156-160

บทที่ 156
ได้ยินคำเอ่ยของหญิงสาวแซ่เซี่ยผู้นั้นแล้ว หร่วนผิงพลันเลิกคิ้ว หันหน้ากลับไปมองยังหน้ากระจก

เขาพบกว่าภายในกระจกเกิดกระแสคลื่นโหมกระหน่ำบนผืนทะเลสาบ ตามการย่างก้าวเคลื่อนที่ของเยี่ยนจ้าวเกอ

ระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอเดินไปตามทาง สายตาของเขากวาดมองไปรอบทิศ แต่จู่ๆ ก็หยุดอยู่ที่ทิศหนึ่งชั่วครู่

ภายในเรือนไม้ไผ่ หร่วนผิงที่อยู่หน้ากระจกใจกระตุกวูบ เพราะเห็นได้ชัดว่าเยี่ยนจ้าวเกอในกระจกกำลังสบตาอยู่กับเขา

กั้นไว้ด้วยค่ายกล กั้นไว้ด้วยปรากฏการณ์ชั้นแล้วชั้นเล่า กระนั้นทั้งสองฝ่ายกลับเหมือนว่าข้ามผ่านระยะห่างของพื้นที่ไปแล้ว

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองมา ยิ้มน้อยๆ

หร่วนผิงขมวดคิ้วเป็นปมแน่นโดยพลัน ค่ายกลกั้นพวกเขาเอาไว้จริงๆ และเยี่ยนจ้าวเกอยังคงมองไม่เห็นเขา ทว่าการแสดงออกและสีหน้าท่าทางนั้น กลับชัดเจนว่าอีกฝ่ายจับได้แล้วว่ามีคนกำลังเฝ้าดูการเคลื่อนไหวผ่านค่ายกลอยู่

ครั้นมองภายในหน้ากระจกอีกครั้ง จังหวะการก้าวเดินของเยี่ยนจ้าวเกอแปลกประหลาดนัก ประเดี๋ยวเดินหน้าประเดี๋ยวถอยหลัง หร่วนผิงที่คุ้นเคยต่อค่ายกลอย่างยิ่งยวดมองออกในทันที ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีความสามารถในการเดินออกมาจากค่ายกล กลับเกาะปิดนภาอีกครั้งได้เอง

ซึ่งขณะเยี่ยนจ้าวเกอก้าวเดินก็นำพาลมเมฆโหมซัดไล่หลัง พลิกกลับมาส่งผลกับค่ายกลอย่างคาดไม่ถึง

ภายใต้สถานการณ์ที่ใช้พลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ ไม่เข้าสู่ศูนย์กลางค่ายกล ไม่แตะต้องของวิเศษวางค่ายกลและรากฐานอักขระค่ายกล คิดอยากจะสั่นคลอนค่ายกลที่มหึมาเช่นนี้ กำลังความสามารถยังไม่มากพอ

ทว่าเป็นเช่นนี้ต่อไป การเปลี่ยนแปลงค่ายกลก็ยิ่งจะใหญ่หลวงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานนักก็จะทำให้ยอดฝีมืออาวุโสแห่งหอคลื่นโหมตระหนกตกใจได้

ฟางจุ่นและคนอื่นๆ ล้วนอยู่ด้วย หอคลื่นโหมยึดถือความเป็นกลางอย่างยิ่ง แต่ไรไม่เคยคิดจะผูกแค้นกับเขากว่างเฉิง ทว่าใช้ประโยชน์จากค่ายกลกลั่นแกล้งผู้คนเช่นนี้ หร่วนผิงยากจะเลี่ยงการถูกตำหนิได้

ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้เขาหมดหนทางจัดการกับเยี่ยนจ้าวเกอโดยสิ้นเชิง

หากยกระดับอานุภาพค่ายกลต่อไปจนกลายเป็นค่ายกลสังหารแล้ว เซี่ยโยวฉานที่อยู่ข้างกายเขาก็จะไม่เห็นด้วยเป็นคนแรก

เซี่ยโยวฉานกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เจ้าต้องการหยั่งเชิงความรู้ซึ้งในค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอ บัดนี้ก็นับได้ว่าบรรลุผลที่คาดไว้แล้ว”

หร่วนผิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนผุดรอยยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ธรรมดาจริงๆ สมคำร่ำลือ” สิ้นคำพูด เขาก็ยื่นมือออกไปเช็ดบนหน้ากระจกอย่าแรง

ปรากฏการณ์บนหน้ากระจกพลันหายวับไปทันที

ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ภายในทะเลสาบปิดนภาพลันยิ้มน้อยๆ เพราะเขารู้สึกได้ว่าความผิดปกติของค่ายกลหายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ จังหวะก้าวเท้าผ่อนช้าลง ลมเมฆที่สั่นคลอนเพราะปราณจิตราที่อยู่ข้างกายก็ค่อยๆ สงบลงเช่นกัน

อาหู่ตามอยู่ด้านหลังเขา ยิ้มซื่อเอ่ยว่า “คุณชายขอรับ อีกฝ่ายหวาดกลัวแล้วหรือ”

ชายหนุ่มยักไหล่ “ไม่ถึงขั้นหวาดกลัวหรอก หอคลื่นโหมกับสำนักเรา เดิมก็ไม่ได้มีข้อวิวาทอันใดอยู่แล้ว คนอื่นผู้หนึ่งว่างอยู่ไม่มีเรื่องก็มักหาเรื่อง มักจะมีคนขี้เบื่อเช่นเขาจริงๆ นั่นแหละ”

ไม่นานนัก เมฆหมอกเบื้องหน้าก็กระจายออก หญิงสาวผู้หนึ่งสูง ผู้หนึ่งเตี้ย ทั้งสองสวมหมวกไผ่ แต่งกายด้วยอาภรณ์สีเขียวย่ำน้ำเดินมาถึงตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่

หญิงสาวที่ตัวสูงกว่าถอดหมวกไผ่ที่ห้อยผ้าโปร่งผืนบางเอาไว้ออก เผยเห็นเค้าหน้าธรรมดา ทว่ามีท่วงท่างดงาม ซึ่งก็คือเซี่ยโยวฉาน

“ศิษย์น้องเยี่ยนก็มีความรู้ซึ้งด้านค่ายกลอย่างสูงเช่นกัน” เซี่ยโยวฉานยิ้มเล็กน้อยพลางเอ่ย “เมื่อครูคันไม้คันมือชั่ววูบ หยอกล้อเจ้าเล่น ข้าขออภัยเจ้า ณ ตรงนี้ ขอเจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูเซี่ยโยวฉาน พลางกะพริบตาปริบๆ ยิ้มกล่าว “ศิษย์พี่เซี่ยกล่าวเกินไปแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง ข้าจะโทษท่านได้อย่างไรกัน หากให้ศิษย์พี่สวีทราบ เช่นนั้นข้าก็คงน่าสมเพชนัก เพียงแต่คราหน้าบอกกล่าวกันล่วงหน้าหน่อยเถิด เมื่อครู่ข้าไม่ได้เตรียมตัวใดๆ สักนิด”

ชายหนุ่มไม่เพียงแค่รู้จักหญิงสาวเบื้องหน้า ยังค่อนข้างคุ้นเคยกันอีกด้วย

เซี่ยโยวฉาน หนึ่งในผู้สืบทอดหัวกะทิที่สุดในบรรดาคนรุ่นเยาว์แห่งหอคลื่นโหม พลังฝึกปรืออยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย แกร่งยิ่งกว่าหร่วนผิง ระยะห่างสู่ชั้นผ่านภาขาดเพียงแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น

ปัจจุบันนางอายุใกล้สามสิบ ในสายตาของทั่วหล้านับว่าเป็นหญิงชราแล้ว เพียงแต่ว่าด้วยศักยภาพพรสวรรค์ของนาง และระดับขั้นที่นางสามารถบรรลุในภายภาคหน้าได้ หากคำนวณตามอายุขัยแล้ว สามสิบปียังไม่นับว่ามากเท่าใดนัก

จอมยุทธ์หญิงโลกแปดพิภพที่ไม่แต่งงานเลยตลอดชีพ ก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มน้อยเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอกับนางก็นับว่าคุ้นเคยกัน เพียงแต่ว่าความสนิทสนมนี้ก็เหมือนกับเยี่ยฉงโจว ก็คือมาจากสวีเฟย ‘วิหคเวหา’ ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน

เซี่ยโยวฉานส่ายศีรษะ เผลอหลุดยิ้มออกมา “ศิษย์น้องเยี่ยนพูดเล่นแล้ว คราวก่อนพบหน้ากับศิษย์พี่สวี เขาคุยโวทั้งวันว่าเจ้าเป็นหน้าเป็นตาแก่เขากว่างเฉิง”

“โอ้? ทั้งวัน…” เยี่ยนจ้าวเกอหัวร่อทะเล้นพลางกล่าว “มีสัมพันธ์ชู้สาวหรือนี่…”

“เจ้านี่นะ…” เซี่ยโยวฉานชี้นิ้วเขา

นางหันศีรษะกลับไปมองสาวน้อยตัวเตี้ยคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง “นี่คือจางเหยา ศิษย์น้องของข้า เจ้ายังไม่เคยพบนางมาก่อน รู้จักกันไว้เสียสิ ต่อไปหากเจ้าพบเสี่ยวเหยาเอ๋อร์เดินทางอยู่ภายนอก ก็ขอให้เจ้าดูแลนางสักหน่อย”

สาวน้อยตัวเตี้ยผู้นั้นก็ถอดหมวกไผ่ที่ห้อยผ้าโปร่งไว้นานแล้วเช่นกัน เผยเห็นใบหน้ากลมอันขาวนุ่มน่าเอ็นดู ดูท่าทางอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซือคงจิง

