151-155

บทที่ 151
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินคำเอ่ยของฟางจุ่นแล้ว ดวงตาของเขาก็ทอประกายเล็กน้อย “ลูกกลอนเซียนกว่างเฉิงใหม่ออกจากเตากลั่นแล้วหรือขอรับ”

 

การกระทำ ณ ภูผาพิภพของเยี่ยนจ้าวเกอสร้างผลงานชัดเจนแจ่มแจ้ง เขากว่างเฉิงไม่อ่อนบำเหน็จที่จะให้แก่ชายหนุ่มอย่างแน่นอน

 

หนึ่งในนั้นคือการค้นพบอิงหลงถู บุคคลมากความสามารถผู้นี้ถือเป็นความดีความชอบไม่น้อยเลยทีเดียว

 

สำหรับจอมยุทธ์ของสำนักที่แนะนำอัจฉริยะมากความสามารถเข้าสำนักได้ เขากว่างเฉิงล้วนมีรางวัลบำเหน็จให้ ซึ่งหากพิจารณาสติปัญญาแต่กำเนิดของอิงหลงถูเพียงอย่างเดียว เด็กชายคืออัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย

 

เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกถึงความพิเศษเฉพาะตัวของเขา จึงไม่ปล่อยของดีให้หลุดมือ ไม่ได้ปล่อยให้มุกกระจ่างเปรอะฝุ่น แน่นอนว่าจะได้รับชมเชยและบำเหน็จจากเขากว่างเฉิง

 

บำเหน็จชุดนี้ก็คือลูกกลอนเซียนกว่างเฉิง โอสถเม็ดอันยอดเยี่ยมที่สุดที่เขากว่างเฉิงยึดกุมอยู่ในปัจจุบัน

 

โอสถเม็ดนี้ล้ำค่าหายากยิ่ง กาลก่อนไม่มีโอสถสำเร็จรูปเก็บเอาไว้ ดังนั้นตอนที่เยี่ยนจ้าวเกอหยุดอยู่ที่เขานิมิตเมฆ จึงไม่สามารถได้รับมาโดยตลอด

 

ปัจจุบันโอสถใหม่ออกจากเตากลั่น การเตรียมการอื่นแน่นอนว่ามี ทว่าหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักก็ยังรับประกันสิทธิพิเศษจัดหาโอสถให้ของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นอันดับแรก

 

ครั้งนี้รุดหน้ามายังบึงพิภพเพื่อเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา ฟางจุ่นก็นำมาให้แก่เยี่ยนจ้าวเกอด้วย

 

ชายหนุ่มรับขวดลายครามบรรจุโอสถมาจากมือของฟางจุ่น ครั้นดึงจุดขวดออกสูดดมกลิ่นเบาๆ ทันใดนั้นกลิ่นหอมสดชื่นรัญจวนใจกลุ่มหนึ่งก็โชยออกมา

 

“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ลุงรอง” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางคำนับไปทางฟางจุ่น

 

ฟางจุ่นส่ายศีรษะ “นี่ล้วนเป็นสิ่งของที่เจ้าควรจะได้รับ เจ้าเด็กอิงหลงถูผู้นั้นเป็นผู้มีความสามารถด้านวิชาวรยุทธ์อย่างแท้จริง แม้ว่าสติปัญญาจะยังไม่สุกงอม แต่ก็คาดเดาได้ว่าอนาคตของเขาในภาคหน้าจะไม่มีขีดจำกัด เขากว่างเฉิงก็ได้มีอัจฉริยเหนือบุคคลเพิ่มขึ้นอีกคน เพียงแต่เทียบกับการได้รับอิงหลงถูเข้าสำนักแล้ว ความดีความชอบที่เจ้าก่อ ควรค่าแก่การยกย่องมากยิ่งกว่า”

 

ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาด้วยกันกับเยี่ยนจ้าวเกอในครั้งนี้ยังมีซือคงจิงด้วย นางร่วมเดินทางออกจากเขาโดยมีฟางจุ่นเป็นผู้นำ และได้พบกับเยี่ยนจ้าวเกอ ณ ที่แห่งนี้

 

เฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากายได้สำเร็จ ตามฟู่เอินซูกลับเขากว่างเฉิง เริ่มต้นเข้าฌานกักตนบ่มเพาะเป็นครั้งแรก

 

ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ ขณะนี้ในแววตาของนางมีความเคารพเลื่อมใสอยู่หลายส่วน

 

นางมุ่งสู่ทางวรยุทธ์จนหมดใจ เรื่องอื่นๆ ล้วนไม่อยู่ในสายตา ถึงขั้นแม้แต่ภารกิจฝึกฝนประสบการณ์ก็น้อยนักที่นางจะกระทำ ถึงแม้จะกระทำ ก็ต้องเน้นการฝึกฝนวรยุทธ์ตนเป็นสำคัญ

 

ดังนั้นเปรียบเทียบกันแล้ว หลายปีมานี้ความสำเร็จที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับในด้านวรยุทธ์ จึงยิ่งทำให้นางจดจำตราตรึงอยู่ในความทรงจำ

 

เพียงแต่ว่าการกระทำของเยี่ยนจ้าวเกอ ณ เขานิมิตเมฆครานี้ ทำให้ซือคงจิงที่เดิมทีจิตใจกล้าแข็งรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางช่วยเหลือเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย หรือจะเป็นการไขปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขานิมิตเมฆ ต่างก็ไม่ใช่ความดีความชอบทั่วไป แต่เป็นความดีความชอบที่สามารถกำหนดแนวโน้มสถานการณ์ทั่วหล้าได้

 

คุณูปการเช่นนี้ ตามหลักการปกติแล้วไม่ใช่จอมยุทธ์คนหนึ่งจะสามารถทำให้สำเร็จได้ ต่อให้เป็นภูมิหลังของเยี่ยนจ้าวเกอก็เช่นเดียวกัน

 

ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับทำได้จริงๆ เขาช่วยเหลือเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย ทำให้เขากว่างเฉิงมีสตรีแห่งจันทราเป็นของตนเอง จนสามารถไปแข่งขันแย่งชิงมงกุฎจันทรา อาวุธศักดิ์สิทธิ์อานุภาพร้ายแรงได้

 

ไม่เพียงไขปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขานิมิตเมฆได้ ยังทำให้เขานิมิตเมฆแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ภูผาพิภพติดหนี้น้ำใจมหาศาลต่อเขากว่างเฉิง

 

ยิ่งเข้าจู่โจมยามอ่อนแอ ทำให้เขาไร้พรมแดนเดินตกหลุมพรางด้วยตนเอง ฉีกหน้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์โดยสิ้นเชิง ถอดเกราะออกรบ เกิดการพิพาทอย่างแท้จริงกับตำหนักอัสนีสวรรค์

 

จากนี้เป็นต้นไป เขาไร้พรมแดนจะเหยียบเรือสองแคมได้ยากสักเพียงใด ภายนอกกลับยังไม่สามารถกล่าวออกมาว่าเขากว่างเฉิงไม่ใช่

 

เฉกเช่นคำกล่าวของฟางจุ่นอย่างแท้จริง เทียบกับการได้รับอิงหลงถูเข้าสำนัก ที่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงแค่เด็กชายผู้มีศักยภาพน่าตื่นตะลึงเท่านั้น ความดีความชอบสองชิ้นนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ มีความหมายสำคัญยิ่งกว่า

 

คิดถึงบำเหน็จที่ให้แก่เยี่ยนจ้าวเกอด้วยเหตุนี้ ต่อให้เป็นซือคงจิงก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักภายในนั้นเช่นกัน

 

ช่วยเหลือเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย เยี่ยนจ้าวเกอได้รับบำเหน็จ นอกจากโอกาสในการเข้าไปในหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ชั้นสี่ครั้งหนึ่งแล้ว ยังได้สิทธิอำนาจในการเข้าออกหอคัมภีร์ยุทธศาสตร์ชั้นสามได้ตามใจ

 

นับว่าเป็นหนึ่งเดียวในศิษย์สืบทอดหลักทั่วทั้งเขากว่างเฉิง

 

ขณะเดียวกัน จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ได้รับอำนาจเช่นนี้ ในประวัติศาสตร์ของสำนักก็เคยปรากฏเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น

 

ซึ่งทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งคือจ่านตงเก๋อ คนหนึ่งคือเยี่ยนตี๋

 

การไขปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ เป็นตัวประสานให้เขาไร้พรมแดนรวมเข้ากับทัพเขากว่างเฉิงได้สำเร็จ บำเหน็จที่เยี่ยนจ้าวเกอได้รับแม้จะเกินขอบเขตไปบ้าง ทว่ากลับยิ่งทำให้ผู้คนตกตะลึง

 

ตั้งแต่วันที่บำเหน็จมีผลบังคับใช้ ของล้ำค่าทรัพยากรหลากหลายรูปแบบที่ปกติเขากว่างเฉิงควบคุม นอกจากเก็บสะสมเป็นการเฉพาะแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอล้วนแล้วแต่สามารถหมุนเวียนใช้ด้วยสิทธิพิเศษได้

 

เงื่อนไขนี้ ทำให้ผู้ที่ได้ยินตื่นตะลึงโดยสิ้นเชิง ผู้มีอำนาจระดับผู้อาวุโสมากมายภายในสำนัก ล้วนไม่มีขอบเขตอำนาจเช่นนี้ หรือไม่ก็เป็นเพียงการมีขอบเขตอำนาจเช่นนี้อย่างจำกัด

 

บำเหน็จนี้ยังเป็นอาจารย์ปู่ของเยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าสำนักหยวนเจิ้งเฟิงตัดสินใจด้วยตนเอง

 

ถึงขั้นที่มีผู้ทราบเหตุการณ์กล่าวติดตลกว่า หากไม่ใช่เพราะพลังฝึกปรือยังอ่อน ความอาวุโสยังด้อย เห็นทีเยี่ยนจ้าวเกอคงสามารถแข่งขันตำแหน่งผู้รับช่วงต่อเจ้าสำนักกับบิดาของเขาเองได้แล้ว

