141-145

บทที่ 141
ค่ายกลวิญญาณที่เป็นที่อยู่อาศัยเดิมของการุณยบุรุษซึ่งทิ้งเอาไว้ มีอานุภาพสูงยิ่ง

ทว่าการุณยบุรุษจากไปนานมากแล้ว หลายมาปีมานี้แม้ค่ายกลวิญญาณจะอยู่ในสภาพที่เก็บซ่อนเงียบสงัด กระนั้นพลังชีวิตกำลังถูกชะล้างหายไปอย่างไม่หยุดหย่อน

พลังชีวิตชะล้างหายไป กัดกร่อนตามกาลเวลา ก่อให้เกิดความบกพร่องของค่ายกลวิญญาณ อานุภาพไม่เพื่องฟูเช่นตอนนั้น

เพียงแต่ว่าหากอยากจะใช้พลังทำลายค่ายกล เช่นนั้นอย่างน้อยก็ต้องมีพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์

หมอกเย็นกร่อนกระดูก แม้ดูเหมือนว่าจะมองไม่เห็นด้วยตา ทว่าภายใต้ความไร้รูปร่างกลับกัดกร่อนร่างกายของมนุษย์อย่างต่อเนื่องตามกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป

ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ หากเอาตนเองเข้าไปอยู่ในหมอกเย็นเป็นระยะเวลานานเข้า ก็จะค่อยๆ อ่อนแอลงไปโดยปริยาย

เมื่อปราณจิตราที่ต้านทานความหนาวเย็นหมดสิ้นไป ก็ยังไม่สามารถเดินออกไปจากหมอกเย็นที่เหมือนกับเขาวงกตไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะหนาวตายจริงๆ อยู่ภายในหมอกน้ำแข็ง กลายสภาพเป็นส่วนหนึ่งของหิมะและน้ำแข็งไป

ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่ต้านทานความหนาวสะท้าน ยังต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีขององครักษ์ผลึกน้ำแข็งที่คืนชีพไม่หยุดยั้ง คนหน้าล้มลงไป คนข้างหลังก็กระโจนเข้าโจมตีไม่ขาดสาย ทำให้จอมยุทธ์ลดจำนวนน้อยลงยิ่งขึ้น

ทว่าสิ่งเหล่านี้กลับไม่ยากเกินความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ

การคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงของสายพลังชีวิตค่ายกลอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ หาเคล็ดลับในการทำลายค่ายกลจนเจอ ความเร็วในการรุดหน้าก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ถึงแม้ว่าเบื้องหน้าจะยังคงตลบอบอวลไปด้วยหมอกน้ำแข็ง ทว่าจิตสัมผัสของเยี่ยนจ้าวเกอกลับยิ่งเฉียบไวขึ้น จนเริ่มแยกแยะทิศทางและหนทางได้ชัดเจน

ไม่นานนัก เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ก็ปรากฏแท่นที่ประกอบสร้างมาจากน้ำแข็งหนาวเย็น มีอักขระวิญญาณแต่ละสายไหลหมุนเวียนอยู่ด้านบน

เยี่ยนจ้าวเกอไปยืนอยู่บนแท่น ก่อนจะนั่งยองๆ ลง แล้วยื่นฝ่ามือประทับลงบนผิวน้ำแข็ง

ความรู้สึกหนาวเหน็บกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายมา ผิวน้ำแข็งแข็งแรงหนาหนัก

แม้จะเป็นพลังฝึกปรือของเยี่ยนจ้าวเกอในปัจจุบัน ภายในใจของเขาก็ยังรู้สึกว่ายากที่จะทำลาย

ผิวน้ำแข็งกำลังส่งผลกระทบกับปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอ เขาสามารถรู้สึกได้ถึงภายในของน้ำแข็งหนาวเหน็บ ซึ่งมีการเคลื่อนไหวของกระแสปราณที่แปลกประหลาดอยู่ภายใน มันสร้างระบบด้วยตัวของมันเอง ปราณจิตราของเขาอยากจะเจาะทะลุเข้าไปข้างใน ทว่าก็ไม่ได้ง่ายดายเช่นนั้น เพราะถูกพลังชีวิตภายในผิวน้ำแข็งขับไล่

ชายหนุ่มยิ้ม ไม่รีบไม่ร้อน เขาโคจรปราณจิตราของตนให้มั่นคงก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เสาะหากฎเกณฑ์ความสมดุลของกระแสไหลเวียนพลังชีวิตใต้พื้นผิวน้ำแข็ง

มือทั้งสองของอาหู่จับศีรษะขององครักษ์ผลึกน้ำแข็งสองตัวพร้อมกัน จากนั้นก็จับพวกมันขึ้นชนกัน!

ครั้นศีรษะขององครักษ์ผลึกน้ำแข็งทั้งสองชนเข้าด้วยกัน ก็พลันแตกกระจุยทั้งหมด

อาหู่เรียกโดยที่ไม่หันหน้ากลับมา “คุณชายขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไม่เป็นไร นี่คือส่วนหนึ่งของค่ายกลวิญญาณ สิ่งนี้เหมือนกับ ‘ประตู’ และก็เหมือนกับ ‘ทางสัญจร’ พลังชีวิตด้านในผิวน้ำแข็งประกอบกันเป็นความสมดุลหมุนเวียนหนึ่งที่มั่นคง คิดหาวิธีนำปราณจิตราของตนหลอมรวมเข้าไปถึงภายในความสมดุลนี้ รวมกันเป็นหนึ่งกับมัน เช่นนี้ก็จะสามารถผ่านพื้นผิวน้ำแข็งไปได้ รุดหน้าลงไปอีกขั้นหนึ่ง”

หลังจากกล่าวจบ ปราณจิตราภายในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอก็สั่นสะเทือน พื้นผิวน้ำแข็งใต้ฝ่ามือพลันเปล่งแสงสว่างขึ้นทันที ชั่วขณะถัดมาร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอก็หายไปในอากาศ

อาหู่พลิกฝ่ามือหนึ่งตบองครักษ์ผลึกน้ำแข็งอีกตัวจนแตก จากนั้นจึงลอกเลียนแบบตามท่าทางของเยี่ยนจ้าวเกอ ขณะที่ผิวน้ำแข็งบนแท่นส่องแสงสว่างวาบ ร่างกายของอาหู่ก็หายไปเช่นกัน

ผ่านพื้นผิวน้ำแข็งไป เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ก็มาถึงภายในห้องน้ำแข็งอันใหญ่โตห้องหนึ่ง

หมอกเย็นสลายหายลับตาไป ส่วนภายในห้องห้องน้ำแข็งว่างเปล่าไร้สิ่งใด มีเพียงโลงผลึกแก้วขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลางเท่านั้น

อาหู่มองโลงนั่นด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ที่นี่คือห้องตั้งโลงศพของการุณยบุรุษหรือขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายศีรษะ “ห้องตั้งโลงศพเทียม เป็นส่วนหนึ่งของเล่ห์กลและค่ายกลวิญญาณเช่นกัน ตัวของโลงศพน่าจะซ่อนเล่ห์กลที่อันตรายเอาไว้”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอปิดเปลือกตาลงเพื่อสัมผัสอย่างละเอียดถี่ถ้วนพักหนึ่งแล้ว เขากลับกระโดดขึ้นไปข้างบน ร่างกายห้อยกลับหัวลงมา ยืนอยู่บนเพดานห้องน้ำแข็งอย่างมั่นคง

เขาเดินไปมาซ้ายขวาหลายก้าว ใต้ฝ่าเท้าเหยียบย่ำด้วยจังหวะฝีเท้าที่แปลกประหลาด

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาพลันหยุดฝีเท้าลง และมาถึงด้านบนโลงผลึกน้ำแข็งพอดิบพอดี

ด้านบนสุดของห้องน้ำแข็ง พื้นผิวใต้ฝ่าเท้าเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ ก็พลันส่องแสงโชติช่วงอีกครั้ง

อาหู่อ้าปากยิ้มกว้าง แล้วเหินกายขึ้นไปบนส่วนยอดของห้องน้ำแข็ง จากนั้นทั้งสองก็หายไปภายในห้องน้ำแข็งพร้อมกัน

ครั้นผ่านเล่ห์กลค่ายกลวิญญาณได้อีกครั้ง ภาพฉากเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเปลี่ยนทันที จากโลกน้ำแข็งหนาวเหน็บที่เป็นผืนหิมะขาว พลันมาถึงโลกแห่งเพลิงลุกโชนที่สีแดงเดือด!

แม่น้ำเปลวเพลิงสายยาวและกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏอยู่เบื้องหน้าทั้งสองคน ลมปราณอันร้อนระอุเกือบจะทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก

ใต้พื้นดินของเขาหิมะพันผูกบูรพาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน คือเขตหินหลอมเหลวขนาดใหญ่มโหฬารผืนหนึ่ง

ท่ามกลางกระแสเพลิงทั่วท้องฟ้า เยี่ยนจ้าวเกอพยายามมองไกลออกไป พบว่าที่ใจกลางแม่น้ำหินหนืดมีหินผาขนาดยักษ์ก้อนหนึ่งที่เหมือนกับเกาะเดี่ยวตั้งตระหง่านอยู่รางๆ

ระหว่างที่หินหลอมเหลวอันร้อนแผดเผารินไหล กระทบบนหินผายักษ์นั่น ประกายเพลิงอันน่าหวาดกลัวก็กระเซ็นขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่กระโดดข้ามแม่น้ำหินหลอมเหลวไปยังบนหินยักษ์ที่คล้ายกับเกาะเดี่ยวกลางแม่น้ำพร้อมกัน

ใจกลางหินยักษ์ ยังมีโลงศพหินตั้งอยู่โลงหนึ่ง

บนโลงหินมีลายเส้นอักษรที่เขียนด้วยเปลวเพลิงลอยอยู่ว่า ‘ผิดหวังยิ่ง! ผิดหวังยิ่ง!’