จางเหยาพิจารณาเยี่ยนจ้าวเกออย่างละเอียดด้วยความสงสัยมาโดยตลอด ตอนนี้เองนางกุลีกุจอคารวะ “จางเหยาแห่งหอคลื่นโหม คารวะศิษย์พี่เยี่ยน”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางคารวะตอบ “ศิษย์น้องจาง พบกันหนแรก ช่างมีมารยาทจริง”

เซี่ยโยวฉานพูดกล่าว “เอาละ ศิษย์น้องเยี่ยน เจ้ายังอยากฝึกปรืออยู่ที่ทะเลสาบอยู่หรือไม่”

“ก่อนหน้านี้ได้รับมาไม่น้อยแล้ว ที่เหลือก็คือต้องจัดระเบียบและตกตะกอน จึงไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ที่ทะเลสาบต่อไปแล้ว” ชายหนุ่มกล่าวตอบ “แต่ได้ยินมาว่าเขตหนึ่งของทะเลสาบปิดนภา นอกจากเกาะหลักหลายเกาะที่อยู่เขตตรงกลางแล้ว ยังมีทิวทัศน์งดงามแห่งอื่นอีก ข้าอยากจะไปดูสักหน่อย อีกทั้งที่แห่งนี้มีของวิเศษบางอย่างที่เกิดอยู่แค่เพียงที่นี่เท่านั้น หากสำนักท่านไม่ถือละก็ ข้าก็อยากจะเก็บรวบรวมบ้าง”

“ย่อมได้ เช่นนั้นพวกข้าก็จะนำเจ้าไปเดินเล่นแล้วกัน” เซี่ยโยวฉานกล่าว

ชายหนุ่มยิ้ม “ก็ลำบากศิษย์พี่เซี่ยและศิษย์น้องจางแล้ว”

ทั้งสี่คนเดินทางร่วมกัน เยี่ยนจ้าวเกออยู่ภายในทะเลสาบปิดนภาคราวนี้ เหมือนกับได้เข้าไปในคลังของวิเศษ สิ่งที่ได้รับมากมายสมบูรณ์ เพียงแต่ของที่เขาได้รับ ส่วนใหญ่เป็นเขาเองที่รู้อยู่แก่ใจ

ทว่าในสายตาคนรอบข้าง กลับไม่เห็นความผิดปกติแต่อย่างใด

หลังจากเดินไประยะหนึ่ง จู่ๆ ก็มีนกรูปร่างแปลกประหลาดรุกรานผ่านพื้นผิวทะเลสาบ ข้ามผ่านเมฆหมอกชั้นแล้วชั้นเล่า ตรงมาหาเยี่ยนจ้าวเกอกับเซี่ยโยวฉานและคนอื่นๆ จนเจออย่างแม่นยำ

เยี่ยนจ้าวเกอมองไป เห็นเพียงว่ารูปร่างนกบินตัวนั้นคล้ายกับห่านป่า ทว่าขนาดกลับเล็กกว่ามากนัก ตัวของมันเป็นสีแดงเพลิงไปทั่วทั้งร่าง สะดุดตาท่ามกลางเมฆหมอกและควันไฟอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างยิ่ง

“นี่ก็คือห่านป่าเพลิงที่สำนักท่านเลี้ยงดูจนเชื่องกระมัง สามารถเคลื่อนที่ไปมาอย่างอิสระท่ามกลางเมฆหมอกในทะเลสาบปิดนภาได้ ทั้งยังสามารถหาศิษย์สำนักท่านได้อย่างแม่นยำ ความเร็วเหินบินรวดเร็ว เป็นประโยชน์ต่อการติดต่อสื่อสารยิ่งนัก” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางชื่นชม “ได้ยินชื่อเสียงมายาวนาน ในที่สุดวันนี้ได้พบ สมคำร่ำลือดังคาด”

เซี่ยโยวฉานกล่าว “ทำให้ศิษย์น้องเยี่ยนขบขันเสียแล้ว”

นางยื่นแขนออกมา ห่านเพลิงตัวนั้นถึงร่อนลงมาพักบนแขนของนาง

หญิงสาวแกะสารน้อยแผ่นหนึ่งที่ติดอยู่บนกรงเล็บออกมา ครั้นอ่านดูเนื้อหาแล้ว นางก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “โอ้ บริเวณอันใกล้นี้ปรากฏปี่เซียะภูเขาตัวหนึ่งรึ”

ผู้อาวุโสแห่งหอคลื่นโหมได้รับรายงานข่าว ทว่าเรื่องราวไม่ได้รีบเร่งแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องให้ยอดฝีมือเร่งมาจากเกาะปิดนภาเป็นการเฉพาะ

พวกเขายืนยันได้คร่าวๆ ผ่านค่ายกลว่ามีศิษย์ในสำนักอยู่บริเวณใกล้เคียง จึงส่งข่าวให้จัดการมันเสีย

เซี่ยโยวฉานและจางเหยาอยู่ใกล้พอดี ผู้อาวุโสหอคลื่นโหมตัดสินว่าเซี่ยโยวฉานมีความสามารถจัดการได้ จึงใช้ห่านเพลิงส่งข่าวมา

“ลั่นวาจาแล้วว่าจะนำทางให้ศิษย์น้องเยี่ยน แต่กลับมีเรื่องขึ้นมาเสียได้” เซี่ยโยวฉานมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “เพียงแต่ปี่เซียะเป็นสัตว์ที่พบได้ยาก ศิษย์น้องเยี่ยนสนใจร่วมเดินทางไปด้วยกันหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางผงกศีรษะ “หากศิษย์พี่เซี่ยอนุญาต ข้าเองก็อยากจะพบเห็นเจ้าสัตว์ประหลาดที่ได้ยินชื่อมานาน แต่กลับไม่เคยเห็นกับตามาก่อนอยู่พอดี”

พวกเขาเคลื่อนไหวในทันที ไม่นานนักก็มาถึงบนเกาะเล็กเกาะหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน

กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอเดินขึ้นไปบนเกาะ ทว่ากลับมีคนไปถึงในป่าเขาบนเกาะนั้นก่อนเสียแล้ว

คนผู้นี้ยังไม่ได้ปรากฏตัวแต่อย่างใด กำลังมองดูเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ เดินขึ้นมาบนเกาะอย่างเงียบเชียบ

เขาเองก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ทว่าไม่นานนักก็ละสายตากลับ ป้องกันเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ค้นพบเขา

ในดวงตาทั้งสองข้างของคนผู้นี้ทอประกายอันตรายวับวาบ มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย็น ชัดเจนว่านั่นคือหลิวเซิ่งเฟิง ศิษย์เขาไร้พรมแดน
บทที่ 157
ระหว่างทาง จางเหยาส่งกระแสจิตไปหาเซี่ยโยวฉานอย่างลับๆ ‘จริงสิ ศิษย์พี่เซี่ย ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่ศิษย์พี่หร่วนกระทำชัดๆ ไยท่านต้องรับหน้าแทนเขาด้วยเล่า’

เซี่ยโยวฉานกล่าว ‘เจ้าอย่าได้มองว่าศิษย์น้องเยี่ยนตลกต่อหน้าข้ากับเจ้า แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นคนที่อดรนทนไม่ได้กับความอยุติธรรมและความไม่สมเหตุสมผลคนหนึ่ง ศิษย์น้องหร่วนยั่วยุเขา เขาจะต้องหาสนามเอาคืนอย่างแน่นอน เช่นเดียวกัน ศิษย์น้องหร่วนดูเหมือนว่าอ่อนโยน แต่แท้จริงแล้วหยิ่งยโสและชอบเอาชนะเป็นอย่างมาก จะให้เขาก้มหัวให้แก่ศิษย์น้องเยี่ยน นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ ผลสุดท้ายที่สุดจะเป็นเพียงแค่ขิงก็ราข่าก็แรงเท่านั้น’

‘สำนักเราไม่คิดที่จะไปเกี่ยวพันกับเรื่องระหว่างสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับเขากว่างเฉิง ถึงแม้ว่าพวกเราจะไม่ได้กลัวทั้งสองสำนักนั้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องไปสร้างเรื่องยุแหย่เสียเองเช่นกัน เปลี่ยนเรื่องเล็กน้อยให้ไม่มีเรื่องราวใดได้ถือเป็นการดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครรู้ได้ว่าท้ายที่สุดจะก่อเกิดผลเช่นไร’

จางเหยาพยักหน้า ‘เพียงแต่ว่าศิษย์พี่เซี่ย ท่านเป็นแพะรับบาปให้แก่ศิษย์พี่หร่วนไปแล้ว’

เซี่ยโยวฉานยิ้ม ‘ศิษย์น้องเยี่ยนเป็นคนที่เข้าใจเหตุผลคนหนึ่ง แท้จริงแล้วความจริงของเรื่องราวเป็นอย่างไรล้วนปิดบังเขาไม่ได้ เพียงแต่ดีที่เขายังไว้หน้าข้าอยู่หลายส่วน ขั้นบันไดที่ข้าต่อให้เขา เขาก็ก้าวลงโดยพลัน เก็บงำความเข้าใจไว้แสร้งทำเป็นสับสน ไม่ได้ซักถามต่อ’

‘ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง’ จางเหยาพลันตื่นตัว หลังจากลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถามต่อไปว่า ‘เพียงแต่หวังว่าศิษย์พี่หร่วนจะสามารถเข้าใจความเหนื่อยยากของท่าน…’

เซี่ยโยวฉานถอนใจ ‘หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น’

หลังจากทุกคนขึ้นมาบนเกาะขนาดเล็กแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็สังเกตสภาพแวดล้อมบนเกาะด้วยความสนใจยิ่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยป่าไผ่ เงื่อนไขสภาพอากาศคล้ายคลึงเกาะปิดนภา พื้นที่น้อยกว่าอยู่บ้าง ค่อนข้างใกล้กับเขตแดนทะเลสาบปิดนภา