 

เยี่ยนจ้าวเกอเองก็พอใจกับสิ่งเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง นี่หมายความว่าจากนี้เป็นต้นไป เขาไม่ต้องอาศัยบิดาและตระกูลเยี่ยน ก็ได้รับทรัพยากรอย่างเพียงพอแล้ว

 

ถ้าหากเป็นเพียงแค่เรื่องสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำเรื่องเดียว หยวนเจิ้งเฟิงอาจจะยังไม่ตัดสินใจครั้งต่อไป

 

แท้จริงแล้วทั้งหมดเริ่มหลังจากเพิ่มพูนเรื่องราวมากมาย เรื่องขุดค้นเตาผลึกหินชั้นใน วิชาเข็มทองผ่านโอสถ สงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้ จนกระทั่งช่วยเหลือเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย และไขปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ในสายตาของหยวนเจิ้งเฟิงและผู้วางแผนยุทธการระดับสูงแห่งเขากว่างเฉิงจำนวนมาก เยี่ยนจ้าวเกอไม่ใช่ศิษย์อ่อนอาวุโสทั่วไปที่สามารถเปรียบเทียบได้อีกต่อไปแล้ว

 

สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ทั้งหมด ถึงขั้นมีคนเอ่ยออกมาก็อาจจะไม่เกิดความคาดหมายนัก ว่าไม่ให้เขาเดินทางไกลเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครานี้ ป้องกันการประสบกับการลอบสังหารของกองกำลังศัตรู

 

ต่อให้นี่จะเป็นความประสงค์ดี กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็มีความคิดเป็นของตนเอง แน่นอนว่าเขาย่อมระมัดระวังความปลอดภัย เพิ่มพลังความสามารถเพื่อรับมือ

 

เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่ในดวงตาข้างขวา ให้พลังสายฟ้าดุจมหานทีอย่างต่อเนื่อง ชำระล้างหล่อหลอมร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่หยุดยั้ง

 

ฟางจุ่นมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง “เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้านั่นเป็นโอกาสของเจ้าเอง หากเจ้าไม่ยินยอมแลกเปลี่ยนกับสำนัก เช่นนั้นเจ้าก็เก็บรักษาไว้เอง แต่จำต้องระมัดระวังความปลอดภัยด้วย”

 

เยี่ยนจ้าวเกอก็พิจารณาความอันตราย และรายงานเรื่องนี้กับผู้อาวุโสสำนักแล้ว

 

เขาไม่กล่าวอะไร หลินโจวก็จะช่วยป่าวประกาศจนทั่วหล้ารับรู้กันถ้วนทั่วอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ปิดบังอำพรางต่อสำนักแต่อย่างใด แน่นอนว่ารายละเอียดบางอย่างไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงให้มากความ

 

ชายหนุ่มกล่าวตอบ “ที่อาจารย์ลุงรองชี้แนะ ข้าจะระมัดระวัง”

 

ฟางจุ่นกล่าวต่อว่า ”ศิษย์พี่ใหญ่นำป้ายโลหะนั่นรุดหน้าไปทะเลเหนือ ได้รับบางอย่างกลับมา”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มสนใจขึ้นมา “เป็นสิ่งของที่มีความเกี่ยวข้องกับปฐพีพิภพจริงๆ หรือขอรับ”

 

“หลังจากตรวจสอบแยกแยะอย่างละเอียดแล้ว มีความเกี่ยวข้องอยู่จริงๆ แต่ยังต้องศึกษารายละเอียดในนั้น ทดลองและสังเกตการณ์อย่างรอบคอบ” ฟางจุ่นเอ่ยอย่างเรียบง่าย “การเก็บสะสมของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ในอดีตก็มีอยู่ส่วนหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่ว่าไม่ใช่ของที่สำคัญที่สุดในคำร่ำลือแต่อย่างใด และก็ไม่พบร่องรอยของอาวุธศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน ของที่ได้รับในตอนนี้ อาจจะมีเบาะแสตามมาทีหลัง นี่ถือเป็นโอกาสของเจ้า รอหลังจากพลังฝึกปรือของเจ้าเพิ่มขึ้นในภายหลังแล้ว ก็หาเวลาไปจัดการด้วยตัวเองเถิด”

 

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ลำบากท่านอาจารย์ลุงใหญ่และท่านอาจารย์ลุงรองแล้วขอรับ”

 

ฟางจุ่นโบกไม้โบกมือ “ไม่เป็นไร” ครั้นกล่าวจบก็นำแผนภาพแผ่นหนึ่งส่งให้เยี่ยนจ้าวเกอ สิ่งอยู่กับแผนภาพนั้นมีเครื่องหยกสีฟ้าน้ำแข็งก้อนหนึ่ง

 

เขารับเครื่องหยกมา แล้วถ่ายปราณจิตราเข้าไปภายในนั้น บนแผนภาพพลันส่องแสงสีฟ้าและไอเย็นเป็นกลุ่มออกมา

 

ภายในเครื่องหยกสีฟ้าน้ำแข็งนั้น มีพลังมากมายมหาศาลแฝงอยู่

 

เทียบกับจิตมังกรน้ำแข็งแล้ว แม้จะมีความรวดเร็วฉับไวในด้านพลัง ทว่าในด้านคุณสมบัติกลับคล้ายว่าจะดีเยี่ยมเป็นพิเศษ
บทที่ 152
เยี่ยนจ้าวเกอรับแผนภาพและเครื่องหยกมา แล้วเอ่ยถามฟางจุ่น “ท่านอาจารย์ลุงรอง ศิษย์พี่สวีไม่ได้ร่วมเดินทางมากับพวกท่านหรือ”

 

ด้วยเหตุผลนานาประการ ศิษย์สืบทอดหลักของเขากว่างเฉิงที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครานี้มีทั้งหมดเพียงสามคนเท่านั้น คนอื่นที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ ยกตัวอย่างเช่น ลู่เวิ่นหลังจากประลองกระบี่เจ็ดดาราคราก่อนพ่ายแก่ตน ก็เข้าฌานกักตนทันที จวบจนปัจจุบันยังไม่ได้ออกฌานเลย

 

สามคนที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครานี้ นอกจากตนกับซือคงจิงแล้ว ก็ยังมีศิษย์ของสือเถี่ยและสวีเฟย ‘วิหคเวหา’

 

ฟางจุ่นกล่าว “สวีเฟยออกจากเขาไปช่วงหนึ่งแล้ว เขาน่าจะกำลังทัศนาจรอยู่ที่บึงพิภพ ครั้นได้รับข่าวคราวแล้ว เขาจะรีบรุดหน้าไปยังพื้นที่ที่จัดการประชุมฝ่านภาโดยตรง”

 

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า เดินทางไปพร้อมกับฟางจุ่นและซือคงจิง อาหู่เองก็ร่วมเดินทางไปด้วยเช่นกัน

 

จากบริเวณที่พวกเขาอยู่ มุ่งหน้าไปยังบึงพิภพจำเป็นต้องผ่านทางปฐพีพิภพด้วย

 

เคราะห์ดี ผ่านเรื่องราวในกาลก่อนมาแล้ว แม้ว่าปฐพีพิภพในปัจจุบันยังเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้ผืนหนึ่ง ทว่าก็สงบลงไปมากแล้วเช่นกัน

 

ด้วยพลังฝึกปรือของฟางจุ่น เขาไม่ถลำลึกเข้าไปภายใน เพียงแค่เดินทางผ่านเท่านั้น ไม่ส่งผลอะไรแต่อย่างใด

 

ฟางจุ่นนำเยี่ยนจ้าวเกอ ซือคงจิง และอาหู่ผ่านปฐพีพิภพจากกลางท้องนภา พลางมองลงไปด้านล่างที่มีหมอกดำลอยวนเวียน มันนิ่งเงียบไร้พลังชีวิตไปทั้งผืน กลายเป็นดินแดนนรกบนโลกมนุษย์ ทั้งสามคนล้วนนิ่งเงียบ ภายในใจมีความรู้สึกเดียวกัน

 

เยี่ยนจ้าวเกอเคยเข้าไปยังปฐพีพิภพและสถานที่ที่มีสภาพแวดล้อมเลวร้ายของปฐพีพิภพอย่างหุบเหวปราการด้วยตนเอง เขาจึงไม่รู้สึกแปลกตาหรือแปลกใจกับมันมากเท่าไร

 

เพียงแต่บัดนี้มองจากมุมสูงลงไปเช่นนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอมีความรู้สึกบางอย่างมากกว่าเดิม

 

“ดูจากลักษณะนี้แล้ว เกี่ยวข้องกับปีศาจจากนพยมโลกอย่างแน่นอน ที่แห่งนี้เหมือนทางด้านทะเลตะวันออกดังคาด มีทางสัญจรแตกร้าวสายหนึ่งที่ทะลุไปยังโลกอื่นอยู่” เยี่ยนจ้าวเกอรำพึง “เพียงแต่ว่าทางฝั่งทะเลตะวันออกทะลุผ่านไปยังโลกปีศาจอัคคี แต่ที่แห่งนี้ทะลุไปยังนพยมโลก”

 

เยี่ยนจ้าวเกอมุ่นคิ้วขึ้น ในแววตาส่องประกายพยับเมฆ “นพยมโลกหรือนี่…”

 

ขณะเดินทางมุ่งหน้าไปทางใต้ จู่ๆ ก็มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้น

 

อีกฝ่ายก็กำลังรีบเดินทางเช่นกัน และสังเกตเห็นการมาถึงของฟางจุ่นแล้ว จึงหมุนกายอย่างระมัดระวัง หลังจากมองเห็นชัดเจนว่าเป็นฟางจุ่น เขาก็พลันผ่อนคลายลงบ้างในทันที และหยุดฝีเท้าลง รอคอยฟางจุ่นและเยี่ยนจ้าวเกอเดินทางมาใกล้