ที่แห่งนี้สิถึงจะเป็นสถานที่เก็บกระดูกของการุณยบุรุษที่แท้จริง

สถานการณ์กับการคาดการณ์ล่วงหน้าของตนเป็นเอกฉันท์ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับดีใจไม่ออก ใบหน้าอาหู่จึงยิ่งสงสัยใคร่รู้ “ไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เลยขอรับ”

เขาเกาศีรษะแล้วเกาศีรษะอีก “คุณชาย หรือการุณยบุรุษจะนำเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไปไว้ที่อื่นแล้ว ความจริงแล้วมันไม่ได้อยู่ที่นี่มาโดยตลอด”

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้ตอบ เขามาถึงด้านหน้าโลงหิน แล้วจึงคำนับเป็นอันดับแรก อาหู่พลันได้สติ ก่อนจะรีบทำตามเช่นกัน

จากนั้นชายหนุ่มก็หลับตาลง สัมผัสโดยรอบพร้อมกันอย่างละเอียด หลังจากพักหนึ่งจึงลืมตาขึ้น “เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เคยอยู่ที่นี่จริงๆ แต่มีคนฝีเท้าเร็วมาถึงก่อนแล้ว”

สีหน้าอาหู่ไม่น่ามองอยู่บ้าง “คุณชาย ระยะเวลาที่พวกเราเข้ามาก็ไม่ได้ยาวนานแต่อย่างใด ถ้าหากเป็นหลินโจวนั่นฝีเท้าเร็วมาถึงและนำเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไปก่อน เมื่อพวกเรามาถึงที่นี่ เขาก็จากไปจนไม่เห็นเงาแล้ว เช่นนั้นความเร็วที่เขาเข้ามาก็อาจจะไม่ได้รวดเร็วนักใช่หรือไม่ขอรับ ข้ายังหลงคิดว่าเขาติดอยู่ในเขาวงกตหมอกน้ำแข็ง ส่วนพวกเราเดินนำหน้าเขามาแล้วเสียอีก”

“แม้จะยินได้มาว่าระดับพลังของหลิวโจวระยะนี้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน ทิ้งเยี่ยนซ่านที่ถูกเปรียบเทียบกับเขามาโดยตลอดไว้เบื้องหลัง แต่ก็ไม่น่าจะกลายเป็นมหาปรมาจารย์ได้รวดเร็วเช่นนี้กระมัง ต่อให้เป็นมหาปรมาจารย์ แต่นอกเสียจากว่าพลังความสามารถและมีพลังฝึกปรือแข็งแกร่งยิ่ง ไม่เช่นนั้นก็ไม่น่าจะทำลายเขาวงกตหมอกน้ำแข็งด้านบนได้รวดเร็วเช่นนี้”

“ถึงการุณยบุรุษจะล่วงลับ แต่ค่ายกลวิญญาณที่ทิ้งเอาไว้ก็ไม่ใช่จะทำลายได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น” อาหู่ลังเลไปเล็กน้อย “นี่ทำลายกลเร็วกว่าคุณชายแล้ว…”

อาหู่เกาด้านหลังศีรษะ “เหมือนว่าก่อนจะเข้ามาก็รู้อยู่แล้วว่าควรจะไปอย่างไร อีกทั้งไม่ต้องเสาะหาวิธีถอดกลเขาวงกตขณะเกิดเหตุ หรือที่แห่งนี้มีทางลัดอีกทาง แล้วเขาก็ลัดเข้ามาโดยตรง”

เยี่ยนจ้าวเกอใช้นิ้วมือนวดคลึงขมับของตนเอง พลางมองดูโลกแห่งเปลวเพลิงโดยรอบทั่งสี่ทิศ “เหนือฟ้ายังมีฟ้า หรือเขาจะรู้จักที่นี่เหมือนกับตาเห็นตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาแล้ว”

ท้ายที่สุดสายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่โลงหินของการุณยบุรุษ อักษรเพลิงที่รวมตัวเป็นของแข็งคงอยู่กลางอากาศ เป็นเวลานานไม่กระจายออกไป

‘ผิดหวังยิ่ง’ ทั้งสองคำ ผ่านกาลเวลาอย่างยาวนาน ราวกับสามารถทำให้ผู้คนข้ามมิติได้ รู้สึกได้ถึงความเสียดายและไม่ยินยอมของการุณยบุรุษก่อนที่จะสิ้นลม

ขณะที่กำลังไตร่ตรองอยู่พอดี โลกแห่งเปลวเพลิงที่ทั้งสองอยู่ ก็พลันสั่นไหวอย่างรุนแรง

แม่น้ำหินหลอมเหลวโดยรอบหินยักษ์โหมซัดสาดโครมครามขึ้นมา หินผาด้านบนแตกกระจายร่วงลงอย่างต่อเนื่อง!

เขตหินหลอมเหลวใต้พื้นดินนี้ ประหนึ่งกับจะกลายสภาพเป็นทะเลเพลิง ฟ้าถล่มดินทลาย!

บริเวณแกนกลางค่ายกลวิญญาณ ภายในอากาศที่น้ำแข็งและเพลิงผสานเข้าด้วยกัน หลินโจว คุณชายฟ้าคำรนมองเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ที่ติดอยู่ในโลกแห่งหินหนืดอันรุนแรงด้วยความสงบนิ่ง

“ทำลายกลทีละก้าว มีฝีมือสูง แต่ยังไม่เทียบเท่าข้า” สายตาหลินโจวแปลกประหลาดอยู่บ้าง “แต่ในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าทางลับอยู่ที่ใด เช่นนั้นก็อธิบายได้ว่าเจ้ากับข้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน”

“แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ทำให้วงโคจรโชคชะตาของเจ้าปรากฏความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ยิ่งทำให้เรื่องต่างๆ มากมายล้วนเกิดความเปลี่ยนแปลง แต่เจ้ากวนน้ำในบ่อจนขุ่นทั้งผืนอย่างแท้จริง ทำให้ความทรงจำที่เดิมทีแจ่มชัดก็เปลี่ยนเป็นคล้ายกับว่าใช่แต่ก็ไม่ใช่ เรื่องที่เดิมทีมั่นใจก็ไม่กล้าเชื่อมั่น หากเจ้าหายสาบสูญไปในหินหลอมเหลวเพลิงปฐพีนี้อย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างใน ‘อดีต’ อาจจะกลับเข้าสู่ลู่ทางที่ถูกต้องได้กระมัง”

หลินโจวพึมพำกับตนเอง “เช่นนี้แล้ว แต้มต่อในมือของข้าถึงจะเยอะขึ้นมาหน่อย ถึงอย่างไรเดิมเจ้าก็เป็นเสี้ยนหนามของตำหนักอัสนีสวรรค์อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ทางที่ดีที่สุดก็คือแยกกันตลอดกาลเสียเถิด เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง”
บทที่ 142
หลินโจวแบมือฝ่ามือของตนออก ไข่มุกวิเศษสีม่วงขนาดเท่าไข่ไก่เม็ดหนึ่งปรากฏอยู่กลางฝ่ามือเขา ส่องประกายแสงแวววาว

 

ไข่มุกวิเศษสีม่วงลอยขึ้นสู่อากาศด้วยตัวของมันเอง ก่อนจะหมุนวนโคจรล้อมรอบหลินโจว เผยลมปราณที่สั่นไหวจิตใจออกมาจากข้างใน

 

นี่ก็คือเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่กลายรูปมาแล้ว ซึ่งการุณยบุรุษเก็บสะสมเอาไว้ในตอนนั้น

 

หลินโจวเก็บเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีรูปร่างลักษณะเป็นไข่มุกวิเศษสีม่วง สุดท้ายมองแดนมายาแสงเงาแวบหนึ่ง

 

ในแดนมายามองไม่เห็นภาพของเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่แล้ว มีเพียงเปลวเพลิงทั่วท้องฟ้า หินหนืดพวยพุ่ง

 

ทันใดนั้น แกนกลางค่ายกลวิญญาณที่หลินโจวอยู่ก็เริ่มพังทลายลง

 

ครึ่งฟากของเปลวเพลิงนั้น มีเพลิงลุกโชนที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อาศัยการประคับประคองน้ำแข็งหนาวเหน็บของอีกครึ่งฟากหนึ่งทั้งหมด

 

มุมปากของหลินโจวเผยให้เห็นรอยยิ้มจางๆ เขาย่ำเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหยียบย่ำไปบนอักขระค่ายกลศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณ จนอักขระค่ายกลแตกเป็นเสี่ยงๆ กระจายออกไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทั้งค่ายกลวิญญาณล้วนเริ่มไม่มั่นคง พื้นที่ครึ่งฟากน้ำแข็งหนาวเหน็บนั้นก็เริ่มพังทลายยับเยินเช่นกัน

 

จุดนี้เป็นจุดศูนย์กลาง ส่งผลกระทบไปทั่วสุสานที่พักอาศัยเดิมของการุณยบุรุษ ไม่เพียงแต่โลกหินหนืดใต้พื้นดินที่เป็นที่ตั้งของโลงศพจริงจะโกลาหลอลหม่านเท่านั้น วังน้ำแข็งด้านบนก็คล้ายฟ้าถล่มดินทลายเช่นกัน!

