146-150

บทที่ 146
อาหู่ยิ้มเย็นอย่างต่อเนื่องอยู่ด้านข้าง กำลังคันไม้คันมืออยากต่อสู้ เห็นได้ชัดว่าเขาอยากจะทำให้หลินโจวได้รู้สักหน่อยว่าอะไรคือการฆ่าปิดปากเต็มแก่

เดิมทีก่อนหน้านี้ที่เกือบถูกหลินโจวฝังทั้งเป็นภายในห้องสุสานการุณยบุรุษ ก็ทำให้อาหู่ตัดสินเจตนาสังหารเรียบร้อยแล้ว

ทว่าสีหน้าอารมณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอกลับแปลกประหลาดไปอยู่บ้าง

เขาพิจารณาหลินโจวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอยู่นานนัก ถึงได้พรวดประโยคหนึ่งออกมา “เจ้าดูแล้วช่างพูดจาอ่อนหวานละมุนละไมเสียนี่กระไร…”

คำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอทำให้หลินโจวกับอาหู่ไม่รู้ว่าควรทำอะไรอยู่บ้าง

“ข้าหมายถึง…” เยี่ยนจ้าวเกอไตร่ตรองถ้อยคำอยู่ชั่วครู่ สีหน้าท่าทางมีความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง “ชัดแจ้งว่าเรื่องประเภทขู่บังคับคนเช่นนี้ เหมือนว่าควรจะเป็นข้า…ไม่สิ ดูเหมือนว่าควรจะเป็นเรื่องที่ตัวร้ายกระทำต่างหาก”

หลินโจวหลุดหัวเราะออกมาเสียง “เจ้าคงไม่ได้คิดจะพูดว่าข้าต่ำช้าไร้ยางอายหรอกกระมัง ภูมิหลังฐานะเดิมของเจ้ากับข้าใกล้เคียงกัน ไม่ใช่คนที่จอมยุทธ์ธรรมดาทั่วไปจะเปรียบได้ บนร่างกายล้วนมีของล้ำค่าอยู่ไม่น้อย ด้านกำลังภายนอกใครก็ไม่อาจจะได้เปรียบเหนือกว่า”

“แต่เจ้าร่างใหญ่ข้างกายเจ้านี้ เท่าที่ข้ารู้ แม้ว่ารัศมีแสงจะไม่ปรากฏ แต่พลังฝึกปรือของเขาอย่างน้อยที่สุดก็คือปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้าย จนถึงขนาดที่อาจจะถึงขั้นผ่านภาแล้วก็เป็นได้”

กล่าวถึงตรงนี้แล้ว หลินโจวก็ส่ายศีรษะ “มีผู้ติดตามเช่นนี้คนหนึ่งติดกาย แม้แต่ข้าเองก็อิจฉาเจ้าอยู่หน่อยๆ แม้ว่าข้าจะมีความมั่นใจในตนเองก็ตาม แต่ภายใต้สถานการณ์ที่หนึ่งต่อสอง อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังเป็นปรมาจารย์ขั้นผ่านภา หากสามารถที่จะไม่สิ้นเปลืองกำลังนี้ได้ ข้าก็ไม่อยากจะสิ้นเปลือง หากมีแต้มต่ออื่นในมือสามารถใช้ได้ เรื่องอะไรข้าจะไม่ใช้เล่า”

หลินโจวมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “แน่นอนว่าหากเจ้ากล่าว ข้ากับเจ้าประลองตัวต่อตัว ผู้ใดชนะ ผู้นั้นได้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไป หากเจ้าบึกข้างๆ เจ้าไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกละก็ เช่นนั้นข้าก็ยินดียิ่งที่จะประลองกับเจ้าสักตั้ง อาศัยแค่ความสามารถของตนเองเท่านั้น เพียงแต่ข้าขั้นเคียงนภาระยะกลาง เจ้าขั้นเคียงนภาระยะต้น ข้าเสนอให้ทำเช่นนี้ ไม่ดูเหมือนว่าขี้โกงไปหน่อยหรือ”

น้ำเสียงของหลินโจวสงบนิ่ง “ยิ่งไปกว่านั้น อย่างแรกสำนักเจ้ากับข้าแต่ไหนแต่ไรก็เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน อย่างที่สองเรื่องเกี่ยวพันกับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องปกติ ถึงเจ้าจะตอบรับการประลองตัวต่อตัว ข้าก็ยังต้องกังวลว่าเจ้าจะกลับคำอยู่ดี กำแต้มต่อในมือไว้บ้าง ไม่ใช่เรื่องที่ปกติเป็นอย่างมากรึ”

เยี่ยนจ้าวเกอหลุดหัวเราะ พลางส่ายศีรษะ “มิใช่ เจ้าอย่าได้เข้าใจผิด เพียงแค่ความสุขมาอย่างฉับพลันจนเกินไป ทำให้ข้ารับมือไม่ทันอยู่บ้างก็เท่านั้น”

เขามองหลินโจว ยิ้มพร้อมกับถอนใจ “อยู่เหนือความคาดหมายข้าไปสักหน่อย แตกต่างจากภาพจำของข้าค่อนข้างมาก”

หลินโจวกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าแค่กล่าวความรู้สึกกับคนที่ข้าให้ความสำคัญเท่านั้น คนอื่นจะเป็นตายร้ายดีแล้วเกี่ยวอะไรกับข้า สามารถบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ วิธีการจะดีหรือแย่นั้นไม่สำคัญแต่อย่างใด”

“ถังหย่งฮ่าวแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสุภาพบุรุษอย่างแท้จริงที่จิตใจเปิดเผยบริสุทธิ์ แต่ด้วยเหตุนี้ช้าหรือเร็วเขาก็จะเอาชีวิตตนเองไปทิ้ง”

ได้ฟังถึงครึ่งประโยค ในดวงตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็เผยแววใคร่ครวญ แววตาดูวูบไหวอยู่เล็กน้อย แต่ครู่หนึ่งก็กลับมานิ่งสงบทันที

ขณะที่มองหลินโจว เยี่ยนจ้าวเกอเอียงศีรษะเล็กน้อย “แก้ไขความผิดเพี้ยนบางอย่างบนความเข้าใจของเจ้า ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปลอดภัยที่จะเข้าไปก็รุกโจมตีได้ จะถอยร่นก็ตั้งรับได้”

อาหู่หัวเราะหยันตามประโยคนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ ร่างกายโผไปข้างหน้าอย่างฉับพลัน!

การเคลื่อนไหวกายของเขา ร่างกายที่สูงใหญ่เช่นนี้ประหนึ่งกับเงาลวงที่เบาหวิว เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว ทั้งร่างกายก็ถลาไปถึงเบื้องหน้าของหลินโจว!

“ดูแล้วเจ้าคงเลือกเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้ว” สีหน้าหลินโจวไม่เปลี่ยนแปลง ร่างกายถอยร่นกลับไป ความเร็วดุจสายฟ้าแลบ

ความรวดเร็วฉับไวในการเคลื่อนไหวกายของตำหนักอัสนีสวรรค์ ถูกเขาสำแดงออกมาอย่างถึงอกถึงใจ

ทว่าหลังจากอาหู่ร้องคำรามอย่างดุร้าย ถลาเข้าโจมตีด้วยกรงเล็บภูตพยัคฆ์ ต่อด้วยการแสดงหมัดพยัคฆ์คำราม!

เดิมทีหลินโจวหลบหลีกได้ในทันที ทว่าร่างกายอาหู่กระโจนเข้าใส่ถึงสองครา คล้ายกับลมจิตราอันหนาวเหน็บ ชั่วพริบตาเหยียบทำลายความว่างเปล่า มาถึงตรงหน้าเขาอีกครั้ง!

รัศมีแสงเหนือศีรษะอาหู่พุ่งตรงสู่ท้องฟ้า ไม่ใช่ลำแสงลวงตาแต่อย่างใด แต่เป็นรัศมีแสงของขั้นฝ่านภาอย่างแท้จริง!

การคุกคามบีบรัดของปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา ปิดผนึกความว่างเปล่าโดยรอบอย่างสิ้นเชิง บัดนี้อากาศหนักอึ้งราวกับหินผา

แม้จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ แต่ในดวงตาทั้งสองของหลินโจวกลับส่องแสงโหมกระหน่ำ

ขณะที่แสงฟ้าแลบด้านหลังเขาส่องประกายวาบ เขาก็กางปีกที่ประกอบมาจากสายฟ้าอย่างสิ้นเชิงคู่หนึ่ง

ช่วงที่ปีกสายฟ้าฟาดคู่นี้สั่นไหว หลินโจวก็ลอยขึ้นอีกขั้นด้วยความเร็ว หลบหลีกการถลาโจมตีของอาหู่ได้อย่างฉิวเฉียด

หลินโจวมองดูเยี่ยนจ้าวเกอที่หยุดอยู่ตรงตาข่ายรังไหมโลหิตกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า และอาหู่ที่มาถึงตรงหน้าเขาเอง มุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้มน้อยๆ อันเยือกเย็น

“เยี่ยมมาก ทุกอย่างล้วนดำเนินไปตามแผนการเดิม เจ้าตัดใจทิ้งเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่ลง แต่ข้าตัดใจทิ้งลง”

ประกายตาหลินโจวเฉียบคมเย็นเยียบ

ตาข่ายรังไหมโลหิตที่ค่อยๆ แตกออกเป็นเสี่ยงๆ พลันเปล่งแสงเจิดจ้า เชือกโลหิตบางและยาวมากมาย พลันตรงดิ่งแทงเข้าไปในเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า!

ทันทีที่ได้รับการกระตุ้น เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าก็สั่นสะเทือนโครมครามขึ้นมา สายฟ้าเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

เสียงสายฟ้าฟาดร้องคำรามดังไปทั่วท้องฟ้า การคุกคามบีบอัดอันน่าสะพรึงกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ปะทุออกมาจากภายในเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ราวกับจะม้วนเก็บฟ้าดินเข้าไป!