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองไป ผู้นำของอีกฝ่ายก็คือชายชราในอาภรณ์สีเขียว ลักษณะท่าทางแข็งกร้าวผู้หนึ่ง

 

ตนเคยพบคนผู้นี้มาก่อนแล้ว เขาก็คือผู้อาวุโสเก่าแก่จากเมืองมรกตท่านนั้น ที่ไปยังถังตะวันออกในตอนสงครามถังตะวันออก

 

บริเวณข้างกายของชายชราผู้แข็งกร้าวผู้นี้ กลับเป็นผู้เยาว์หลายคน แต่ละคนเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาและมีพลังปราณเต็มที่

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองคร่าวๆ ก็แยกออกทันที ฝ่ายตรงข้ามล้วนแล้วแต่เป็นผู้โดดเด่นรุ่นเยาว์จากเมืองทะเลมรกตทั้งสิ้น มีบางคนยังเคยพบหน้ากันในการประชุมฝ่านภาเมื่อสามปีก่อนด้วย

 

ครานี้เมืองทะเลมรกตรุดหน้าไปยังบึงพิภพเพื่อเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา เห็นได้ชัดว่าชายชราที่ลักษณะท่าทางแข็งกร้าวผู้นี้เป็นผู้รับผิดชอบนำคณะ

 

ฟางจุ่นเห็นเขาแล้วก็ยิ้มเล็กน้อย พลางเอ่ยว่า “ท่านผู้อาวุโสเฉิน พวกท่านก็มุ่งหน้าไปบึงพิภพเช่นเดียวกันหรือ ไยเดินทางจากปฐพีพิภพเช่นกันเล่า”

 

โลกแปดพิภพมีพื้นที่กว้างใหญ่ ถูกแบ่งเป็นแปดพิภพ ตำแหน่งที่ตั้งระหว่างกันของทั้งแปดพิภพ โดยภาพรวมเป็นเช่นดังต่อไปนี้

 

นภาพิภพและปฐพีพิภพอยู่ตรงใจกลาง วายุพิภพอยู่ทางตะวันตก วารีพิภพอยู่ทางตะวันออก อัสนีพิภพอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ภูผาพิภพอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ อัคคีพิภพอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ บึงพิภพอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้

 

เมืองทะเลมรกตมุ่งหน้าจากวารีพิภพไปยังบึงพิภพพ สามารถเดินทางทางบกได้ และสามารถเดินทางทางน้ำจากทางด้านตะวันออกได้เช่นกัน ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยผ่านทางปฐพีพิภพเหมือนเช่นเขากว่างเฉิงแห่งนภาพิภพแต่อย่างใด

 

“ก่อนหน้านี้นำพวกเขามาฝึกประสบการณ์ที่อเวจีพอดิบพอดี” ผู้อาวุโสเฉินแห่งเมืองทะเลมรกตกล่าวตอบ “เวลากระชั้นไปบ้าง จึงถือโอกาสไม่กลับเมืองทะเลมรกตแล้ว มุ่งสู่ทางใต้จากปฐพีพิภพโดยตรง ข้าคุ้มกันผู้อ่อนอาวุโสหลายคน นับเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อยู่”

 

ฟางจุ่นยิ้มน้อย “ท่านผู้อาวุโสเฉินถ่อมตัวเกินไปแล้ว แน่นอนว่านี่ไม่ครณามือท่าน”

 

ผู้อาวุโสเฉินมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ ประกายตามีแววชื่นชมและตื่นตะลึง “เป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแล้วหรือนี่! ยามอยู่ที่ถังตะวันออก ข้าเหลือบมองไกลๆ แวบหนึ่ง เวลานั้นยังคาดไม่ถึงว่าตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางจะปรากฏมังกรอีกครา ไม่เพียงแต่พรสวรรค์วิถีวรยุทธ์จะน่าทึ่ง ยังสามารถก่อกวนแนวโน้มสถานการณ์ใต้หล้าอีก”

 

เยี่ยนจ้าวเกอคำนับผู้อาวุโสเฉิน “ท่านผู้อาวุโสกล่าวชมเกินไปแล้วขอรับ”

 

“ทว่าเจ้าแน่ใจหรือ ว่าหลินโจวแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ผู้นั้นแตกฉานในวิชาคมเชือกของเมืองทะเลมรกตจริงๆ” ผู้อาวุโสเฉินกล่าวถามตามตรง

 

ชายหนุ่มพยักหน้า ก่อนจะกล่าวตอบว่า “ข้าสามารถยืนยันได้ หากหลินโจวไม่ยอมรับ ก็ถามเขาว่ากล้าทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลาหรือไม่ เพราะข้าสามารถทำมันได้ทุกเมื่อ แต่หากเขาใช้วิชานั้นอีกครั้ง เพียงแค่สายตาของยอดฝีมือสำนักท่าน ก็สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนแล้วขอรับ”

 

สีหน้าผู้อาวุโสเฉินมีความอำมหิตอยู่บ้าง “เหอะ เจ้าเด็กนั้นหัวหดไม่โผล่หน้า ใจฝ่อเป็นอย่างยิ่ง”

 

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มแล้วยิ้มอีก “เพราะเขาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ไม่ได้แล้ว ทว่าหากต้องพิสูจน์ยืนยัน กลับง่ายดายเกินไป”

 

เส้นสายตาของผู้อาวุโสเฉินมองไปทางเหนือ ซึ่งเป็นทิศที่อัสนีพิภพตั้งอยู่ ใบหน้าปกคลุมด้วยพยับเมฆหนาแน่น “เรื่องนี้ไม่นับว่าจบสิ้น ไม่ช้าก็เร็วต้องค้นหาความจริงให้กระจ่าง”

 

“ในเมื่อเผอิญพบกัน ทั้งยังหนทางสะดวก หากท่านผู้อาวุโสเฉินไม่ถือสา ก็น่าจะเดินทางร่วมกันนะ” ฟางจุ่นเอ่ย

 

ผู้อาวุโสเฉินผงกศีรษะ “แน่นอน”

 

ผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่ายนำลูกศิษย์ร่วมเดินทางไปพร้อมกัน ศิษย์อ่อนอาวุโสของทั้งสองสำนักก็พบหน้ากัน

 

ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กำยำล่ำสันผู้หนึ่ง หน้าตามุทะลุอยู่บ้าง เขามองดูเยี่ยนจ้าวเกอพลางยิ้มถอนใจ “หลายปีมานี้ศิษย์น้องเยี่ยนช่างทำให้โลกหล้าชมเปาะด้วยความตื่นตะลึงเสียจริง”

 

เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่เกรงใจเช่นกัน ยิ้มกล่าว “ถ่อมตัว ถ่อมตัว”

 

ชายหนุ่มผู้นั้นชี้เขาพลางยิ้มพูด “เช่นนี้เรียกว่าถ่อมตัวหรือ หากเจ้าไม่ถ่อมตัวจะเป็นเช่นไร?”

 

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มทว่าไม่ตอบ ชี้ชายหนุ่มผู้นั้นพลางกล่าวแนะนำแก่ซือคงจิง “ผู้นี้คือศิษย์พี่เยี่ยแห่งเมืองทะเลมรกต นามว่าเยี่ยฉงโจว ผู้คนขนานเขานามว่า ‘มังกรทมิฬคะนองน้ำ’ ปีนี้อายุยี่สิบแปดปี ได้ยินมาว่าหลายวันมานี้บรรลุด่านขวางกั้น ปราณจิตราเจตจำนงหมัดสามารถกลายสภาพเป็นโลกลวงตาได้ เหยียบก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางแล้ว”

 

“เขาเป็นมิตรสหายที่มีความสัมพันธ์อันดีกับศิษย์พี่สวีของสำนักเรา เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดจากการร่ำสุรา” ในบรรดาศิษย์สืบทอดหลักสำนักกว่างเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอบาดหมางกับลู่เวิ่น ทว่าความสนิทสนมกับสวีเฟยดียิ่ง แม้กระทั่งกับเยี่ยฉงโจวก็ค่อนข้างคุ้นเคยเช่นกัน “จริงสิ เขามีสัตว์วิเศษตัวหนึ่งนามว่ามังกรวารีทมิฬ คุณลักษณะดีเยี่ยม น่าเสียดายที่เจ้าของขี้เกียจจนเกินไป ไม่มีเวลาตั้งใจให้อาหารมัน สมญานามของศิษย์พี่เยี่ย ก็ได้มาจากสัตว์วิเศษตัวนี้ของเขาเช่นกัน”

 

เยี่ยฉงโจวจ้องเยี่ยนจ้าวเกอแสร้งทำเป็นโกรธเกรี้ยว “ทรัพย์สินตระกูลข้าก็น้อยนิดเพียงเท่านี้ ทั้งหมดทั้งมวลล้วนให้เจ้าขายไปเสียหมดแล้ว”

 

เยี่ยนจ้าวเกอแสดงสีหน้าเล่นแง่หยอกล้อเช่นเดียวกัน “ข้ากล่าวต่อหน้าเจ้า นี่เรียกว่าบริสุทธิ์ใจ หากเจ้ารู้สึกว่าข้ากล่าวสิ่งใดผิดไป สามารถแก้ไขข้าให้ถูกต้อง ณ ตรงนั้นได้พอดี”

 

“เจ้านี่มันช่างดื้อด้านเสียจริง!” เยี่ยฉงโจวส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้

 

ซือคงจิงคำนับเยี่ยฉงโจว เยี่ยฉงโจวเองก็แนะนำศิษย์น้องชายศิษย์น้องหญิงของเมืองทะเลมรกตตนเองแก่เยี่ยนจ้าวเกอและซือคงจิงรู้จักเช่นกัน

 

