136-140
บทที่ 136
เยี่ยนจ้าวเกอปรับเตาผลึกหินชั้นในอย่างระมัดระวัง สั่งอาหู่ให้หยิบวัตถุดิบบางอย่างใส่เสริมเข้าไปข้างในอยู่บ่อยครั้ง จากนั้นถึงเข้าควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ต่อให้อาวุธวิญญาณเสียหาย แต่ก็มีความลี้ลับมหัศจรรย์อยู่ภายในเช่นกัน การที่เยี่ยนจ้าวเกอนำมันไปหลอม จึงไม่ใช่เรื่องที่สามารถทำในช่วงเวลาสั้นๆ ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังทำความเข้าใจและครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนในความเร้นลับภายในนั้น เพื่อพิสูจน์ยืนยันขั้นตอนในการควบคุมเตาหลอมภายในของตน และความรู้ในการหลอมแต่ละรูปแบบ
เวลาดำเนินไป ลำแสงมหัศจรรย์ก่อเกิดภายในเตาผลึกหินชั้นใน เกราะอ่อนซ่อมแซมสำเร็จเป็นอันดับแรก
เยี่ยนจ้าวเกอดึงเกราะนั้นให้ลอยออกจากเตาหลอมด้วยปราณจิตรา
อาหู่ที่อยู่ด้านข้างมองไปอย่างจดจ่อ หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เกราะชิ้นนี้ไร้ความเสียหายโดยสิ้นเชิง เพียงแต่ว่าหากสัมผัสอย่างละเอียดแล้วนั้น ก็รู้สึกได้ว่าความจริงแล้วจิตวิญญาณในนั้นเทียบไม่ได้กับอาวุธวิญญาณระดับล่างเลย ทว่าก็ไม่สามารถเทียบกับอาวุธวิเศษระดับสูงได้เช่นกัน
ถัดจากนั้น เข็มขัดเส้นนั้นก็ซ่อมแซมจนสำเร็จ สถานการณ์คล้ายคลึงกับเกราะอ่อนทีเดียว
อาหู่พึมพำชื่นชม “คุณชายขอรับ แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ทำให้ผู้คนทึ่งกับสิ่งที่ได้เห็นมากแล้ว ถึงอย่างไรระยะห่างกับก่อนหน้าที่แทบจะดับสูญก็ไม่ต่างกันมากนัก”
“เปรียบกับร่างกายของมนุษย์ ก็ไม่ต่างกับฟื้นชีวิตขึ้นมาจากความตายเลยนะขอรับ”
หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอประเมินอย่างถี่ถ้วนอยู่พักหนึ่ง เขาก็ผงกศีรษะ “ฟื้นฟูจนเป็นเช่นนี้ได้ ก็พอจะใช้การได้แล้วละ”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็สะบัดมือครั้งหนึ่ง เกราะอ่อนและเข็มขัดเข้าไปในเตาหลอมภายในพร้อมกันอีกครั้ง
เยี่ยนจ้าวเกอจ้องมองเตาผลึกหินชั้นในไม่วางตา ขณะเดียวกันก็ถลาเข้าหาอาหู่พลางกล่าวว่า “อาหู่ ของครั้งก่อนที่ข้าให้เจ้าดูแล รีบนำมันออกมาเร็วเข้า”
อาหู่พลันตื่นจากภวังค์ รีบหยิบผลึกแก้วขนาดใหญ่ออกมาชิ้นหนึ่ง
ผลึกแก้วมีลักษณะเหมือนกระสวยทอผ้า ยาวประมาณสองฉื่อ หนาเท่าแขนมนุษย์
เยี่ยนจ้าวเกอรับผลึกแก้วมา หลังจากใส่มันเข้าไปในเตาผลึกหินชั้นในแล้ว เขาก็ควบคุมเตาหลอมภายในอย่างระมัดระวัง ก่อนจะรับกระเป๋าที่ทำขึ้นพิเศษใบหนึ่งมาจากมือของอาหู่
ครั้นเปิดกระเป๋าออกมา ปราณร้อนรุ่มก็พุ่งออกมาปะทะใบหน้าในทันที ราวกับว่าเปลวเพลิงยังจะทวีความร้อนรุนแรงขึ้นได้อีก
เมื่อมองลงไปในกระเป๋า ทั่วทั้งผืนเป็นสีแดงเหมือนเปลวเพลิง เหมือนหินผา อีกทั้งยังเหมือนกับกระแสน้ำ!