 

พื้นที่ที่รอบนอกสุดที่เขาวงกตหมอกเย็นปกคลุมอยู่ หมอกเย็นเหมือนกับกระแสน้ำโหมซัดสาดอย่างไรอย่างนั้น กระสับกระส่ายอีกทั้งยังร้อนรน

 

ภายในห้องตั้งโลงศพเทียมนี้ ด้านในโลงน้ำแข็งหนาวเหน็บนั้น พลันส่องประกายเจิดจ้าอีกทั้งยังสว่างไสวแวววาว เล่ห์กลที่วางเอาไว้ภายในเริ่มทำงาน พลังทำลายล้างเริ่มต้นกระจายออกไปทั่วสารทิศ

 

เปลวเพลิงรุนแรงในโลกแห่งหินหลอมเหลวใต้พื้นดิน กับวังน้ำแข็งด้านบนพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงรุนแรง ยิ่งเกิดผลที่เชื่อมประสานหลอมรวมกัน

 

ค่ายกลวิญญาณที่การุณยบุรุษวางเอาไว้ เริ่มเลวร้ายลงทั้งหมดจนพังทลาย ค่ายกลที่เดิมทีโคจรอย่างเสถียรมั่นคง ราวกับคล้ายจะบ้าคลั่งในท้ายที่สุด ระเบิดปะทุพลังอันน่าหวาดผวาออกมา

 

น้ำแข็งและเพลิงผสมผสานเข้าด้วยกัน คล้ายกับนรก

 

หลินโจวก็ไม่กล้าหยุดอยู่ต่อไปเช่นกัน เขาถอยร่น หลีกหนีค่ายกลวิญญาณ ใช้ประโยชน์จากพลังอันมั่นคงของค่ายกลวิญญาณช่วงสุดท้ายก่อนที่ใกล้จะพังทลาย เปิดทางสัญจรให้ตนเองถอยกลับออกไปบนพื้นดิน

 

ส่วนโลกหินหลอมเหลวใต้พื้นดินในขณะนี้ ในแม่น้ำหินหลอมเหลว หินยักษ์ที่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ยืนอยู่ได้เริ่มแตกกระจายไปแล้ว

 

เพลิงลุกโชนเหินบิน หินหลอมเหลวม้วนกลับ ทั้งหมดทั้งมวลคล้ายกับโลกถล่มทลาย

 

อาหู่อ้าปากตาค้าง “ไม่ได้กระทบกระเทือนโลงศพเลย เพียงแค่หยิบเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไปเท่านั้น ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กระมัง”

 

เยี่ยนจ้าวเกอพ่นลมหายใจออกมายาวๆ “ผ่านศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณไป ก็ทำให้ค่ายกลวิญญาณเลวร้ายลงได้แล้ว”

 

“พลังที่เหมือนกับภัยธรรมชาติเช่นนี้ มหาปรมาจารย์มากมายก็ไม่สามารถต้านทานได้เช่นกัน!” สีหน้าอาหู่ดูไม่สู้ดี

 

ชายหนุ่มกลับส่ายศีรษะ “เตรียมการพร้อมสรรพย่อมไม่มีภัยพิบัติ คำโบราณว่าไว้ไม่ลวงหลอก”

 

ขณะที่กล่าวอยู่นั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ยื่นมือซ้ายของตนออกมา บนข้อมือซ้ายผูกเชือกเอาเอาไว้เส้นหนึ่ง บนเส้นเชือกมีผลึกแก้วสีแดงดุจเพลิง รูปร่างสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน คล้ายกับกระสวยทอผ้าเล็กๆ อันหนึ่ง

 

เขาถอดมันออกมา แล้วกรอกปราณจิตราเข้าไปภายใน ปริมาตรผลึกแก้วเล็กๆ พลันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทันที กลายเป็นยาวสองฉื่อ ความหนาขนาดเท่าแขน

 

นั่นคือกระสวยแหวกพิภพที่เยี่ยนจ้าวเกอหลอมสร้างเองกับมือ!

 

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วลงไปบนกระสวยแหวกพิภพเบาๆ “ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อาวุธวิญญาณระดับล่างทั้งสองชิ้นที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติไม่สามารถส่งผลใดๆ ได้เลย ทว่าของสิ่งนี้กลับทำได้”

 

“ผจญภัยสำรวจหาของล้ำค่า จะอยู่ที่จวนหรือออกเดินทางก็ต้องเตรียมการสิ”

 

กระสวยแหวกพิภพที่มีความยาวสองฉื่อ ขยายเป็นใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ชั่วพริบตาเดียวกลายเป็นก้อนผลึกกระสวยยาวที่มีขนาดเท่าเรือลำเล็ก

 

อาหู่มองตรงไปวูบหนึ่ง เยี่ยนจ้าวเกอคว้าเขาไว้ แล้วหย่อนกายลงไปในกระสวยพร้อมกัน

 

ชั่วขณะถัดมา กระสวยแหวกพิภพก็กลายสภาพเป็นลำแสงสีแดงเพลิง หย่อนลงไปในแม่น้ำหินหนืดด้วยตัวมันเอง

 

ครั้นกายอยู่ในกระสวยแหวกพิภพ อาหู่ถึงได้ประคองคางของตนที่หวิดจะตกลงพื้นกลับสู่ตำแหน่งเดิม มองๆ ตรงนั้น จับๆ ตรงนี้ “คุณชายขอรับ นี่ก็คือ…ผลจริงๆ ของกระสวยแหวกพิภพใช่หรือไม่”

 

เยี่ยนจ้าวเกอทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “กระสวยแหวกพิภพ เห็นชื่อก็คิดโยงไปถึงความหมายของมัน เจ้าเข้าใจว่าใช้ทำอะไรเล่า”

 

อาหู่ลูบหลังศีรษะ “ข้าเข้าใจว่ามันเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่ใช้เบิกทางหรือไม่ก็สำรวจเส้นทาง คิดไม่ถึงว่าจะสามารถบรรทุกคนได้ขอรับ”

 

“พูดว่าเบิกทางหรือไม่ก็สำรวจเส้นทาง จริงๆ แล้วก็ไม่นับว่าผิดนัก” เยี่ยนจ้าวเกอเงยศีรษะมองขึ้นไป มีก้อนผลึกบางๆ กั้นอยู่หนึ่งชั้น หินหนืดเพลิงลุกโชนโหมซัดสาดทำร้าย จนเหมือนกับว่าสามารถทำลายกระสวยแหวกพิภพได้ตลอดเวลา

 

เขาจุ๊ปากชมเชย “ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ยังมีภัยอันตรายอยู่บ้าง หากระยะเวลานานจนเกินไป กระสวยแหวกพิภพก็อาจจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้เช่นกัน”

 

อาหู่ตื่นตกใจ ขณะที่เขากำลังจะกล่าวถามว่าควรทำอย่างไร ครั้นผ่านก้อนผลึกโปร่งแสงไปแล้ว ก็เห็นได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของภาพฉากเบื้องหน้า แสงเพลิงสลัว ความมืดมิดทั่วทั้งผืน

 

เมื่อหันศีรษะกลับไปมอง ก็เห็นได้ว่าหินหนืดเพลิงลุกโชนสีแดงก่ำ ไล่ตามติดอยู่ด้านหลัง

 

ที่แท้กระสวยแหวกพิภพก็เข้าไปภายในชั้นหินลึก หลีกหนีโลกแห่งเพลิงลุกโชนนั่น ทิ้งเพลิงลุกโชนและหินหนืดเอาไว้ด้านหลัง

 

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “เคราะห์ดีที่เดิมทีมันก็ไม่ใช่สิ่งของที่นำมันมาป้องกันกายโดยเฉพาะ แต่มีไว้ใช้ตีฝ่าวงล้อม หาทางหนีทีไล่ต่างหาก เพียงแต่ว่าผ่านการเคราะห์ครั้งนี้แล้ว ปราณดั้งเดิมของกระสวยแหวกพิภพย่อมต้องเสียหายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้มีเตาผลึกหินชั้นในมาหลอมซ่อมแซมอีกครั้ง แต่หากต้องการให้มีประสิทธิผลที่ดีเช่นนี้ ก็ต้องรอช่วงระยะเวลาหนึ่งเช่นกัน”

 

ขณะเยี่ยนจ้าวเกอกล่าว เขาก็มองไปด้านหน้าอย่างใจลอยอยู่บ้าง

 

ตอนนี้เองในที่สุดอาหู่ก็ถอนใจ ใจที่ลอยอยู่กลางอากาศได้กลับลงมาอีกครั้งแล้ว

 

ครั้นหลุดพ้นจากอันตรายได้อย่างปลอดภัย สมองของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นเป็นธรรมดา ทว่าก็ยังกล่าวกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้นได้ว่า “คุณชาย เจ้าหลินโจวนี่แสบนัก!”

 

เยี่ยนจ้าวเกอหยักไหล่ “การแย่งชิงเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต่างก็อาศัยกลอุบาย โดยปกติแล้ว เมื่อได้รับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ จะจากไปเลยก็ได้ ก่อนหน้าไม่ได้คบค้าสมาคมโดยตรงใดๆ ไม่ได้โกรธแค้นชิงชัง ก็ไม่จำเป็นต้องจัดการผู้แข่งขันให้ไปอยู่ที่ที่ไม่สามารถเอาชีวิตรอดได้”

 

“เพียงแต่สถานการณ์ของข้ามีความพิเศษเล็กน้อย ทั้งยังไม่ยกสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์เป็นพันธมิตร เขาไร้พรมแดนทำรากฐานของวิชากำเนิดสายฟ้ารั่วไหลออกไปอยู่หลายส่วน ตำหนักอัสนีสวรรค์รู้ว่าเป็นความคิดของข้าที่ให้เขาไร้พรมแดนไปปล้นหยกหิ่งห้อยสายฟ้า แน่นอนว่าพวกเขาปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสังหารข้า”

 

“ปัจจุบันพันธมิตรภูผานภาวารี สามพิภพที่สำนักเราอยู่ ส่วนใหญ่ได้ฉีกหน้าพันธมิตรอัคคีอัสนีซึ่งก็คือตำหนักอัสนีสวรรค์กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว หลินโจวคือผู้สืบทอดตำหนักอัสนีสวรรค์ หากเขาสังหารข้า กลับไปตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่เพียงไม่ถูกลงโทษเท่านั้น ยังได้บำเหน็จอีกชิ้นอย่างไรเล่า”

 

เสียงเยี่ยนจ้าวเกอทุ้มต่ำลง ในดวงตาทั้งสองทอประกายความแวววาวที่แฝงความไม่ชัดเจนบางอย่างไว้ “บางทีอาจจะยังมีเหตุผลที่ส่วนตัวยิ่งกว่าอยู่ เขาหวังว่าจะกำจัดการมีอยู่ของข้ากระมัง”

 