อาหู่ที่เกือบจะถลาไปถึงเบื้องหน้าหลินโจวแล้ว พลันสีหน้าเปลี่ยนทันที เกิดสะดุ้งหันศีรษะกลับ “เจ้าสวะนี่ เป้าหมายตั้งแต่แรกเริ่มของเขาไม่ใช่เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่ต้องการสังหารคุณชายต่างหาก!”

ใช้ข่าวสารที่เฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูจันทรากาย ต้องการขู่บังคับเยี่ยนจ้าวเกอให้ละทิ้งเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ หรือไม่ก็ประลองตัวต่อตัว ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เพียงเพื่อที่จะวางหลุมพรางจิตใจทำให้ผู้คนเลินเล่อขึ้นอีกขั้น

มาถึงที่แห่งนี้ หลังจากเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว แผนการเดียวในใจของหลินโจวก็คือสังหารเขาที่นี่เสีย!

ต่อให้ละทิ้งเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เสียดายเช่นกัน!

อาหู่ฉวยโอกาสหยุดฝีเท้าโดยพลัน หมุนกายกลับพุ่งไปทางเศษชิ้นส่วนดวงตาชันสายฟ้าและเยี่ยนจ้าวเกอ

หลินโจวมั่นอกมั่นใจ มองดูภาพฉากนี้อย่างไม่สะทกสะท้าน “ผู้ติดตามชั่วร้ายของเจ้าคนนี้ แม้พลังความสามารถและระดับการฝึกปรือจะไม่อ่อนด้อย แต่ข้อบกพร่องชัดเจนจนเกินไป รับมือได้ง่ายยิ่งนัก”

“เจ้ายกความปลอดภัยและอันตรายของเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้เป็นอันดับแรกเสมอ ระหว่างคุ้มกันเยี่ยนจ้าวเกอกับสังหารศัตรู เจ้าต้องเลือกปกป้องเขาเป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน แต่น่าเสียดาย สายเกินไปเสียแล้ว เจ้าเร่งย้อนกลับไป ก็เป็นเพียงแค่ตายไปพร้อมกับเขาเท่านั้น”

อาหู่หมุนกายกลับรุดหน้าอย่างรวดเร็ว

ส่วนร่างกายหลินโจวที่เดิมทีถอยร่นหลบหลีกไปด้านหลัง ก็หยุดนิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งไปข้างหน้าแทน!

“เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์แม้จะดี แต่ก็เป็นเพียงแค่โอกาสสำคัญโอกาสหนึ่งเท่านั้น หากเจ้าสิ้นชีพไปเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างของข้าก็จะกลับคืนสู่ปกติ ไม่เกิดความวุ่นวายอีก ข้ายังมีโอกาสอีกมากมายที่สามารถเก็บเข้าสัมภาระได้อย่างมั่นคง! เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าน่ะ เกะกะจนเกินไปแล้ว!”

แม้พลังของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์จะระเบิดเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ไม่สิ้นชีพ ทว่าก็ทำให้พลังอันแข็งแกร่งของพวกเขาลดลงจนเป็นม้าตีนปลายได้

หลินโจวจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป!

เยี่ยนจ้าวเกอจดจ้องหลินโจวอยู่ มุมปากเผยให้เห็นถึงรอยยิ้มจางๆ “ตาข่ายรังไหมโลหิต ของชั้นดี หาได้ยากยิ่งทีเดียว”

สีหน้าหลินโจวไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าภายในใจพลันสั่นไหวทันที ‘เขารู้เบื้องลึกและสรรพคุณของตาข่ายรังไหมโลหิตทั้งหมดรึ”

หลังจากมีรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า เยี่ยนจ้าวเกอก็โจมตีหมัดหนึ่งออกไปทางตาข่ายรังไหมโลหิตและเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่ไกลออกไป

“ข้ารอมือนี้ของเจ้าโดยเฉพาะ ด้วยรู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะส่งมาให้เองถึงที่”

หลอดเลือดอสูรที่ส่งออกไปก่อนหน้านี้ บัดนี้กำลังกัดกร่อนแสงสีแดงแปลกประหลาดผิดปกติของตาข่ายรังไหมโลหิต พลันเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มดำมิด มืดสนิทประดุจน้ำหมึก

แสงสีดำมืดส่องประกาย การเคลื่อนไหวของตาข่ายรังไหมโลหิตที่สะเทือนเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์พลันถูกยับยั้งทันที

ถึงแม้ว่าการเคลื่อนไหวอันผิดปกติของเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้ายังคงดำเนินต่อไป กระนั้นก็ไม่ได้ร้ายแรงขึ้นอีก

อาหู่รีบเร่งกลับมา ฝ่ามือทั้งสองประกบกัน มังกรสีดำมากมายกลายมาจากปราณจิตราม้วนคลุมมันเอาไว้ ด้วยพลังฝึกปรือของปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา เขาต่อต้านการเคลื่อนไหวผิดปกติซึ่งกันและกันกับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ได้ ทำให้มันไม่ถึงกับระเบิดออกมา

ความเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ หลินโจวที่ไล่ตามหลังเขามาติดๆ เห็นดังนั้น ก็พลันขมวดคิ้วเป็นปมแน่น

ปีกสายฟ้าฟาดของเขาเข้าไปถอยออกอย่างอิสระ ด้วยสถานการณ์ที่รู้อยู่แก่ใจว่าท่าไม่ดีจึงเปลี่ยนทิศทางอีกครั้ง เตรียมถอยร่น

“ช้าไปแล้ว”

ขณะเยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเสียงยาว สองมือก็ยกขึ้น!

แสงสว่างไสวแวววาวทั้งสองสาย สายหนึ่งเขียว สายหนึ่งม่วง ประดุจรุ้งกินน้ำยาวทอดผ่านท้องฟ้า!

ด้วยระยะทางที่ใกล้เช่นนี้ ถึงหลินโจวจะรวดเร็วอีกเพียงใดก็ยากจะหลบพ้น พยายามหมุนกายกลับหลบหลีก ทว่าปีกสายฟ้าทั้งสองด้านหลัง ถูกแสงสว่างไสวทั้งสองสาย สายหนึ่งเขียว สายหนึ่งม่วงโจมตีจนแตกกระจุยจนหมดสิ้น!

กายเยี่ยนจ้าวเกอประเดี๋ยวหมอบประเดี๋ยวกระโจน รวดเร็วปานลมกลมและสายฟ้าแลบ สังหารถึงเบื้องหน้าหลินโจว!
บทที่ 147
แสงสว่างสีเขียวและสีม่วงเหล่านั้น ก็คืออาวุธวิญญาณระดับล่างสองชิ้น อย่างกระบี่วิญญาณมังกรมรกตและกระบี่อัสนีทองคำม่วง

 

พลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์ของเยี่ยนจ้าวเกอไม่สามารถขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณสองชิ้นพร้อมกันได้ ทว่าเขาเลือกวิธีการที่เด็ดขาดมากยิ่งกว่า

 

ขณะที่ขับเคลื่อนกระบี่วิญญาณมังกรมรกตของตน เขาก็ปล่อยกระบี่อัสนีทองคำม่วงไปโดยตรง!

 

ตัดความสัมพันธ์ระหว่างตนกับอาวุธวิญญาณ อาศัยแรงปะทุชั่วพริบตาสุดท้าย ทำให้กระบี่ทั้งสองเหินบินอย่างพร้อมเพรียง ตรงเข้าไปฟันหลินโจว!

 

“กระบี่อัสนีทองคำม่วงของเยี่ยนซ่าน”

 

ระยะทางที่ใกล้เช่นนี้ ไม่ว่าหลินโจวจะต่อต้านหรือหลบหลีก ก็ล้วนแล้วแต่รับมือไม่ทัน ถึงขั้นขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณของตนไม่ทันกาลเลยทีเดียว

 

เขาทำได้แค่เพียงพยายามหลีกหนีอย่างสุดกำลัง ในขณะที่เส้นยาแดงผ่าแปด ก็ยังไม่ได้ถูกเป้าจุดสำคัญ

 

ถึงกระนั้นของล้ำค่าที่ยื่นออกมาจากบนหัวไหล่ของเขา ปีกสายฟ้าสองปีก ก็ถูกอาวุธวิญญาณสองชิ้นแยกกันแทงทะลุ!

 

ระหว่างที่ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอกระโจน วิชาวายุเคลื่อนกายในคัมภีร์วายุจิตราที่สืบทอดกันในเขากว่างเฉิง ไปจนถึงวิชาวายุกระโจนตัวของหมัดพยัคฆ์คำราม ต่างก็ร่วมกันสำแดงอิทธิฤทธิ์!

 

สามวิชารวมเป็นหนึ่ง ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอรวดเร็วประหนึ่งลมกรดและสายฟ้าแลบ พริบตาเดียวก็พุ่งแทงไปถึงเบื้องหน้าหลินโจว

 

ต่อให้หลินโจวมีระดับการฝึกปรือเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง และใช้วิชาเคลื่อนไหวกายฉับไวอันเป็นวิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็เข้าใกล้เขาได้ในพริบตาเดียว!

 

ถึงแม้ว่าเขาจะมีอุปนิสัยหม่นหมองอยู่บ้าง แต่หลินโจวก็ไม่ขาดจิตใจฮึกเหิมกล้าหาญของจอมยุทธ์

 

ครั้นเห็นว่าอาหู่ถูกเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าพันหยุดเอาไว้ เขาก็ร้องตะโกนเสียงดัง ราวกับเสียงฟ้าผ่าก็ไม่ปาน

 

บนมือหลินโจวพลันเกิดแสงฟ้าแลบเจิดจ้าทันใด ดาบยาวสีฟ้าแกมเขียวเล่มหนึ่งปรากฏอยู่กลางฝ่ามือ นั่นเป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างชิ้นหนึ่ง!