คล้ายกับการดำรงอยู่ของหินหนืดอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งนั่นก็คือ ‘แกนไฟใต้ดิน’ ของล้ำค่าของเยี่ยนจ้าวเกอที่ตั้งใจไหว้วานเยี่ยนตี๋ให้นำกลับมาจากอัคคีพิภพโดยเฉพาะนั่นเอง!
ของสิ่งนี้หายากและล้ำค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ถือเป็นวัตถุที่ขาดแคลนอย่างยิ่งในอัคคีพิภพ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ห้ามมิให้ส่งออกอย่างเด็ดขาด
หากกล่าวถึงคุณประโยชน์และสรรพคุณแล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ให้ความสำคัญกับแกนไฟใต้ดินทีเดียว อาจไม่ตึงเครียดเท่าตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ให้ความสำคัญกับหยกหิ่งห้อยสายฟ้า หรือเขาไร้พรมแดนที่ให้ความสำคัญกับศิลาวิญญาณลึกล้ำ
แต่ถึงอย่างนั้นก็รับไม่ไหว หากปริมาณของแกนไฟใต้ดินจะน้อยนิดจนเกิดไป
ถ้าหากครั้งนี้เขากว่างเฉิงไม่โจมตีเข้าไปในอัคคีพิภพ ก็ยากนักที่เยี่ยนจ้าวเกอจะมีหนทางอื่นที่พอหาแกนไฟใต้ดินนี้ได้
หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอนำแกนไฟใต้ดินเทลงเข้าไปในเตาผลึกหินชั้นในแล้ว เขาก็ควบคุมเตาด้วยความละเอียดถี่ถ้วนและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทว่ามันก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเช่นกัน
หลังจากนั้นไม่นานนัก ลำแสงมหัศจรรย์ก็พลันพุ่งออกมา
เยี่ยนจ้าวเกอปรบมือ “เยี่ยม! กระสวยแหวกพิภพสำเร็จแล้ว!”
อาหู่ที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งมองเตาผลึกหินชั้นในด้วยความสงสัยอยู่บ้าง เยี่ยนจ้าวเกอจึงยิ้มเล็กน้อย “มันไม่ใช่อาวุธวิญญาณแต่อย่างใด แต่การจะหลอมมันกลับไม่ง่ายเป็นอย่างยิ่ง จำเป็นต้องสละอาวุธวิญญาณเป็นวัตถุดิบ”
“สิ่งของเช่นกระบี่วิญญาณมังกรมรกต กงจักรเพลิงสุริยะที่สมบูรณ์เช่นนี้ ข้าทิ้งไม่ลงจริงๆ และไม่อาจใช้ชุดเกราะทมิฬของเจ้าได้กระมัง”
ชายร่างใหญ่ยิ้มซื่อ “แน่นอนว่าการนำเอาอาวุธที่เสียหายทั้งสองชิ้นกลับมาใช้ประโยชน์ ก็ย่อมดีกว่าแน่นอนขอรับ”
“จริงสิ หากนับวันดูแล้ว น่าจะถึงเวลาที่ดอกไม้เมฆาวิญญาณเติบโตเต็มที่แล้วนี่นา” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ไปกันเถอะ โอสถเซียนกลับสวรรค์ที่กลั่นให้ท่านอาจารย์ปู่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บ ตัวยาหลักรายการสุดท้ายนี้ในที่สุดก็มีแหล่งที่อยู่แล้ว”
ที่เยี่ยนจ้าวเกอมายังภูผาพิภพครั้งนี้ นอกจากฮานหลงเอ๋อร์ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ไม่ได้คาดคิดไว้แล้ว เขามีเป้าหมายเดิมอยู่สามอย่าง สองอย่างแรกคือสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขาไร้พรมแดน และน้ำพุวิเศษเมฆหยินหยางของเขานิมิตเมฆ ส่วนเป้าหมายที่สามก็คือดอกไม้เมฆาวิญญาณนั่นเอง