อาหู่แยกเขี้ยวยิงฟัน “แต่ความเร็วของเขาจะรวดเร็วขนาดนั้นได้อย่างไรกัน พวกเราไล่ตามเขาไม่ทันตลอดทาง ตั้งแต่ค่ายกลวิญญาณเริ่มทำงาน จนพวกเราเข้าสู่ค่ายกล แท้จริงแล้วก็ไม่ได้ใช้เวลายาวนานเท่าไรนี่ขอรับ”

 

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มอย่างไม่ประหลาดใจ “ไม่แน่ว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้าอย่างไรเล่า”

 

เขายื่นมือทั้งสองออกมา ยันบนหัวกระสวยแหวกพิภพไว้ แล้วกรอกปราณจิตราของตนเข้าไป

 

ทิศทางที่กระสวยแหวกพิภพรุดหน้าไป กำลังเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

 

อาหู่มองมาด้วยความสงสัย “คุณชายขอรับ”

 

ชายหนุ่มหลับตาทั้งสองข้างลง เพิ่มจิตสัมผัสของตนจนสูงสุด “การุณยบุรุษเลือกเขาหิมะพันผูกบูรพาเพื่ออยู่อย่างสันโดษโดยเฉพาะ อาจจะยังไม่มีเหตุผลอื่นๆ เจ้ายังจำลายมือที่เปลี่ยนรูปมาจากเพลิงบนโลงหิน ที่ผ่านไปเป็นเวลานานก็ไม่กระจายหายไปได้หรือไม่”

 

อาหู่กล่าวตอบ “เหมือนจะเป็นคำว่า ‘เสียดายนิ่งนัก’ มีความหมายว่าเสียใจยิ่งขอรับ”

 

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถาม “เจ้าคิดว่าก่อนที่การุณยบุรุษจะสิ้นลมกำลังเสียดายสิ่งใดอยู่”

 

“เสียดายตนเองที่แม้จะได้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์มา แต่กลับยังต้องอยู่อย่างสันโดษหลบๆ ซ่อนๆ เปราะฝุ่นไปพร้อมกับของล้ำค่าอย่างนั้นหรือขอรับ” อาหู่เกาศีรษะ กล่าวถามด้วยความลังเล

 

ทันใดนั้น เยี่ยนจ้าวเกอหลับตา และยกมือขึ้นวาดบนกระสวยแหวกพิภพอย่างรวดเร็ว ภาพลวดลายที่วาดออกมา คล้ายคลึงกับค่ายกลวิญญาณที่การุณยบุรุษวางเอาไว้อย่างคาดไม่ถึง

 

“คำกล่าวของเจ้า เป็นความเป็นไปได้แบบหนึ่ง เพียงแต่ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกแบบหนึ่งเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “เสียดายที่ตนเองมีความมุ่งมาดปรารถนาที่ยังไม่สำเร็จ มีแผนการที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แต่อายุขัยกลับหมดสิ้นแล้ว ทำได้แค่เพียงทิ้งความเสียดายเอาไว้”

 

การเดินทางของกระสวยแหวกพิภพเกิดความเปลี่ยนแปลงตามการเกิดของลวดลายอย่างเห็นได้ชัดเจน รุดหน้าไปอย่างต่อเนื่อง

 

หลังจากผ่านพักใหญ่ เบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ก็พลันส่องสว่าง ใต้ปฐพีอันมืดมิดก็พลันสว่างไสวอย่างฉับพลัน!
บทที่ 143
กระสวยแหวกพิภพรุดหน้าไปตลอดทาง ปลายทางล้วนว่างเปล่า แรงต้านก็พลันลดน้อยลง คล้ายกับเจาะจนทะลุอะไรออกไป

 

ใต้พื้นดินซึ่งเดิมทีมืดมิดทุกหนแห่ง พลันปรากฏแสงสว่างสีม่วงปริมาณมากออกมา เจิดจ้าจนแยงตา

 

‘เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ!’

 

เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ที่อยู่ในกระสวยแหวกพิภพ ได้ยินเสียงกระแสไฟฟ้าดังกังวานต่อเนื่อง

 

ทั้งสองหรี่ตาเล็กน้อย เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าภายในชั้นหินใต้ดินมีโพรงขนาดใหญ่โพรงหนึ่งอย่างไม่คาดคิด

 

ภายในถ้ำใต้ดินอันว่างเปล่า มีแสงวิชชุสีม่วงหลายสายลอยอยู่ใจกลางท้องฟ้า กวัดแกว่งอยู่ในอากาศไม่หยุดหย่อนจากจุดนี้เป็นศูนย์กลาง

 

บนผนังถ้ำทั้งสี่ด้าน ปรากฏอักขระยันต์มากมายให้เห็นวับวาบ พลังชีวิตเงียบสงัดปลอดภัย

 

อักขระยันต์หนึ่งแดง หนึ่งขาวผสมผสานกัน คล้ายกับเปลวเพลิงและหิมะน้ำแข็งหลอมรวมซึ่งกันและกัน

 

พลังชีวิตทั้งสองประเภท หนาวสะท้านและร้อนรุ่ม รวมตัวเข้าด้วยกัน โอบล้อมแสงวิชชุสีม่วงเอาไว้ใจกลาง และยังทำให้สายฟ้าไม่ถึงกับรั่วไหลจากภายในออกไป

 

ในขณะที่ความเย็นและความร้อนทำให้ซึ่งกันและกันเป็นกลาง ก็ไม่ได้มีความหนาวหรือไอร้อนกระจายออกไปด้านนอกแม้แต่นิดเดียว

 

แสงวิชชุสีม่วงที่บริเวณศูนย์กลางสว่างวับวาบมากที่สุด หมอกแสงเป็นกลุ่มๆ ลอยวนเวียนอยู่โดยรอบ ราวกับเมฆสายฟ้าที่รุนแรงกลุ่มหนึ่ง

 

ใจกลางเมฆสายฟ้าปรากฏไข่มุกวิเศษสีม่วงเม็ดหนึ่งเปล่งประกายวิบวับ มองไปแล้วมีขนาดพอๆ กับกำปั้นของมนุษย์

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปที่ไข่มุกวิเศษเม็ดนั้น แล้วดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง”

 

อาหู่เบิกตากว้าง “ในคำร่ำลือ เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่การุณยบุรุษได้รับมากลายสภาพเป็นไข่มุกวิเศษสีม่วง มีสายฟ้าฟาดลอยวนเวียน แต่มีขนาดเพียงแค่เท่าไข่ไก่เท่านั้น มันต้องมีขนาดใหญ่กว่านี่สิขอรับ หรือว่านี่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์กลายสภาพมา”

 

“ไม่ผิด คิดดูแล้วในตอนนั้นสติปัญญาการตัดสินใจเองของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้แก่กล้ายิ่งกว่า หลังจากการุณยบุรุษหาพบแล้ว แต่เก็บมันได้ยากเย็นนัก” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ดังนั้นค่ายกลที่วางเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ ได้ลองใช้ความเชี่ยวชาญอย่างระมัดระวังละเอียดรอบคอบ ผ่านระยะเวลาค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปในการหลอมสร้างมันขึ้นมา”

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปโดยรอบทั้งสี่ทิศ มองดูอักขระวิญญาณที่น้ำแข็งกับเพลิงผสมผสานกัน “น่าเสียดายที่อายุขัยของเขามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว รอไม่ถึงวันนั้นที่หลอมสร้างจนเสร็จสมบูรณ์”

 

อาหู่กล่าวถามด้วยอาการติดอ่างอยู่บ้าง “คะ…คุณชาย ท่านคาดการณ์โดยอาศัยอักษรที่ทิ้งไว้บนโลงศพของการุณยบุรุษหรือขอรับ”

 

บัดนี้เขาก็เข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดก่อนหน้าเยี่ยนจ้าวเกอถึงได้จำลองค่ายกลตามแบบของการุณยบุรุษในกระสวยแหวกพิภพ

 

นั่นเพื่อสร้างการนำทาง โดยอาศัยร่องรอยที่การุณยบุรุษทิ้งเอาไว้ ส่งผลให้กระสวยแหวกพิภพหาหนทางจนมาถึงที่นี่

 

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “ถึงอย่างไรก็เป็นการโดยสารกระสวยแหวกพิภพหลบหลีกการโจมตีของเพลิงลุกโหมและหินหลอมเหลว เข้าสู่ใต้พื้นดินลึกอยู่แล้ว เช่นนั้นก็ลองค้นหาดูเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย อักษรเพลิงที่ทิ้งเอาไว้บนโลงศพนั่น ผ่านระยะนับหลายปีล้วนไม่สูญสลายไป เห็นได้ว่าความรู้สึกเสียดายภายในใจของการุณยบุรุษในตอนนั้นแรงกล้าถึงเพียงใด คล้ายกับจะไม่มีที่สิ้นสุดเลยด้วยซ้ำ ถึงขั้นที่ยามใกล้จะสิ้นลม โลหิต ลมปราณ และจิตวิญญาณหลอมรวมจนเป็นเช่นนี้” เขามองดูไข่มุกวิเศษสีม่วงที่อยู่ภายในเมฆสายฟ้านั่น แล้วถอนใจครั้งหนึ่ง “พวกเราก็ถือได้ว่าได้รับช่วงต่อสิ่งที่ทิ้งเอาไว้ของผู้อาวุโสแล้ว”

 

ไม่ว่าจะเป็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เม็ดนั้นที่ถูกหลินโจวฝีเท้าเร็วชิงไปก่อน หรือจะเป็นเม็ดที่อยู่เบื้องหน้านี้ การุณยบุรุษล้วนแล้วแต่ค่อยๆ หลอมมันให้กลายสภาพทั้งนั้น

 

มิเช่นนั้นด้วยพลังฝึกปรือระดับมหาปรมาจารย์ของการุณยบุรุษยังยากจะยึดเก็บไว้ได้อย่างสบายๆ ก็ยิ่งอย่าได้กล่าวถึงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์เลย

 

อาหู่อ้าปากค้าง “คุณชาย แม้ว่าจะไม่เคยพบเห็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นอื่นมาก่อน แต่ตามคำร่ำลือ กอปรกับลักษณะรูปร่างเศษชิ้นส่วนตรงหน้านี้แล้ว พวกมันคล้ายกับว่าจะมีต้นกำเนิดมาจากอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นเดียวกันขอรับ”

 

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูกลุ่มเมฆสายฟ้านั่น น้ำเสียงแผ่วเบาอยู่เล็กน้อย “ไม่ผิดหรอก เป็นชิ้นเดียวกัน ชื่อของมันคือ ดวงตาราชันสายฟ้า และก็ถูกเรียกว่าลูกตาดำราชันสายฟ้าอีกด้วย”

 

ชายหนุ่มละออกจากกระสวยแหวกพิภพ ร่างกายเหินลอยขึ้น เท้าเหยียบย่ำท้องฟ้า เข้าใกล้ไข่มุกวิเศษสีม่วงนั้น

 

เขาเพิ่งจะปรากฏกาย ภายในอากาศรอบกายก็เกิดเสียงดังปังๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่องพักหนึ่ง จากนั้นงูสายฟ้ามากมายก็ปรากฏออกมาจากท้องฟ้า โจมตีเข้ามาอย่างพร้อมเพรียงกัน!