 

เขาสะบัดดาบยาวออกมา ก็เหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอเมื่อครู่ ปล่อยอาวุธวิญญาณของตนร่วงลงโดยตรง

 

ประกายดาบอันบ้าคลั่ง ทำกระบี่วิญญาณมังกรมรกตในฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอแยกออก

 

ระหว่างที่กระบี่วิญญาณมังกรมรกตสั่นไหว ส่งเสียงมังกรคำรามออกมา ประกายกระบี่ก็เจิดจ้า ราวกับว่ามีชีวิตเป็นตนเองอย่างไรอย่างนั้น ต่อสู้อยู่กับดาบอัสนีเหินฟ้าของหลินโจว

 

เวลาเดียวกับที่หลินโจวขว้างดาบ มืออีกข้างของเขาก็ตั้งฝ่ามือขึ้นประหนึ่งกับดาบ ชูขึ้นไปบนท้องฟ้า คล้ายกับทำท่าชูดาบ

 

ทั่วหล้าก็มีเสียงกระแสไฟฟ้า ‘เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ’ แสบแก้วหูดังขึ้นตามการเคลื่อนไหวนี้ของเขา

 

ปราณจิตราออกสู่ภายนอก คล้ายดั่งสายฟ้าแลบมากมาย รวมตัวกันอย่างดุร้ายกลายเป็นดาบแสงสายฟ้าแลบขนาดมหึมาด้ามหนึ่งที่ยาวกว่าสิบจั้งอยู่กลางอากาศ

 

แสงสายฟ้าสีม่วงแกมน้ำเงินอันบ้าคลั่ง ส่องสะท้อนกับสีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอโดยตรงจนกลายเป็นสีม่วง!

 

วรยุทธ์สืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ คมดาบสายฟ้าคลั่ง!

 

ความเร็วของมันอาจจะสูสีกับกระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วงของจอมยุทธ์ในระดับพลังเดียวกัน ทว่ามีแนวโน้มจะดุร้ายรุนแรงยิ่งกว่า!

 

ไม่เหมือนตอนที่จี้ฮั่นหรูประมือกับเยี่ยนจ้าวเกอบนเขาเมฆนิมิตในตอนแรก ยังยกยอตนเองว่าระดับพลังสูงกว่าได้ชัยชนะไม่สมเกียรติ

 

เมื่อหลินโจวลงมือในครานี้ เขาใช้พลังทั้งหมดออกมาทันที!

 

ดาบหนึ่งผ่าลงมา สายฟ้ามากมายทอประกายวาบวัย คล้ายกับกลายเป็นโลกลวงตา

 

ภายในโลกลวงตาที่กลายสภาพมาจากปราณจิตรามีเมฆสายฟ้ากระจายตัวอยู่อย่างหนาแน่น งูสายฟ้าอันน่าหวาดผวาหลายสายเที่ยวเล่นขวักไขว่อยู่ในพยับเมฆ ก่อนจะร่วงลงมาจากท้องฟ้า ทำให้ทั่วทั้งฟ้าดินคล้ายกับคุกสายฟ้า!

 

ปราณจิตราที่ถือกำเนิดสติปัญญา ผนึกเข้ากับวรยุทธ์ของตนเอง กลายสภาพเป็นโลกลวงตา ซึ่งก็คืออุบายของจอมยุทธ์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง!

 

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยนแปลง จุดลมปราณทั่วกายของเขาสั่นไหวพร้อมเพรียงกัน

 

ปราณจิตราร้อนรุ่มดุจมังกรเพลิง กับปราณจิตราหนาวเหน็บดุจมังกรน้ำแข็งเกี่ยวพันเข้าด้วยกัน ลอยขึ้นสูงไปพร้อมกัน

 

มือทั้งสองข้างซ้ายขวาของเยี่ยนจ้าวเกอปล่อยออกมาอย่างพร้อมเพรียง มือหนึ่งแสดงหมัดวิญญาณสยบคลื่น มือหนึ่งแสดงหมัดราชันงูสวรรค์ออกมา

 

หนึ่งเคลื่อนไหว หนึ่งสงบนิ่ง หนึ่งแข็งกร้าว หนึ่งอ่อนโยน การเปลี่ยนแปลงเชื่อมประสานหยินหยาง ยอดเยี่ยมจนไม่อาจมีคำใดเปรียบ

 

เต่าและงูโจมร่วมกันโจมตี สำแดงอิทธิฤทธิ์อย่างแท้จริง!

 

ปราณจิตราร้อนรุ่มและหนาวเหน็บทั้งสองสาย รวมประสานเชื่อมต่อถึงกัน พาให้อานุภาพแก่กล้าอย่างไม่เคยมีมาก่อน!

 

พลังที่ระเบิดปะทุโครมคราม ทำลายโลกลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตรา และเจตจำนงดาบของหลินโจวอย่างเหี้ยมโหด!

 

แววตาหลินโจวแน่นิ่งเย็นยะเยือก หลังจากพลังดาบอันรุนแรงบ้าคลั่ง ท่วงท่าของเขาก็พลันเปลี่ยนไป!

 

ประกายกระบี่เปล่งแสงอันเจิดจ้าขึ้น ไม่รุนแรงเหมือนประกายดาบ แต่กลับรวดเร็วกว่าประกายดาบ!

 

กระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วง!

 

ครั้นกระบี่ออกจากฝัก ความเร็วของมันก็ถึงจุดสูงสุด!

 

หลินโจวที่ก้าวเหยียบเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลาง แสดงกระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วงออกมา แข็งแกร่งรวดเร็วยิ่งกว่าเยี่ยนซ่านเสียอีก!

 

ผู้คนทั่วหล้าต่างรับรู้ว่า ‘อัสนีฟาดฟ้าคำรน’ แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ อัสนีฟาดเชี่ยวชาญกระบี่ ฟ้าคำรนเชี่ยวชาญดาบ!

 

กระนั้นขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็สามารถยืนยันได้ว่า หลินโจวบดขยี้เยี่ยนซ่านได้ทุกด้านแล้วจริงๆ!

 

ทลายภาพจำที่มีแต่เดิมของผู้อื่น กระบี่หนึ่งที่พลันเหนือความคาดหมายนี้ของหลินโจว คล้ายกับสายฟ้าฟาดผ่าลงมาฉับพลัน ทำให้ผู้คนไม่ทันได้ตั้งรับ!

 

แม้ว่าพลังฝึกปรือจะใกล้เคียงกัน กระนั้นอานุภาพก็ชนะเหนือเยี่ยนซ่านที่มีชื่อเสียงด้านกระบี่อยู่ไกลโข

 

กระบี่นี้รวดเร็วอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเกือบจะไม่สามารถจับทางกระบี่ของเขาได้

 

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ กระบี่นี้ของหลินโจวออกมาแล้ว ทว่ากระบี่สั้นยาวสองฉื่อที่อยู่ในฝ่ามือก็เปล่งรัศมีแสงส่องประกายไปทั้งสี่ทิศ ทำให้ผู้คนตื่นตระหนกตกใจ!

 

เป็นอาวุธวิญญาณระดับล่างอีกชิ้นหนึ่ง!

 

ถึงแม้ว่าด้วยภูมิหลังฐานะเดิมของหลินโจวและเยี่ยนจ้าวเกอ หรือไม่ก็เซียวเซิงในตอนแรก สำหรับพวกเขาที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ การที่มีอาวุธวิญญาณติดกายสองชิ้นนับเป็นเรื่องที่เหนือปกติ!

 

แต่เยี่ยนจ้าวเกอป้องกันหลินโจวเผยแผนการเหนือชั้นฉับพลันอยู่ก่อนแล้ว

 

เหนือศีรษะของเขามีแสงสีทองเจิดจ้าลอยขึ้นสูง ราวกับตะวันรุ่งอรุณขึ้นทางทิศตะวันออก!

 

คล้ายกับกรงจักรเพลิงสุริยะที่เหมือนกับอาทิตย์ร้อนแผดเผา แสงเจิดจ้า ชนเข้ากับกระบี่ละอองเมฆของหลินโจว!

 

“กรงจักรเพลิงสุริยะของเซียวเซิง…เปลี่ยนสิ่งต่างๆ ไปมากมายยิ่งดังคาด!” แววตาหลินโจวเย็นเยียบ ขณะที่กระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วงไปถึงก่อน หลังจากมันก็มีหมัดหนึ่งต่อยออกมา!

 

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!

 

การรุกโจมตีครั้งนี้ของหลินโจว ชั่วพริบตาเดียวบนกำปั้นและแขนก็มีตาข่ายสายฟ้าถี่ยิบกระจายอยู่ชั้นหนึ่ง ทั้งยังส่องแสงระยิบระยับ เหมือนกับผีสางเทพเซียน!

 

หมัดสายฟ้ามรกต วิชาลับสืบทอดในตำหนักอัสนีสวรรค์อีกวิชาหนึ่ง!

 

กงจักรเพลิงสุริยะกับกระบี่ละอองเมฆของหลินโจวตรึงกำลังซึ่งกันและกันเอาไว้ แล้วแยกออกไปด้านนอกพร้อมกัน หมัดหนึ่งของเขาดุจสายฟ้าฟาด มาถึงเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอโดยพลัน

 

ครืน!

 

เมื่อเสียงหนึ่งคล้ายกับฟ้าผ่าดังขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าบัดนี้ฟ้าดินเหมือนกับทรุดลง กำปั้นขนาดยักษ์ข้างหนึ่งที่เกี่ยวพันสายฟ้าสีม่วงแกมเขียวไว้กำลังมุ่งโจมตีมาทางตน!

 

ใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่งยิ่งนัก ภายในดวงตาทั้งสองทอประกายไปทั้งสี่ทิศจนหมดสิ้น

 

ครั้นปะทะหมัดเหล็กของหลินโจว เยี่ยนจ้าวเกอก็ต่อยหมัดหนึ่งออกไปเช่นกัน

 

กระนั้นเมื่อหมัดไปถึงครึ่งทาง ทันใดนั้นแขนเยี่ยนจ้าวเกอก็สั่นสะท้าน!

 

ราวกับมังกรสะบัดหางอย่างไรอย่างนั้น!

 

หวดครั้งหนึ่ง!

 

ดีดครั้งหนึ่ง!

 

ชัดเจนว่าเป็นเจตจำนงกระบี่ที่นำเพลงกระบี่มังกรเขียวในแขนเสื้อของตน กลายสภาพเข้าไปในเจตจำนงหมัด!

 

มังกรสะบัดหาง มังกรเขียวในแขนเสื้อ!

 

ระหว่างที่แขนเยี่ยนจ้าวเกอสั่นสะท้าน ร่างกายของเขาหมุนวน ใต้ฝ่าเท้าคล้ายกับเข็มทิศขนาดมหึมาอันหนึ่ง พลันพลิกบิดอย่างฉับพลัน!

 

พลังบิดหมุนอันบ้าระห่ำ ทำให้ความว่างเปล่าใต้เท้าเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับเกิดกลิ่นไหม้ออกมาอย่างไรอย่างนั้น!

 

พลิกครั้งหนึ่งเช่นนี้ หมัดหนึ่งของเยี่ยนจ้าวทุบบนข้อมือหลินโจว ปัดเสหมัดสายฟ้ามรกตของเขา!

 

หลินโจวหวาดหวั่นพรั่นพรึง คิดอยากจะเปลี่ยนกระบวนท่า ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอว่องไวยิ่งกว่าเขา!

 

เยี่ยนจ้าวเกอหมุนกาย หมัดขวาของเขาทุบหมัดสายฟ้ามรกตของหลินโจวจนเสเอียง อาศัยพลังที่ชนเข้ากับหมัดของอีกฝ่าย พลิกตัวหมุนกลับไปอีกทางอีกครั้งด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ!

 

เขากวัดแกว่งหมัดซ้าย ราวกับมีมังกรยักษ์อีกตัวหนึ่งสะบัดหางของตน ทุบไปทางขมับของหลินโจวดังโครม!

 

สองมังกรสะบัดหาง!

 

หลินโจวเบิกตาโพลงร้องตะโกน ปราณจิตราทั่วกายพรั่งพรูอย่างบ้าคลั่ง โครงกระดูกเกิดเสียงระเบิด ‘ปึงปัง’ ระลอกหนึ่ง!

 

ร่างกายของเขาพลันสูงขึ้นมากกว่าหนึ่งชุ่นทันทีอย่างไม่น่าเชื่อ!

 

ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็ถอยเอนไปด้านหลังด้วยความเร็วอย่างที่สุด

 

ทว่าความรุนแรงจากการปะทุของเยี่ยนจ้าวเกอนี้ ทั่วหล้าต้องตื่นตกใจ แม้ว่าปฏิกิริยาตอบรับของหลินโจวจะถือว่ารวดเร็วยิ่ง ก็ยังคงไม่สามารถหลบหลีกมังกรสะบัดหางที่สองนี้ได้พ้น!

 

ถึงแม้ว่าจะหลบจุดสำคัญที่ขมับไปได้ แต่พวงแก้มกลับถูกหมัดของเยี่ยนจ้าวเกอเฉียดแฉลบผ่านไป

 

หลินโจวเพียงรู้สึกสับสนมึนงง วิงเวียนศีรษะเล็กน้อย แก้มครึ่งซีกเจ็บปวดจนชา ฟันทั่วทั้งปากเหมือนกับจะถูกทำให้หลุดกระเด็นออกไปทั้งหมด!

 

เยี่ยนจ้าวเกอแกร่งกว่าที่คาด หลินโจวเองกลับต้องออกแรงเช่นกัน

 

“หืม?” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้ว พบว่าหลินโจวไม่สนใจต่อยหมัดแล้ว ด้านล่างเตะเท้าหนึ่งลอยมาโดยตรง ถึงเวลาต้องตาต่อตาฟันต่อฟันแล้ว!
บทที่ 148
ดวงตาทั้งสองข้างของเยี่ยนจ้าวเกอฉายแววเยียบเย็น เสียงสายฟ้าปะทุดังออกมาช่วงหนึ่งจากตำแหน่งที่ทั้งสองสัมผัสกัน

หมัดนี้ของเขาก็เหมือนกับโจมตีอยู่บนภูเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ซ้ำยังถูกกระแสฟ้าฟาดปะทุอีก ทำให้รู้สึกชาหนึบบนกำปั้นอยู่พักหนึ่ง

เลือดลมพลันไหลเวียนไม่สะดวกทันที ทั่วทั้งกำปั้นราวกับว่าไม่ใช่ของตนอย่างไรอย่างนั้น

คล้ายคลึงกับมือขวาของตน ถึงแม้ว่าเมื่อครู่กระบวนท่ามังกรสะบัดหางจะปัดหมัดสายฟ้ามรกตเสออกไป ทว่ามือขวาที่สัมผัสกับแขนของหลินโจวนั้น ก็ถูกปราณสายฟ้าที่อยู่บนหมัดของอีกฝ่ายระเบิดปะทุจนเกิดอาการชา

วิชาวรยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ถนัดโจมตี แต่ไม่ถนัดตั้งรับ ถ้าเกิดตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ แนวโน้มตกเป็นเบี้ยล่างก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ

หลินโจวที่เสียโอกาสไปแล้วไม่กล้าถอยอีก เขาลอยขึ้นฟ้าโดยตรง จำเป็นต้องดึงวิธีการต่อสู้ที่ใกล้เคียงกันทั้งสองฝ่ายมาใช้

‘ไม่ใช่วิชาวรยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ กลับคล้ายจะเป็นการกลายพันธุ์ของมังกรเหินบินไล่คว้าสมุนดวงดาวก่อนมหาภัยพิบัติ…’

ความคิดภายในสมองเยี่ยนจ้าวเกอแล่นปราดประหนึ่งฟ้าแลบ

เขาแค่นหัวเราะเบาๆ เสียงหนึ่ง ไม่ถอยเช่นเดียวกับหลินโจว เท้ากลับจะย่ำพรวดๆ ไปข้างหน้า ก่อนจะยกเข่าขึ้นดุจโล่กำบัง!

กล้ามเนื้อทั่วกายพาดสลับซับซ้อน เส้นเอ็นหนาใหญ่นับไม่ถ้วนภายใต้ผิวหนังพันเข้าด้วยกัน ประคองอยู่บนเนื้อเยื่อของตน ทำให้เนื้อเยื่อที่เดิมทีก็แข็งแกร่งทรหดอยู่แล้วยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปอีก!

หนึ่งในหมัดอสูรหกวิญญาณ หมัดนอแรด!

ทฤษฎีหมัดเลียนแบบแรดยักษ์ดึกดำบรรพ์ สัตว์อสูรสมัยยุคโบราณกาล พลังตั้งรับป้องกันของมันเป็นที่กล่าวขานไปทั่วหล้า

เยี่ยนจ้าวเกอตั้งเข่าขึ้น ไม่ถอยแม้เพียงครึ่งก้าว ต้านทานท่ามังกรผงาดเกี้ยวเดือนท่านี้ของหลินโจว!

ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกชาบนมือทั้งสองข้างคลายลงขณะสูดลมหายใจเข้าออกหนึ่งครั้งการหมุนเวียนเลือดปลอดโปร่งขึ้นใหม่อีกครั้ง

ทั่วร่างเยี่ยนจ้าวเกอเกิดปราณจิตราขึ้นมาทันที เขาไม่ให้โอกาสหลินโจวได้หอบหายใจแม้แต่นิดเดียว หมัดเหล็กของเขาเปลี่ยนแปลง กลางฝ่ามือเป็นสีแดงแกมม่วงทั้งแถบ

ฝ่ามือดุสิตกระทบใบหน้าของหลินโจวดังโครมๆ อย่างต่อเนื่อง

สองมือของหลินโจวตั้งรับสลับกันไปมา เดิมทีเขาโจมตีตอบโต้กลับระลอกที่สองแล้ว

ฝ่ามือดุสิตต่อยไปหาหลินโจว กระทบศีรษะกระแทกหน้าโครมๆ อย่างต่อเนื่อง แต่บัดนี้เขากลับพบว่าเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนกระบวนท่าได้รวดเร็วยิ่งกว่า!

ทั้งสองฝ่ายประจันหน้ากันอย่างดุดัน และเขากำลังจะเป็นฝ่ายที่ถูกเยี่ยนจ้าวเกอจู่โจมก่อน!

ขาข้างหนึ่งของหลินโจวทดสอบพลังป้องกันจากหมัดนอแรดของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว เขาถึงตระหนักถึงเรื่องหนึ่งได้อย่างชัดเจน นั่นก็คือถึงแม้ว่าระดับของเขาจะสูงกว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่ง กระนั้นหากใช้การบาดเจ็บแลกการบาดเจ็บ กลับจะเป็นเขาที่เสียเปรียบยิ่งกว่าด้วยซ้ำไป

หลินโจวขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ทำได้แค่เพียงตั้งรับหมัดเท่านั้น เขายกแขนขึ้นตั้งเป็นแนวขวาง สกัดกั้นฝ่ามือดุสิตของเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้

คราวนี้เยี่ยนจ้าวเกอเป็นฝ่ายรุกโดยสิ้นเชิงแล้ว

ได้ทีไม่ออมมือให้ การโหมโจมตีหลังจากนั้นของเยี่ยนจ้าวเกอ เหมือนกับคลื่นทะเลโหมซัดสาดเป็นวัฏจักรไม่ขาดตอน รุนแรงมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณทุกครั้ง กระหน่ำไปทางหลินโจวอย่างมืดฟ้ามัวดิน

หลินโจวเองก็ไม่ใจร้อนท้อถอยเช่นกัน เขาแสดงความทนทานที่จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์น้อยคนนักจะมีออกมา ขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวกายจนถึงที่สุด ราวกับแสงเงาสายฟ้าวับวาบก็มิปาน คลายการโหมโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอจนหมดไป

ทั้งสองเหยียบย่ำบนความว่างเปล่า ร่างกายส่องประกายแสงวับวาบ ทุกครั้งที่พวกเขาร่วงลงสู่พื้นดิน บนพื้นแผ่นดินใหญ่จนปรากฏรอยแตกระแหงมากมาย

อาวุธวิญญาณของทั้งสองฝ่ายปะทะซึ่งกันและกัน กระนั้นบนร่างกายก็มีแสงโชติช่วงจากอาวุธวิญญาณหลายสายลุกวาบอยู่เสมอๆ

ช่วงที่รัศมีแสงสาดไปทั้งสี่ทิศ พวกมันตรึงขจัดซึ่งกันและกัน เจ้ามาข้าไป

ปราณจิตราทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอลอยขึ้น ส่งเสียงคล้ายกับพยัคฆ์ร้องมังกรคำรามออกมา

ซึ่งขณะที่ปราณจิตราของหลินโจวคำนึงถึงความโหดเหี้ยมรุนแรงหลายๆ ด้านของตำหนักอัสนีสวรรค์ ความหนาหนักของพลังที่อยู่เหนือกว่าจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ในระดับขั้นเดียวกันก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน

ปราณจิตราที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาเปลี่ยนเป็นโลกลวงตาปกคลุมเยี่ยนจ้าวเกอไว้ นำมาซึ่งการคุกคามมหาศาล จนถึงขั้นที่เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ไม่สามารถขยายความได้เปรียบต่อไปได้

รบกันจนถึงขั้นดุเดือด ปราณจิตราเยี่ยนจ้าวเกอกลายเป็นกระบี่ เพลงกระบี่เจ็ดดารากระบวนท่าเดียวยอดเยี่ยมจนถึงขีดสุดราวกับว่าลงมาจากเหนือฟ้า ตรงดิ่งสู่หว่างคิ้วหลินโจว

แววตาอันเยียบเย็นของหลินโจว พลันเปลี่ยนเป็นร้อนแผดเผา!