ดอกไม้ชนิดนี้พบได้น้อยยิ่งนัก ทว่ากลับไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้คนยุคนี้ให้ความสำคัญ เนื่องจากไม่ได้มีคุณประโยชน์ใหญ่หลวงอะไร
กระนั้นสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว มันกลับเป็นส่วนประกอบสำคัญในการกลั่นโอสถให้กับหยวนเจิ้งเฟิง อาจารย์ปู่ของตน
เรื่องที่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกปลื้มใจก็คือ ดอกไม้เมฆาวิญญาณไม่ได้สูญพันธุ์ในวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่แต่อย่างใด ในที่สุดก็ถูกค้นหาจนพบที่ภูเขาหิมะพันผูกบูรพา ณ เขตแดนที่ติดต่อกันของภูผาพิภพและอัสนีพิภพ
แต่ตอนที่เพิ่งหาพบยังไม่ถึงระยะออกดอก เยี่ยนจ้าวเกอจึงฝึกฝนอยู่ที่เขานิมิตเมฆ รอคอยวันที่ดอกไม้วิญญาณเบ่งบานในที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงเดินทางไปยังภูเขาพันผูกบูรพา
จากเหตุการณ์ที่เขาไร้พรมแดนปล้นหยกหิ่งห้อยสายฟ้าจากตำหนักอัสนีสวรรค์ ย่อมทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายแตกหักแน่นอนอยู่แล้ว ทว่าหลังจากที่เขาไร้พรมแดนกับเขากว่างเฉิงกลายเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการแล้วนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ปูทางให้เขาไร้พรมแดนไต่เต้าขึ้นมาเป็นใหญ่ เผยแพร่เคล็ดวิชากำเนิดสายฟ้า โดยที่ตัวเขาไม่จำเป็นต้องควบคุม จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนก็ใช้ได้เต็มประสิทธิภาพเช่นกัน
ก่อนจะไป แน่นอนว่าต้องรายงานกับฟู่เอินซูสักหน่อย
ฟู่เอินซูไม่ได้ถามจุดประสงค์การเดินทางคราวนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอมากนัก เพียงแต่ผงกศีรษะอย่างง่ายดาย “สำนักของเรากับเขาไร้พรมแดนมีข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และยังเตรียมพร้อมแล้วด้วย เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะมีมหาปรมาจารย์มาลอบสังหารเจ้า แต่เจ้าต้องเตรียมป้องกันการลอบลงมือของจอมยุทธ์อีกฝ่ายอย่างรอบคอบ”
“เวลาของการประชุมผ่านภาครั้งใหม่ใกล้เข้ามาแล้ว กำหนดจัดที่บึงพิภพ ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะเข้าร่วม เจ้าจัดการเรื่องของตนเองให้เรียบร้อย ก็รีบเดินทางไปที่บึงพิภพเลยก็ได้ ในการเดินทางจะมีคนอื่นในสำนักร่วมทางไปด้วย”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ท่านอาจารย์โปรดวางใจ”
พูดจบเขาก็ปลีกตัวออกไป
ฟู่เอินซูยืนไพล่มือไว้ข้างหลัง ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเเท่าไร เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงก็เดินออกมาจากน้ำพุเมฆหยินหยางเช่นกัน
“จ้าวเกอบอกว่าไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับเจ้า เช่นนั้นอวิ๋นเซิง เจ้ามีอาการใจเต้นกับเขาหรือไม่” ฟู่เอินซูเอ่ยถามเสียงเรียบ