 

เห็นดังนั้นแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่รีบไม่ร้อน ยื่นมือออกไปวาดในอากาศ ขีดเขียนอักขระวิญญาณเป็นแถวๆ

 

ปราณจิตราผนึกกันกลายเป็นอักขระวิญญาณ คงอยู่ในอากาศอย่างยาวนานไม่สลายไป

 

พลังชีวิตโดยรอบพลันผันแปรเป็นคลื่นทันที เหนี่ยวนำอักขระวิญญาณน้ำแข็งเพลิงผสานกันที่อยู่บนผนังหินรอบด้านทั้งสี่ทิศ จนพลันเปลี่ยนเป็นส่องสว่างขึ้นมา

 

แสงสว่างมากมายยื่นขยายออกไป ตัดสลับกันอยู่กลางอากาศ

 

ครั้นสัมผัสถูกแสงสว่างเหล่านี้ สายฟ้ามากมายนั่นที่เดิมทีผ่าไปทางเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันสงบลงไปอีกครั้ง กลายสภาพเป็นแสงสายฟ้าแตกกระจาย สลายหายไปในอากาศ

 

เยี่ยนจ้าวเกอเดินเหินเหยียบอากาศทีละก้าวๆ จนมาถึงบริเวณคาบเกี่ยวของเมฆสายฟ้า

 

หลังจากสำรวจสังเกตอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง และสัมผัสถึงกระแสพลังชีวิตภายในได้แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ยื่นมือทั้งสองออกไปข้างหน้า สัมผัสลูบคลำเมฆสายฟ้าโดยตรง

 

อักขระวิญญาณที่ผสมผสานกันด้วยน้ำแข็งกับเพลิงบนผนังหินทั้งสี่ด้านส่องประกายระยิบระยับ ลำแสงสีแดงขาวสลับกัน คุ้มกันไปบนร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้

 

อีกทั้งยังมีแสงสายฟ้าสีม่วงอมฟ้าปริมาณมากพุ่งออกมาจากเมฆสายฟ้า กระโจนไปบนพื้นผิวกายของเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่หยุดยั้ง

 

เมื่อมองเห็นบนร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอถูกปกคลุมไปด้วยแสงสายฟ้า อาหู่ที่อยู่ภายในกระสวยแหวกพิภพก็ตึงเครียดขึ้นมาอย่างยิ่ง

 

ชั่วพริบตาถัดมา เมฆสายฟ้าก็ขยายตัวอย่างฉับพลัน จนแทบจะกลืนกินเยี่ยนจ้าวเกอ และทันใดนั้นมันก็หดเล็กลงในทันใด

 

แสงสายฟ้ามากมายเข้าไปภายในไข่มุกวิเศษสีม่วงจนหมดสิ้น ไข่มุกนั้นพลันส่งเสียงร้อง ‘หึ่ง’ ขึ้น กลายสภาพเป็นแสงสายฟ้าวับวาบ พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า!

 

แสงอักขระวิญญาณบนผนังหินทั้งสี่ด้านโดยรอบสลัวลงไปพร้อมๆ กัน ไม่สามารถควบคุมหยุดยั้งไข่มุกวิเศษ ที่กลายสภาพมาจากเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าได้อีกต่อไป

 

ไข่มุกวิเศษกลายรูปเป็นแสงสายฟ้า เจาะทะลุชั้นหินโดยตรง เหินออกไปไกลแสนไกล

 

เยี่ยนจ้าวเกอปลอดภัยไร้อาการบาดเจ็บ ใบหน้าออกจะเผยรอยยิ้มออกมาด้วยซ้ำไป กระโดดกลับเข้าไปในกระสวยแหวกพิภพอีกครั้ง “พวกเราไล่ตาม!”

 

กระสวยแหวกพิภพเคลื่อนย้ายใหม่อีกครั้ง ตามทิศทางที่แสงสายฟ้าหายไป เบิกทลายชั้นหินทะยานไล่ตามออกไปอย่างรวดเร็ว

 

และในขณะเดียวกัน หลินโจวที่ก่อนหน้านี้ออกจากห้องตั้งโลงศพของการุณยบุรุษไปแล้ว ก็มีรอยยิ้มเยาะหยันเล็กน้อย เขากวาดสายตามองบรรดาจอมยุทธ์ชุดดำใต้บัญชาเยี่ยนจ้าวเกอเฝ้ารักษาการอยู่ด้านนอก

 

จากนั้นหลินโจวก็ปลีกตัวออกจากกลุ่มเขาอันเป็นที่ตั้งของปากทางเข้าห้องสุสานอย่างไม่รีบร้อย โดยที่พวกเขาไม่ทันได้รู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ

 

การเดินทางครานี้เก็บของล้ำค่าได้ตามที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้า ทั้งยังเป็นการได้รับที่อยู่เหนือความคาดหมายอีกด้วย จึงทำให้หลินโจวอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง

 

กระนั้นเขายังไม่ทันได้เดินไปออกไปนานเท่าใด สีหน้าก็พลันเปลี่ยนทันที!

 

สัมภาระที่เขานำมาใช้บรรจุของล้ำค่า จู่ๆ ก็สั่นไหวขึ้นมาอย่างแรง และในชั่วพริบตานั้น แสงสายฟ้าสีม่วงก็พุ่งออกมาจากสัมภาระจนฉีกขาดทันที!

 

นั่นคือเศษชิ้นดวงตาราชันสายฟ้า ที่หลินโจวได้มาจากห้องตั้งโลงศพของการุณยบุรุษ!

 

ไข่มุกวิเศษสีม่วงทรงกลมขนาดเท่าไข่ไก่ ส่งเสียงฟ้าร้องออกมาเป็นระลอกๆ และกำลังจะเร่งวิ่งหนีออกไปยังที่ที่ไกลออกไป!

 

หลินโจวสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง ชูมือขึ้นขว้างตาข่ายขนาดใหญ่สีแดงเข้มออกไป

 

เมื่อตาข่ายขนาดใหญ่ปะทะลมกลางอากาศ มันก็กางออก ชั่วพริบตาเดียวมันขยายใหญ่จนราวกับจะคลุมฟ้าปิดแผ่นดินอย่างไรอย่างนั้น อำพรางท้องฟ้าทั้งหมดจนกลายเป็นสีแดงเข้ม

 

เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่ลอยหนีไปนั้น เมื่อชนเข้าไปในตาข่ายขนาดใหญ่สีแดงเข้ม มันก็พลันถูกตาข่ายหยุดยั้งเอาไว้

 

สายตาหลินโจวดูเปล่งประกาย เมื่อเห็นตาข่ายสีแดงนั้นสั่นไหว “สถานการณ์ในตอนนี้ ถ้าไม่ใช่การเรียกหาเจ้าของของอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในอดีต ก็ต้องมีเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอีกชิ้นหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงพลันเกิดความเปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้จึงดึงดูดเศษชิ้นส่วนชิ้นนี้!”

 

อาวุธศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นเศษชิ้นส่วนแล้ว เจ้าของในอดีตก็สิ้นลมไปเสียตั้งนานแล้ว ดังนั้นปัดความเป็นไปได้แรกทิ้งไปได้

 

เช่นนั้นก็มีเพียงความเป็นไปได้สุดท้าย ซึ่งก็คือบริเวณใกล้เคียงยังมีเม็ดที่สองอยู่อีก อีกทั้งยังเป็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอีกด้วย!

 

ภายในใจของหลินโจวไม่เพียงแต่รู้สึกถึงความปรารถนาอันร้อนรุ่ม อีกทั้งยังมีลางสังหรณ์อยู่รางๆ

 

ไม่รอให้เขาได้ถอนใจ แสงสายฟ้าจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็โหมกระหน่ำ นำเอาตาข่ายสีแดงเหินบินไกลออกไปพร้อมกันอย่างไม่คาดคิด

 

เป็ดที่ต้มจนสุกจนเข้าปากไปแล้ว ก็ยังคงบินได้อย่างคาดไม่ถึง หลินโจวเกือบจะกระอักเลือดออกมา
บทที่ 144
หลินโจวมองเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์กลายสภาพเป็นแสงสายฟ้าด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม ซึ่งยังคงลอยออกไปไกลขณะอยู่ภายใต้การคลุมด้วยตาข่ายแดง

 

หากอาศัยความได้เปรียบพิเศษของตน เขาก็คงมีวันที่ไม่ต้องประสบอุปสรรค ถูกบีบบังคับให้พ่ายแพ้เช่นนี้อยู่บ้างเป็นแน่

 

ภาพฉากนี้ทำให้ภายในสมองของหลินโจวปรากฎความทรงจำมากมายที่ไม่เป็นที่น่าพอใจขึ้น

 

ไม่นานนักเขาก็ฟื้นคืนความเยือกเย็นกลับมา ทอดกายออกไล่ตามเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่หนีไปด้วยความเร็ว

 

ถูกตาข่ายแดงลากเอาไว้อยู่ ความเร็วการลอยหนีของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์จึงไม่ได้เร็วนัก หลินโจวไม่ถึงกับสูญเสียร่องรอยไป

 

เขารีบเร่งไล่ตามไปพลาง ไตร่ตรองด้วยความรวดเร็วไปพลาง ‘แต่ไหนแต่ไรไม่รู้เลยว่าแถบนี้ยังมีเศษชิ้นส่วนที่สองของดวงตาราชันสายฟ้าอยู่ ท้ายที่สุดแล้ว…’

 

‘ใช่แล้ว! อักษรพลังปราณที่การุณยบุรุษทิ้งเอาไว้บนโลง แท้จริงแล้วก็คือความหมายนี้เอง!’ หลินโจวตื่นตัวโดยฉับพลัน

 

‘เขาหาเศษชิ้นส่วนส่วนที่สองของดวงตาราชันสายฟ้าพบแล้ว แต่การจะปราบและหลอมแปรสภาพต้องใช้เวลา เขาเสียดายที่ตนเองมีชีวิตอยู่ไม่ถึงชั่วขณะนั้น!’