สิ่งที่เรียกว่าปี่เซียะภูเขา เยี่ยนจ้าวเกอไม่เคยพบเห็นกับตามาก่อนอย่างแท้จริง

ภาพวาดเหมือนของปี่เซียะนั้นมีอยู่ เพียงแต่ว่าพูดไปก็บังเอิญทีเดียว เยี่ยนจ้าวเกอไม่เคยเห็นมาก่อน สัตว์วิเศษบนพสุธานี้เป็นพันเป็นหมื่น สัตว์วิเศษที่เขาไม่รู้จักจึงมีอยู่คณานับเช่นกัน

ทว่าชื่อเสียงของเจ้าตัวนี้ เยี่ยนจ้าวเกอเคยได้ยินมาก่อน

‘รูปร่างใหญ่ยักษ์แทบคล้ายกับช้าง รักความสงบไม่ชอบเคลื่อนไหว อุปนิสัยอ่อนโยนและไม่ชอบต่อสู้ ค่อนข้างเกียจคร้าน ทว่าพละกำลังแกร่งกล้าเป็นอย่างยิ่ง ปากสามารถเขมือบโลหะกลืนทองได้ ทั้งยังมีพรสวรรค์เหนือสิ่งอื่นใด สามารถควบคุมธาตุน้ำสีดำ เพลิงสีขาวได้’

ปี่เซียะภูเขาที่ปรากฏ ณ ทะเลสาบปิดนภาครานี้ ตามข่าวลือมันยังคงอยู่ในระยะแรกเกิด กระนั้นพลังของมันก็แก่กล้ายิ่ง ไม่ใช่จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ทั่วไปจะสามารถต้านทานได้

ถึงแม้ว่าปี่เซียะจะมีอุปนิสัยอ่อนโยนไม่ชอบต่อสู้ ทว่ามีนิสัยหนึ่งที่เลวร้ายยิ่ง นั่นก็คือความตะกละ อีกทั้งปริมาณการกินจองมันยังมหาศาล แม้กระทั่งไม่มีความคิดที่จะควบคุมอีกต่างหาก

หากปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ก็มีความเป็นไปได้มากว่ามันจะเหมือนกับตั๊กแตนข้ามแดน กินสถานที่หนึ่งจนเกลี้ยงโดยสิ้นเชิง

ทะเลสาบปิดนภานี้มีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก จนถึงขั้นมีการไหลเวียนของพลังปราณ สิ่งเล็กๆ เช่นรากหญ้าล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับค่ายกลอย่างแนบแน่น

ครั้นถูกปี่เซียะภูเขากัดแทะเกาะเล็กเกาะหนึ่งจนกลายเป็นผืนปฐพีแห้งผาก แน่นอนว่าไม่ถึงกับทำลายค่ายกล ทว่าหากปล่อยให้มันกินต่อไปตลอด อย่างไรก็จบไม่สวยเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ หลังจากมีศิษย์อ่อนอาวุโสแห่งหอคลื่นโหมพบเข้า ก็ส่งข่าวสารกลับยังเกาะปิดนภา ทางด้านเกาะปิดนภาจึงติดต่อให้เซี่ยโยวฉานที่อยู่ใกล้เคียงจัดการ

ศิษย์ผู้นั้นพบว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ร่วมเดินทางกับเซี่ยโยวฉานและจางเหยา จึงชะงักงันไปเล็กน้อย แต่ไม่นานนักก็รุดหน้าเข้ามาอธิบายเหตุการณ์

ฉะนั้นเยี่ยนจ้าวเกอ เซี่ยโยวฉาน และคนอื่นๆ จึงเข้าไปในป่าทึบลึกทันที

เมื่อทะลุผ่านป่าไผ่สุดลูกหูลูกตาไป สีหน้าอารมณ์เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของมันอยู่เบื้องหน้านี้รางๆ แล้ว

กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอสบตากันแวบหนึ่ง “น่าจะเป็นปี่เซียะภูเขานั่น…”

ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงคำพูด สีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ และเซี่ยโยวฉานล้วนเปลี่ยนแปลงไปอีกเล็กน้อย “เจ้านี่มันทำสิ่งใดลงไปกันนี่”

บริเวณลึกเข้าไปในทะเลไผ่ มีการสั่นไหวของปราณวิญญาณอันรุนแรงส่งมา คล้ายกับปรากฏน้ำวนขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง สั่นคลอนโดยรอบเกาะน้อยทั้งเกาะจนปราณวิญญาณไหลพรั่งพรูไปรวมอยู่ใจกลางพร้อมกัน

เยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้ามองไป พบว่าเมฆหมอกที่อยู่กลางท้องฟ้าเริ่มสั่นสะท้านขึ้นมาบ้าง ค่ายกลที่ปกคลุมทั่วทั้งเกาะปิดนภาไว้ได้รับผลกระทบ ได้รับการกระตุ้นจนเกิดปฏิกิริยาตอบรับออกมา

อาหู่ลูบด้านหลังศีรษะของเจ้านาย “ลักษณะเช่นนี้ หรือว่าปี่เซียะตัวนี้จะเลื่อนขั้น”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ “เกินกว่าครึ่งเป็นเช่นนั้นไม่ผิดแน่”

เซี่ยโยวฉานก้าวเดินไปข้างหน้า “พวกเราไปดูสถานการณ์สักหน่อย ตามเงื่อนไขแรกที่ได้กล่าวไว้ ยังคงไม่ต้องขัดจังหวะการเลื่อนขั้นของมัน”

กลุ่มคนทะลุผ่านป่าไผ่หนา เบื้องหน้าปรากฏพื้นที่ว่างโกร๋นผืนหนึ่ง ไม่ต้องถามก็รู้ได้ว่าถูกสัตว์วิเศษตัวนั้นกินเข้าไปอย่างทื่อๆ

เยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองไป พบว่าบริเวณศูนย์กลางพื้นที่ว่างนั้นมีกลุ่มแสงสีขาวดำใหญ่โตกลุ่มหนึ่งอยู่ ครั้นมองดูอย่างถี่ถ้วน ก็ชัดแจ้งว่าเป็นกระแสน้ำสีดำสนิทกับเปลวเพลิงสีขาวผสมเข้าด้วยกัน หมุนวนอย่างรวดเร็ว กลายรูปเป็นลักษณะทรงกลมหนึ่ง

ทั้งสีดำและสีขาวส่องแสงสว่างไสว ส่องประกายวับวาบอยู่ไม่หยุดหย่อน น้ำและเพลิงกระทบกัน แต่กลับประสานกันได้เป็นพิเศษ

เขามองดูพลางพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง “อืม ไม่เลวๆ การผสานส่งเสริมหยินหยาง เลียนแบบฟ้าดิน ได้รับสัจธรรมประณีตของธรรมชาติ ไม่ธรรมดาดังคาด แม้จะกล่าวว่าบนโลกหล้านี้มีสัตว์วิเศษเป็นพันเป็นหมื่น แต่ปี่เซียะนี้ก็นับว่าเป็นสายพันธุ์ล้ำค่าที่หายได้ยากแล้ว”

การผันแปรของปราณวิญญาณค่อยๆ มีแนวโน้มเสถียรขึ้น ขณะเดียวกันก็แก่กล้ามากขึ้น ปี่เซียะที่อยู่ตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าใกล้จะสำเร็จการเลื่อนขั้นของตนแล้ว

ธาตุน้ำสีดำธาตุเพลิงสีขาวรูปร่างคล้ายแสงทรงกลมที่ไม่หยุดหมุนวนนั้นเริ่มจางลง เผยให้เห็นลักษณะที่แท้จริงของสัตว์วิเศษภายใน

ทว่าสีหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอกลับแข็งค้าง

“นั่นคือสิ่งใดหรือ…ศิษย์พี่เซี่ย” เยี่ยนจ้าวเกอบิดหมุนต้นคออันแข็งทื่ออยู่บ้างของตน เอ่ยถามไปทางเซี่ยโยวฉานที่อยู่ฟากหนึ่งว่า “…นี่คือปี่เซียะภูเขาในคำร่ำลือหรือ”

เซี่ยโยวฉานพยักหน้าตอบรับ “ไม่ผิดหรอก จำนวนของสัตว์ชนิดนี้มีน้อยยิ่งนัก เพียงแต่บริเวณเขตแดนติดกันของบึงพิภพข้าและอัคคีพิภพมีอยู่ ที่นภาพิภพของพวกเจ้านั้นไม่มี หากเจ้าไม่เคยเห็นแผนภาพก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญแล้ว เพราะเบื้องหน้ามีตัวหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่ ศิษย์น้องเยี่ยนอยากปราบและเลี้ยงสัตว์ตัวนี้หรือไม่” เซี่ยโยวฉานเอ่ยถาม “ก็ไม่ใช่ว่าข้าไม่สามารถ…”

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกมึนงงอยู่บ้าง

ถึงแม้ว่าขนาดร่างของปี่เซียะภูเขาตัวนี้จะใหญ่กว่าที่คาดคิดไว้มากนัก เพราะยังคงเป็นระยะทารก แต่ก็คล้ายกับช้างตัวเล็กตัวหนึ่งแล้ว

สัตว์วิเศษที่อยู่เบื้องหน้า ชัดเจนว่าเป็นหมีสยงเมา[1]ยักษ์ตัวหนึ่งที่มีขนาดร่างขยายใหญ่ยิ่ง…

ในบรรดาทั้งสี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ จางเหยาที่พลังฝึกปรือต่ำที่สุดมองดูสัตว์วิเศษยักษ์ตัวนั้นด้วยความระมัดระวังยิ่ง “แม้ว่าอายุอานามจะไม่มาก แต่พละกำลังช่างแกร่งยิ่งนัก มิน่าเล่าถึงได้มีบางหมู่บ้านที่อยู่ในชนบท ยังนำปี่เซียะเป็นภาพสัญลักษณ์บรรพบุรุษในการเซ่นไหว้บูชา”