เฟิงอวิ๋นเซิงชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นถึงกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “นอกจากความรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณแล้ว ข้ายังเคารพนับถือศิษย์พี่เยี่ยนอย่างยิ่ง ถึงแม้บางครั้งจะมีความคาดหวังบางอย่างต่อเขาก็ตาม”
“แม้ว่าเขาจะยังเยาว์วัย แต่ข้ากลับมีความรู้สึกแบบหนึ่งที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ราวกับว่าไม่มีเรื่องที่เขาจะทำไม่สำเร็จ เขาอาจดูเป็นคนเรื่อยเปื่อยไม่จริงจัง แต่จริงๆ แล้วเชื่อใจได้เป็นอย่างมาก ยิ่งอยู่ด้วยกันก็จะยิ่งผ่อนคลาย ทำให้ข้ายินดีที่จะอยู่ร่วมกับเขา”
แม้ว่าความรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจะเอาชนะคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทว่าในปัญหาเรื่องความรู้สึกส่วนบุคคล นางยังคงเป็นเฟิงอวิ๋นเซิงที่ไร้เดียงสา และความมั่นใจต่อความคิดของตน ที่ยังคงยากจะอธิบายออกมาได้อยู่บ้าง นางยิ้มอย่างเสียอาการ “ข้ารู้สึกว่า ยังไม่ถึงระดับความสัมพันธ์ฉันท์ชายหญิงหรอกกระมัง”
“ยังไม่ถึงจริงๆ” ฟู่เอินซูกล่าวอย่างเฉยเมย “ตอนที่อยู่ด้วยกัน ยินดีที่จะอยู่กับเขา คิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอด อันที่จริงนี่ก็ยังไม่มีอะไรนัก แต่ถ้าหลังจากพวกเจ้าแยกกัน แล้วเจ้ากลับยังคงคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลาเมื่อใด เมื่อนั่นเจ้าก็ต้องระวังแล้ว”
เฟิงอวิ๋นเซิงกะพริบตาปริบๆ เข้าใจแจ่มแจ้งโดยที่ไม่ต้องเอ่ยถามว่าเหตุใดถึงต้องระมัดระวัง
ฟู่เอินซูเองก็หันไปมองทางซือคงจิงเช่นกัน “ศิษย์น้องซือคง แล้วเจ้าคิดอย่างไรกับเยี่ยนจ้าวเกอ”
ซือคงจิงครุ่นคิดจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบว่า “เคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง และก็อยากรู้อยากเห็นเช่นกันเจ้าค่ะ ทั้งเรื่องถังตะวันออก แล้วก็เรื่องที่เขานิมิตเมฆครั้งนี้ ล้วนน่าเคารพนับถือยิ่ง แต่ที่น่าเคารพนับถือมากที่สุดก็คือ เขากลับสำนักครั้งนี้ ใช้เพลงกระบี่เจ็ดดาราโจมตีศิษย์พี่ลู่เวิ่นจนพ่ายแพ้”
“ในอดีตคนอื่นล้วนกล่าวว่า แม้เขาจะอายุน้อยไม่รู้ประสีประสา เปิดเผยหมดเปลือก แต่สามารถสร้างเพลงกระบี่ประณีตสวยวิจิตรวิชาหนึ่งเองได้ ควรค่าแก่การชื่นชมยกย่อง กระนั้นในความคิดข้า เขาในอดีตกลับเป็นคนที่เห็นความยากลำบากแล้วถอย เลือกแต่งานเบาไม่ยอมสู้งานหนัก แต่ที่ถังตะวันออก เขากลับสำนักคราวนี้ใช้เพลงกระบี่โจมตีศิษย์พี่ลู่จนพ่าย ทำให้ผู้คนมองด้วยสายตาทึ่ง จึงยิ่งทำให้ข้าเริ่มนับถือเขา”
ฟู่เอินซูได้ฟังดังนั้น สายตาก็พลันทอดมองไปไกล พึมพำกับตนเองด้วยเสียงที่เบาจนฟังไม่ได้ศัพท์ ‘หลังหิมะท้องฟ้าแจ่มใจ บัดนี้ข้าไม่สามารถยินยอมไปมากกว่านี้ได้แล้ว…’
…
ตอนที่ทั้งสามคนพุดคุยเรื่องของเยี่ยนจ้าวเกอ ชายหนุ่มได้เคลื่อนตัว บุกป่าฝ่าดงมาจนถึงชายแดนส่วนตะวันออกของเทือกเขานิมิตเมฆแห่งภูผาพิภพ ภูเขาหิมะพันผูกบูรพาปรากฎอยู่เบื้องหน้านี้แล้ว