ร่างกายเขาพลันหมุนพลิก เพลงดาบอันโหดเหี้ยมรุนแรงเปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มดุจน้ำโดยพลัน!

เมื่อสายฟ้ากระจายตัวเต็มท้องนภา ฉับพลันนั้นก็ปรากฏกระแสน้ำสายหนึ่งออกมา

กระแสน้ำนั้นรวมกันเป็นเชือกเส้นหนึ่ง ตัดความว่างเปล่า ราวกับไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางการทำลายล้างได้ อีกทั้งกลับยังปราดเปรียวเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้ยากจะคาดเดาวงโคจรของมันได้!

ลูกตาดำเยี่ยนจ้าวเกอหดเล็กลงอย่างฉับพลัน “วิชาคมเชือกของเมืองทะเลมรกต”

ท้องฟ้ารวมกับทะเลเป็นเส้นเดียว ไม่มีผู้ใดเอาชนะได้!

วิชาคมเชือก วิชาลับวรยุทธ์สืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมืองทะเลมรกตแห่งวารีพิภพ!

นึกไม่ถึงว่าวิชานี้จะถูกขับเคลื่อนโดยหลินโจว ศิษย์สืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์!

อีกทั้งนี่ไม่ใช่การลอกเลียนแบบที่คล้ายกับจะดีแต่ไร้ประโยชน์แต่อย่างใด แต่เขาได้รับวิชาลับเหนือชั้นนี้จริงๆ!

ถึงแม้จะคาดไว้แล้วหลินโจวต้องเล่นลูกไม้เป็นแน่ ทว่าการที่เขาสำแดงวิชาคมเชือกออกมานี้เช่นนี้ ก็เหนือความคาดหมายของเยี่ยนจ้าวเกอจริงๆ

อีกทั้งนี่ยังเป็นวิชาลับที่มีอยู่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ และขาดการสืบทอดไปจากโลกแปดแผ่นดินแล้ว ยิ่งทำให้เยี่ยนจ้าวเกอประหลาดใจ!

พลังกระบี่เจ็ดดาราของเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนแปลงไป ราวกับใช้ดาวเจ็ดดวงหยุดนิ่งทางช้างเผือก หยุดยั้งระลอกการโหมโจมตีของเชือกน้ำอันแปลกประหลาดที่ไม่อาจคาดเดาได้เส้นนั้น

หลินโจวฉกฉวยโอกาสนี้ จนในที่สุดก็แย่งชิงโอกาสพลิกจากตั้งรับเป็นรุกโจมตีได้แล้ว!

ปราณจิตราทั่วกายเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันไปพร้อมๆ กัน!

เขายื่นมือทั้งสองข้างออกมาพร้อมกัน ปราณจิตรากลายเป็นดาบและกระบี่ มือหนึ่งกำกระบี่ มือหนึ่งถือดาบ!

ฟ้าดินเกิดเสียงฟ้าร้องสนั่นดังขึ้นเป็นวัฏจักรโดยไม่รู้ตัว โลกลวงตาอันแปรสภาพมาจากปราณจิตราของหลินโจวนี้ นอกจากสายฟ้ากระจายไปทั่วท้องฟ้าแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก

วิชากระบี่สายฟ้าเจ็ดสิบสองกระบวนท่า วิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ และวิชาดาบสามสิบหกกระบวนท่า ถูกแสดงออกมาพร้อมกัน!

อาหู่ที่ทำให้เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าคงที่อยู่ที่ด้านหนึ่ง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที “อัสนีฟาดประสานฟ้าคำรน เขาทำได้อย่างไรกัน”

วิชาลับของตำหนักอัสนีสวรรค์ กระบี่และดาบรวมเข้าด้วยกัน วิชาอัสนีฟาดประสานฟ้าคำรน!

นับแต่ตำหนักอัสนีสวรรค์ก่อตั้งขึ้นมา ยังมิเคยมีผู้ใดสามารถแสดงวิชาออกมาได้ด้วยระดับปรมาจารย์เลย!

หลินโจวนับเป็นผู้ริเริ่มเปิดสมัย!

โลกลวงตาที่เต็มไปด้วยสายฟ้านั้น ระเบิดจนแตกร้าวเสียงดังโครมคราม!

ดวงตาทั้งสองของหลินโจวเย็นชายิ่งนัก ดูเหมือนไร้ซึ่งอุณหภูมิใดภายในนั้น “หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอันใด เยี่ยนจ้าวเกอ แท้จริงแล้วไม่นานนักเจ้าก็จะเป็นคนตายแล้ว”

“โลกใบนี้ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าอยู่ เดินไปในวงโคจรโชคชะตาที่เดิมเจ้าควรจะเดินไปเสียเถิด!”

ประกายกระบี่ที่คล้ายกับฟ้าแลบ กับประกายดาบที่คล้ายกับฟ้าร้อง แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้ารอบนอกเป็นร้อยเป็นพันลี้!

การชนปะทะกันของพลังทั้งสองกลุ่ม ทำให้พลังที่เดิมก็บ้าคลั่งอยู่แล้ว ระเบิดปะทุออกมาทั้งหมดในชั่วพริบตาเดียว!

ทันทีที่เยี่ยนจ้าวเกอเห็นดังนั้น แววตาเขาก็สงัดนิ่ง สูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง

กำปั้นเขาทั้งสองตั้งท่าหมัดวิญญาณสยบคลื่นขึ้นมาพร้อมกัน

ขณะที่ปราณบริสุทธิ์พรั่งพรูอยู่ในจุดตันเถียน กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ก็พลันสั่นไหวทันที

ปราณจิตราที่รุกล้ำภายในจุดลมปราณทั่วกายดุจมังกร พลันเปลี่ยนรูปร่างอย่างพร้อมเพรียง

ปราณจิตราที่ร้อนแผดเผาดุจเพลิงหมุนเปลี่ยนเป็นปราณจิตราหนาวเหน็บในพริบตา รวมเข้ากับปราณจิตราเดิมที่เย็นยะเยือกเหมือนกับน้ำแข็งเหล่านั้น

รอบร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอคล้ายกับมีหมอกเย็นชั้นหนึ่งลอยขึ้นมา

ปราณจิตราอันหนาวเย็นมากมายมหาศาลราวกับท้องทะเล ส่งเสริมหมัดวิญญาณสยบคลื่น ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีออกไปด้วยกระบวนท่านี้ ทั้งร่างกายของเขาก็ราวกับกลายเป็นทะเลน้ำแข็งที่ลึกเสียจนไม่เห็นก้นบึ้ง

สงบเงียบและหนาวเหน็บอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จนถึงขั้นวิเวกอย่างไม่อาจจะหาสิ่งใดมาเทียบ

ทั้งหมดทั้งมวลหวนกลับสู่ก้นทะเลลึก ประหนึ่งกับก้าวเข้าไปในสถานที่แห่งนิทราชั่วนิรันดร์

สายฟ้าแลบอันบ้าคลั่งนั้นร่วงลง ชั่วขณะหนึ่งก็คล้ายกับหายต๋อมลงไปในทะเล โดยที่ทำอะไรกับเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เลย

ต่อให้มีเงากระบี่ประกายดาบตีฝ่าการป้องกันด้วยหมัดวิญญาณสยบคลื่นของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ถูกกายเหล็กกล้าเขาที่ใช้หมัดนอแรดสร้างขึ้นต้านทานออกไป!

แรกเริ่มเป็นพลังปราณ จากนั้นเริ่มเสื่อมโทรม และสิ้นสุดลงในที่สุด

อัสนีฟาดประสานฟ้าคำรนของหลินโจวบ้าระห่ำเป็นอย่างยิ่ง ถึงกระนั้นมาไวก็ไปไวเช่นกัน

ชั่วขณะนี้เอง ท่าหมัดเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเปลี่ยนแปลง หมัดวิญญาณสยบคลื่นกลายเป็นหมัดราชันงูสวรรค์

ช่วงเวลาที่เงียบเชียบอย่างยิ่งยวดผันเปลี่ยนในชั่วพริบตาเดียว แต่กลับสมบูรณ์นัก

ราวกับหลังจากมังกรกบดานแล้ว มันก็เหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!

ปราณจิตราเย็นเยียบทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอกลายเป็นร้อนแผดเผาในอึดใจเดียว ตามการสั่นสะเทือนอีกครั้งของกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ในจุดตันเถียน!

พลังอันบ้าคลั่งระเบิดปะทุในทันใด ทำลายกระบี่และดาบที่สูญเสียพลังอันฮึกเหิมไปแล้วของหลินโจว!

เยี่ยนจ้าวเกอย่ำเท้าก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ปราณจิตราดุจเพลิงขับเคลื่อน เขายื่นมือทั้งสองออกไปสำแดงวิชาฝ่ามือดุสิตพร้อมกัน โจมตีไปทางหลินโจว!