“ภาพสัญลักษณ์?” เยี่ยนจ้าวเกออ้าปากหวอ

ทว่าอาหู่ที่อยู่ข้างกายเขากลับมีสีหน้าเอาจริงเอาจัง “คุณชายขอรับ สัตว์ตัวนี้แกร่งนัก หากสันทัดในการใช้พลังของตนแล้วละก็ อย่างน้อยๆ ก็สามารถทัดเทียมกับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น แม้กระทั่งสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก”

เยี่ยนจ้าวเกอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง หลังจากนั้นครู่ใหญ่ก็พยักหน้า “ใช่ สิ่งนี้ข้าเองก็มองออกได้อยู่เช่นกัน เพียงแต่ว่า…ก่อนหน้าไม่เคยคิดถึงมาก่อน”

ชายหนุ่มดึงสติกลับมา มองดูหมีสยงเมายักษ์ที่อยู่เบื้องหน้า เขารับรู้ได้ถึงความร้อนแผดเผาภายในใจเล็กน้อยเช่นกัน

ตนเองยังคงมีความรู้สึกดีต่อหมีสยงเมายักษ์…เอ่อ ต่อปีเซียะสัตว์ชนิดนี้ ถึงแม้ว่าเจ้านี่ที่อยู่เบื้องหน้าอาจจะมีความแตกต่างจากหมีสยงเมายักษ์ที่อยู่ภายในความทรงจำอยู่บ้าง

เลี้ยงเจ้าตัวนี้เช่นนี้นับว่าได้อารมณ์ยิ่ง ปัญหาเดียวก็คือจะใช้งานมันเยี่ยงไร ปัญหานี้ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอปวดหัวอยู่บ้าง

เป็นสัตว์เลี้ยงน่ะหรือ นั่นสิ้นเปลืองอยู่บ้าง ขับเคลื่อนมันต่อสู้น่ะหรือ รูปแบบภาพก็แปลกประหลาดอยู่บ้างอีก

ส่วนกล่าวว่าเป็นสัตว์ใช้สำหรับขี่น่ะหรือ…

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุก ภายในสมองปรากฏฉากเหตุการณ์หนึ่ง…

‘ข้าทำให้เตาผลึกหินชั้นในปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง!’

‘สัตว์พาหนะข้าคือหมีสยงเมาตัวหนึ่ง’

‘ข้าทำให้วิชาเข็มทองผ่านโอสถปรากฏขึ้นบนโลกอีกครั้ง!’

‘สัตว์พาหนะข้าคือหมีสยงเมาตัวหนึ่ง’

‘ข้าทำให้สายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขาไร้พรมแดนฟื้นคืน!’

‘สัตว์พาหนะข้าคือหมีสยงเมาตัวหนึ่ง’

‘ข้าโจมตีจนจอมยุทธ์ระดับเดียวกันจนพวกเขาต้องก้มศีรษะให้ ไม่อาจต้านทานได้!’

‘สัตว์พาหนะข้าคือหมีสยงเมาตัวหนึ่ง’

‘…’

………………..

[1] หมีสยงเมา คือ หมีแพนด้า
บทที่ 158
‘สัตว์พาหนะของเจ้าคือหมีสยงเมา…’

 

‘สัตว์พาหนะคือหมีสยงเมา…’

 

‘คือหมีสยงเมา…’

 

‘หมีสยงเมา…’

 

ในหัวเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับมีเสียงกำลังดังก้องไม่หยุดหย่อน ทำให้เข้าอดไม่ได้ที่จะกลอกตาขาว ‘…อันที่จริงแล้ว ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างยิ่งกระมัง มีผลดึงดูดสายตาอย่างสุดขีด โดดเด่นเต็มร้อย แตกต่างไม่ธรรมดา เพียงแต่ความรู้สึกนึกคิดทั้งอัปยศอดสู ทั้งสุขกายสบายใจเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน?’

 

เยี่ยนจ้าวเกอนวดขมับตนเอง ยิ้มขมขื่นพลางมองหมีสยงเมายักษ์เบื้องหน้า ‘ช่างเถิด ต่อให้เลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยง แม้ปริมาณการกินจะค่อนข้างมาก แต่มองดูก็เพลินตา รับหน้าที่แสดงความน่ารักโดยเฉพาะ ดีเหมือนกัน หากนำมาใช้เกี้ยวสตรี คิดไปแล้วก็เป็นเครื่องมือทรงประสิทธิภาพเช่นกันกระมัง?’ มุมปากของเขายกขึ้น มีความคิดที่ไม่ดีนักอยู่บ้าง

 

เขาหันหน้ากลับไปมองเซี่ยโยวฉานที่อยู่ข้างๆ “ศิษย์พี่เซี่ย ขอพูดตามตรงไม่ปิดบัง สัตว์ตัวนี้สะดุดตาข้าอยู่พอควร ไม่ทราบว่าสำนักท่านจะตัดใจทิ้งได้หรือไม่”

 

แท้จริงแล้วทะเลสาบปิดนภาคือท้องถิ่นของหอคลื่นโหม ครั้งนี้ประสบเจอหมีสยงเมายักษ์ตัวนี้ ก็เป็นเพราะชายหนุ่มติดตามเซี่ยโยวฉานมาด้วยเช่นกัน

 

เซี่ยโยวฉานได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม “สำนักข้านอกจากเลี้ยงห่านเพลิงและสัตว์วิเศษอยู่ไม่กี่ชนิด ไว้ส่งสารและเป็นพาหนะแล้ว น้อยนักจะเลี้ยงสัตว์วิเศษ เจ้าไม่เอ่ยปาก ข้าก็นำเจ้าปี่เซียะภูเขาส่งออกนอกอาณาบริเวณทะเลสาบปิดนภาเพียงเท่านั้น หลีกเลี่ยงไม่ให้มันส่งผลกระทบต่อค่ายกล”

 

“ศิษย์น้องเยี่ยนต้องการ แน่นอนว่าสามารถจับได้ และหากต้องการความช่วยเหลือจากข้า ขอเพียงแค่เจ้าเอ่ยวาจาก็พอ แต่ข้าเห็นเจ้ากับสหายด้านข้างท่านนี้แล้ว จะจับปี่เซียะภูเขาตัวนี้ก็ไม่ยากเย็น ลงมือได้เลย”

 

อีกฝ่ายไม่เอ่ยเรื่องค้าขาย ปล่อยตนจับสัตว์ตามสบาย เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินแล้ว ก็พลันยิ้มน้อยๆ “ขอบคุณน้ำใจไมตรีของศิษย์พี่เซี่ย ข้ากล่าวขอบคุณก่อน จักต้องมีตอบแทนภายหลังเป็นแน่”

 

เซี่ยโยวฉานใจกว้าง แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่อาจเอารัดเอาเปรียบนางได้ หลังจากใคร่ครวญอยู่ภายในใจครู่หนึ่ง ก็นับว่าเขามีแผนการอยู่ในหัวแล้ว เพียงแต่ว่าไม่รีบเร่งกระทำในเวลานี้แต่อย่างใด จับหมีสยงเมายักษ์เบื้องหน้าตัวนี้ก่อนค่อยว่ากล่าวดีกว่า

 

เยี่ยนจ้าวเกอโบกไม้โบกมือไปทางอาหู่ อีกฝ่ายยิ้มซื่อ พลันคันไม้คันมือทันที เตรียมเดินไปทางใจกลางพื้นที่ว่างพร้อมกับคุณชายของเขา

 

“หืม?” กระนั้นทันใดนั้นเอง สายตาเยี่ยนจ้าวเกอจดจ่อโดยพลัน รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนของปราณจิตราจอมยุทธ์จากที่ห่างไกลออกไปอย่างอยู่รางๆ ข้างหูยิ่งคล้ายกับเกิดเสียงคันศรและสายธนูหนึ่งดังขึ้นเป็นพักๆ

 

เป้าหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่กลุ่มคนของตนแต่อย่างใด จู่ๆ ก็มีลูกศรยิงจากอีกทิศทางหนึ่ง พุ่งไปยังหมีสยงเมาที่อยู่ใจกลางพื้นที่ว่าง!

 

ชายหนุ่มจ้องมองไป พบว่าทิศทางที่ลูกศรยิงออกมามีชายผู้หนึ่งยืนอยู่ภายในป่าไผ่ ใบหน้าปรากฏสีหน้าละโมบอย่างชัดแจ้ง จดจ้องหมีสยงเมายักษ์ที่อยู่กลางพื้นที่ว่างนั้น

 

‘ไม่ใช่คนของหอคลื่นโหม ทว่าก็เป็นถึงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา จอมยุทธ์ของบึงพิภพได้รับอนุญาตจากหอคลื่นโหม เข้าสู่ทะเลสาบปิดนภามาหาโชค…เขาไม่ได้พบเห็นพวกข้า แต่กลับเฝ้าดูเจ้านั่น เกิดความคิดละโมบในจิตใจ’

 

‘น่าจะมีเพียงแค่ระดับขั้นเคียงนภาระยะต้นเท่านั้น จึงกังวลว่าพลังตนเองไม่เพียงพอแก่การจับเป็นหมีสยงเมาตัวนี้ ถึงได้ช่วงชิงสถานการณ์ที่หมีสยงเมาเลื่อนชั้นลอบโจมตี’

 

แค่เพียงไม่นาน ในใจเยี่ยนจ้าวเกอเกิดความคิดมากมาย จากนั้นเขาก็เหินกายขึ้นท้องฟ้า มือขวาสะบัดแขนเสื้อ แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งออกมาจากภายในแขนเสื้อ ส่งเสียงราวกับมังกรคำรามออกมา ชั่วพริบตาก็ทะลุผ่านพื้นที่กว่าร้อยจั้ง

 

กระบี่ของเขาลอยอยู่กลางอากาศ สกัดลูกศรนั้นที่อีกฝ่ายยิงออกมา!