บนแนวเทือกเขาล้วนเป็นหิมะขาวโพลนตลอดทั้งปีไม่เปลี่ยนแปลง บริเวณตรงนี้มักมีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมา
“คนที่สำรวจทางล่วงหน้าน่าจะมาถึงแล้วใช่หรือไม่” เยี่ยนจ้าวเกอถาม
อาหู่เอ่ยตอบว่า “มาถึงก่อนหน้านี้แล้วขอรับ”
ขณะที่พูดนั้น สีหน้าอาหู่ก็พลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
หัวคิ้วของเยี่ยนจ้าวเกอขมวดขึ้นเช่นกัน พลางสาวเท้ามุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
บนยอดเขาหิมะลูกหนึ่ง พบว่ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่บนนั้น
จอมยุทธ์ชุดดำทั้งสองคนล้มอยู่บนพื้น พวกเขาต่างก็กุมมือเอาไว้ที่หน้าอก มุมปากมีเลือดไหลซึม เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอมาแล้ว ใบหน้าต่างเผยความละอายออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน “คุณชายขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอถลาไปหาพวกเขาพลางพยักหน้า อาหู่รุดหน้านำกำลังคนคุ้มกัน
สายตาของคนกลุ่มคนเบื้องหน้า ต่างก็มองมาที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เช่นกัน
เยี่ยนจ้าวเกอกวาดสายตามองการแต่งกายที่พวกเขาสวมใส่ปราดเดียว ก็ยิ้มเย็นทันที
“ตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าว แห่งอัสนีพิภพอย่างนั้นหรือ”
บทที่ 137
ท่ามกลางลมหนาว บนพื้นหิมะปกคลุม มีดอกไม้วิเศษต้นหนึ่งบานสะพรั่ง กลีบดอกซ้อนกันเป็นชั้นๆ ประดุจกลีบเมฆ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นกระจายออกมาเป็นพักๆ
ผิวของกลีบดอกไม้แต่ละกลีบมีอักขระแสงส่องประกายวับวาบ ราวกับกองทัพที่ประณีตและงดงามทัพหนึ่ง
นั่นก็คือดอกไม้เมฆาวิญญาณ เป้าหมายในการเดินทางครั้งนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ
เพียงแต่บัดนี้ความสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้อยู่ที่ดอกไม้วิเศษนั่น เขายิ้มเย็นมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ฝั่งตรงข้ามมีคนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่ โดยมีคนรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งเป็นผู้นำ บนร่างสวมอาภรณ์ที่มีกลิ่นอายดินแดนของชาวเหนือ
เยี่ยนจ้าวเกอมองเพียงปราดเดียวก็รู้ถึงความเป็นมาของพวกเขา เป็นตระกูลเยี่ยนแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ หนึ่งในตระกูลขุนนางใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมากที่สุดในโลกแปดพิภพหลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ พวกเขาเช่าดินแดนอยู่ที่เกาะจ้าวแห่งอัสนีพิภพ นับเป็นขุมกำลังจำนวนหยิบมือภายใต้ตำหนักอัสนีสวรรค์แห่งอัสนีพิภพ
ตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลาง นภาพิภพที่เยี่ยนจ้าวเกอกำเนิด ในเวลานั้นแยกตระกูลออกไปจากตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวจากอัสนีพิภพ
ขณะนั้นทั้งสองฝ่ายมีปากเสียงกันกันจนไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากนั้น ระหว่างทางที่ตระกูลของเยี่ยนจ้าวเกออพยพจากอัสนีพิภพไปยังนภาพิภพ ก็ประสบภัยครั้งใหญ่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าวของอัสนีพิภพ
ณ เวลานั้นเยี่ยนตี๋ยังอายุน้อย บิดามารดาของเขาเสียชีวิตในภัยครั้งใหญ่นั้น
ดังนั้นเมื่อทั้งสองฝ่ายพบหน้ากัน จึงไม่ใช่ทั้งคนที่คุ้นเคยกัน หรือผู้สืบทอดสายเลือดเดียวกัน แต่เป็นการพบกันอีกครั้งระหว่างศัตรู ความโกรธแค้นยิ่งทวีคูณ
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงโลกใบนี้ อารมณ์ความรู้สึกของเขาไม่ได้รู้สึกดีหรือร้ายกับตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวจากอัสนีพิภพ เพียงแต่ว่าในเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดถึงครอบครัวหรือสายเลือด และดำเนินการเข่นฆ่าครอบครัวเขาจนสิ้นเช่นนั้น หากจะเกิดการปะทะกับพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีภาระรับผิดชอบด้านจิตใจใดๆ ทั้งสิ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ฐานะตัวตนของเยี่ยนจ้าวเกอในปัจจุบัน ก็ตัดสินใจจุดยืนของเขาโดยปริยายแล้ว
อีกทั้งคนของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวตรงหน้านี้ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่เป็นมิตรนัก เช่นนั้นเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งไม่จำเป็นต้องเกรงใจอีก
“คุณชายขอรับ พวกเขาตั้งใจจะแย่งชิงดอกไม้วิเศษ ข้าน้อยไร้ความสามารถ ป้องกันรักษาไว้ไม่ได้ หากพวกท่านมาไม่ทันกาล เกรงว่าจะไม่สามารถหยุดยั้งได้” จอมยุทธ์ชุดดำที่ล้มอยู่บนพื้นลุกขึ้นยืน ก่อนจะเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก พยายามเล่าออกมา
เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้น “ไม่เป็นไร พวกเจ้าพยายามปกป้อง มีความดีความชอบบาดเจ็บเพื่อส่วนรวม ไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษตัวเอง”
“ส่วนพวกเขา…” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเย็น มือทั้งสองไพล่หลังแล้วสาวเท้าเข้าไปข้างหน้า
บรรดาคนที่อยู่ตรงข้ามรู้สึกเหมือนกับมีภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเคลื่อนที่ มุ่งเข้ามาใกล้พวกเขา ตามการก้าวเดินของเยี่ยนจ้าวเกอ
ผู้คนตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวก็ปวดศีรษะอยู่บ้าง ด้วยไม่คาดคิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่จะมาถึงรวดเร็วเช่นนี้
ชายหนุ่นที่เป็นผู้นำกล่าวว่า “ข้าจำเจ้าได้ เยี่ยนจ้าวเกอ”