 

หลินโจวทอดถอนใจ ‘น่าเสียดายที่ทุกคนต่างก็ไม่ได้ตระหนักถึงจุดนี้ เพียงแต่ตอนเขาเสียดายที่ตนมีเพียงเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับต้องหลบๆ ซ่อนๆ ไปวันๆ ชั่วขณะหนึ่งก่อนจะสิ้นลมก็ล้วนไม่สามารถยืดขยายออกไปได้’

 

พอมองดูแสงสายฟ้าลอยหนี สายตาหลินโจวก็มีความลุ่มลึกและเงียบงันอยู่บ้าง ‘เรื่องนี้ก็นับว่าให้บทเรียนกับข้าเช่นกัน ข้ามีเพียงแต่ ‘ข้อมูลที่ข้ารู้’ ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลทั้งหมด ต่อไปต้องสังเกตไตร่ตรองเบาะแสใดๆ ที่อาจจะมีประโยชน์อย่างละเอียดรอบคอบให้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่ใช่หมกมุ่นอยู่กับข่าวสารที่รู้อยู่แล้ว จนถึงขั้นตนค่อยๆ เฉื่อยชาตายด้าน’

 

‘เพียงแต่ว่า เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ส่วนที่สองนั่นต้องอยู่ในสภาวะหลบซ่อนโดยเก็บเสียงอยู่อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงทำให้ผู้คนไม่รู้สึก ต่อให้สุสานของการุณยบุรุษระเบิดอย่างสิ้นเชิงแล้ว ก็ยังคงไม่สามารถทำให้มันตื่นตกใจได้ เช่นนั้น บัดนี้สิ่งใดทำให้เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ตื่นตกใจได้ เป็นเพราะความบังเอิญที่ข้านำเศษชิ้นส่วนชิ้นแรกออกมาก่อนกำหนดอย่างนั้นหรือ ’ แววตาหลินโจวเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก ‘หรือว่าเป็นคนอื่น’

 

ชั่วขณะพริบตานี้ ภายในสมองของหลินโจวพลันประกายวาบเงาร่างของคนคนหนึ่ง

 

เงาร่างของคนคนหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นเคยเล็กน้อย

 

‘ระเบิดค่ายกลสุสานทิ้งไป ถึงที่สุดแล้วก็ไม่สามารถปลิดชีพมันได้รึ มหาปรมาจารย์ล้วนยังไม่สามารถหนีออกมาได้ มันจะทำได้อย่างไร ปรมาจารย์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงอาวุธจิตระดับล่างเท่านั้น แต่ในภัยพิบัติเช่นนั้น อาวุธจิตระดับล่างก็คุ้มกันมันไม่อยู่’

 

หัวคิ้วหลินโจวขมวดปมแน่น ‘เป็นไปดังคาด ทุกๆ เรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายล้วนนำมาซึ่งปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ คนกวนน้ำในบ่อจนขุ่น…’

 

ซึ่งคือเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่ในสัมภาระของตนจู่ๆ ก็ไม่แน่นอนขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด

 

ครุ่นคิดถึงตรงนี้ ภายในใจของหลินโจวก็อึดอัดอยู่พักหนึ่ง ‘ถือว่าร้ายแรงจนถึงขั้นจริงๆ’

 

เขาพ่นลมหายใจออกมายาว แสงสายฟ้ามากมายไหลเวียนทั่วกายศีรษะจรดปลายเท้า

 

จอมยุทธ์สายตำหนักอัสนีสวรรค์ เดิมทีก็ถนัดในด้านความเร็วอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวกายท่ามกลางการสืบทอดวิถีวรยุทธ์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก ล้วนได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง

 

ชั่วขณะนี้หลินโจวเปิดการเคลื่อนไหวกายออก ทั้งร่างกายราวกับกลายร่างเป็นสายฟ้าแลบสายหนึ่ง เหินกายไล่ตามไปยังทิศที่เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์หนีไปไกล

 

ส่วนบริเวณไกลออกไป ซึ่งพ้นออกจากสถานที่ที่อยู่ลึกเข้าไปใต้ปฐพีในขอบเขตของภูเขาหิมะพันผูกบูรพา แสงอันโชติช่วงสีแดงก่ำทลายชั้นหินไปมาด้วยความเร็วสูง

 

เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่นั่งอยู่ภายในกระสวยเบิกดินแดน เร่งความเร็วกระสวยเบิกดินแดนลอดผ่านอย่างรวดเร็ว

 

ชั้นหินด้านหน้าถูกเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่หลีกหนีไปทลายออกเป็นทางสัญจรสายหนึ่ง กระสวยเบิกดินแดนจึงเดินหน้าด้วยความง่ายดายขึ้นมา

 

กระสวยเบิกดินแดนมุ่งขึ้นด้านบนตลอดเส้นทาง ต่อมาชั้นหินค่อยๆ ร่วน กลายสภาพเป็นโคลนตม จากนั้นเบื้องหน้าพลันปรากฏแสงสว่างอย่างฉับพลัน กลับพุ่งออกมากจากพื้นดิน

 

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตามองไป ก็พบว่าเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าเม็ดนั้นที่ตนไล่ตาม หยุดลอยอยู่กลางอากาศ ส่องแสงสายฟ้าวับวาบไล่หลัง

 

กลางท้องฟ้าทางทิศของภูเขาหิมะพันผูกบูรพาก็ส่งเสียงฟ้าร้องออกมา มองไกลออกไปก็พบแสงสายฟ้าอีกสายหนึ่งวาดข้ามท้องฟ้าด้วยความเร็ว พุ่งมาทางด้านนี้!

 

เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “เป็นเศษชิ้นส่วนเม็ดแรกนั่นที่อยู่ในห้องตั้งโลงศพของการุณยบุรุษ เม็ดที่สองใหญ่กว่าแกร่งกว่า ทะลวงท้องฟ้าถือกำเนิด ดึงดูดเม็ดแรกให้มารวมกันด้วยตัวของมันเอง”

 

อาหู่อ้าปากกว้างกล่าวด้วยความยินดี “เจ้าหลินโจวนั่นก็ได้รับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์มาใหม่เช่นกัน ทว่าก็ยังไม่ทันได้หลอมแปรสภาพอุ่นบำรุง อีกทั้งตัวเขาก็ไม่ใช่มหาปรมาจารย์อีก จึงหยุดเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่อยู่เสียนี่”

 

ชายหนุ่มใช้มือป้องตา มองไปยังแสงสายฟ้าที่ลอยมุ่งมาทางด้านนี้ สังเกตุเห็นว่าบนแสงสายฟ้ายังถูกคลุมเอาไว้ด้วยตาข่ายสีแดงอยู่

 

“ของสิ่งนี้ มองดูแล้วคล้ายกับว่าจะเป็นตาข่ายรังไหมโลหิต” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวกระซิบกระซาบว่า “มิน่าล่ะเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เม็ดนี้ถึงได้บินได้ช้าเช่นนี้”

 

พอเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเม็ดพบกัน เสียงฟ้าร้องกลางท้องฟ้าก็ยิ่งอึกทึกอื้ออึง

 

เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เม็ดนี้ที่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ไล่ตามมา เดิมทีลอยค้างอยู่กลางอากาศ

 

เวลานี้พอได้รับเสียงดัง ‘หึ่ง’ ก็เคลื่อนไหวขึ้นมาอีกครั้ง กลายรูปเป็นแสงสายฟ้าสีม่วง พุ่งเข้าไปภายในตาข่ายยักษ์สีแดง

 

เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเม็ด รวมตัวเข้าด้วยกัน ภายใต้การไหลเวียนของแสงสายฟ้า ก็พลันเริ่มหลอมรวมกัน!

 

ภายในตาข่ายยักษ์สีแดง เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์รูปร่างเหมือนไข่มุกวิเศษสีม่วงทั้งสองเม็ด เม็ดหนึ่งใหญ่เม็ดเล็ก รวมจากสองเป็นหนึ่ง กลายเป็นไข่มุกทรงกลมที่มีขนาดใหญ่กว่ากำปั้นอยู่บ้าง

 

ไข่มุกเม็ดนี้ถูกแสงสายฟ้าสีม่วงเป็นกลุ่มๆ ห่อหุ้มเอาไว้ พลังทำลายล้างเป็นกลุ่มๆ ก่อเกิดขึ้นภายในนั้น งอกงาม สุกงอม เน่าเปื่อย สูญสลาย ในชั่วพริบตาเดียว วนเวียนซ้ำๆ เป็นพันเป็นหมื่นครั้ง!