 

“เหอะ ลูกศรระเบิดวิญญาณ ยอมลงทุนนี่” ขณะกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอหักลูกศรอยู่นั้น เขาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้องทันที

 

ลูกศรที่ยิงมาของผู้มาเยือน คือลูกศรระเบิดวิญญาณที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ลูกศรนี้ล้ำค่าหายากเป็นพิเศษ ทว่าอานุภาพก็แก่กล้าอย่างยิ่ง แม้ว่าด้ามลูกศรจะถูกคู่ต่อสู้สกัดกั้นไว้ ก็สามารถกลายสภาพเป็นการรุกโจมตีระลอกที่สอง สร้างการสังหารและทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้

 

จอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาถูกธนูลับจู่โจมกะทันหัน ล้วนไม่ง่ายจะต้านทาน ได้แต่ยิ่งต้องกล้ำกลืนความเจ็บแค้นไว้!

 

หลังจากกระบี่ของถูกเยี่ยนจ้าวเกอหักลูกศรแล้ว ภายในลูกศรพลันมีแสงจ้าปลดปล่อยออกมาทันที

 

ลูกศรนี้แม้จะมีพลังอานุภาพมาก แต่ก็จัดการเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้โดยสิ้นเชิง ขณะเดียวกันหมีสยงเมาตัวนั้นกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของการเลื่อนชั้น ใกล้เสร็จสิ้นขั้นตอนสุดท้าย เวลานี้หากถูกรบกวนเพียงเล็กน้อย ผลพวงอาจน้อยหรือมากก็ไม่มีผู้ใดรู้

 

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ส่ายศีรษะไปพลาง แกว่งกระบี่ไปพลาง

 

ชายหนุ่มยื่นกระบี่ออกไปประหนึ่งมังกร วาดวงกลมวงหนึ่งอยู่กลางท้องฟ้า

 

ประกายกระบี่สาดส่องไปทั่วทุกหนแห่ง ทิ้งร่องรอยกลางนภา วงกลมแสงส่องประกายระยับ บริเวณตรงกลางราวกับน้ำวน ส่งแรงดูดมหาศาลออกมา

 

หลังจากลูกศรระเบิดวิญญาณระเบิดเป็นเสี่ยงๆ แล้ว แสงสีทองหลากสายที่เปล่งออกมา โถมเข้าสู่ภายในวงกลมแสงที่กลายสภาพมาจากประกายกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งหมด

 

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ปราณวิญญาณที่เดิมทีสั่นกระเพื่อมเนื่องด้วยหมีสยงเมานั่น พลันไม่เสถียรขึ้นมาเพราะถูกประกายกระบี่เยี่ยนจ้าวเกอลากดึง ปราณวิญญาณจำนวนมากก็ถูกวงกลมแสงอันแปรสภาพมาจากประกายกระบี่ดูดกลืนเช่นเดียวกัน

 

ลมเมฆกลางท้องฟ้าซัดสาด ค่ายกลถูกกระตุ้นจนเกิดปฏิกิริยาออกมา โคจรด้วยตนเอง

 

เมฆหมอกเบื้องหน้าผู้คนพลิกหมุน ท้องฟ้าราวกับเคลื่อนที่สะเปะสะปะไม่หยุดหย่อน สิ่งของกระจัดกระจายโดยพลัน

 

ไม่นานนักค่ายกลก็ถูกคนควบคุม เมฆควันอันยุ่งเหยิงสงบลงอย่างฉับไว

 

ปรากฏการณ์ที่ผกผันเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอกลับคืนสู่สภาพปกติ ตรงหน้ายังคงเป็นป่าเขาเมื่อครู่ เพียงแต่ไผ่เขียวขจีอันสูงใหญ่ล้มทั้งผืนราวกับนาข้าวสาลีที่ต้องลมพัดแรง

 

“เหอะ จะหาเรื่องลำบากให้ไปไย” เยี่ยนจ้าวเกอเก็บกระบี่อย่างไม่สบอารมณ์นัก รู้สึกว่าบางอย่างไม่ถูกต้องอยู่บ้าง

 

ครั้นหันศีรษะกลับไปมอง ก็พบเจ้าอ้วนหัวโตขนปุกปุย กลมเป็นก้อนตัวหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า ดวงตาในวงขอบสีดำคู่หนึ่งกำลังกะพริบปริบๆ

 

เยี่ยนจ้าวเกออดไม่ได้ที่จะนิ่งเงียบ “นี่ เจ้าตามข้ามาถึงที่หนึ่งแล้วนะ”

 

หมีสยงเมายักษ์ที่คล้ายกับช้างตัวน้อยตัวหนึ่ง ติดตามเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงเบื้องหน้าของเขาด้วยความสนิมสนมและงุ่มง่ามอยู่บ้าง

 

ชายหนุ่มหลุดหัวร่อ “ฮะฮ่า เจ้าตัวใหญ่นี่” เขาเอ่ยพลางยืนมือของตนออกไป ลูบขนสีขาวและดำสลับกันของหมีสยงเมายักษ์ตัวนั้น ก่อนที่มันจะแลบลิ้นออกมาเลียกลางฝ่ามือเยี่ยนจ้าวเกอเบาๆ

 

เขายิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าก็ต้องการจะจับเจ้าเหมือนคนผู้นั้นเช่นกัน เพียงแต่ข้ามีความมั่นใจว่าต่อให้เจ้าเลื่อนขั้นแล้ว ข้าเองก็สามารถจับเจ้าได้เช่นกันก็เท่านั้น”

 

หมีสยงเมายักษ์กะพริบตาปริบๆ แลบลิ้นเลียริมฝีปากแผลบๆ ภายในดวงตาทั้งสองเผยให้เห็นความแวววาวอันเป็นธรรมชาติยิ่ง

 

“โอ้ ฉลาดไม่เบานี่” เยี่ยนจ้าวเกอค้นพบว่าตนเองสามารถอ่านความหมายของประกายตาหมีสยงเมายักษ์นี้ได้รางๆ เพียงแต่ว่า หลังจากอ่านเข้าใจแล้ว เขาก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง

 

แววตาอันอ่อนเปลี้ยเกียจคร้านนี้ โดยมากคือกำลังเอ่ยถามว่าหากอยู่กับเจ้าแล้ว จะกินอิ่มท้องหรือไม่…

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูมันอย่างอารมณ์ดี ทั้งยังขบขัน “เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะจับเจ้าไป เพื่อสังหารเจ้ากินเนื้อรึ”

 

หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นรุดหน้าเข้ามาใกล้ด้วยความซุกซนไร้เดียงสา ใช้หัวถูไถเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่สนใจสิ่งใด

 

ชายหนุ่มถอนใจเสียงหนึ่ง “เจ้าก็ต้องลดๆ ยั้งๆ เสียบ้าง หากกินเก่งจนเกินไป ข้าคงจำต้องลากเจ้าไปเร่แสดงแลกเบี้ยแล้ว”

 

เจ้าหมีสยงเมายักษ์ร้องเรียกแผ่วเบา คล้ายกับมนุษย์กำลังเปิดปากหัวเราะอย่างไรอย่างนั้น

 

เขาเงยหน้าขึ้นพลางครุ่นคิด “ข้าคิดก่อนนะ เจ้าหมีสยงเมาตัวนี้…เอ่อ รายการอาหารของเจ้าปี่เซียะภูเขาเป็นอย่างไรกัน”

 

ถึงแม้ว่าจะตะกละ โดยเฉพาะละโมบกินไผ่หลากชนิด ทว่านั่นก็เป็นเพียงแค่การกินรองท้อง หรือไม่ก็อยากกินเท่านั้น เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ หากปี่เซียะภูเขาคิดอยากจะยกระดับพลังตน จำเป็นต้องเขมือบโลหะกล้าและแร่วิเศษหลากหลายรูปแบบเข้าไป อีกทั้งมันยังโปรดปรานศิลาแร่โลหะวิเศษที่เต็มไปด้วยปราณหยินและหยางเป็นอย่างยิ่ง

 

ทว่าสิ่งของชนิดนี้ มักจะพบได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งมีราคาสูงลิ่ว

 

เปรียบเทียบกับปริมาณการกินของเจ้าตัวใหญ่เบื้องหน้านี้ มันคือตัวผลาญกินอย่างแท้จริง
บทที่ 159
เขากว่างเฉิงยิ่งใหญ่ เลี้ยงเจ้าตัวโตนี้ตัวเดียวคงไม่ใช่ปัญหา อีกทั้งเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังได้รับอำนาจสิทธิพิเศษจัดสรรทรัพยากรอีกต่างหาก

สำหรับตัวเยี่ยนจ้าวเกอเองแล้ว เขายินดีที่จะเป็นเศรษฐีใหม่มือเติบอวดร่ำอวดรวยเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ชายหนุ่มนึกได้ถึงส่วนประกอบชนิดหนึ่ง ซึ่งหลังผ่านการหลอมด้วยวิธีการพิเศษแล้ว ก็จะสามารถใช้เป็นอาหารของหมีสยงเมาตัวนี้ได้

อีกทั้งปริมาณการผลิตส่วนประกอบชนิดนี้ค่อนข้างสูง ทว่ามีราคาต่ำ ประสิทธิผลยังดีกว่าโลหะคุณภาพและศิลาแร่ทั่วไปอีกด้วย เป็นต้นแบบของของดีราคาถูกโดยสิ้นเชิง

ส่วนชื่อของมัน เยี่ยนจ้าวเกอเตรียมไว้สองตัวเลือกด้วยเจตนาร้ายให้ขบขันยิ่ง ชื่อคือพ่านพ่าน (คาดหวัง) อีกชื่อคือว่าพ่างหู่ (เสืออ้วน)