คนกลุ่มหนึ่งรวมกลุ่มกันร่วมเดินทาง ด้วยการนำคณะของฟางจุ่นและผู้อาวุโสเฉิน ไม่นานนักก็ข้ามผ่านปฐพีพิภพมาถึงบึงพิภพจนได้

 

การมาถึงของบุคคลที่มีระดับความสำคัญเช่นฟางจุ่นและผู้อาวุโสเฉินนี้ แน่นอนว่าหอคลื่นโหมก็มีผู้มากอำนาจต้อนรับเช่นกัน

 

ที่ประจวบเหมาะก็คือ เพิ่งมาถึงไม่ทันไรก็พบเห็นจอมยุทธ์แห่งเขาไร้พรมแดนที่เพิ่งมาถึงเช่นเดียวกัน แทบจะพร้อมกันกับกลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอ

 

ชายหนุ่มกวาดสายตามองไป เห็นศิษย์เขาไร้พรมแดนหลายคนอยู่ตรงนั้น หนึ่งในนั้นชัดแจ้งว่าคือจ้าวฮ่าว

 

จ้าวฮ่าวเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว สายตาพลันหยุดนิ่งและกลายเป็นเย็นเยียบ

 

เพียงแต่ที่ยิ่งทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจมากกว่ากลับเป็นศิษย์เขาไร้พรมแดนอีกคนหนึ่ง ที่อายุค่อนข้างมากกว่าอยู่ข้างกายจ้าวฮ่าว มองไปแล้วดูน่าจะอายุสามสิบกว่าปี

 

สายตาที่อีกฝ่ายทอดมองมาเปี่ยมไปด้วยการคุกคาม ถึงขั้นดุร้ายอยู่หลายส่วน ประหนึ่งกับสัตว์ดุร้ายกระหายเลือดตัวหนึ่ง
บทที่ 153
ถึงแม้ว่าจ้าวฮ่าวจะไม่ได้ออกมือ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอฟังเสียงลมหายใจของเขาออก อวัยวะภายในทั่วกายเขาล้วนผ่านการชำระล้างปราณจิตราเรียบร้อยแล้ว

ปราณจิตราเปี่ยมล้น เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าภายในร่างกายแปรสภาพเป็นกำแพงปราณแล้ว กล่าวอีกอย่างคือจ้าวฮ่าวในตอนนี้ อย่างน้อยน่าจะอยู่ในระดับสูงสุดปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง ถึงขั้นมีความเป็นไปได้ว่าเหยียบย่างระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายแล้ว

เปรียบเทียบกับตอนพบกันที่เขานิมิตเมฆครึ่งปีก่อน ถือว่ารุดหน้ารวดเร็วนัก

ก่อนหน้านี้เกือบจะทำให้สายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของสำนักตนเกิดระเบิดที่เขานิมิตเมฆไปแล้ว วันวานภายหลังของจ้าวฮ่าวที่เขาไร้พรมแดนเดิมควรจะลำบากแสนเข็ญ

เพียงแต่บัดนี้ชัดแจ้งว่าเขากลายเป็นศิษย์สืบทอดหลักของเขาไร้พรมแดนแล้ว ทั้งยังประสบผลสำเร็จเหนือโหวเสียงที่อายุอานามใกล้เคียงกัน เขาไร้พรมแดนจึงพาเขามาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา

เห็นได้ว่าเขายังสามารถช่วงชิงการให้ความสำคัญของเขาไร้พรมแดนได้

อย่างไรก็ตาม ไม่เอ่ยถึงความรู้การกลั่นโอสถเม็ดของเขาก่อน เทียบกับอายุในตอนนี้ นับว่าพลังฝึกปรือของจ้าวฮ่าวโดดเด่นทีเดียว ยิ่งไปกว่านั้นความเร็วในพัฒนาการของเขายิ่งทำให้โลกหล้าต้องตื่นตะลึง

ถึงแม้ว่าหวิดจะก่อความผิดพลาดอันใหญ่หลวงในเรื่องสำคัญ กระนั้นในฐานะศิษย์อ่อนอาวุโสคนหนึ่งแล้ว พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเขาควรค่าแก่การที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามจะให้ความสำคัญ

สายตาจ้าวฮ่าวจ้องรัศมีแสงที่พุ่งจากเหนือของศีรษะเยี่ยนจ้าวเกอสู่ท้องฟ้า “ถึงขั้นเคียงนภาจริงๆ แล้วสินะ…”

เปรียบเทียบระดับขั้นของเยี่ยนจ้าวเกอขณะนี้ที่เขารับรู้ กับความเร็วพัฒนาการหลายปีมานี้ เขาก็รู้สึกหวาดระแวงเช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอไม่เพียงแต่กดอัดเขาในวิชาเข็มทองผ่านโอสถ หรือปัญหาการฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ การฝึกฝนวิถีวรยุทธ์และพรสวรรค์อันยอดเยี่ยม ก็ทำให้ผู้ที่มีประสบการณ์ความรู้กว้างขวางกล่าวชมด้วยความตื่นตะลึงเช่นกัน

กระนั้น แม้จะรู้สึกหวาดระแวงอยู่บ้าง ทว่าจ้าวฮ่าวไม่ได้ตึงเครียดแต่อย่างใด

เขาละสายตาที่มองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอกลับมา ‘การฝึกฝนวรยุทธ์ยิ่งสูงขึ้นเท่าใด ความเร็วในการพัฒนาก็ยิ่งช้า ระดับขั้นพัฒนาขึ้น ไม่นานนักข้าก็จะไล่ตามเจ้าได้’

จ้าวฮ่าวยิ้มเย็นภายในใจ ‘ด้วยระดับขั้นเดียวกัน โจมตีเจ้าเหมือนกับโจมตีสุนัขตายนั่นแหละ’

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้สนใจจ้าวฮ่าวมากนัก เขากวาดสายผ่านแวบหนึ่ง มองไปยังศิษย์เขาไร้พรมแดนคนอื่น

ครานี้ศิษย์สืบทอดเขาไร้พรมแดนที่เข้าร่วมการประชุมฝ่านภาทั้งหมดสี่คน นอกจากจ้าวฮ่าวแล้ว จี้ฮั่นหรูก็อยู่ด้วยเช่นกัน

เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอรับรู้ หลังจากพ่ายด้วยน้ำมือของตนที่เขานิมิตเมฆแล้ว จี้ฮั่นหรู่ก็มุมานะกักตนเข้าฌานฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเพื่อลบคำสบประมาท เขาที่เดิมทีอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น วันก่อนที่จะมาเข้าร่วมการประชุมฝ่านภา เขาประสบผลสำเร็จ ก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางแล้ว

ผู้เยาว์อีกคนหนึ่งอายุใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอ แต่อายุมากกว่าจ้าวฮ่าว และน้อยกว่าจี้ฮั่นหรู

เรียวคิ้วและดวงตาของเขามีชีวิตชีวา สีหน้าอารมณ์สุภาพอ่อนโยน เขายิ้มน้อยๆ พลางผงกศีรษะแสดงการทักทายเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ

เยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง นำรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายประกบกับข้อมูลภายในสมองของตน

ผู้เยาว์ผู้นี้นามว่าเซียวอวี่ เป็นศิษย์สืบทอดหลักของเขาไร้พรมแดนเช่นกัน พรสวรรค์การฝึกฝนสูงลิ่ว ถึงขั้นที่มีเรื่องเล่าว่าเพียงพิจารณาแค่พรสวรรค์และความสามารถในการเข้าใจของเขา เขาถือเป็นอันดับหนึ่งในบรรดารุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดนในตอนนี้

เพียงแต่ว่าคนผู้นี้ไม่ได้กระตือรือร้นต่อการฝึกฝนแต่อย่างใด ขยักขย่อนไม่เสมอต้นเสมอปลาย

ทว่าพรสวรรค์ของเขาโดดเด่นเหนือใครอย่างแท้จริง ต่อให้ไม่ได้มุ่งมั่นมากมายนัก ก็ยังคงเป็นผู้โดดเด่นในรุ่นเยาว์อยู่ดี

อีกฝ่ายแสดงออกถึงเจตนาดี เยี่ยนจ้าวเกอจึงยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าเช่นกัน ถือเป็นทักทายตอบกลับไป

เห็นได้ชัดว่าเซียวอวี่ดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาหันศีรษะกลับไปกล่าวกับจี้ฮั่นหรูที่อยู่ข้างกาย “ศิษย์พี่จี้ ท่านดูสิ ง่ายดายยิ่งนัก ไม่มีปัญหาใดที่การสื่อสารแลกเปลี่ยนไม่สามารถแก้ไขได้ ขอเพียงมีบรรยากาศที่ดีก็ง่ายขึ้นแล้ว”

มุมปากจี้ฮั่นหรูกระตุกเล็กน้อย เขาเบือนหน้าหนีไม่พูดกล่าว

เยี่ยนจ้าวเกออดไม่ได้ที่จะเป็นบื้อใบ้ ทว่าความสนใจของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่เซียวอวี่และจี้ฮั่นหรูมากจนเกินไป

ศิษย์เขาไร้พรมแดนที่ดูอายุมากที่สุดด้านข้างของพวกจ้าวฮ่าวผู้นั้น ดูเหมือนจะยิ้มทว่าก็ไม่ยิ้ม กำลังมองทางด้านนี้ด้วยแววตาไม่เป็นมิตร

ชายหนุ่มจ้องศิษย์เขาไร้พรมแดนผู้นั้นตอบ พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย

เยี่ยฉงโจวที่อยู่อีกฟากกลับพึมพำกล่าว เนื่องด้วยรู้สึกไม่ชอบใจอยู่บ้าง “ครานี้เขาไร้พรมแดนปล่อยเจ้าบ้าหลิวเซิ่งเฟิงนี้ออกมาหรือนี่”