 

ราวกับเป็นวิถีแห่งการเกิดและดับไปของโลก ความหมายแฝงที่ชั่วพริบตาเดียวก็เหมือนชั่วนิรันดร์พลันตลบอบอวลไปในฟ้าดินอย่างฉับพลัน

 

อาหู่สังเกตไข่มุกสายฟ้าด้วยความสงสัย “ในคำร่ำลือ เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ผ่านวินาศเคราะห์วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ถึงได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ขอรับ”

 

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดกล่าวใดๆ เพียงมองดูเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้า ใจลอยเล็กน้อย

 

เขารู้อยู่แก่ใจดีว่าที่อาหู่กล่าวไม่ใช่เรื่องเล่าตำนานแต่อย่างใด ดวงตาราชันสายฟ้าเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จริงๆ

 

ในตอนนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็เคยได้ยินชื่อและฉายานามของมันเช่นกัน ถือเป็นหนึ่งในบรรดาอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่สุดยอดที่สุด

 

เยี่ยนจ้าวเกอถึงขั้นรู้ถึงความเป็นมาของดวงตาราชันสายฟ้า ซึ่งก็คือกลายสภาพมาจากดวงตาดวงหนึ่งของจักรพรรดิอัสนียอดฝีมือยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งที่เรียกขนานนามเช่นเดียวกับมหาราชาจอมมารเพลิง

 

น่าเสียดายที่หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกลายเป็นอดีตไปแล้ว

 

เศษชิ้นส่วนเบื้องหน้ากลายรูปด้วยตัวของมันเอง รูปร่างคล้ายคลึงกับดวงตาราชันสายฟ้าในอดีต ด้วยสติปัญญาที่อาวุธศักดิ์สิทธิ์มีเป็นของตนเอง

 

ทว่าดวงตาราชันสายฟ้าแตกกระจายออกมา กลับมีเศษชิ้นส่วนมากกว่าสองชิ้นส่วน

 

เยี่ยนจ้าวเกอหลุดออกจากภวังค์ออกมา “ข่าวสารที่ได้รับมา เจ้าหลินโจวนั่นอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางแล้ว เป็นเพราะตาข่ายรังไหมโลหิต ความเร็วของเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในการลอยหนีจึงค่อยข้างช้า ความเร็วเช่นนี้ หากไม่มีผู้ใดขัดขวาง เขาต้องไล่ตามมาทันสิถึงจะถูก”

 

ชายหนุ่มองไปยังทิศทางของภูเขาหิมะพันผูกบูรพาที่ไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นดังคาดว่าบนพื้นราบตรงตีนเขาหิมะมีเงาคนคนหนึ่งกำลังพุ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วอย่างกับสายฟ้าแลบก็มิปาน

 

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็เห็นเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ และคนอื่นๆ แล้วเช่นกัน จึงชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหัน

 

แสงฟ้าแลบกระจัดกระจายหายไปบ้าง เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มหล่อเหลาสง่างาม ใบหน้าแน่วแน่ดุจน้ำ แววตาดุจสายฟ้า

 

พอเขาเห็นกระสวยเบิกดินแดนที่เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่อยู่ภายใน ก็ถอนใจครั้งหนึ่ง ‘ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าเหตุผลคืออะไร แต่น่าจะเป็นเพียงแค่ของล้ำค่าชิ้นหนึ่งที่สามารถเดินทางด้วยจิตวิญญาณอยู่ใต้ปฐพีได้ ไม่ได้เพียบพร้อมด้วยพลังอันแข็งแกร่งยิ่งแต่อย่างใด และทั้งสองคนนี้ตบะก็ไม่ได้ถึงระดับมหาปรมาจารย์เช่นกัน’

 

เขาจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอ จิตใจเหม่อลอยเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง บุคคลเบื้องหน้าเห็นๆ กันอยู่ว่ารูปลักษณ์ภายนอก อากัปกิริยา หรือแม้กระทั่งอุปนิสัยล้วนแล้วแต่เหมือนเช่นที่ผ่านมา

 

ถ้าหากไม่ใช่ประสบการณ์พิเศษของตัวหลินโจวเอง ก็คงมองความพิเศษไม่ออกอย่างสิ้นเชิง

 

กระนั้นในตอนนี้เขากลับไม่สามารถนำเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ตรงหน้า เทียบเคียงในความทรงจำของตนได้อย่างสิ้นเชิง

 

เยี่ยนจ้าวเกอก็กำลังสังเกตอีกฝ่ายศีรษะจรดปลายเท้าเช่นเดียวกัน

 

ภายในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาเคยพบหลินโจว คุณชายฟ้าคำรนในการประชุมฝ่านภาเมื่อสามปีก่อน แต่เขากลับรู้สึกว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปมาก

 

ซึ่งห่างไกลจากความเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาสามปีนัก
บทที่ 145
หากไม่นับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม หลินโจวที่อยู่เบื้องหน้านี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงนับว่าเพิ่งพบตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก

ทว่าเทียบกับชายหนุ่มที่จิตใจฮึกเหิมในความทรงจำคนนั้น เมื่อพบกันอีกครั้งตรงหน้า อุปนิสัยเฉพาะตัวของหลินโจวกลับเงียบสุขุมมากขึ้น

ถึงแม้ดูไปแล้วยังคงฮึกเหิมห้าวหาญอยู่ ทว่าสายตาอันเฉียบคมในดวงตาคู่นั้น กลับแฝงเอาไว้ด้วยบุคคลที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนชัดเจน จนกระทั่งเขาดูเคร่งขรึมเช่นนี้

หลินโจวก็กำลังมองเยี่ยนจ้าวเกอเช่นเดียวกัน จากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว คนที่อยู่ตรงหน้าเขาผู้นี้ไม่แตกต่างกับในความทรงจำเลยสักนิด

ความสามารถได้แสดงออกมาให้ทั้งหมดเช่นเคย พลังอันฮึกเหิมบีบบังคับผู้คนเช่นเคย จนถึงขนาดใช้อำนาจบาตรใหญ่รู้กันถ้วนทั่ว

กระนั้นพอคิดโยงไปถึงเรื่องราวต่างๆ นานาที่เกิดขึ้นภายในช่วงหนึ่งปีกว่ามานี้ ไม่ว่าอย่างไรหลินโจวกลับไม่สามารถซ้อนทับเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องหน้าเข้ากับความทรงจำได้

เกิดเรื่องที่แต่เดิมไม่ควรเกิดขึ้นมากจนเกินไป เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายมากจนเกินไป

ถึงแม้ว่าเนื่องจากอยู่ไกลจากนภาพิภพและภูผาพิภพ จึงรวบรวมข่าวสารได้ยากลำบาก มีบางเรื่องที่หลินโจวไม่สามารถรับรู้เรื่องราวเบื้องหลังได้เช่นกัน ทว่าเพียงแค่ข่าวคราวที่รู้อยู่แล้ว ความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นที่ทำให้หลินโจวรู้สึกสับสน จะมากหรือจะน้อยต่างก็มีเงาร่างของเยี่ยนจ้าวเกอคละปนอยู่ในนั้น

หลินโจวไม่ปักใจเชื่อว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นความบังเอิญ

เยี่ยนจ้าวเกอมองดูหลินโจวพลางยิ้มน้อยๆ “ศิษย์น้องหลินแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ไม่พบกันเสียตั้งนานเลย เพิ่งจะพบหน้าก็ส่งของกำนัลชุดใหญ่ให้ข้าเชียว”

หลินโจวมองเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าที่อยู่ในตาข่ายแวบหนึ่ง แล้วถึงยิ้มพร้อมกับกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “น่าจะเป็นข้าที่ต้องขอบคุณเจ้า ที่ส่งของกำนัลใหญ่ให้ข้าถึงจะถูก”

“ผู้ใดพูดถึงเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์นี่กันเล่า” เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะหยัน “ที่ข้าพูดถึงคือฝีมือประพันธ์อันยิ่งใหญ่ของเจ้าภายในสุสานการุณยบุรุษต่างหาก ถล่มทั้งห้องสุสานจนค่ายกลวิญญาณพังครืน เกือบจะฝังข้าทั้งเป็นอยู่แล้วเชียว”

เขาจ้องหลินโจวเขม็ง “เพียงแต่ข้าค่อนข้างสงสัย ว่าเจ้าผ่านการขวางกั้นป้องกันสุสานได้รวดเร็วเช่นนั้นได้อย่างไร ไม่กล่าวถึงการเก็บเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ เจ้ายังหาศูนย์กลางค่ายกลจิตวิญญาณพบอีกด้วย”

หลินโจวกล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน ไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่ชักช้า “แม้ว่าการุณยบุรุษจะเป็นมหาปรมาจารย์ ทั้งยังเชี่ยวชาญด้านค่ายกล แต่ถึงอย่างไรก็ถึงแก่กรรมมาหลายปีมากแล้ว ค่ายกลวิญญาณเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา ข้าเองก็เชี่ยวชาญด้านค่ายกลอยู่พอดี จึงถอดกลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้มีอะไรยากเย็นสักนิด”

“เจ้ารู้สึกว่ายากยิ่งนักใช่หรือไม่” หลินโจวมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยรอยยิ้มหวาน

เยี่ยนจ้าวเกอปรบมือเบาๆ “เยี่ยม หลังจากนี้ไม่นานคงขาดการขอคำแนะนำจากเจ้าในความรู้ซึ้งด้านค่ายกลไม่ได้”

“ข้ายังไม่แน่ว่าจะมีเวลาว่างขนาดนั้น” หลินโจวเอ่ยอย่างเฉยเมย “ส่วนที่กล่าวว่าหาศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณพบ ถล่มห้องสุสานพังครืน นั่นไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว”

“ข้าก็ไม่แน่ว่านั่นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อาจจะยังมีคนอื่นเข้าไปในค่ายกลวิญญาณก็ได้”

มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเบาๆ

ถอดทำลายค่ายกลนั้นไม่เท่าไร ทว่าหากเหลือเวลาจากการถอดกลอย่างรวดเร็วแล้ว ยังหาศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณจนพบ แล้วยังสามารถควบคุมได้อย่างคล่องแคล่ว ด้วยความสามารถที่หลินโจวแสดงออกมาในอดีต ก็ทำให้ทั่วหล้าต้องตื่นตกใจอย่างยิ่งยวด ความแตกต่างช่างมากมายจนเกินไปแล้ว