ส่วนแผนการหลังจากนั้นที่เยี่ยนจ้าวเอกคิดไว้ ก็คือตั้งชื่อสัตว์เลี้ยงตัวถัดไปว่าเสี่ยวฝู (เด็กหนุ่ม) และตัวถัดถัดไปเรียกว่าต้าสยง (วีรบุรุษ)…

เหล่านี้ล้วนเป็นงานอดิเรกที่ไม่ดีนักเนื่องด้วยความเบื่อหน่ายของเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่ากลับไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวต่อคนนอก

“จิ๊ สองชื่อนี้ ใช้ชื่อไหนดีนะ นี่เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวเสียจริง” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มตาหยีมองดูหมีสยงเมายักษ์ตรงหน้า

ปี่เซียะภูเขาที่เฉลียวฉลาดอย่างยิ่งยวด ร่างกายอันใหญ่ยักษ์สั่นระริกเบาๆ ครู่หนึ่ง รู้สึกได้ถึงท่าไม่ดีอยู่บ้างโดยสัญชาตญาณ

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะร่วนพลางตบหัวใหญ่โตของมันเบาๆ แล้วจึงช้อนตาสายขึ้นมองไปยังที่ที่ไกลออกไป

พวกเขายังคงปักหลักอยู่บนเกาะน้อยนั่น เนื้อที่ของที่แห่งนี้มีจำกัด ต้องการจะหาคนอื่นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

ชายหนุ่มยังไม่ได้ก้าวเท้าออกไป สายตากวาดส่องก็เห็นว่าไกลออกไปมีเงาร่างสวมอาภรณ์สีเขียว กำลังเดินมาทางด้านตนเอง

ผู้มาเยือน กลับเป็นศิษย์หญิงเยาว์วัยของหอคลื่นโหมผู้นั้น จางเหยา

เด็กสาวใบหน้ากลมมองเห็นเยี่ยนจ้าวเกอและหมีสยงเมายักษ์ข้างกายเขา ที่แม้ว่าจะใหญ่โต แต่ปรากฏความน่ารักโอนอ่อนผ่อนตาม จึงพลันวางใจขึ้นมาทันที

“ศิษย์พี่เยี่ยนปราบปี่เซียะภูเขาตัวนี้แล้วหรือ” จางเหยาเดินเข้าใกล้ด้วยความสงสัยใคร่รู้

หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้นพลิกตัวบนพื้นด้วยความเหนื่อยหน่าย อ้วนท้วนน่าเอ็นดู ทำให้จางเหยาเกิดความรู้สึกดีอย่างมาก

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้น จึงปริปากกล่าว “แท้จริงแล้วเจ้าอายุยังน้อย คงไร้แรงต้านทานต่อสิ่งน่ารักเช่นนี้อย่างสิ้นเชิง”

จางเหยาเอ่ยถามด้วยความระมัดระวังว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ข้าลูบมันได้หรือไม่เจ้าคะ”

เขาหันศีรษะกลับไปมองเจ้าตัวใหญ่ที่อยู่ข้างกายตนเอง เห็นท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของมัน ไม่ได้ต่อต้านขัดขืนแต่อย่างใด ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า “ได้”

เด็กสาวร้องดีอกดีใจโดยพลัน รุดขึ้นมาด้านหน้า

นางเร่งรีบเข้าใกล้หมีสยงเมายักษ์ตัวนั้น ขณะเดียวกัยเยี่ยนจ้าวเกอก็ถามว่า “คนที่ยิงธนูผู้นั้น ไม่ใช่จอมยุทธ์สำนักเจ้ากระมัง”

จางเหยาตื่นตัว กล่าวตอบ “ทำให้ศิษย์พี่เยี่ยนขบขันเสียแล้ว คนผู้นั้นไม่ใช่จอมยุทธ์สำนักข้าแต่อย่างใด น่าจะเป็นจอมยุทธ์เกาะฉู่แห่งบึงพิภพที่ทะเลสาบปิดนภาตั้งอยู่ แม้ข้าจะไม่เคยพบเห็นมาก่อน แต่การที่สามารถเข้าสู่ค่ายกลปิดนภาได้ ก็น่าจะมีฐานะเดิมเป็นขุมกำลังระดับหนึ่งหรือสองที่ใกล้ชิดกับสำนักข้า หรือไม่ก็จอมยุทธ์เดินทางลำพัง เขาน่าจะเพียงแค่ต้องการจับเจ้าปี่เซียะภูเขาตัวนี้เท่านั้น ไม่พบเห็นพวกเรา และก็คงไม่ได้มีเจตนาเช่นกัน”

ถึงจะยังเยาว์วัย พลังฝึกปรือก็ยังอยู่ในขั้นจิตราชั้นใน ทว่าสาวน้อยใบหน้ากลมผู้นี้กลับเป็นศิษย์สืบทอดหลักแห่งหอคลื่นโหมผู้ซึ่งซื่อตรงยิ่ง และแม้ว่าพลังฝึกปรือจะยังไม่เทียบเท่า แต่ก็ได้รับการปฏิบัติเดียวกับเซี่ยโยวฉานและหร่วนผิง

เยี่ยนจ้าวเกอมองออกว่าความรู้สะสมจากประสบการณ์ชีวิตของจางเหยา ก็จัดอยู่ในประเภทที่ค่อนข้างผิวเผินเช่นกัน

ถึงกระนั้นศิษย์สืบทอดที่มีพลังความสามารถบรรลุเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์ได้ ศักยภาพ พรสวรรค์ วรยุทธ์ และพลังความสามารถย่อมไม่ต้องสงสัยโดยสิ้นเชิง

แม้ว่าจะไม่เคยเห็นจางเหยาลงมือมาก่อน ทว่าตลอดการร่วมเดินทางนี้ เยี่ยนจ้าวเกอเห็นเคล็ดวิชาตัวเบาและการกำหนดลมหายใจขับพิษของนางแล้ว ขอเพียงแค่ประสบการณ์การต่อสู้จริงไม่ขาดแคลน ก็ไม่น่าจะอ่อนด้อยไปกว่าโหวเสียง ศิษย์เขาไร้พรมแดนที่เคยพบกันที่เขานิมิตเมฆเมื่อก่อนหน้านี้

เยี่ยนจ้าวเกอฟังจางเหยากล่าวจบ ก็ยิ้มพลางส่ายศีรษะ “อืม ข้ารู้ดี ยิ่งไปกว่านั้น แม้รู้ว่าพวกเราอยู่ที่แห่งนั้นก็ไม่เป็นไร เจ้านี่…เอ่อ เจ้าปี่เซียะภูเขาตัวนี้ หากหอคลื่นโหมของเจ้าเองไม่รับไว้ เช่นนั้นก็อนุมานได้ว่าเป็นสัตว์ไร้เจ้าของ”

“สัตว์ไร้เจ้าของ ผู้ได้สามารถรับเอาไปได้ อาศัยความสามารถแต่ละบุคคล หากแต่เขาพุ่งเป้ารุกโจมตีข้าละก็ เช่นนั้นข้าก็จะมิยั้งมือไว้ไมตรีเช่นกัน”

จางเหยายิ้มน้อยๆ “เขาไม่อาจโจมตีเทียมศิษย์พี่เยี่ยนได้หรอกเจ้าค่ะ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไปค้นหาคนอื่นกันหน่อยเถิด พื้นที่เกาะนี้มิใหญ่ คาดว่าร้องตะโกนครั้งหนึ่ง ศิษย์พี่เซี่ยกับอาหู่ก็คงจะได้ยินแล้ว”

หลังจากเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว จางเหยาก็ไม่ได้ระมัดระวังตนต่อหน้าเยี่ยนจ้าวเกอมากขนาดนั้นเช่นกัน ได้ยินดังนั้นจึงยิ้มกล่าว “หากข้าตะโกนละก็ เกรงว่าเสียงคงยังไม่ดังพอ”

ชายหนุ่มผุดยิ้ม “เดิมข้าก็ไม่ได้ขอให้เจ้าตะโกนเสียหน่อย”

สิ้นคำพูด ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นฟ้าคำรามยาวในทันที ประหนึ่งกับมังกรคำรามบนสุดขอบฟ้า

จางเหยาอยู่ด้านข้าง เพียงแค่ฟังอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกว่าจิตใจสั่นไหวกระเพื่อม ปราณจิตราทั่วกายไม่มั่นคง

“พลังฝึกปรือศิษย์พี่เยี่ยนช่างสูงนัก” จางเหยาตกใจจนพูดไม่ออกอยู่เงียบๆ แม้ว่าความรู้สั่งสมจากประสบการณ์จะน้อย ทว่ายอดฝีมือที่เคยพบมาล้วนไม่น้อยเลย

หอคลื่นโหมกับเขากว่างเฉิงเสมอกันในหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ในโลกแปดพิภพ จอมยุทธ์ระดับขั้นเคียงนภาภายในสำนักจะน้อยไปได้อย่างไร

ทว่าหลังจากจางเหยาหวนคะนึงแล้ว กลับพบว่าในกลุ่มคนที่ตนเคยพบมาก่อนนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่มีปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นผู้ใดสามารถเทียบเยี่ยนจ้าวเกอได้เลยสักคนเดียว

ถึงแม้ว่าไม่เคยประมือกันจริงๆ มาก่อน กระนั้นจางหวนนึกอย่างถี่ถ้วนดูแล้ว ต่อให้เป็นหร่วนผิงที่อยูในขั้นเคียงนภาระยะกลาง เกรงว่าก็เอาชนะเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้

คิดถึงก่อนหน้าที่หร่วนผิงทดลองหยั่งเชิงเยี่ยนจ้าวเกอ จางเหยาอดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะเบาๆ ‘เคราะห์ดีที่ศิษย์พี่หร่วนไม่ได้ลงมือจริงๆ…’

เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอหยุดคำรามแล้ว จางเหยาก็เอ่ยว่า “หลังจากศิษย์พี่เซี่ยกับพี่ใหญ่ได้ยินแล้ว คงจะรีบเร่งมาร่วมกัน พวกเราก็รอท่าอยู่ที่เดิมดีหรือไม่เจ้าคะ”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้กล่าวตอบ เส้นสายตากลับจะมองไปอีกทิศทางเสียด้วยซ้ำไป

จางเหยากล่าวถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน มีอันใดหรือเจ้าคะ”

“บนเกาะยังมีผู้อื่นอีก” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม

ยามคำรามเสียงยาวเมื่อครู่ เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าไกลออกไปมีปราณจิตราของจอมยุทธ์กำลังผันแปร จากนั้นอีกฝ่ายก็เริ่มเข้าใกล้มาทางด้านนี้ โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะปกปิดอำพรางสถานที่ที่เดินทางแต่อย่างใด

รอจนอีกฝ่ายใกล้เข้าขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอถึงสัมผัสแยกแยะอย่างละเอียด กลับพบว่าภูมิหลังวิถีวรยุทธ์ของเขาไม่ใช่อาหู่ และก็ไม่ใช่เซี่ยโยวฉานเช่นกัน

กระทั่งต่อมา แม้แต่จางเหยาก็สัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของอีกฝ่าย ข้างหูเกิดเสียงฝีเท้าอันหนักอึ้งดังขึ้น

ทุกย่างก้าวของอีกฝ่าย พสุธาคล้ายกับสั่นสะเทือนอยู่ชั่วครู่ ดุจดั่งภูเขาสูงตระหง่านกำลังก้าวเดินอย่างไรอย่างนั้น

“จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดน ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย” เยี่ยนจ้าวเกอรู้ดีอยู่แก่ใจแล้ว ครู่ถัดมาก็พบเงาร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งเดินออกมาจากภายในป่าไผ่ไกลออกไป

ผู้มาเยือนอายุราวสามสิบปี ในดวงตาฉายแววบ้าเลือด ซึ่งนั่นก็คือหลิวเซิ่งเฟิง ศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขาไร้พรมแดน

สายตาเยี่ยนจ้าวเกอมองไป พบว่าในมือหลิวเซิ่งเฟิงจับขาของคนคนหนึ่งไว้ เดินลากเอาคนคนนั้นไปกับพื้น

ผู้ที่ถูกหลิวเซิ่งเฟิงจับไว้ เห็นได้ชัดแจ้งว่าเป็นจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้ใช้ลูกศรระเบิดวิญญาณลอบโจมตีปี่เซี่ยะภูเขาเมื่อครู่

ขาข้างหนึ่งของจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นี้ถูกหลิวเซิ่งเฟิงจับเอาไว้ ส่วนขาอีกข้างหักตั้งแต่ช่วงหัวเข่า โลหิตไหลไม่ขาดสาย รอยเลือดลากออกไปบนพื้นเป็นทางยาว แช่ใบไผ่ที่ร่วงอยู่บนพื้นเอาไว้

ในมืออีกข้างหนึ่งของหลิวเซิ่งเฟิง กลับจับคันธนูยาวของจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นอยู่

เขาปล่อยขาของจอมยุทธ์วัยกลางคนออก อีกฝ่ายนอกจากจะขาหักแล้ว ยังมีอาการบาดเจ็บสาหัสอื่นๆ อีกหลายแห่งนัก มองไปแล้วราวกับว่าโครงกระดูกทั่วร่างล้วนถูกหักทั้งสิ้นอย่างไรอย่างนั้น

จอมยุทธ์วัยกลางคนหายใจรวยริน ขณะนี้หลุดพ้นในที่สุด คิดอยากจะดิ้นรนหนี ทว่าหลิวเซิ่งเฟิงที่เหมือนกับฝันร้ายสำหรับเขาก็นั่งยองๆ ลง

กระนั้นหลิวเซิ่งเฟิงก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เยี่ยนจ้าวเกอและจางเหยา ดึงรั้งสายยาวของคันธนูในมืออยู่บนต้นคอของจอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้น
บทที่ 160
สายธนูรั้งอยู่บนต้นคอจอมยุทธ์วัยกลางคนจนโลหิตซึมออกมา เทียบกับความเจ็บปวดรวดร้าวแล้ว ความคมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงแรงกดดันที่ความตายใกล้เข้ามาเบื้องหน้า ยิ่งทำให้เขาสิ้นหวังขึ้นเรื่อยๆ

จู่ๆ หลิวเซิ่งเฟิงก็หยุดชะงัก ไม่ลงมือต่อ เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เยี่ยนจ้าวเกอและจางเหยา เพียงแต่รอยยิ้มนั้นไม่ว่าจะมองเช่นไรก็แฝงไปด้วยความบ้าคลั่งและกระหายเลือดอย่างเต็มเปี่ยม

สีหน้าของจางเหยาเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ศิษย์พี่หลิวแห่งเขาไร้พรมแดนสินะ ไม่ทราบว่าผู้มากอาวุโสท่านนี้ล่วงเกินท่านอย่างไรหรือ”

จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นไม่ได้กอปรด้วยการคุกคามแล้วอย่างเห็นได้ชัด ทว่าหลิวเซิ่งเฟิงกลับยังจะต้องการสังหารคน

อย่างไรเสียที่แห่งนี้ก็เป็นท้องถิ่นของหอคลื่นโหม อีกทั้งยังไม่เหมือนกับสถานที่อื่นๆ ทั่วทั้งทะเลสาบก็เป็นชัยภูมิอันเป็นสิริมงคลที่หอคลื่นโหมครอบครองอยู่

จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นได้รับอนุญาตจากหอคลื่นโหมแล้วเช่นกัน เมื่อครู่จึงสามารถเข้ามาภายในได้ ตอนนี้ไม่เพียงแต่บาดเจ็บสาหัสเจียนตาย ยังอาจประสบกับคนสังหารโหดอีกด้วย แน่นอนว่าจางเหยาไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นได้

ถึงแม้ว่าพลังฝึกปรือจะห่างชั้นกันราวฟ้ากับดิน กระนั้นจางเหยาที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากหอคลื่นโหมตั้งแต่อ่อนเยาว์ก็ไม่ได้สูญสติ เสียกระบวนแต่อย่างใด

ทว่าคำพูดประโยคแรกของหลิวเซิ่งเฟิงทำให้นางงุนงงนัก “เขาไม่ได้ล่วงเกินข้า เป็นข้าที่รู้สึกขัดหูขัดตา จึงหาเรื่องเพลิดเพลินเจริญใจง่ายๆ ให้ตัวเองสักหน่อย”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลันหรี่เป็นเส้นตรงเล็กน้อยครู่หนึ่ง ประเมินหลิวเซิ่งเฟิงศีรษะจรดปลายเท้าใหม่อีกครั้ง

จางเหยาได้สติกลับคืน “ศิษย์พี่หลิว ท่านนี่…”

หลิวเซิ่งเฟิงยิ้ม “เป็นอย่างไร แปลกประหลาดยิ่งใช่หรือไม่ ดูเหมือนว่าศิษย์น้องหอคลื่นโหมท่านนี้คงยังไม่เคยเข้าใจลึกซึ้ง ว่าการข่มเหงผู้คนคือรากฐานของความสุข”

“เหตุใดถึงได้…” จางเหยากล่าวพลางมุ่นคิ้ว

“ในเมื่อเจ้าจำได้ว่าข้าคือใคร เช่นนั้นก็คงจะเคยได้ยินคำร่ำลือของข้ามาบ้างสินะ ข้าจำต้องแก้ตัวให้ตนเอง ณ ที่แห่งนี้สักหน่อย” หลิวเซิ่งเฟิงพูดพร้อมรอยยิ้มอีก “นั่นก็คือ ข่าวลือไม่ได้คุยโวแต่อย่างใด กลับตรงข้ามเสียอีก จริงๆ แล้วข่าวลือเก็บงำความลับไว้มากยิ่ง”

หลิวเซิ่งเฟิงพูดอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าน่ะ เมื่อเทียบกับคู่ต่อสู้ที่รบชนะระดับชั้นเดียวกัน หรือยอดฝีมือที่อาศัยความโอนอ่อนเอาชนะความแข็งแกร่งแล้ว ข้าชอบสังหารผู้ที่อ่อนด้อยกว่าข้ามากกว่า เพราะว่าประหยัดเวลา ประหยัดแรง ไม่ต้องกังวล ทั้งยังเพลิดเพลินความอภิรมย์ในการสังหารอีกฝ่ายอย่างช้าๆ ได้อีกด้วย”

“เอาชนะคู่ต่อสู้ในระดับขั้นเดียวกัน มีชัยหรือสังหารอีกฝ่ายได้ก็ไม่เลวเช่นกัน และหากต้องการทรมานอย่างช้าๆ หลังจากจับเป็นได้แล้ว ก็เป็นไปได้ที่จะนำชีวิตของตนเองมาล้อเล่น ดังนั้นจำต้องลงแรงอย่างเต็มกำลัง เช่นนั้นก็จะไม่ได้รับรู้ถึงความสนุกมากมายนัก”

เขามองจางเหยาอยู่แวบหนึ่ง จากนั้นค่อยก้มหน้าลง สายตาตกไปอยู่บนร่างจอมยุทธ์วัยกลางคนที่เขาใช้สายธนูรัดคอเอาไว้ “เมื่อครู่เจ้าไม่ใช่เอ่ยถามหรือ ว่าเขาล่วงเกินข้าตรงไหน เขาทำผิดอย่างแน่นอน ความผิดนั้นก็คืออ่อนด้อยกว่าข้า”

จางเหยาเบิกตาโพลงมองดูหลิวเซิ่งเฟิง อีกฝ่ายทำท่าทางราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น “ผู้คนทั่วหล้ามักคิดว่าการอาศัยความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอเป็นสิ่งเลวทราม แต่จริงๆ แล้วผู้ใดไม่กระทำเช่นนี้บ้างเล่า ก็เหมือนศิษย์น้องหญิงเช่นเจ้า หากเจ้าอยู่กับคนผู้นี้ลำพัง อีกฝ่ายยังต้องปฏิบัติต่อเจ้าตามกฎมารยาท เพราะเจ้าเป็นคนของหอคลื่นโหม ฐานะใหญ่โตกว่าเขามากโข”

“ดังนั้นต่อให้เขาเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น ส่วนเจ้าอยู่ในขั้นจิตราชั้นในระยะกลางไม่เกินไปกว่านั้น แต่เขาเผชิญหน้าต่อเจ้า กลับต้องค้อมศีรษะ หากไม่จำเป็นก็จะไม่ยินยอมล่วงเกินเจ้า”

หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มแยกเขี้ยว “เขาไร้พรมแดนอันเป็นฐานะเดิมของข้า หอคลื่นโหมอันเป็นฐานะเดิมของเจ้า ทั้งยังมีเขากว่างเฉิงอันเป็นฐานะเดิมของศิษย์น้องเยี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอผู้นี้อีก”

“หกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่อยู่เหนือทั้งมวล มีเรื่องดีๆ อันใด สิทธิพิเศษล้วนเป็นของพวกเรา ของวิเศษที่ดีที่สุดก็ล้วนเป็นของพวกเราเช่นกัน อย่างมากก็แค่ระหว่างหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เกิดการช่วงชิงซึ่งกันและกัน แต่จะไม่มีเรื่องอันใดจากกลุ่มขุมกำลังระดับหนึ่งหรือสองเด็ดขาด”

“ยกตัวอย่างเช่นมงกุฎจันทรา บัดนี้มีสตรีแห่งจันทราผู้หนึ่งที่ไม่มีพรรคไม่มีสำนักออกมา ทั้งยังครองอันดับหนึ่งในการทดสอบแห่งจันทรา เจ้าคิดหรือว่านางสามารถนำเอามงกุฎจันทราไปแต่เพียงผู้เดียวได้หรือ”

เขาเอ่ยวาจาอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “นี่ไหนเลยจะไม่ใช่การอาศัยความแข็งแกร่งข่มเหงผู้อ่อนแอกัน พวกขุมกำลังระดับหนึ่งและสองเหล่านั้นไม่พอใจพวกเรา กล่าวว่าอิทธิพลระดับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเผด็จการจนเกินไป จัดอันดับตำหนิพวกเราลับหลัง นั่นเพราะพวกเขาปรารถนาจะเหมือนพวกเรา แต่กลับไม่สามารถบรรลุได้ก็เท่านั้น”

จากนั้นหลิวเซิ่งเฟิงก็คลายสายธนูในมือลง จอมยุทธ์วัยกลางคนผู้นั้นไปสู่ประตูนรกคราหนึ่งแล้ว อีกทั้งทั่วร่างไร้เรี่ยวแรง เดิมก็บาดเจ็บสาหัสสากรรจ์ไม่น้อย สติจึงไม่อาจคงอยู่ได้อีกต่อไป สลบไสลไปทันที

“หากเขาแกร่งกว่าข้า แน่นอนว่าคงไม่ต้องลงเอยเช่นนี้ ต่อให้พะว้าพะวังเขาไร้พรมแดนเบื้องหลังข้า ไม่กล้าสังหารข้าทำร้ายข้า แต่อย่างน้อยเขาก็คงไม่ถูกข้าจับเป็นจู่โจมจนสิ้นชีพ” หลิวเซิ่งเฟิงผุดลุกขึ้นยืน ยื่นเท้าเตะๆ จอมยุทธ์วัยกลางคนที่สลบไสลผู้นั้นเบาๆ

หลิวเซิ่งเฟิงยิ้มเอ่ย “เพราะเขาอ่อนด้อยกว่าข้า สำนักฐานะเดิมของเขาอ่อนด้อยกว่าเขาไร้พรมแดนของข้า ฉะนั้นข้าจะทรมานเขาอย่างไร เขาล้วนมีหน้าที่ต้องทนเท่านั้น”

จางเหยาใคร่กล่าวบางอย่าง ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอยกมือห้ามปรามนางไว้

“แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกับทัศนคติส่วนหนึ่งของเจ้า แต่ข้าก็พอเข้าใจความคิดของเจ้าได้” เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางหลิวเซิ่งเฟิง “มิน่าเล่าเขาไร้พรมแดนจึงจับเจ้าขังอยู่ในกรงอยู่บ่อยๆ”

รอยยิ้มบนใบหน้าหลิวเซิ่งเฟิงหายไป กล่าวอย่างเมินเฉยว่า “อาจารย์สำนักสิ่งใดล้วนดีไปหมด เพียงแต่เคร่งครัดจนเกินไป จำกัดขอบเขตข้ามากยิ่ง”

เขาเงยศีรษะขึ้นเล็กน้อย ใจลอยอยู่บ้าง “กฎเกณฑ์ผูกมัดมากไป อำพรางซ่อนเร้นมากไป เห็นๆ กันอยู่ว่าเป็นชีวิตที่ทุกคนล้วนใฝ่หา แต่กลับไม่ยอมรับ ทำให้คนไม่อาจเคลื่อนไหวได้ อึดอัดใจอย่างยิ่ง”

สายตาหลิวเซิ่งเฟิงตกอยู่บนร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอใหม่อีกครั้ง ยิ้มแยกเขี้ยวกล่าวว่า “ก็เหมือนเช่นเศษะสวะอย่างจี้ฮั่นหรูและเซียวอวี่ทั้งสองคนนั่น จำต้องขัดขวาง เพียงแต่เคราะห์ดี บัดนี้ไม่มีพวกเขามาเกะกะแล้ว”

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง “ข้ามีคำถามข้อหนึ่ง”

หลิวเซิ่งเฟิงมองเยี่ยนจ้าวเกอตรงๆ ภายในดวงตาทั้งสองเปี่ยมไปด้วยลำแสงอันตราย “คำถามอันใด”

“หากเจ้าพบคนที่แกร่งกว่าต้องการจะจัดการเจ้า เจ้าจะทำเช่นไร” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม

อีกฝ่ายหัวเราะหยัน “ความหมายของเจ้า คือกำลังบอกกล่าวว่าเจ้าก็คือคนที่ว่ารึ เสียงคำรามยาวเมื่อครู่นั่นของเจ้า ข้าได้ยินแล้ว พลังความสามารถเจ้าไม่ได้อ่อนด้อย มิน่าเล่าตอนนั้นถึงได้เอาชนะจี้ฮั่นหรู ผู้อยู่ในขั้นเคียงนภาระยะต้นได้ ในขณะที่ตนอยู่ในขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายเท่านั้น แต่หากจะบอกว่าเจ้าแกร่งกว่าข้า นั่นยังอีกห่างอีกไกลโข”

หลิวเซิ่งเฟิงโยนธนูยาวในมือโยนออกไปด้านข้าง ก่อนจะยืดเส้นยืดสาย แล้วเดินมาหาเยี่ยนจ้าวเกอและจางเหยา

“พบคนที่แกร่งกว่าข้า แน่นอนว่าข้าจะไม่ยุแหย่เข้าใกล้ อีกฝ่ายต้องการมาหาข้า ข้าหลบได้ไกลเท่าใดก็หลบไปไกลเท่านั้นน่ะสิ”

เขากล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก “มุ่งหาโชคหลีกหนีชั่วร้าย มุ่งหาประโยชน์หลีกหนีอันตราย นี่คือธรรมชาติของทุกคน ใครก็ไม่ยกเว้นทั้งสิ้น สำหรับเจ้าและสำหรับข้า หรือสำหรับศิษย์น้องหญิงแห่งหอคลื่นโหมผู้นี้ล้วนเหมือนกัน เพียงแต่ว่างานอดิเรกของข้ามากกว่าคนปกติอยู่หน่อย ชอบไปเป็น ‘ความชั่วร้าย’ และ ‘อันตราย’ ของผู้อ่อนด้อยเสียเอง”

ได้ยินเช่นนั้นแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็หลุดหัวร่อ “ไม่ใช่รังแกคนอ่อนด้อยกลัวคนแข็งแกร่งหรอกหรือ”

หลิวเซิ่งเฟิงฟังแล้ว ใบหน้ากลับผุดรอยยิ้มขึ้นมา ก่อนจะพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ “ทุกคนล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น ต่อให้พื้นผิวจะกล้าหาญเพียงใด เผชิญอุปสรรคแล้วไม่ท้อถอยเพียงใด หรือจะองอาจเด็ดเดี่ยวเพียงใด แท้จริงแล้วแก่นแท้ล้วนเหมือนกันทั้งสิ้น”

“มิปะทะยอดฝีมือได้ ผู้ใดจะยินดีปะทะ? เหยียบย่ำคนที่อ่อนด้อยกว่าตน จะไม่มีความเสียหายใดๆ เหยียบย่ำแล้วก็เหยียบแล้วสิ จะเกี่ยวข้องอะไรกันอีก”

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ทีละก้าว ชายหนุ่มส่ายศีรษะเล็กน้อย “ข้าไม่มีความสนใจจะเสวนาเหตุผลกับเจ้าหรอก เพียงแค่จะเตือนสติเจ้าเรื่องหนึ่งเท่านั้น”

มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเผยให้เห็นรอยยิ้มที่น่าหวาดหวั่น

“เจ้าปฏิบัติตามความเชื่อของเจ้าได้ แต่ความคิดของเจ้าเช่นนี้เพ่นพ่านอยู่ภายนอก จักต้องตาต่อตา ฟันต่อฟันสักหน่อยถึงจะใช้ได้”