หลินโจวพยายามปลดปล่อยพลังใต้ฝ่าเท้าสุดชีวิต เพื่อหลบไปทางด้านหลัง พลางยกแขนขึ้นกำบังตรงหน้าอก ต้านทานพลังที่จู่โจมมาอย่างเหี้ยมหาญ

‘กรอบ! กรอบ!’

เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นสองครั้ง เพราะการโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอในครั้งนี้ จัดการหลินโจวจนแขนซ้ายหักออกเป็นสามท่อน!
บทที่ 149
เยี่ยนจ้าวเกอปล่อยฝ่ามือทั้งสองออกมาพร้อมกัน โจมตีจนแขนท่อนหน้าข้างซ้ายจนเป็นธรรมชาติ เห็นได้ชัดว่าบิดๆ เบี้ยวๆ อยู่บ้าง

หลินโจวส่งเสียงฮึดฮัดทุ้มต่ำน่าเวทนาออกมา ไม่กล้าจะปะทะต่อไปอีก ร่างกายอาศัยแรงในการพุ่งโจมตีเหินลอยถอยหลังไป

ทว่าขณะนี้เขาเสียจังหวะไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ต่อให้ถอยร่นก็ถูกพลังของเยี่ยนจ้าวเกอตรึงเอาไว้อยู่ดี

ส่วนลึกในแววตาหลินโจวทอประกายความเฉียบขาดแวบหนึ่ง ทรวงอกยุบเข้าพองออก จากนั้นเขาก็พลันเงยหน้าขึ้น พาให้ฟ้าพ่นฝนโลหิตออกมา

ฝนโลหิตนั้นกลายสภาพเป็นไอหมอกอยู่กลางอากาศ ปกคลุมทั้งกายหลินโจว

จี้หยกที่อยู่ตรงกลางเข็มขัดหลินโจวส่องแสงขึ้นมาในฉับพลัน สีสันเปลี่ยนจากเขียวมรกตเป็นแดงโลหิต ก่อนที่มันจะแตกกระจายออกมา เปล่งแสงสีแดงขึ้น ม้วนร่างหลินโจวให้กลายเป็นลำแสงในชั่วพริบตา เหินทะยานขึ้นท้องฟ้าหนีออกไปไกล!

ความเร็วนั้น เทียบกับการที่หลินโจวสั่นไหวปีกสายฟ้าของตนด้วยแรงทั้งหมดแล้วยังเร็วยิ่งกว่า

ความเร็วยิ่งที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ ทว่าไม่ทันได้ป้องกันในทันที ก็ล้วนยากจะรั้งเขาไว้ได้

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูแสงสีแดงที่ห่างออกไปไกลในชั่วพริบตา พลางเลิกคิ้วเล็กน้อย “โอ้ หยกเปลี่ยนโลหิตสู่ธารแสงหรือ ใช้การได้บ้างแล้วนี่ ทรัพย์สมบัติครอบครัวค่อนข้างมั่งคั่งเชียว สังหารได้ยากกว่าเยี่ยจิ่งและจ้าวฮ่าว หากหมายชีวิตเจ้า ข้าจำเป็นต้องเตรียมการล่วงหน้าอยู่บ้างถึงจะสำเร็จ”

ทางด้านอาหู่กำลังปราบปรามเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่เคลื่อนไหวผิดปกติ พลางกล่าวถามด้วยความวิตกกังวลอยู่บ้าง “คุณชายขอรับ ปล่อยให้เขาไปแล้ว แม่นางเฟิงอยู่ทางน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยาง ณ เขานิมิตเมฆนั้น…”

“ไม่เป็นไร” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “เมื่อครู่ข้าจงใจลวงเขา จริงๆ แล้วทางด้านเฟิงอวิ๋นเซิงได้ถึงขั้นตอนปิดท้ายเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ออกจากบ่อน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยาง ผลกระทบก็ไม่มาก ขอแค่ทางด้านพวกเราถ่วงเวลาไว้ ส่งข่าวกลับไปในทันทีก็เรียบร้อย ท่านอาจารย์ฟู่เข้าใจสถานการณ์ รู้ดีว่าจะต้องจัดการอย่างไร”

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาเป็นเส้นตรงเล็กน้อยครู่หนึ่ง “แต่ข้ากลับค่อนข้างรู้สึกสนใจสิ่งของที่เขาแสดงออกมา พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เขาสามารถสำแดงอัสนีฟาดประสานฟ้าคำรนออกมาทั้งที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ได้ เรื่องนี้ข้ามีการตระเตรียมใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย แต่เขากลับสามารถใช้วิชาคมเชือกของเมืองทะเลมรกตได้ นี่ก็อยู่เหนือการคาดหมายของข้าจริงๆ”

ไม่ว่าจะคิดอย่างไร อัสนีฟาดประสานฟ้าคำรนก็เป็นวิชาวรยุทธ์ของตำหนักอัสนีสวรรค์เอง

การเปลี่ยนแปลงของมังกรเหินบินไล่คว้าสมุนดวงดาวก่อวิวัฒนาการวิชาวรยุทธ์ ก็อาจจะเป็นพบโดยบังเอิญของหลินโจวก็เป็นได้ อธิบายได้อย่างทะลุปรุโปร่งเช่นเดียวกัน

ก็เหมือนเช่นเยี่ยนจ้าวเกอที่ไม่มีผู้อื่นซักไซ้ไล่เรียงตน ว่าเหตุใดจึงสามารถใช้วิชาหมัดอสูรหกวิญญาณได้

วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันกับที่ทำให้การสืบทอดวรยุทธ์ถูกแบ่งยุคสมัย ทิ้งซากวัตถุเอาไว้มากมาย ก็ให้โอกาสมากมายกับเหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายที่เปิดฉากขึ้นใหม่ในยุคสมัยนี้

ทว่าคมเชือกไม่เหมือนกัน นี่เป็นวิชาลับสืบทอดของเมืองทะเลมรกตแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ณ วารีพิภพในยุคปัจจุบัน

วิชาคมเชือกที่หลินโจวแสดงออกมา มีรูปแบบเหมือนกับการสืบทอดเมืองทะเลมรกตในเวลานี้

หายอดฝีมือเมืองทะเลมรกตคนหนึ่งที่มีความชำนาญในวิชาวรยุทธ์วิชานี้มาสำแดง ก็มีลักษณะแบบนี้เช่นกัน

นี่จึงทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง “เจ้านี่ฝึกวิชาคมเชือกได้อย่างไรกัน”

อาหู่ยิ้มเปิดปากกว้างพลางกล่าวว่า “เขายังคิดจะนำข่าวของแม่นางเฟิงไปเปิดโปงให้แก่เขาไร้พรมแดน และสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีก คุณชายขอรับ หากท่านนำข่าวนี้บอกกล่าวกับเมืองทะเลมรกต เมืองทะเลมรกตจะหาทางจัดการจัดการเขาในทันที! ทันใดนั้น การปะทะกันระหว่างตำหนักอัสนีสวรรค์กับเมืองทะเลมรกต ก็จะยิ่งเลวร้ายลง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ หรือเขาไม่ยอมรับ ไม่ต้องให้ท่านเอ่ยปาก ข้าจะไปทำพิธีโลหิตจิตหวนเวลากับเขาเอง”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย “ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องเหล่านั้น ความไม่เสถียรของพลังจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ยังนับว่าเด่นชัดเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นหลินโจวมาพบเหตุบังเอิญด้วยตนเอง แต่บวกกับเยี่ยนซ่านก่อนหน้านี้ ผู้ใดจะรู้ว่าพวกเขาจะไม่ลากคนอื่นๆ ของตำหนักอัสนีสวรรค์มาด้วยหรือไม่ เก็บเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าก่อนแล้วค่อยว่ากันดีกว่า”

สิ้นคำกล่าว เยี่ยนจ้าวเกอก็มายังบริเวณใกล้ๆ กับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าใหม่อีกครั้ง เขายื่นมือกำหมัดต่อยออกไปหมัดหนึ่ง

กำปั้นไม่ได้โจมตีไปบนเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เยี่ยนจ้าวเกอใช้เจตจำนงหมัดของตน สั่นสะเทือนหลอมเข้าไปภายในเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า

ในระหว่างกระบวนการนี้ จิตใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็เชื่อมต่อสื่อสารกับเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า

เบื้องหน้าปรากฏโลกที่เต็มไปด้วยสายฟ้า

ที่แห่งนี้แท้จริงกว่าโลกลวงตาที่กลายสภาพมาจากปราณจิตราของหลินโจวเมื่อครู่อย่างยิ่ง และน่าหวาดกลัวกว่าอย่างยิ่งเช่นกัน

ความไม่รอบคอบหนึ่งครั้ง จิตวิญญาณของเยี่ยนจ้าวเกอก็แตกสลายลงตรงนี้ ทั้งกายเปลี่ยนเป็นเปลือกหอยอันว่างเปล่าที่คล้ายกับซากศพเดินได้

กระนั้นท่วงทำนองกฎเกณฑ์ที่แฝงอยู่ภายในนี้ก็ลี้ลับมหัศจรรย์ไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้ว่าเป็นเพราะการแตกสลายของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ปรากฏไม่ครบสมบูรณ์ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอเห็นแล้วเกิดความเข้าใจและตระหนักเป็นอย่างมาก

ที่แห่งนี้เป็นพลังสายฟ้าเก่าแก่ที่สุด ผลิบานในชั่วพริบตา พลังแห่งการเกิดและดับไป!

คล้ายกับว่าเสียงฟ้าร้องดังตามหลังมา กลุ่มธาตุอากาศสลัวพังทำลาย เบิกฟ้าแยกแผ่นดิน

เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึก “สายฟ้าชั่วพริบตา…”

สายฟ้าชั่วพริบตา ชั่วพริบตาเดียวผาไหม้ทุกสิ่งอย่าง รวบรวมพลังทั้งหมดไว้เพื่อปลดปล่อยออกไปในคราวเดียว

ที่กล่าวว่าชั่วพริบตา หนึ่งช่วงเวลาสั้นๆ ก็คือหกสิบชั่วพริบตา

ชั่วนิรันดร์กับชั่วพริบตา ยาวนานที่สุดกับสั้นที่สุด ระยะเวลาสุดขั้วทั้งสองแบบบรรลุในชั่วนิรันดร์กับชั่วพริบตา และก็เข้าใจลึกซึ้งถึงความเร้นลับของกาลเวลา

ท่วงทำนองของพลังในดวงตาราชันสายฟ้า ก็คือใช้การเกิดขึ้นและดับไปของสายฟ้า อนุมานการริเริ่มเกิดขึ้นและดับไปของสรรพสิ่ง การเปลี่ยนแปลงของฟ้าดิน อนุมานความเร้นลับมหัศจรรย์ไม่มีที่สุดของกาลเวลา

เยี่ยนจ้าวเกอพลันประกบฝ่ามือทั้งสองเข้าด้วยกัน เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าสั่นสะเทือน แสงสายฟ้าเก็บคืน

ขนาดของไข่มุกวิเศษสีม่วงที่เทียบกับกำปั้นมนุษย์แล้วยังใหญ่กว่าบ้างค่อยๆ หดเล็กลง จากนั้นกลายสภาพเป็นแสงสายฟ้าสีม่วงแกมน้ำเงิน

ชายหนุ่มเบิกตาโพลงจดจ้องด้านหน้า จากนั้นแสงสายฟ้าสีม่วงแกมน้ำเงินที่อยู่ตรงหน้าก็เข้าไปภายในดวงตาข้างขวาของเยี่ยนจ้าวเกอ!

“เฮ้ย!” เยี่ยนจ้าวเกอเปล่งเสียงร้องด้วยความกลัดกลุ้ม ก่อนจะปิดเปลือกตาลง ใช้มือกุมตาขวาของตนไว้ตามสัญชาตญาณ

มีความรู้สึกแปลกประหลาดส่งผ่านลูกตาข้างขวาออกมาเป็นพักๆ ต่อให้หลับตา เบื้องหน้าก็ยังไม่หยุดส่องประกายแสงสีม่วงวับวาบ

เยี่ยนจ้าวเกอยิ่งรู้สึกได้ถึงอาการบวมของศีรษะเป็นพักๆ คล้ายกับจะหมดสติไปอย่างไรอย่างนั้น

พลังที่คล้ายกับกระแสไฟฟ้ามากมายไหลไปมาภายในร่างกายของเขา ทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกชา

จุดลมปราณทั่วกายเยี่ยนจ้าวเกอเปิดปิด กลืนกินพลังสายฟ้าเหล่านี้อย่างไม่หยุดยั้ง ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่ยิ่งโคจรขับพิษด้วยความเร็ว ขจัดการดูดรับเอาพลังเหล่านี้

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ชายหนุ่มถึงลืมตาขวาของตนขึ้น แสงสีม่วงอันบ้าคลั่งเปล่งประกายผ่านไป ทำเอาผู้คนตกตะลึง

อาหู่ปกปักรักษาอยู่ฟากหนึ่งอย่างเงียบๆ ยามนี้เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า “คุณชาย ท่านใช้ร่างกายท่านบำรุงเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ มีประโยชน์ต่อเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนบำเพ็ญของตัวท่านเองเป็นอย่างมากเช่นกัน แต่อันตรายภายในนั้นก็มากมหาศาลยิ่งเช่นกันขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอยังคงรู้สึกว่าตาขวาไม่ค่อยสบายนัก จึงปิดม่านตาข้างขวาเล็กน้อยโดยพลัน พลางผงกศีรษะ “เจ้าวางใจ เรื่องนี้ข้ารู้อยู่แก่ใจดี ที่แห่งนี้ไม่เหมาะจะหยุดอยู่นานนัก พวกเราไปกันเถิด”

ทั้งสองเคลื่อนกายออกจากสถานที่เดิมด้วยความรวดเร็ว อาวุธวิญญาณหลายชิ้นที่ทิ้งกระจัดกระจายอยู่ด้านหนึ่ง ก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอเก็บไปเช่นกัน

นอกจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้ว ครานี้เยี่ยนจ้าวเกอยังได้ดาบอัสนีเหินฟ้า อาวุธวิญญาณระดับล่างของหลินโจวเข้าคลังอีกชิ้นหนึ่ง

“จิ๊ กงจักรเพลิงสุริยะ กระบี่อัสนีทองคำม่วง บัดนี้ยังเพิ่มดาบอัสนีเหินฟ้าเข้ามาอีก ข้าได้รับอาวุธวิญญาณติดป้ายของคู่ต่อสู้ตั้งหลายชิ้น” เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก สายตามองไปยังทิศอัสนีพิภพแวบหนึ่ง “เพียงแต่ข้ากลับรู้สึกสนใจยิ่งกว่าว่าจริงๆ แล้วเจ้าเข้าใจเรื่องสตรีจันทราสักเพียงใดกัน เป็นเจ้าผู้เดียวที่รับรู้ หรือเจ้าได้รับข่าวคราวมาจากสถานที่อื่น”
บทที่ 150
สถานการณ์ทางด้านเฟิงอวิ๋นเซิงนั้นแน่นอนแล้ว บัดนี้ต่อให้ความลับรั่วไหลก็มิสำคัญ

ถึงแม้ทางสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะทราบเรื่อง ก็ไม่ใช่ปัญหาแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายก็ย่ำแย่พออยู่แล้ว

ส่วนความคิดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่อื่นๆ ทั้งหลาย นอกจากเขาไร้พรมแดนที่อาจจะขุ่นเคืองอยู่บ้างแล้ว อันที่จริงก็จะไม่ได้รุนแรงอะไรนัก

ในท้ายที่สุด เขากว่างเฉิงที่ยืนบนป้อมปราการเฝ้าสังเกตฝ่ายอื่นต่อสู้กันในการทดสอบแห่งจันทรามาโดยตลอด สุดท้ายก็มีสตรีแห่งจันทราที่นับว่าเป็นของตนเสียที ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงคุณสมบัติในการเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราเท่านั้น

ท้ายที่สุดมงกุฎจันทราจะตกเป็นของผู้ใด ก็ยังต้องดูผลการแข่งขันชิงชัยของสตรีแห่งจันทราจากแต่ละสำนัก

ฉะนั้นผู้ที่ยิ่งชวนให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นทั้งหลายต้องหลีกเลี่ยง ตั้งแต่แรกเริ่มจนสุดท้ายยังคงเป็นเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ทว่าเฟิงอวิ๋นเซิงผู้ซึ่งล่าช้าไปมิน้อย ทั้งเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้ง ดูจากสถานการณ์แล้ว ยากยิ่งที่จะมีความน่าเกรงขามเป็นธรรมดา

หากกล่าวอย่างมิเกรงใจล่ะก็ ให้นางไปเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สามเมื่อครึ่งปีก่อน เป็นไปได้มากว่าผลสุดท้ายนางจะเป็นอันดับสุดท้าย

ถึงขั้นที่ต่อให้ครึ่งปีหลังไปเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สี่ เกินกว่าครึ่งก็ยังคงต้องวิ่งตามอยู่เช่นกัน

นี่มิเกี่ยวกับพรสวรรค์และความปราดเปรื่องของเฟิงอวิ๋นเซิง แต่เป็นเพราะนางเริ่มต้นล่าช้ากว่าคนอื่นๆ มากจนเกินไป ยากที่นางจะเทียบเคียงเมิ่งหว่านและคนอื่นๆ ได้

กระนั้น นี่ล้วนเป็นคำพูดสำหรับสถานการณ์ที่ตรงกันข้ามกับปกติ…

ดังนั้นที่หลินโจวคาดเดาเรื่องที่เฟิงอวิ๋นสามารถฟื้นฟูจันทรากายได้ ก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะนำข่าวคราวไปเปิดเผยให้แก่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้สนใจมากนักแต่อย่างใด

เทียบกับแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอสนใจว่าหลินโจวรู้เรื่องได้อย่างไรมากกว่า

เพราะนี่หมายถึงความเป็นไปได้แบบหนึ่ง ว่าหลินโจวคิดแผนการที่ใช้อาคมหยินหยางส่งเสริมอานุภาพในการบ่มเพาะสตรีแห่งจันทราได้เช่นกัน

เช่นนี้แล้ว สตรีแห่งจันทราของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อัสนีพิภพก็จะแข็งแกร่งผงาดขึ้นมา

เรื่องราวเกี่ยวพันกับมงกุฎจันทราเช่นนี้ ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเป็นพันธมิตรต่อกัน หลินโจวและตำหนักอัสนีสวรรค์ก็คงมิใจดีบอกกล่าวสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรเสีย เมิ่งหว่านเองก็เป็นสตรีแห่งจันทราที่แข็งแกร่งที่สุดในตอนนี้แล้ว

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าหากหลินโจวครุ่นคิดวิธีออกมาแล้ว เช่นนั้นเขาจะทำให้ล่วงลุได้อย่างไร

ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาทดลองวัตถุดิบที่ตกทอดมาจากก่อนวิกฤตการณ์ หรือเป็นพรสวรรค์ฟ้าประทานของเขาที่ทำให้คิดวิธีออกมาได้ หากมีเพียงเขาเพียงคนเดียวที่รู้ เช่นนั้นจริงๆ แล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังมิค่อยกังวลเท่าใดนัก

กระนั้นหากหลินโจวได้วิธีการจากทางอื่น เช่นนั้นก็หมายความว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจะได้รับวิธีการเช่นเดียวกัน

เดิมเมิ่งหว่านที่รุดหน้ามากที่สุด หากพัฒนาฝีมือให้เพิ่มสูงขึ้นอีกก้าว เช่นนั้นแม้แต่เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ปวดศีรษะอยู่เล็กน้อยเช่นกัน

มงกุฎจันทราบัดนี้อยู่ในมือเมิ่งหว่าน นางฝึกฝนตนเองจนมีประสิทธิผลมากขึ้นอย่างยิ่งยวดแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอลูบไล้คางของตนเองซ้ำไปซ้ำมา เอ่ยกับอาหู่ว่า “ช่วงนี้รวบรวมข่าวสาร ระมัดระวังสตรีแห่งจันทราของสำนักศักดิ์สุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ให้มากขึ้นหน่อย”

อาหู่ยิ้มอย่างซื่อตรง “ขอรับ คุณชาย”

บ่าวรับใช้กลุ่มหนึ่งที่มารวมพลกันอยู่ที่เขาหิมะพันผูกบูรพา เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่จึงเคลื่อนกายย้อนกลับทันที

มินานนัก ฝั่งเขาไร้พรมแดนก็ได้รับข่าวคราว ทราบว่าศิษย์เขากว่างเฉิงใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางบนเขานิมิตเมฆฟื้นฟูจันทรากาย

ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรกัน เรื่องที่จะสกัดกั้นสังหารสตรีแห่งจันทราของอีกฝ่ายแน่นอนว่าไม่สามารถกระทำได้

พวกเขาทำได้เพียงหาข้ออ้างส่งเฟิงอวิ๋นเซิงออกจากเขานิมิตเมฆ ห้ามนางย่างกรายกลับเข้าไปอีกก็เท่านั้น

ถ้าหากเขากว่างเฉิงยืนกรานจะหยุดอยู่ต่อ เช่นนั้นเขาไร้พรมแดนก็ไม่อาจจะบีบบังคับขับไล่ได้ และจะใช้โอกาสนี้คืนไมตรีจิตที่เยี่ยนจ้าวเกอฟื้นคืนสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ณ เขานิมิตเมฆเสียให้สิ้น นี่เป็นผลลัพธ์ที่พวกเขาสามารถยอมรับได้เช่นเดียวกัน

ทว่าฟู่เอินซูที่ได้รับการเรียกตัวจากเยี่ยนจ้าวเกอได้ทันกาล นางจัดการเฟิงอวิ๋นเซิงให้สำเร็จงานสุดท้ายจนเสร็จสิ้นเสียตั้งนานแล้ว

ขณะนี้เผชิญหน้าคนของเขาไร้พรมแดน นางจึงมิทุกข์มิร้อน จิตใจมั่นคงเป็นอิสระ พาเฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงกล่าวลา กลับนภาพิภพอย่างว่องไวหมดจด

ผลลัพธ์นี้ดูเหมือนจะมิเลว แต่กลับทำให้ผู้คนของเขาไร้พรมแดนมีความรู้สึกกลัดกลุ้มชนิดที่ต่อยหมัดออกไปในพื้นที่ว่างเปล่า

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ได้รับข่าวคราวแล้วเช่นกัน ตอนนี้พวกเขาตัดสินใจปิดบังความสามารถชั่วคราว ดังนั้นดูจากลักษณะภายนอกจึงมองความผิดปกติอันใดมิออก

ถึงกระนั้นสถานการณ์ความเป็นจริงภายใน คิดดูๆ แล้วมิสงบนิ่งแต่อย่างใด

ขณะที่ข่าวลือเกี่ยวกับเฟิงอวิ๋นเซิงแพร่ไปทั่วทุกหนแห่ง ข่าวที่หลินโจว ศิษย์สืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ เชี่ยวชาญวิชาคมเชือก วิชาลับเมืองทะเลมรกตก็กำลังแพร่กระจายไปทั่วใต้หล้าเช่นกัน

เมืองทะเลมรกตพลันอื้ออึงเกรียวกราว แม้แต่ทางด้านตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ตื่นตะลึงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

บริเวณเขตแดนติดต่อกันของอัสนีพิภพกับวารีพิภพ ทั้งสองฝ่ายที่เดิมทีปะทะกันอย่างไม่หยุดหย่อน ก็มีความรู้สึกสถานการณ์ตึงเครียดพร้อมปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

ครั้นเรื่องของเขานิมิตเมฆยุติเรียบร้อย เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้กลับไปที่นั่น แต่เดินทางอ้อมลงทางใต้ไป

วันเวลาของการประชุมฝ่านภาครั้งใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ชายหนุ่มเตรียมเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เช่นกัน

ในฐานะการประชุมกลุ่มพันธมิตรของบุตรสวรรค์คนโปรดรุ่นเยาว์แห่งโลกแปดพิภพ กลุ่มผู้มากความสามารถรวมตัว แต่ละดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

จากธรรมเนียมปฏิบัติแต่กาลก่อน ตามปกติแล้วจะหมุนเวียนให้ทั้งหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่สับเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ

การประชุมฝ่านภาคราวนี้ หากยึดตามลำดับการหมุนเวียน ตำหนักอัสนีสวรรค์จะเป็นเจ้าภาพจัดงาน

เพียงแต่ว่าสถานการณ์ปัจจุบันตึงเครียดกว่าก่อนหน้าไกลโข เขากว่างเฉิง เขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกตต่างก็ไม่สามารถปล่อยให้อัจฉริยะรุ่นเยาว์ไปอัสนีพิภพ เช่นนั้นเหมือนกับปล่อยเนื้อเข้าปากเสือก็มิปานได้

ด้วยเหตุนี้ แผนการประนีประนอมสุดท้าย สถานที่การประชุมจึงกำหนดให้อยู่บึงพิภพ

หอคลื่นโหมมิฝักใฝ่ฝ่ายใดมาตั้งแต่ตนจนจบ มิเอนมิเอียง หากพวกเขาเป็นเจ้าภาพ ไม่ว่าจะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ตำหนักอัสนีสวรรค์ หรือเขากว่างเฉิง ทั้งสามสำนักล้วนสามารถวางใจได้

เพียงแต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ หอคลื่นโหมก็รับประกันความปลอดภัยของแวดล้อมส่วนนอกเท่านั้น

คาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า การประชุมฝ่านภาครานี้ กลิ่นดินปืนและกลิ่นคาวเลือด จักต้องเหนือกว่าปกติอย่างแน่นอน

การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันยังคงมีอยู่ ทว่าผู้คนมิน้อย เกรงว่าเป็นการมุ่งเข้าสู่กระบวนการประลองชิงชัย ไปต่อสู้โจมตีศิษย์สำนักศัตรูจนพิกลพิการล้มตาย

ถึงแม้ว่าจะเป็นการประชุมฝ่านภาที่จัดขึ้น ณ บึงพิภพ กระนั้นหากต้องรุดหน้าไปบึงพิภพ ก็จะเป็นระยะทางที่ยาวไกลเป็นอย่างมาก

เขากว่างเฉิงหรือดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น นอกจากศิษย์เยาว์วัยที่เข้าร่วมการประชุมแล้ว ยังคงมียอดฝีมือชั้นสูงในสำนักนำคณะ

เพียงแต่ว่าคนออกสู้รบของเขากว่างเฉิงคราวนี้ ไม่ใช่ฟู่เอินซูแต่อย่างใด แต่เป็นบุคคลในระดับที่สำคัญยิ่งกว่า

ฟางจุ่น ‘มังกรซ่อนเงื่อน’ ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวิหารปฏิบัติกิจ หนึ่งในสามวีรบุรุษกว่างเฉิง นำคณะมุ่งหน้าบึงพิภพด้วยตนเอง

เยี่ยนจ้าวเกอรู้อยู่แก่ใจดี ว่านี้หมายความว่าสำนักตนต้องการยกระดับการแลกเปลี่ยนเชื่อมสัมพันธ์กับหอคลื่นโหมขึ้นอีกขั้น

ถึงแม้ว่าแต่ไหนแต่ไรหอคลื่นโหมจะเป็นกลาง เฝ้ารักษาบึงพิภพของตนอย่างรอบคอบเพียง มิข้องเกี่ยวกับเรื่องภายนอก ทว่าบรรยากาศทั้งโลกแปดพิภพในปัจจุบันตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ หอคลื่นโหมที่จัดอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก สำหรับเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ล้วนเป็นเรื่องที่มิง่ายที่จะมองข้าม

ดูจากภูมิศาสตร์แล้ว บึงพิภพมีเขตแดนติดกับอัคคีพิภพและวารีพิภพ

ฟางจุ่นยังคงมีท่าทางอ่อนโยน สะอาดสดชื่น สูงส่งงดงาม เขามองเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ ยิ้มพลางกล่าวถาม “เห็นรายงานเรียกตัวของเจ้า อัสนีฟาดฟ้าคำรนคู่นั้นแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ล้วนพ่ายแพ้ด้วยมือของเจ้าแล้วหรือ”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ

“เด็ดขาดทั้งดาบและกระบี่ ใช้พลังฝึกปรือระดับปรมาจารย์บำเพ็ญจนกลายเป็นอัสนีฟาดประสานฟ้าคำรน อีกทั้งยังทนทานกว่าจอมยุทธ์จากตำหนักอัสนีสวรรค์ทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง”

“น่าจะเป็นการพบโดยบังเอิญ ทำให้ปราณจิตราของเขาทรงพลัง ระดับความหนาแน่นเหนือคนรุ่นเดียวกันไปไกลโข”

“แน่นอนว่า ยังมีวิชาคมเชือกของเมืองทะเลมรกตอีก”

ฟางจุ่นกล่าวอย่างมิทุกข์มิร้อน “แต่กลับไม่รู้ว่าเขาศึกษาวิชาคมเชือกจนชำนาญได้อย่างไร”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มน้อยๆ พอกล่าวถึงระดับพลังของฟางจุ่น สิ่งที่เป็นที่กังวลอันดับแรกยังคงเป็นเรื่องนี้ เนื่องจากอาจเกี่ยวข้องกับการพิพาทระหว่างทั้งสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ความอ่อนด้อยหรือแข็งแกร่งของศิษย์เยาว์วัยอีกต่อไป

เทียบกันแล้ว แม้แต่หลินโจวบำเพ็ญจนกลายเป็นอัสนีฟาดประสานฟ้าคำรน แม้ว่าจะเป็นที่น่าตกตะลึงไปทั่วหล้า ความสำคัญก็ต้องทิ้งห่างอยู่หน่อยแล้วเช่นกัน

ฟางจุ่นมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้าไม่ได้กลับสำนักมาโดยตลอด การกระทำที่เขานิมิตเมฆของเจ้าก่อนหน้า บำเหน็จที่ควรจะได้ ครานี้นำให้เจ้าพร้อมกัน”