หลินโจวก็กำลังพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ตนเองเป็นจุดสนใจอย่างเต็มที่เช่นกัน ถึงแม้จะไม่ได้ถึงขนาดทำให้ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม กระนั้นเทียบกับจ้าวฮ่าวที่กำเริบเสิบสานไม่เกรงกลัวผู้ใดแล้ว ก็ต้องทำตัวอ่อนน้อมอยู่ไม่น้อย

“คนจริงต่อหน้าไม่กล่าวเท็จ เหตุใดท่านต้องกระทำเช่นนี้เพื่อปิดบังอีกเล่า”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยอย่างไม่ช้าไม่เร็วว่า “การที่ศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ของเจ้าคิดอยากจะสังหารข้า ก็ไม่ใช่ความลับอันใดเช่นกัน ทุกๆ คนต่างก็สามารถตรงไปตรงมาต่อกันได้”

“ตัวอย่างเช่น…” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “บัดนี้ข้าก็อยากจะสังหารเจ้าอยู่หน่อยๆ แล้วเช่นกัน”

แววตาของหลินโจวเย็นยะเยือก มองดูเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าทางด้านข้าง ที่ถูกตาข่ายคลุมลอยนิ่งอยู่กลางอากาศแวบหนึ่ง

เขากล่าว “แม้จะมีโอกาสให้ได้ประมือกันอีก แต่ตอนนี้ข้าต้องเก็บเอาของที่เดิมควรจะนับว่าเป็นของข้าก่อนแล้ว”

หลินโจวสะบัดมือครั้งหนึ่ง ตาข่ายสีแดงโลหิตนั่นก็ลากเอาเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าลอยไปหาเขา

ก่อนหน้านี้เป็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองชิ้นต้องการไหลมารวมกัน ฉะนั้นตาข่ายรังไหมโลหิตนี้จึงหมดหนทางจะขัดขวางเอาไว้ได้

บัดนี้เศษชิ้นส่วนรวมตัวกัน ทั้งยังหลอมรวมเข้าด้วยกันเสร็จสิ้น กลับคืนสู่สภาวะเงียบสงบใหม่อีกครั้ง ครั้นหลินโจวขับเคลื่อนตาข่ายรังไหมโลหิต เศษชิ้นส่วนที่หลอมรวมแล้วก็เริ่มถูกเคลื่อนย้ายพาไป

ตาข่ายรังไหมโลหิตนี้ก็เป็นการใช้ความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเขาเองให้เป็นประโยชน์ ของล้ำค่าที่ขุดค้นออกมาจากสถานที่ลับแห่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดรับรู้

ของล้ำค่านี้รูปร่างลักษณะภายนอกปรากฏเป็นตาข่าย คุณประโยชน์ที่เยี่ยมที่สุดก็คือสามารถสร้างโลกผนึกอันแข็งแกร่งออกมาได้ จอมยุทธ์ปรมาจารย์ทั้งหลายล้วนยากยิ่งจะตีฝ่าออกไปได้

ต่อให้จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์จะขับเคลื่อนอาวุธวิญญาณระดับล่าง ก็ล้วนแล้วแต่ยากที่จะทลายโลกผนึกลงได้ มหาปรมาจารย์ลงมือในช่วงเวลาอันสั้นก็ไม่สามารถหาทางออกได้เช่นกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองภาพตรงหน้าอย่างไม่ถือสาอย่างยิ่ง น้ำเสียงไม่รีบร้อน “ต้องเตือนสติสักหน่อยว่า เศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้านั่นไม่ถือว่าเป็นของเจ้าแต่อย่างใด”

ขณะที่กล่าว เยี่ยนจ้าวเกอก็แบมืออก ปรากฏภาชนะผลึกแก้วใสแบนราบใบหนึ่งกลางฝ่ามือนั้น ภายในนั้นมีแสงสว่างสีแดงโลหิตสว่างวาบ

ครั้นชายหนุ่มเปิดภาชนะออกมา ภายในก็พลันมีแสงโลหิตพุ่งออกมาหลากทิศทาง!

ด้วยการเหนี่ยวนำจากปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอ แสงโลหิตเหล่านั้นพลันพุ่งไปบนตาข่ายรังไหมโลหิตของหลินโจว ทำให้มันสั่นสะเทือนขึ้นมาในทันใด!

พื้นผิวเชือกตาข่ายมีลำแสงมากมายลอยขึ้นสูง รูปร่างกลายเป็นฉากลำแสงกั้น พยายามที่จะสกัดกั้นการรุกโจมตีเข้ามาของศัตรู

ทว่าตาข่ายรังไหมโลหิตที่แม้แต่การโจมตีด้วยพลังทั้งหมดของจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาก็หยุดยั้งไว้ได้ หลังจากที่แสงโลหิตมากมายนั่นสัมผัสกายแล้ว กลับปรากฏให้เห็นความเปราะบางอย่างสุดจะรับได้!

ด้วยการโจมตีที่มีสีสันเช่นเดียวกัน ฉากกั้นลำแสงสีโลหิตคล้ายกับถูกกัดกร่อนอย่างไรอย่างนั้น ทะลวงเป็นโพรงใหญ่อย่างไร้สุ้มเสียง

ช่องโหว่ที่แตกออกขยายออกด้วยความรวดเร็วอย่างไม่หยุดยั้ง

“สิ่งนี้คืออะไรกัน” สายตาหลินโจวนิ่งงัน

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอเรียบเฉยนัก เขาหยิบภาชนะใสอันว่างเปล่าในมือขึ้นมาชม

นี่คือหลอดเลือดปีศาจที่ก่อนหน้านี้เขาใช้ไข่มุกกลั่นโลหิตกับกระจกเมฆเคลื่อนเป็นวัตถุดิบหลัก หลอมสร้างมันออกมา

อาหู่อ้าปากกว้างหัวเราะร่า ย่างก้าวเข้าไปทางโพรงใหญ่บนตาข่ายรังไหมโลหิตที่แยกออก เป้าหมายมุ่งตรงไปยังเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์

ลึกลงไปในดวงตาของหลินโจวมีแสงเย็นเยียบส่องประกาย เขามองเยี่ยนจ้าวเกอพลันกล่าวว่า “ไม่รู้ว่าในใจเจ้าผลเสียส่วนตัวสำคัญกว่า หรือผลประโยชน์โดยรวมเขากว่างเฉิงของเจ้าสำคัญ”

“หืม?” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย

หลินโจวเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “ข้าได้ยินมาว่าเขากว่างเฉิงของเจ้ามีศิษย์เข้าสำนักมาใหม่คนหนึ่ง นามว่าเฟิงอวิ๋นเซิง ดังคำกล่าวของเจ้า คนจริงต่อหน้าไม่พูดเท็จ จริงๆ แล้วนางเป็นสตรีแห่งจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งที่เสียสภาพจันทรากายไปสินะ”

“ได้ยินว่าบัดนี้นางฝึกฝนอยู่ที่น้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางแห่งเขานิมิตเมฆ ณ ภูผาพิภพร่วมกับคนอื่นๆ อยู่ พวกเจ้าปิดข่าวไม่ให้รั่วไหลได้ไม่เลว แต่ว่า…”

หลินโจวยิ้มน้อยๆ “แต่ว่า ข้าก็ศึกษาทดลองกับสตรีแห่งจันทราอยู่บ้างเช่นกัน รูปแบบการส่งเสริมกันของหยินหยาง สถานที่หยินเดี่ยวหยางเดี่ยว มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้จันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงนั่นฟื้นกลับคืน ถูกต้องหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น ดวงตาก็หรี่เป็นเส้นตรงเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง

สีหน้าท่าทางหลินโจวไม่สะทกสะท้าน “เจ้าว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รู้ข่าวนี้แล้วจะคิดอย่างไร ที่สำคัญกว่าก็คือ เขาไร้พรมแดนรู้แล้วจะคิดเช่นไร”

“ถึงแม้ว่าตอนนี้พวกเจ้าจะมีความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน แต่เขาไร้พรมแดนไม่ใช่ผู้ใต้บัญชาของเขากว่างเฉิง มงกุฎจันทรา เขาไร้พรมแดนเองก็ต้องการเป็นอย่างมากมาโดยตลอด”

ฝีเท้าอาหู่ที่เดินไปทางเศษชิ้นส่วนดวงตาราชันสายฟ้าหยุดนิ่งลง หันศีรษะกลับไปมองหลินโจวด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก “เจ้าจะขู่บังคับคุณชายข้าอย่างนั้นหรือ”

หลินโจวยิ้ม “ข้ารู้ว่าร่างใหญ่ของเจ้านี้นั้นไม่ง่าย แต่เทียบกับความเร็วแล้ว อยากจะไล่ตามสังหารข้าที่มีฐานะเดิมอยู่ในตำหนักอัสนีสวรรค์ ก็ไม่ได้ง่ายเช่นนั้น”

เขามองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ “อย่างไรเขากว่างเฉิงของเจ้าก็ได้หญิงสาวแห่งจันทรามาได้ไม่ง่ายนัก เทียบกับกับเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์แล้ว เจ้าจะเลือกอย่างไหน”

“ไม่ต้องกังวลว่าข้าคิดจะยึดครองประโยชน์ทั้งหมด นำสิ่งของไปแล้วยังรายงานแก่เขาไร้พรมแดน ข้าผู้นี้ไม่ละโมบ ขอเพียงแต่ประโยชน์เหมือนกัน แม้ว่าทั้งสองสำนักของเจ้าและข้าในตอนนี้จะเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่ตัวข้าเองยินดีที่จะเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตรกับผู้ที่มีความสามารถ เพียงแค่ไม่รู้ว่าเจ้าจะตัดใจจากเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์นี้ได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง”