าผาเช่นนี้ ออกจะเป็นเรื่องง่ายดาย

ไม่เพียงเยี่ยจิ่งจะไม่ตาย แต่ยังอาจได้พบพานกับปาฏิหาริย์ ได้คัมภีร์เพื่อเพิ่มระดับวรยุทธ์สักสองสามเล่ม เยี่ยนจ้าวเกอคิดว่าเขาคงไม่กล้าท้าทายใครแน่

เยี่ยนจ้าวเกอที่มองดูเยี่ยจิ่งตกลงไปเบื้องล่างด้วยทีท่าที่ดูสงบผิดปกติ ราวกับมีความรู้สึกว่า ‘ข้ามองเจ้าออกหมดแล้ว’

และในตอนนั้นเอง ในหุบเหวเบื้องล่างซึ่งมีหมอกดำปกคลุมอยู่นั้น พลันมีแสงเจิดจ้าไหลทะลักออกมา

แสงหลายเส้นพันเกี่ยวอยู่กับกลุ่มหมอกดำ ก่อนจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า เกิดเป็นคลื่นบ้าคลั่งเสมือนกับพลังทำลายล้าง

“นั่นคือ…เตาผลึกหินชั้นในของข้า มันระเบิดหลังจากที่ตกลงไปในหุบเหวก่อนหน้านี้…อย่างนั้นหรือ?” เยี่ยนจ้าวเกอตะลึงงัน

จากนั้นเขาก็เห็นคลื่นพลังทำลายล้างอันบ้าคลั่งที่กำลังพวยพุ่งขึ้น ปะทะเข้ากับเยี่ยจิ่งผู้กำลังตกไปเบื้องล่างพอดี!

ครั้นเห็นภาพตรงหน้า เยี่ยนจ้าวเกอก็เหม่อลอยขึ้นมาในทันที “…สรุปแล้วชะตาชีวิตของเจ้านั้น ดีหรือไม่ดีกันแน่”

สายตาของเยี่ยจิ่งเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่เขากลับทำได้เพียงเบิกตากว้างมองดูร่างของตนเองแตกกระจุยกระจาย เขาสูญเสียความรู้สึกทั้งหมดไปแล้ว กระทั่งไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอันรุนแรง

“เยี่ยน-จ้าว-เกอ!!”

เยี่ยจิ่งมองดูเตาผลึกหินชั้นในแตกกระจาย พร้อมกับมองดูตนเองถูกดูดกลืนอย่างบ้าคลั่ง เสียงร้องคำรามอันเต็มไปด้วยความคั่งแค้นและไม่พอใจของเขา ดังสะท้อนอยู่ในปราการมังกร

ทันใดนั้น แหวนสีแดงคล้ำที่สวมอยู่บนนิ้วที่มือข้างขวาของเขาปรากฏแสงที่น่าทึ่งออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ชั่วขณะที่แสงสีแดงเข้มสว่างขึ้นมา มรสุมเพลิงจากหมัดของหัวหน้าค่ายชื่อหลิงก่อนหน้านี้พลันอับแสงไป จนดูราวกับดวงไฟเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา

นัยน์ตาของเยี่ยนจ้าวเกอหดเกร็งตามไปด้วย เขามองเห็นได้รางๆ ว่ารอบกายของเยี่ยจิ่งกำลังสะท้อนเงาของบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งมีแหล่งกำเนิดมาจากแหวนสีแดงคล้ำวงนั้น

ในเงานั้นปรากฏภาพโลกที่กำลังลุกไหม้

ภายใต้ท้องฟ้าสีแดงคล้ำนั้น มีหินหลอมละลายกำลังปะทุ หินหนืดไหลไปทั่วทั้งผืนดิน เป็นดังเช่นวันสิ้นโลก

กลิ่นอายของภัยพิบัติ การล่มสลาย และความทุกข์ทรมานมหาศาลทะลักออกมาในภาพนั้น เพียงแค่มองหินหนืดปะทุกระเด็น ก็คล้ายกับเห็นภาพของนรกที่ลุกโชนไปด้วยกองเพลิงอันน่าพรั่นพรึง

หินหนืดปริมาณมหาศาลเข้ารวมตัวกันอยู่กลางท้องฟ้า เกิดเป็นอสูรไฟยักษ์เปล่งเสียงคำรามก้องลั่น!

ผู้คนเกิดความหวาดกลัวและจำนนต่อความอหังการของอสูรไฟยักษ์ จนขนาดที่ก้มหัวกราบไหว้เองโดยที่ไม่อาจฝืนได้

พลังนั้นน่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าพลังของผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งถังตะวันออก ปีศาจหาน และหัวหน้าค่ายชื่อหลิงมาก

แม้เป็นเพียงภาพลวงตาที่แผ่กระจายความประหวั่นพรั่นพรึงออกมาแค่เสี้ยววินาที แต่ก็ยังทำให้ขนลุกตั้งและใจเต้นรัวด้วยความเกรงกลัว

เหล่าลูกศิษย์ในสำนักถูกแสงและม่านหมอกสีดำบดบังสายตาเอาไว้ จึงมองไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ ทว่าภายในใจของพวกเขาก็มีแต่ความหวาดผวาจนควบคุมตัวเองได้ยาก

เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพในเงานั้น และตกอยู่ในภวังค์ของความคิด แต่สิ่งที่สะกิดใจของเขาที่มากกว่านั้น ก็คือช่วงสุดท้ายในชีวิตของเยี่ยจิ่ง

ร่างกายของเยี่ยจิ่งแหลกละเอียดโดยสิ้นเชิง กลายเป็นหมอกเลือดจากการโหมกระหน่ำใส่ของคลื่นบ้าคลั่ง อันเกิดจากการระเบิดของปราการมังกร ชีวิตของเขาดูเหมือนจะถึงจุดจบแล้ว

แต่ตรงหน้าพลันเกิดเรื่องประหลาดขึ้น หรือว่ารัศมีความเป็นตัวเอกของเยี่ยจิ่งจะสำแดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง

เลือดเนื้อที่กระจุยกระจายของเยี่ยจิ่งราวกับปรากฏภาพเลือนรางขึ้น ภายใต้บริเวณแสงสีแดงคล้ำที่แผ่ออกจากแหวน ภาพนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับเยี่ยจิ่งทุกประการ

“วิญญาณ…”

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจในทันที ก่อนจะเห็นดวงวิญญาณของเยี่ยจิ่งลอยละล่องเข้าไปอยู่ในแหวนวงนั้นอย่างเชื่องช้า

ต่อให้ร่างกายแหลกสลายไปจนอนุมานได้ว่าตายไปแล้ว แต่แหวนกลับช่วยชีวิต และรักษาโอกาสที่จะพลิกชะตาครั้งสุดท้ายของเขาไว้ได้

“ฮึ ช่างน่าสนใจนัก” เยี่ยมจ้าวเกอลูบคางมองแหวนจมหายไปในหุบเหว พลางเอ่ย

แม้จะไม่รู้ว่าชะตากรรมของเยี่ยจิ่งจะเป็นเช่นไร แต่คิดดูแล้วก็น่าจะมีวิธีแสดงฉากการกลับมาของนักแสดงระดับราชากระมัง

ยกตัวอย่างเช่น การสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ ตบะปราณแก่กล้าขึ้นอย่างมหาศาล พบเจอกับปาฏิหาริย์จนเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีได้ หรือแม้ไม่มีร่างกาย แต่ก็ยังฝึกฝนยอดวิชาลับบางอย่างที่ถูกเก็บบันทึกเอาไว้ในแหวนวงนั้นได้…

อย่างไรเสียก็ต้องมีหนทางสินะ?

ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่แม้กระทั่งเยี่ยนจ้าวเกอก็คิดไม่ถึงเช่นกัน

เยี่ยจิ่งก็คงถูกทรมานจนย่ำแย่เลยทีเดียว หากลองถามใจเขาดู คงจะเป็นความไม่เต็มใจนับล้านเลยกระมัง

เพราะเขาเกือบจะจบเห่ไปแล้ว

“ถ้าหากว่าตัวเอกมีค่าความทนทานอยู่ล่ะก็ วันนี้เยี่ยจิ่งก็คงได้ใช้ไปไม่น้อยเลยทีเดียว” ยามนี้ในสมองของเยี่ยนจ้าวเกอมีความคิดต่างๆ นานาแล่นผ่านไปโดยที่ไม่สามารถบังคับได้

เสียงร้องตะโกนอย่างโกรธแค้นและไม่ยินยอมของเยี่ยจิ่ง ราวกับยังดังก้องอยู่ในอากาศ

“จะร้องตะโกนเสียงดังขนาดนั้นเพื่ออะไร ไม่ใช่ว่าข้าตั้งใจโยนเตาผลึกหินชั้นในใส่เจ้าเสียหน่อย ข้ายังรู้สึกเสียดายมันอยู่เลย ยิ่งไปกว่านั้น…”

เยี่ยนจ้าวเกอแคะหู รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เย็นชาขึ้น “…ข้าไม่สนใจเจ้า เจ้าก็ยังเป็นฝ่ายมายุ่งวุ่นวายกับข้า หากภายหลังเจ้าไม่มาโผล่หน้าให้ข้าเห็นก็แล้วกันไปเถอะ มิเช่นนั้นพวกเราคงต้องมาคิดบัญชีเรื่องเชื้อไฟสัจจะอัคคีกันสักหน่อย”

“เจ้ามีรัศมีความเป็นพระเอกแล้วอย่างไร ข้าจะทำให้เจ้าพระเอกผู้เจิดจรัส กลายเป็นพระเอกผู้น่าเวทนาให้ดู!”

ในปราการมังกรยังคงมีคลื่นบ้าคลั่งไหลทะลัก พร้อมกับหมอกดำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องนภา และมีแสงสีน้ำเงินกับแสงสีขาวลอยออกจากในหุบเหวพร้อมกัน ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ



เชื้อไฟสัจจะอัคคีค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้น ส่วนแสงสีขาวนั้นก็กลับคืนสู่สภาพปกติ กลับกลายเป็นแผ่นป้ายเหล็กเล็กๆตกลงสู่พื้นดิน

เยี่ยนจ้าวเกอเก็บเชื้อไฟสัจจะอัคคีและป้ายโลหะขึ้นพร้อมกัน “ถึงจะต้องพบกับอุปสรรคมากมาย แต่ก็นับว่าในได้มาอยู่ในมือในที่สุด”

เขาเดินอยู่ท่ามกลางลมมรสุม พร้อมกับนำพาลูกศิษย์ของเขากว่างเฉิงที่ปกป้องตัวเองแทบไม่ได้ฝ่าออกไปทีละคน

เมื่อหันหลังกลับไปมองดูปราการมังกรเบื้องล่าง จู่ๆ เยี่ยนจ้าวเกอก็คิดได้ว่า ‘จริงสิ แผ่นป้ายเหล็กนี้เหมือนจะเป็นของของเจ้าเยี่ยจิ่ง…’
บทที่ 20
สัมภาระทั้งหมดของเยี่ยจิ่งสลายไปพร้อมกันกับร่างกายของเขา

แม้แต่อาวุธวิเศษระดับล่างที่เขาพกติดตัวก็ล้วนแต่ถูกหุบเหวกลืนกินไปจนหมดสิ้น ที่ยังคงหลงเหลือรอดมาได้มีเพียงแหวนสีแดงคล้ำมหัศจรรย์วงนั้น และแผ่นป้ายโลหะที่ตกมาอยู่ในมือของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอใช้นิ้วลูบคลำแผ่นป้ายโลหะ พลางกล่าวในใจว่า ‘ของชิ้นนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่’

ส่วนเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่ได้มาในที่สุดนั้น ทำให้การเดินทางมาหุบเหวปราการมังกรครั้งนี้ นับได้ว่าไม่เสียเที่ยวเลยทีเดียว

หลังจากคุ้มกันลูกศิษย์ร่วมสำนักทุกคนผ่านมรสุมในปราการมังกรออกมาได้ เยี่ยนจ้าวเกอรีบรวมกลุ่มกับองครักษ์ชุดดำของตนเอง ก่อนจะเสาะหาหน้าผาแห่งหนึ่ง แล้วกางข่ายอาคมแน่นหนาเพื่อหลบภัย

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ลมพายุจึงค่อยๆ สงบลง

ทุกคนออกมาจากที่หลบภัยแล้วก็ต้องอึ้งงันไป เพราะปราณพิษทำให้ช่องว่างบิดเบือนไป แม้ว่าพวกเขาจะยังอยู่ภายในปราการมังกร แต่สภาพแวดล้อมรอบด้านไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย

“เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติเช่นนี้ ไม่เหมาะที่จะให้พวกเจ้าจะอยู่ในปราการมังกรอีกต่อไป ภารกิจการฝึกฝนในส่วนของพวกเจ้าครั้งนี้จบลงแล้ว ตามข้าออกไปด้านนอก”

ศิษย์ของเขากว่างเฉิงล้วนแต่รีบพยักหน้าตอบรับ

เรื่องทั้งหมดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาตั้งสติไม่ทัน จนถึงตอนนี้หัวสมองของหลายๆ คนยังคงว่างเปล่า

แม้ว่าสำนักเขากว่างเฉิงจะมียอดฝีมือในระดับปรมาจารย์อยู่ไม่น้อย แต่ลูกศิษย์เยาว์วัยทั้งหมดต่างก็ยังไม่เคยเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ระหว่างมหาปรมาจารย์อย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน

ขณะเดียวกับที่ทุกคนได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นนั้น ในใจก็ยังมีความหวาดผวาหลงเหลืออยู่

สิ่งที่เยี่ยจิ่งประสบ ก็ส่งผลให้ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองพวกเขาครั้งหนึ่ง “การประสบเคราะห์ร้ายครั้งนี้ของศิษย์น้องเยี่ย เป็นหรือตายยังไม่แน่ชัด แต่จากชะตาชีวิตของเขาไม่ใช่คนอายุสั้น อาจเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นความโชคดีก็ได้”

คนอื่นๆ ต่างพากันตกตะลึงไปเล็กน้อย พวกเขาเห็นเพียงเยี่ยจิ่งตกลงไปในหุบเหวปราการมังกรเพราะการจู่โจมของหัวหน้าค่ายชื่อหลิง และหลังจากมีหมอกดำบดบังเอาไว้ ทำให้พวกเขามองไม่เห็นเรื่องราวหลังจากนั้น ได้ยินเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “หากจะพูดถึงเรื่องความเป็นตายของศิษย์น้องเยี่ยในตอนนี้ ยังถือว่าเร็วเกินไป”

ทุกคนถอนหายใจครั้งหนึ่ง ด้วยปกติแล้วพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเยี่ยจิ่งในระดับธรรมดา และมีคนมากมายที่มีความสัมพันธ์ย่ำแย่กับเขาด้วย

แต่ความรู้สึกทำอะไรไม่ได้และได้แต่ยืนอยู่เฉยๆ ในยามที่เผชิญหน้ากับการจู่โจมของปรมาจารย์ ทำให้พวกเขาศิษย์รุ่นเยาว์เกิดความรู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมา

พวกเขาในตอนนี้เชื่อถือและศรัทธาในตัวเยี่ยนจ้าวเกอมาก เมื่อได้ศิษย์พี่เยี่ยนบอกว่าเยี่ยจิ่งอาจจะยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็รู้สึกวางใจลงได้ในทันที

เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อว่า “แต่ข้าคิดไม่ถึงเลย ว่ามหาปรมาจารย์ที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวออกมาก่อนหน้านี้จะเรียกศิษย์น้องเยี่ยฉันท์พี่น้อง เหนือความคาดหมายของข้ามากทีเดียว”

ตอนนี้ศิษย์ร่วมสำนักมีสภาพจิตใจสงบลงแล้ว ครั้นคิดทบทวนอีกครั้ง พวกเขาพลันรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน

แววตาของซือคงจิงวูบไหวเล็กน้อย เยี่ยนจ้าวเกอจึงทอดสายตามองไปที่นาง “ศิษย์น้องซือคงเหมือนจะรู้เรื่องอะไรบางอย่างสินะ”

“คนแซ่หานผู้นั้น มีความแค้นในอดีตกับท่านผู้อาวุโสเหยียน ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งอาณาจักรถังตะวันออกของสำนักเรา เขาเป็นมหาปรมาจารย์ที่มีนิสัยฉุนเฉียว อารมณ์ร้อน และฝึกยุทธ์มืดและกร้าวแข็ง หากข้าจำไม่ผิดเขาก็คือเฒ่ามารหัวขวาน หานเซิ่ง”

เยี่ยนจ้าวเกอจึงพูดว่า “ตาเฒ่าผู้นี้หายสาบสูญไปหลายปีแล้ว ผู้อาวุโสเหยียนเป็นศัตรูคู่แค้นของเขา ครั้งนี้จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวใกล้กับถังตะวันออก จำเป็นต้องจับตามองให้ดีเสียแล้ว”

ซือคงจิงเงียบงันไปครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับอย่างชัดเจนว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเคยท่องเที่ยวมายังอาณาจักรถังตะวันออก และเคยเดินทางไปยังเทือกเขามฤคลับตาที่อยู่ติดกับปราการมังกร และได้พบกับอันตรายเข้าจนหมดสติไป”

“ต่อมาได้ศิษย์น้องเยี่ยที่ตอนนั้นยังไม่ได้เข้าร่วมสำนักช่วยเหลือเอาไว้ ทว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเฒ่ามารหัวขวานนั่น ข้าไม่รู้เลยจริงๆ”

“แต่สถานการณ์คับขันในตอนนั้น ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ก็ยังยากที่จะเอาตัวรอดได้ ศิษย์น้องเยี่ยช่วยข้าเอาไว้อย่างไร ข้าเองก็สงสัยมาโดยตลอด แต่ไม่กล้าถามไถ่ลงลึก เพียงแต่คิดเอาเองว่าคนดีฟ้าจึงคุ้มครอง”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า ไม่ได้ไล่บี้ซักถามต่อ “ข้าเชื่อคำพูดของศิษย์น้องซือคงจิง ในเมื่อแม้แต่เจ้าก็ยังไม่รู้ เช่นนั้นก็ทำได้เพียงหาตัวศิษย์น้องเยี่ยพบแล้วค่อยว่ากัน เพียงแต่หลังจากนี้ต้องรายงานเรื่องพวกนี้ให้สำนักรับทราบตามความจริง ตอนนี้ไม่อาจเป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

“ข้าเข้าใจ” ซือคงจิงกล่าวตอบ

คนทั้งหมดเดินทางออกจากปราการมังกรด้วยความยากลำบาก ความรู้สึกที่ได้เจอฟ้าเห็นตะวันอีกครั้งทำให้พวกศิษย์รุ่นเยาว์ปลื้มปีติไม่น้อย

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง ชายชุดดำวัยกลางคนที่ติดตามมาด้วยเข้าใจความหมายของเขาในทันที ก่อนจะรีบส่งสัญญาณติดต่อออกไป ส่วนทุกคนต่างก็ยืนรออยู่ที่เดิม

ไม่นานนัก อาหู่มาถึงก่อนเป็นคนแรก หลังจากนั้นจอมยุทธ์คนอื่นๆ ถึงตามมา ซึ่งเป็นจอมยุทธ์ของเขากว่างเฉิงที่ประจำการอยู่ในอาณาจักรถังตะวันออก และจอมยุทธ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของอาณาจักรถังตะวันออก

หากไม่ติดว่ามีคนอยู่เยอะ อาหู่ได้เห็นหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ เขาคงได้พุ่งเข้าไปกอดขาคุณชายของตนร้องห่มร้องไห้ ทันทีที่เห็นหน้าคุณชายของตนแล้ว “คุณชายขอรับ ดีเหลือเกินที่ท่านไม่เป็นอะไร!”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยยิ้มๆ “หากข้าเป็นอะไร เจ้าก็คงกินอิ่มนอนหลับ ถึงตอนนั้นกินจนตัวอ้วนกลายเป็นหมั่นโถวก็คงไม่มีใครว่าเจ้า”

อาหู่เกาศีรษะ ยิ้มแห้งพลางกล่าว “มิกล้าขอรับ มิกล้า”

“พวกผู้อาวุโสเหยียน หานเซิ่ง และหัวหน้าค่ายชื่อหลิงเล่า” เยี่ยนจ้าวเกอถาม

“ผู้อาวุโสเหยียนกับเฒ่ามารหัวขวานเดี๋ยวสู้เดี๋ยวหยุด พร้อมกับมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ส่วนหัวหน้าค่ายชื่อหลิงหนีไปได้ขอรับ มีคนสะกดรอยตามไปแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวล่าสุดรายงานมา” อาหู่กล่าวสีหน้าจริงจัง

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เมื่อทุกคนเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อย และตรวจสอบจนแน่ใจทิศทางแล้ว ก็รีบเดินทางออกห่างจากปราการมังกรทันที

สถานที่แรกที่มุ่งหน้าไปก็คือเมืองใกล้ปราการ เมื่อไปถึงเมืองแล้วก็ให้ทุกคนพักผ่อน จากนั้นค่อยวางแผนต่อไปในภายหลัง

เมืองใกล้ปราการมีความหมายเฉกเช่นชื่อ มันตั้งอยู่ติดกับหุบเหวปราการมังกร อาณาจักรถังตะวันออกเป็นเขตสิ้นสุดของเกาะนภาตะวันออก ส่วนปราการมังกรตั้งอยู่ด้านตะวันออกสุดของอาณาจักรถังตะวันออก

สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่แรกของอาณาจักรถังตะวันออก ที่ต้องเผชิญหน้ากับหุบเหวปราการมังกร จึงมีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะเลวร้าย

แต่ด้วยจอมยุทธ์ที่เข้าไปผจญภัยข้างในหุบเหวปราการมังกร นำสมบัติล้ำค่าที่เกิดขึ้นจากข้างในออกมา จึงมีกลุ่มเครือข่ายที่ค่อนข้างใหญ่มาทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกันที่เมืองใกล้ปราการแห่งนี้ ทำให้เมืองนี้กลายเป็นเมืองค้าขายที่มีขนาดใหญ่ไม่น้อย

แน่นอนว่าผู้ที่กล้าเข้าไปในปราการมังกรต้องเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา หรือเป็นผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมใช้ชีวิตข้ามผ่านความโหดร้ายของหยดเลือดและคมดาบมา ดังนั้นภายในตัวเมืองใกล้ปราการจึงค่อนข้างพลุกพล่านวุ่นวาย

ไม่ได้มีเพียงอาณาจักรถังตะวันออกที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของสถานที่แห่งนี้ เขากว่างเฉิงเองก็ยังส่งผู้คุมการณ์มาประจำอยู่ที่นี่เช่นกัน ทางหนึ่งเพื่อจับตาดูผู้ที่เข้ามารุกรานในหุบเหวปราการมังกร อีกทางหนึ่งก็เพื่อรักษาความปลอดภัยและผลกำไรของเมืองค้าขาย

ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอกำลังตรวจสอบแผ่นป้ายโลหะชิ้นนั้น

รอยสลักบนป้ายโลหะ มองดูแล้วคล้ายคลึงกับตัวอักษรชนิดหนึ่ง

“สำหรับผู้คนในยุคสมัยนี้แล้ว มันทั้งเก่าแก่และยากจะทำความเข้าใจ แต่กลับเป็นสิ่งที่พัฒนาขึ้นหลังจากเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่” คิ้วของเยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วมุ่น “น่าจะเป็นตัวอักษรที่เกิดขึ้นหลังยุควิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ไม่นาน จากพื้นฐานความรู้ที่ตัวข้ามีอยู่ มันน่าจะเกิดขึ้นช่วงที่อยู่กลางๆ พอดี”



เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาขาวด้วยความเครียดเคร่ง จากนั้นจึงค่อยสงบจิตใจลง แล้วตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง

“แต่ว่าดูเหมือนจะยังพอมีวิธีสืบสาวอยู่…”

ป้ายโลหะนั้นมีขนาดเพียงครึ่งฝ่ามือ เยี่ยนจ้าวเกอลูบลายเส้นที่อยู่บนนั้น พลางไตร่ตรองในใจ ‘มีส่วนที่คล้ายคลึงกับอักษรโบราณในยุคก่อนวิกฤติการณ์ เมื่อพิจารณาร่วมกันแล้วพอจะมีวิธีอ่านอยู่’

เขาเคาะนิ้วเบาๆ ลงบนแผ่นป้ายโลหะ ก่อนจะอ่านออกเสียงอย่างตะกุกตะกักว่า “เกล็ด…ย้อน…มังกร…เหมันต์…บรรพกาล”