หลิวเซิ่งเฟิง ศิษย์สืบทอดหลักเขาไร้พรมแดน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับสวีเฟยและถังหย่งฮ่าว

เพียงแต่เทียบกับศิษย์คนอื่นของเขาไร้พรมแดนแล้ว หลิวเซิ่งเฟิงมีชื่อเสียงโฉดชั่วเป็นที่ลือเลื่อง ลงมือแต่ละครั้งใจดำอำมหิต อุปนิสัยโหดเหี้ยมทารุณ ชอบสังหารโหดคู่ต่อสู้ของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบอาศัยความแข็งกร้าวข่มเหงผู้อ่อนแอกว่า มักจะชอบลงมือสังหารจอมยุทธ์ที่พลังฝึกปรือต่ำกว่าตนโดยที่ไม่มีเหตุผลเลยสักนิด

ดังนั้นหลายปีมานี้ หลายครั้งเขาไร้พรมแดนจึงจำกัดการออกนอกสำนักเพียงลำพังของหลิวเซิ่งเฟิง

เพียงแต่ว่าพรสวรรค์ของเขานั้นยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง เป็นอันดับหนึ่งท่ามกลางจอมยุทธ์แห่งเขาไร้พรมแดนในช่วงอายุเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชำนาญการโจมตีสังหารในสนามรบจริง

หลายครั้งเขาไร้พรมแดนทั้งรักทั้งเกลียดเขา ปวดเศียรไม่หยุดหย่อน

สายตาหลิวเซิ่งเฟิงย้ายไปย้ายมาอยู่บนกายเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยฉงโจว เขายิ้มแยกเขี้ยว กำลังคิดอยากจะก้าวเท้าออกมา

จี้ฮั่นหรูที่อยู่ข้างกายเขามีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ชิงตัดหน้าถลาเข้าหาเยี่ยฉงโจว กล่าวว่า “ศิษย์พี่เยี่ยแห่งเมืองทะเลมรกตใช่หรือไม่ ข้าได้ยินกิตติศัพท์ท่านมานานนม อย่างไรก็โปรดชี้แนะด้วยเถิดขอรับ”

สิ้นคำกล่าว หมัดหนึ่งก็โจมตีมาทางเยี่ยฉงโจวโดยตรง

หลิวเซิ่งเฟิงมองจี้ฮั่นหรูอย่างเยือกเย็นแวบหนึ่ง สายตาของเขามองไปมาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยฉงโจวอย่างไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง ท้ายที่สุดหยุดนิ่งอยู่บนร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ

เซียวอวี่เงยหน้าขึ้นฟ้าหัวร่ออย่างขอไปที ยื้อแย่งปลีกกายออกมา “ศิษย์พี่เยี่ยน เยี่ยนจ้าวเกอสินะ? ข้าเซียวอวี่เพิ่งเคยพบท่านเป็นคราแรก ข้ามีคำถามเกี่ยวกับวิชากำเนิดสายฟ้าต้องขอให้คำแนะนำจากท่าน”

บนใบหน้าหลิวเซิ่งเฟิงเผยเห็นสีหน้าท่าทางคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม สองมือไพล่หลังกาย ในที่สุดก็หยุดฝีเท้าลง

ทว่าเยี่ยนจ้าวกลับสังเกตเห็นว่าลำแสงภายในดวงตาทั้งสองของเขา ยิ่งส่งความรู้สึกคุกคามแก่ผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

เยี่ยฉงโจวและจี้ฮั่นหรูก็รับรู้ถึงการรุกโจมตีของจี้ฮั่นหรูเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าพลังท่าทางจะดูโหดร้ายน่ากลัว ทว่าแท้จริงแล้วไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ ทั้งสิ้น

‘นับว่าพวกเจ้าตั้งอกตั้งใจยิ่งเช่นกัน’ เยี่ยฉงโจวส่ายศีรษะด้วยความจำใจอยู่บ้าง ขณะที่ใช้ปราณจิตราส่งกระแสจิตไปหาจี้ฮั่นหรู ก็ออกมือรับการรุกโจมตีของอีกฝ่าย

จี้ฮั่นหรูวางมาดขรึมจริงจัง ‘เพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง ศิษย์พี่เยี่ยโปรดชี้แนะ’

ทั้งสองฝ่ายประมือกัน ไม่ได้มีเพลิงโทสะแต่อย่างใด กระนั้นการตั้งท่าต่อสู้กันของศิษย์สืบทอดสายหลักเมืองทะเลมรกตและเขาไร้พรมแดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งสองแห่งก็ยังคงน่าชมเป็นพิเศษ

หลังจากฟางจุ่นและผู้อาวุโสเฉินมาถึงที่นี่แล้ว ก็พบปะกับผู้มีอำนาจของหอคลื่นโหมและเขาไร้พรมแดน สำหรับการประลองฝีมือระหว่างศิษย์ในสำนักนั้น ไม่ใช่สถานการณ์ที่สำคัญเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องแทรกแซงมากมายแต่อย่างใด เพราะเดิมทีการประชุมฝ่านภาก็เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้มากฝีมือจากทั่วหล้า และการพบปะกระทบกระทั่งกันระหว่างอัจฉริยะกับอัจฉริยะ

ขณะเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวอวี่หาเรื่องคุยเล่นอย่างต่อเนื่อง จู่ๆ สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนไป ก่อนจะมองไปยังอีกทิศทางหนึ่ง

สายตาของอาหู่และหลิวเซิ่งเฟิงก็มองไปทางทิศทางนั้นเช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เขาผงกศีรษะให้เยี่ยนจ้าวเกอ หลิวเซิ่งเฟิง และคนอื่นๆ ก่อน จากนั้นจึงมาถึงบริเวณที่เยี่ยฉงโจวและจี้ฮั่นหรูประมือกัน

มือทั้งสองของชายผู้นี้ประสานกัน แขนทั้งสองวาดวงกลมกลางท้องฟ้า ม้วนเอาปราณจิตราอันคล้ายกับระลอกคลื่นเป็นวงกลมขึ้น ขณะเดียวกันปราณจิตราก็ปกคลุมเอาเยี่ยฉงโจวและจี้ฮั่นหรูเอาไว้

ท่ามกลางพื้นที่ว่างปรากฏโลกลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตรา คล้ายกับบึงเฉอะแฉะไปด้วยโคลนเลนบ่อหนึ่ง

ทั้งเยี่ยฉงโจวและจี้ฮั่นหรู่ต่างก็รู้สึกว่าตนคล้ายกับตกลงไปในบึงในทันที

เดิมทีทั้งสองก็ไม่ได้ต่อสู้กันจนถึงแก่ชีวิต จึงวางมือในทันที

ผู้มาเยือนเองมีพลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางเท่านั้น ทว่าสายตาแม่นยำ ออกแรงเฉียบแหลม ทั้งหมดทั้งมวลเข้าจังหวะยึดกุมได้พอเหมาะพอดี นำทั้งสองคนที่อยู่ในการประลองออกจากกันอย่างฉับพลัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูชายหนุ่มผู้นั้น พินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง “หร่วนผิง?”

หร่วนผิงผู้นั้นแยกเยี่ยฉงโจวและจี้ฮั่นหรูออกจากกันแล้ว จึงเอ่ยปากกล่าวว่า “ทุกท่านมายังหอคลื่นโหมของข้า ผู้มาไกลเป็นแขก ยังคงขอความกรุณาให้สำนักข้าได้เป็นเจ้าบ้านที่ดีสักหน่อย ไม่นานนักการประชุมฝ่านภาก็จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว ไยต้องรีบร้อนกันด้วยเล่า”
บทที่ 154
ดูแล้วหร่วนผิงอายุยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี รูปโฉมภายนอกงดงามเปิดเผย รูปลักษณ์ไม่ธรรมดา

 

เขาเป็นหนึ่งในศิษย์สืบทอดหลักของหอคลื่นโหม ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งบึงพิภพ แตกฉานวิชาวรยุทธ์ลับของบึงพิภพ มีฝีมือดีเยี่ยม

 

ทว่าสิ่งที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอสนใจยิ่งกว่าก็คือ เท่าที่เขารับรู้ สหายผู้นี้ดูเหมือนกับมีใจให้เมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ถึงขั้นเรียกได้ว่าลุ่มหลงเป็นอย่างมาก

 

ถึงแม้ว่าทั้งสองจะมีอายุห่างกันประมาณสิบกว่าปี กระนั้นจุดนี้ก็ไม่ได้ส่งผลต่อความรู้สึกอันเร่าร้อนของหร่วนผิง

 

เพียงแต่ครึ่งปีกว่ามานี้ สถานการณ์ของโลกแปดพิภพเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่หลายแห่งตึงเครียดขึ้น หอคลื่นโหมที่ปลีกตัวมาโดยตลอดก็มีปฏิกิริยาไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิม

 

แม้ว่าหร่วนผิงจะเป็นศิษย์อ่อนอาวุโส ทว่าเขาในฐานะหนึ่งในศิษย์สืบทอดหลักแห่งหอคลื่นโหม หากยังคงเหมือนกาลก่อนก็คงจะไม่เข้าตาเป็นอย่างยิ่ง

 

ไม่รู้ว่าเป็นอาจารย์อาวุโสตักเตือนเป็นการเฉพาะ หรือเป็นหร่วนผิงควบคุมตนเอง หลายวันมานี้เขาแสดงออกคล้ายกับว่าความรู้สึกที่มีต่อเมิ่งหว่านค่อยๆ จืดจางลงแล้ว

 

สายตาหร่วนผิงกวาดมองหลิวเซิ่งเฟิงกับเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “ทุกท่านเชิญตามข้ามา”

 

หลิวเซิ่งเฟิงยิ้ม เก็บสายตาพินิจพิเคราะห์เยี่ยนจ้าวเกอกับเยี่ยฉงโจว ราวกับหมาป่าอย่างไรอย่างนั้นกลับมา

 

เยี่ยฉงโจวอายุใกล้เคียงกับหร่วนผิง รู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้ว เขากล่าวทันทีว่า “หร่วนผิง ไม่ง่ายนักจะมาที่แห่งนี้สักครา เจ้าต้องพาพวกข้าดูทะเลสาบปิดนภาอันลือเลื่องมาช้านานด้วย”

 

ทะเลสาบปิดนภาตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของบึงพิภพ ถือเป็นสถานที่จัดการประชุมฝ่านภาครั้งนี้

 

ที่แห่งนี้เป็นเขตคลองบึงนับพันพันลี้ ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งปี ทว่าขณะบนพื้นผิวทะเลสาบเมฆหมอกแปรเปลี่ยนเป็นร้อยพัน ก็ปรากฏทัศนียภาพงามล้ำเหลือจนไม่อาจชมได้หมด

 

ในระหว่างที่เมฆประเดี๋ยวรวมตัว ประเดี๋ยวแตกซ่าน ยิ่งคล้ายกับว่าแฝงไปด้วยสัจจะฟ้าดินอันไม่มีที่สิ้นสุด เกิดปาฏิหาริย์ได้มากมายยิ่ง ทำให้จอมยุทธ์ทั่วหล้าใฝ่หามัน

 

จอมยุทธ์หอคลื่นโหมมักจะมาบ่มเพาะฝึกบำเพ็ญเพียรที่นี่

 

ครั้งนี้หอคลื่นโหมในฐานะเจ้าภาพการประชุมฝ่านภา ก็เตรียมการสถานที่จัดไว้ที่นี่เช่นกัน

 

หร่วนผิงยิ้มน้อยๆ “แน่นอนอยู่แล้ว ทุกท่านสามารถพักอาศัยตามอัธยาศัยได้ เพียงแต่บนผิวทะเลสาบสถานที่นี้มีผู้อาวุโสสำนักเราอาศัยภูมิประเทศตั้งค่ายกลเอาไว้ ทุกท่านจักต้องระมัดระวัง อย่าได้แตะต้องค่ายกลต้องห้ามเป็นอันขาด”

 

เยี่ยนจ้าวเกอกับซือคงจิง รวมถึงบรรดาผู้คนจากเมืองทะเลมรกตกับเขาไร้พรมแดน ก้าวเข้าสู่ทะเลสาบปิดนภาวารีพิภพพร้อมกัน ด้วยการนำพาของหร่วนผิง

 

ทุกคนเหยียบย่ำอยู่บนผิวน้ำ เยี่ยนจ้าวเกอมองโดยรอบทั้งสี่ทิศ รู้สึกสบายอกสบายใจยิ่ง

 

ในระหว่างที่เมฆหมอกพลิ้วไหว ไอหมอกดูเหมือนกับแปรเปลี่ยนตัดสลับกับน้ำในทะเลสาบไม่หยุดหย่อน

 

เส้นแบ่งเขตฟ้าและดินคล้ายกลับกลายเป็นเลือนรางไม่ชัดเจน เยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองไปแวบหนึ่ง เห็นน้ำทะเลสาบลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทว่าเมฆหมอกกลับดูเหมือนว่ากลายสภาพเป็นทะเลสาบ

 

‘หรือว่าพลังกระแสน้ำลวงเมฆของหอคลื่นโหมจะมาจากนี่’

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูปรากฏการณ์เบื้องหน้าด้วยความสนใจอย่างยิ่ง ซือคงจิงที่อยู่ข้างกายเขา ก็มีอากัปกิริยาเช่นเดียวกัน

 

เยี่ยฉงโจวและคนอื่นๆ ที่ร่วมเดินทาง กลับยิ้มน้อยๆ มองไปยังซือคงจิง

 

หญิงสาวผู้หนึ่งอายุราวยี่สิบต้นๆ ข้างกายเยี่ยฉงโจวถอนใจเสียงเบา “เป็นคนหนึ่งที่ลุ่มหลงในวิถีวรยุทธ์สินะ”

 

นางมีนามว่าหลี่จิ้งหว่าน เป็นธิดาสวรรค์โปรดรุ่นเยาว์แห่งเมืองทะเลมรกตเช่นเดียวกับเยี่ยฉงโจว อายุอานามใกล้เคียงกับเยี่ยนจ้าวเกอและเซียวอวี่

 

องคาพยพทั้งห้าของนางประหนึ่งภาพวาด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้สวยสดงดงามเหมือนเช่นซือคงจิง แต่ก็เป็นคนงามที่หาได้ยากยิ่งคนหนึ่งเช่นกัน

 

หลี่จิ้งหว่านไม่ได้มีนิสัยกล้าได้กล้าเสียเหมือนเช่นเยี่ยฉงโจว นางนุ่มนวลอ่อนหวานยิ่งอย่างเห็นได้ชัด บัดนี้นางกำลังมองไปทางซือคงจิงด้วยความสงสัยใคร่รู้

 

ตลอดเส้นทาง ซือคงจิงมีอุปนิสัยสงบนิ่งโดยแท้ นอกจากคารวะต่อผู้คนแล้ว นางไม่ได้เอ่ยปากเลยสักคำ

 

ไม่ว่าจะมีเรื่องอันใด นางล้วนเดินตามจังหวะก้าวของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น ถึงกระนั้นไม่ว่าจะเป็นเยี่ยฉงโจวหรือว่าหลี่จิ้งหว่าน ต่างก็สามารถมองออกว่าซือคงจิงไม่ใช่คนที่ไม่มีความคิดอ่านแต่อย่างใด แต่คล้ายกับเพียงแค่กลัวความยุ่งยากก็เท่านั้น

 

ดูท่าเด็กสาวผู้นี้จะลงแรงลงใจไปกับการฝึกฝนจนหมดสิ้น จนถึงขั้นคิดว่าคงไม่คุ้มค่าที่จะแบ่งเวลาไปในเรื่องอื่น

 

แม้ว่าวิถีอารมณ์ความรู้สึกทางโลกอย่างน้อยที่สุดก็ยังคงเข้าใจ ทว่าไม่ใช่คนที่ชำนาญในการคบค้าสมาคมแต่อย่างใด จิตใจของนางไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลยสักนิด

 

เยี่ยฉงโจวยิ้มกล่าว “พรสวรรค์โดดเด่น ทั้งยังมุ่งมั่นใจจดใจจ่อ สวรรค์ไม่มีทางปฏิบัติกับนางอย่างมิยุติธรรมหรอก”

 

หลี่จิ้งหว่านเอ่ย “ใช่น่ะสิ เยาว์วัยเช่นนี้ ก็บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายแล้ว ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ประมาณครึ่งปี ตอนประมือกับโหวเสียงแห่งเขาไร้พรมแดนที่ภูผาพิภพ นางยังคงเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง ความเร็วในการก้าวหน้าเช่นนี้ ช่างน่ากลัวเสียจริง”

 

ภูมิประเทศที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล เกาะเล็กเกาะน้อยกลางทะเลสาบหนาแน่นมากมายประหนึ่งดวงดาวบนท้องฟ้าและหมากบนกระดาน ทั้งหมดเดินเหยียบย่ำน้ำไม่นานก็มาถึงเขตใจกลาง

 

ภายในทะเลสาบปิดนภา หมู่เกาะหลายเกาะที่พื้นที่ใหญ่ที่สุดก็อยู่ที่นี่ เกาะปิดนภาเกาะหลักภายในนั้น ก็คือที่ตั้งของสถานที่จัดการประชุมฝ่านภา

 

หลังจากขึ้นมาบนเกาะปิดนภาแล้ว ก็มีศิษย์หอคลื่นโหมมาต้อนรับแขก จัดการทุกคนไปยังที่พำนักแต่ละบุคคล

 

รูปแบบลักษณะสิ่งปลูกสร้างของสถานที่นี้ เปี่ยมไปด้วยทัศนียภาพของบึงพิภพ เรือนไม้ไผ่ขนาดเล็กมากมายตั้งเป็นสัดเป็นส่วน

 

ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอจัดการเข้าที่พำนักเรียบร้อยแล้ว เขาก็ออกมาจากเรือนไม้ไผ่โดยไม่บอกกล่าวผู้ใด เดินไปยังผิวทะเลสาบใหม่อีกครั้ง

 

เมื่อมาถึงทะเลสาบแล้ว เขาก็ลอดผ่านเข้าไปภายในเมฆหมอก ดวงตาทั้งสองค่อยๆ ปิดสนิท ขณะเดียวกันก็เดินไปอย่างไร้ทิศทางจนมาถึงบนพื้นผิวทะเลสาบ

 

อาหู่ติดตามอยู่หลังกายเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่าไม่ได้รบกวน

 

สมาธิของเขาส่วนใหญ่จดจ่ออยู่กับสภาพแวดล้อมโดยรอบทั้งสี่ทิศ ป้องกันคนรบกวนทำให้เยี่ยนจ้าวเกอตื่นตกใจ หรือไม่ก็สภาวะเสี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

 

ขณะนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะไปตระหนักถึงความลี้ลับของทะเลสาบปิดนภาแล้ว

 

รอจนการประชุมฝ่านภาเริ่มอย่างเป็นทางการ ขณะเยี่ยนจ้าวเกอเข้าร่วมอยู่นั้น อาหู่ถึงจะออกมาเตร็ดเตร่ผู้เดียวได้

 

แม้ดวงตาทั้งสองจะปิดสนิท กระนั้นขณะที่จิตสัมผัสรอบกายเยี่ยนจ้าวเกอถูกขยายจนถึงสูงที่สุด จุดลมปราณทั่วร่างตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเปิดปิดอย่างแผ่วเบา กลืนกินปราณวิญญาณฟ้าดินโดยรอบ รับรู้การเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณที่อยู่บนทะเลสาบปิดนภา และรับรู้จุดเร้นลับเป็นเอกลักษณ์ที่แฝงอยู่ในสถานที่วิเศษแห่งนี้

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอหยุดฝีเท้าลง เขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน ก่อนจะยื่นมือทั้งสองของตนออกไปด้านหน้า วาดอยู่ในเมฆหมอกอย่างช้าๆ

 

ครู่ใหญ่ผ่านไป ชายหนุ่มก็ก้าวเท้าเดินใหม่อีกครั้ง เหยียบย่ำบนน้ำต่อ ครั้นเดินไปได้ระยะหนึ่งที่แน่นอน เขาก็พลันยื่นนิ่งไม่ขยับอีกครา

 

แม้จะเดินๆ หยุดๆ เช่นนี้ ทว่าการเคลื่อนไหวมือทั้งสองกลับต่อเนื่องตลอดเวลา

 

เมฆหมอกโดยรอบร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอถูกขับเคลื่อนม้วนอยู่ข้างกาย ค่อยๆ ก่อตัวเป็นกลุ่มปราณกลุ่มหนึ่งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เคลื่อนย้ายไปพร้อมกับเขา

 

“สังเกตการแปรเปลี่ยนของเมฆและน้ำของทะเลสาบปิดนภา กลับทำให้ข้ามีความคิดบางอย่างต่อวิถีวรยุทธ์ข้าอยู่บ้าง”

 

เยี่ยนจ้าวเกอใคร่ครวญภายในใจ ‘เหยียบก้าวขั้นเคียงนภา ปราณจิตราเกิดสติปัญญา ถึงขั้นเคียงนภาระยะกลางแล้ว ปราณจิตราแปรสภาพเป็นโลกลวงตา กำลังจะวิวัฒน์จนเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภายในที่แท้จริงไปอีกขั้นเพื่อสืบเสาะความลับของฟ้าดิน ภายในนี้ ไม่แน่ว่าอาจสิ่งของที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง’

 

ขณะกำลังครุ่นคิด เยี่ยนจ้าวเกอพลันตกตะลึงเล็กน้อย “หา?”

 

อาหู่ที่คล้อยตามติดอยู่ข้างกายเอ่ยถาม “คุณชาย มีอะไรหรือขอรับ”

 

ชายหนุ่มหรี่ตาลงเล็กน้อย สายตากวาดมองไปโดยรอบ “พลังของค่ายกลนี้ เหมือนกับมีการเปลี่ยนแปลงน่ะสิ”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น อาหู่ก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก ใบหน้าเผยเห็นสีหน้าท่าทางงุนงง

 

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดกล่าวอันใดต่อ ค่ายกลก็เหมือนกับศาสตร์โอสถและการหลอมอาวุธ เป็นหลักวิชาความรู้ที่เป็นอิสระ มีความเกี่ยวพันแนบแน่นกับวิถีวรยุทธ์ ทว่าพลังฝึกปรือจอมยุทธ์ไม่อาจชี้ขาดระดับความรู้ซึ้งค่ายกลได้ทั้งหมด

 

อีกทั้ง ค่ายกลวิญญาณที่ปกคลุมทะเลสาบปิดนภาในตอนนี้ ขอบเขตการเปลี่ยนแปลงน้อยอย่างยิ่ง มิชัดแจ้งแต่อย่างใด

 

ถึงแม้พลังฝึกปรือของอาหู่จะถึงขั้นฝ่านภาแล้ว ทว่าเขาไม่เคยศึกษาเรื่องค่ายกลอย่างตั้งใจ ดังนั้นเขาจึงมองไม่ออก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

 

สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอ ค่ายกลก็เป็นจุดอ่อนของเขาเช่นกัน เพียงแต่ว่านั่นเป็นการเทียบกับความสามารถด้านอื่น

 

เปรียบเทียบกับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์คนอื่น ระดับความรู้ซึ้งในด้านค่ายกลของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นเรื่องที่โดดเด่นเหนือผู้ใดเช่นเดียวกัน

 

ยิ่งไปกว่านั้น หลายวันมานี้เยี่ยนจ้าวเกอศึกษาเรื่องค่ายกลป็นการพิเศษพอดิบพอดี จึงมีความรู้สึกไวเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ

 

ขณะนี้ เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

 

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางของตนเอง “จิ๊ นี่คือโรคตกค้างแทรกซ้อนที่เขาไร้พรมแดนสร้างข่าวลือมาทำร้ายข้าสินะ”
บทที่ 155
จากผลประโยชน์โดยรวมของสำนัก การฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำทำให้เขาไร้พรมแดนได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล

ทว่าความสัมพันธ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ก็แตกร้าวโดยสิ้นเชิงด้วยเหตุนี้ สูญเสียจุดยืนอำนวยประโยชน์แต่เดิมของตนที่จะบุกก็สามารถรุกโจมตีได้ จะถอยก็ตั้งรับป้องกันได้ไปเสียแล้ว

และสิ่งที่ทำให้รู้สึกจนใจนัก ก็คือพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น

ดังนั้นถึงแม้ว่าเบื้องบนและเบื้องล่างเขาไร้พรมแดนจะทำการตัดสินใจออกมาอย่างชาญฉลาดนัก ผนึกกำลังรวมกับเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต เป็นปฏิปักษ์ต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ ทว่าสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอที่ส่งเสริมทั้งหมดทั้งมวลนี้จนสำเร็จ เขากว่างเฉิงเห็นว่าเขาเป็นผู้สร้างคุณูปการใหญ่หลวง ส่วนเขาไร้พรมแดนกลับมีมุมมองความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งนัก

แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานใดๆ แต่คนของเขาไร้พรมแดนไม่น้อยก็กังขาอย่างยิ่ง ว่าเป็นเยี่ยนจ้าวเกอที่วางแผนล่วงหน้า ขุดหลุมใหญ่ให้พวกเขาจำเป็นต้องโดดลงไปหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ครึ่งปีก่อนเป็นต้นมาจึงมีข่าวลือเกี่ยวกับเยี่ยนจ้าวเกอประมาณหนึ่ง แพร่กระจายออกมาจากภูผาพิภพ ยกยอเขาว่าเป็นผู้ที่บนสวรรค์มีน้อย บนผืนดินหาได้ยาก

พลังนั้นอย่าว่าแต่คนรุ่นเยาว์ในปัจจุบันและคนรุ่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอเลย ดูเหมือนว่าแม้แต่บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนตี๋ที่กดกลบคนรุ่นเดียวกันในตอนนั้นก็ล้วนสู้ไม่ได้อยู่มากโข

ครานี้เข้าร่วมการประชุมฝ่านภา เยี่ยนจ้าวเกอตระเตรียมจิตใจเสียตั้งนานแล้ว ว่าจะมีผู้คนไม่น้อยคิดที่จะวัดความน่าเชื่อถือของตน

หลิวเซิ่งเฟิงแห่งเขาไร้พรมแดน นับเป็นหมายเลขหนึ่ง

ตอนที่ตนยากลำบากอยู่ที่เขานิมิตเมฆ เขาไร้พรมแดนสามารถกดเจ้าสัตว์ดุร้ายตัวนี้ไม่ให้มาหาถึงประตูสำนัก

สิ่งที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็คือ ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของโลกแปดพิภพค่อยๆ เริ่มมองข้ามระดับพลังฝึกปรือและอายุของเขาแล้ว ตามชื่อเสียงที่เลื่องลือขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหนึ่งปีมานี้ของเขา

เนื่องด้วยผลการรบตามความเป็นจริงของเยี่ยนจ้าวเกอ แพรวพราวมากจนเกินไป

โจมตีสังหารเซียวเซิงในระดับขั้นเดียวกันอย่างง่ายดาย โจมตีเฉาหยวนหลงในระดับขั้นเดียวกันจนพ่ายแพ้ จี้ฮั่นหรูที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายก็พ่ายแพ้ให้แก่เขาเช่นกัน

ข่าวลือผลการประมือกับหลิวโจวและเยี่ยนส่าน ก็แพร่สะพัดออกไปแล้วเช่นกัน

คู่ต่อสู้มากมายยิ่งภายในนั้น อายุอานามและความยาวนานในการฝึกฝน ล้วนอยู่เหนือเยี่ยนจ้าวเกออยู่ไม่น้อย

อีกทั้งทุกๆ คนที่กล่าวถึงข้างต้น ล้วนเป็นผู้โดดเด่นท่ามกลางจอมยุทธ์ระดับเดียวกัน และเป็นอัจฉริยบุคคลรุ่นเยาว์ของโลกแปดพิภพที่ทั่วหล้าให้ความสนใจทั้งสิ้น

ผู้ใดก็ได้สักคนลุกขึ้นออกมา ต่อให้ไปประลองกับจอมยุทธ์ระดับขั้นเดียวกันคนอื่นๆ จำนวนมากในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก ต่างก็สามารถบดขยี้คู่ต่อสู้ได้ทั้งสิ้น ถึงขั้นที่ท้าประลองข้ามขั้น ผู้ด้อยชั้นกว่าท้าประลองผู้สูงชั้นกว่า

ทว่าอัจฉริยะเหล่านี้ กลับพ่ายด้วยน้ำมือของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งหมด!

ผลการรบอันแพรวพราวเช่นนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ บัดนี้จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของคนรุ่นเยาว์ทั่วทั้งโลกแปดพิภพแล้ว

เนื่องด้วยจี้ฮั่นหรูและเซียวอวี่เมื่อครู่เป็นเหตุ หลิวเซิ่งเฟิงไม่สามารถลงมือได้สำเร็จ เยี่ยนจ้าวเกอกลับคิดไม่ถึงว่าในการเข้าร่วมการประชุมฝ่านภาครั้งนี้ คู่ต่อสู้อันดับแรกที่ชั่งวัดตนเองจะเป็นคนของหอคลื่นโหมไปได้

อย่างไรเสีย แม้ตอนนี้สถานการณ์โดยรวมในปัจจุบันของโลกแปดพิภพจะเต็มไปด้วยการต่อสู้โหมซัดสาด ทว่าหอคลื่นโหมก็ยังคงมีจุดยืนเป็นกลางชัดเจนยิ่ง

สองมือของเยี่ยนจ้าวเกอไพล่หลัง เงยหน้ามองโดยรอบ รับรู้สัมผัสอย่างละเอียด

บัดนี้เขาไม่ได้ทำความเข้าใจตระหนักหลักฟ้าดินแล้ว แต่เป็นแยกแยะการโคจรค่ายกลและเส้นสายปราณวิญญาณของสถานที่นี้แทน

“อืม ดูจากลักษณะแล้ว เพียงแค่ต้องการกดพลังและกำลังอันฮึกเหิมของข้าเท่านั้น มากกว่านั้นก็คือหยั่งเชิงรูปแบบหนึ่ง” หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้ว มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย

ค่ายกลเบื้องหน้านี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงแค่หมอกหนาทึบเท่านั้น

ค่ายกลที่จอมยุทธ์อาวุโสแห่งหอคลื่นโหมเป็นผู้ตั้งวาง หากพบศัตรูภายนอกรุกรานเข้ามาจริงๆ ก็จะสำแดงอานุภาพอันแกร่งกล้าออกมา เพื่อต้านทานศัตรูผู้มาเยือน

ค่ายกลในตอนนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิดเท่านั้น ไม่ได้มีพลังสังหารหรือสร้างความเสียหายอันใด

เยี่ยนจ้าวเกอติดอยู่ภายในนี้ อย่างมากที่สุดก็แค่หลงทาง ออกไปจากทะเลสาบปิดนภาไม่ได้ และกลับไปยังเกาะปิดนภาที่อยู่ใจกลางทะเลสาบไม่ได้เช่นกัน

แน่นอนว่าเป็นเพราะค่ายกลเปลี่ยนแปลงน้อยนิดนั่นเอง ฉะนั้นจอมยุทธ์ขั้นฝ่านภาเหมือนอาหู่ก็ไม่มีทางสังเกตเห็นได้ในทันทีเช่นกัน

อีกทั้งหากการเปลี่ยนแปลงค่ายกลใหญ่หลวงจนเกินไป เช่นนั้นในตอนแรกเริ่มจะทำให้ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์แห่งหอคลื่นโหมที่อยู่ที่แห่งนี้และกลุ่มคนของฟางจุ่นตกใจเป็นอันดับแรกได้

“อาศัยภูมิประเทศอันได้เปรียบตั้งค่ายกล รากฐานยังเป็นการแปรผันด้วยเมฆและน้ำอันไร้ทิศทางของทะเลสาบปิดนภานี้…”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะก้าวเดินไปข้างหน้าใหม่อีกครั้ง เพียงแต่ว่าเขารุดหน้าครานี้ จังหวะก้าวเดินเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาดผิดปกติ มีบางเวลาที่เดินถอยหลังกลับอีกด้วย

ระหว่างที่เดินอยู่ ปราณจิตราทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอสั่นสะเทือน ทำเอาน้ำทะเลสาบใต้ฝ่าเท้ากระเพื่อมอย่างไม่หยุดหย่อน

ไอเมฆโดยรอบยิ่งรวมตัวและแตกกระจายออกตามการหายใจของเขา ชั่วขณะหนึ่งคล้ายกับมีความรู้สึกว่ามีกระแสลมโหมซัดสาด

บนผิวทะเลสาบพัดกระพือลมงวงกลุ่มหนึ่งขึ้น โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอเป็นจุดศูนย์กลาง มันเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กับเขา ทุกหนทุกแห่งที่ชายหนุ่มไปถึง เมฆหมอกน้ำทะเลสาบทั้งหมดพลันผันเปลี่ยนเป็นสับสนปนเป

กำลังของลมงวงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เริ่มแพร่ขยายกระจายไปรอบด้านทั้งสี่ทิศ

อาหู่ตามติดอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ อ้าปากหวอขณะมองดูภาพฉากนี้ หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เปิดปากหัวเราะฮ่าๆ ขึ้นมา “จะต่อสู้กับคุณชายของข้ารึ”

ภายในเรือนไม้ไผ่หลังหนึ่งบนเกาะปิดนภา บริเวณใจกลางห้องโถงภายในนั้นตั้งกระจกบานใหญ่ยักษ์เอาไว้ สูงไม่น้อยกว่าความสูงของคนคนหนึ่ง

ภายในกระจกเหมือนคลื่นน้ำ ปรากฏสภาพการณ์บนพื้นผิวทะเลสาบออกมา

บัดนี้หร่วนผิงยืนอยู่ตรงหน้ากระจก มองดูสภาพการณ์ที่ปรากฏออกมาบนกระจก ท่วงท่าเขาสง่างามเช่นเดิมด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก รูปลักษณ์ไม่ธรรมดา เพียงแต่ว่าไม่อ่อนโยนเหมือนเช่นก่อนหน้าขนาดนั้น ภายในแววตาส่องคมมีดอันเฉียบคมออกมา

ตอนนี้เอง เขาถึงได้พรั่งพรูลักษณะของคนวัยเยาว์ที่ชอบเอาชนะออกมาอยู่หลายส่วน

หร่วนผิงมองดูเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ภายในกระจก หลังจากลังเลอยู่เล็กน้อย เขาก็ยื่นมือออกมา ต้องการจะสัมผัสกระจก ทว่าเมื่อจวนจะเข้าใกล้ มือของเขาพลันชะงักเล็กน้อย

จากนั้นก็มีผู้อื่นผลักประตูเข้ามา กลับเป็นหญิงสาวสองคน ทั้งคู่ต่างก็เป็นสวมเครื่องแต่งกายสีเขียว อันเป็นเครื่องแต่งการศิษย์สืบทอดหลักของหอคลื่นโหมเช่นเดียวกับหร่วนผิง

หญิงสาวทั้งสองสวมหมวกไผ่อยู่บนศีรษะ ผ้าโปร่งบางลู่ลงมา บดบังเค้าหน้าของพวกนาง

หนึ่งในพวกนางเดินมาด้านหน้า ก่อนจะถอดหมวกไผ่บนศีรษะลง เผยเห็นใบหน้าสดใสแช่มชื่น องคาพยพทั้งห้ามองไปแล้วเป็นเพียงแค่ความงามระดับกลางเท่านั้น กระนั้นนางก็มีท่วงท่างดงาม

เมื่อเห็นนาง หร่วนผิงก็เก็บมือกลับ พยักหน้าเล็กน้อย “ขอบพระคุณศิษย์พี่หญิง”

ศิษย์หญิงแห่งหอคลื่นโหมแซ่เซี่ยก็มายังด้านหน้ากระจกเช่นกัน มองดูสภาพการณ์ภายในกระจกแวบหนึ่ง พลันมุ่นคิ้วน้อยๆ ทันที “ศิษย์น้องหร่วน ไยเจ้าต้องทำเช่นนี้”

“หลายวันมานี้ข้าได้ยินชื่อของเขาจนเอียนไปหมดแล้ว” หร่วนผิงยิ้มน้อยๆ “จึงอยากลองดูสักหน่อย ว่าความรู้ความสามารถของเขาจะมากมายเช่นชื่อเสียงหรือไม่ ว่ากันว่าเขามีความสามารถรอบด้านเป็นอย่างยิ่ง ข้าจึงอยากดูว่าระดับความรู้ซึ้งในด้านค่ายกลของเขาจะเป็นเช่นไร”

“แท้จริงแล้วนี่ประจวบเหมาะนัก ไม่ต้องประมือกันจริงๆ ก็สามารถแข่งขันกันได้ ข้าเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เขาลำบาก หากเขาติดอยู่ภายในค่ายกลออกมาไม่ได้จริงๆ หลังจากผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปรับเขากลับมาเกาะปิดนภาเอง”

ศิษย์พี่เซี่ยมองหร่วนผิงแวบหนึ่งอย่างจริงจัง “บรรดาอาจารย์ผู้อาวุโสได้มีความเห็นตรงกันทั้งหมดแล้ว ว่าจะไม่เข้าไปพัวพันการพิพาทระหว่างเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ไฉนเจ้าจะไม่ปล่อยศิษย์น้องเยี่ยนไปเล่า เจ้าคงไม่ได้ทำไปเพราะเมิ่งหว่านกระมัง?”

หร่วนผิงยิ้มน้อยๆ “ข้ายอมรับ ข้าจดจำศิษย์น้องเมิ่งแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่ลืม แต่ข้ายิ่งจะไม่ลืมว่าข้าคือศิษย์ของหอคลื่นโหม ต่อให้มีเจตนามีใจให้ ก็หวังว่าจะนำหงส์เพลิงตัวนั้นกลับมาที่ของพวกเราแห่งนี้ ซึ่งไม่ใช่ว่าข้าเองจะไปแต่งเข้าเมื่อไร แต่ศิษย์พี่เซี่ยปกป้องเยี่ยนจ้าวเกอเช่นนี้ คงไม่ใช่เพื่อศิษย์พี่สวี สวีเฟยแห่งเขากว่างเฉิงท่านนั้นกระมัง?”

ศิษย์หญิงแซ่เซี่ยกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “การตัดสินใจของบรรดาท่านผู้อาวุโสสำนักทั้งหลาย ข้าจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ส่วนตัวส่วนรวมแบ่งแยกชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์พี่สวีมั่นใจในตัวเยี่ยนจ้าวเกอยิ่ง ไม่ต้องให้ข้าดูแลหรอก”

นางมองไปทางหร่วนผิง “ข้าขอเตือนเจ้า เจ้าหยุดมือเสียตั้งแต่ตอนนี้ยังทัน ไม่เช่นนั้นคนที่จะเสียเปรียบก็คือเจ้าเองแล้ว”