“ดอกไม้วิเศษนี้ยังไม่มีเจ้าของ และไม่ใช่เขากว่างเฉิงของเจ้าเป็นผู้บ่มเพาะ ถ้าหากเจ้าต้องการ พวกข้าจะไม่ขัดขวาง แต่พวกเขาสองคนไม่ใช่คนของสำนักเขากว่างเฉิง เป็นเพียงผู้ติดตามของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลางของเจ้า เช่นนั้นมีสิทธิ์อะไรมาขัดขวางไม่ให้พวกข้าเก็บดอกไม้วิเศษ”
“ผู้ติดตามที่แยกตระกูลออกไป ไร้มารยาทกับบุตรสายตรงตระกูลข้า ข้าสั่งสอนพวกเขาก็สมควรแล้ว หรือว่าเจ้ายังคิดจะลงมือกับข้าเพื่อพวกมันอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้น ก็ส่ายหน้าด้วยความรู้สึกขบขันอยู่บ้าง
อีกฝ่ายมองแต่เพียงดอกไม้เบื้องหน้า จึงไม่เห็นว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร ทว่าเมื่อเกิดเสียงลมดังขึ้น ชั่วพริบตาถัดมาเด็กหนุ่มคนนั้นก็ล้มกระเด็นออกไปข้างหลัง
บนแก้มซ้ายของเด็กหนุ่มคนนั้น ปรากฎรอย ‘ภูเขาอู๋จื่อซาน’ ที่น่าสยดสยองรอยหนึ่ง
รอยนั้นเป็นสีแดงเข้มดุจโลหิต เหมือนกับปานดำแต่กำเนิดอย่างไรอย่างนั้น นับเป็นการบอกกับทุกคนอย่างชัดเจน ว่าเขาถูกโจมตีล้มด้วยวิธีใด
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนักว่า “หากยังไม่ได้สติละก็ ข้าจะช่วยเจ้าฟื้นสติสักหน่อย เยี่ยนเกาะจ้าวกับเยี่ยนเกาะนภากลาง แต่ไหนแต่ไรก็แยกเป็นสองตระกูลนานแล้ว จึงไม่สามารถเรียกว่าเป็นตระกูลสายตรงหรือตระกูลรองได้ เจ้าโจมตีคนของข้า ข้าก็โจมตีคนของเจ้า ใช่จะสนว่าเจ้าเป็นบุตรหลานสายตรงหรือไม่”
ชายชราคนหนึ่งรีบประคองเด็กหนุ่มลุกขึ้น แล้วหันกลับมาจ้องเยี่ยนจ้าวเกอ “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้าลืมกำพืดตัวเอง ดูสิว่าเยี่ยนตี๋จะมีความเห็นอย่างไร!”
“เจ้าอย่าลืมสิ ว่าชื่อของเจ้า แต่ไหนแต่ไรก็กำหนดรากเหง้าของเจ้าเอาไว้แล้ว!”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม ก่อนหน้านี้เขาไม่คิดเลยจริงๆ ว่าโลกทางด้านนี้ก็มีประโยคที่ว่า ‘เยี่ยนจ้าวมากด้วยชนที่ขับร้องเพลงเพื่อระบายความในใจอันโศกเศร้า’ เช่นกัน
ดินแดนของเยี่ยนจ้าวในโลกแปดพิภพก็คือเกาะโยวกับเกาะจ้าว สองในหกเกาะของอัสนีพิภพ เกาะโยวก็เรียกได้ว่าเกาะเยี่ยนเช่นกัน
“ตั้งแต่ตอนไหนกันที่ตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าว สามารถเป็นตัวแทนของดินแดนเยี่ยนจ้าวได้ พวกเจ้าทำให้เยี่ยนจ้าวขายหน้าสิถึงจะเป็นเรื่องจริง”
คิ้วทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอยกสูง “หากกล่าวว่าตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะนภากลาง ต้องกลับไปดินแดนแห่งเยี่ยนจ้าวสักหนจริงๆ แล้วละก็ นั่นก็ไม่ใช่การเยี่ยมญาติ แต่เป็นการคิดบัญชี”
“ในตอนนั้นตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวของเจ้าทำอะไรไว้บ้าง พวกเจ้าไม่เข้าใจ แต่ผู้อาวุโสระดับสูงตระกูลของพวกเจ้าคงรู้ดีอยู่แก่ใจยิ่ง”
เยี่ยนจ้าวเกอเอามือไพล่หลัง พูดขึ้นอย่างไม่ใส่นักว่า “คิดบัญชีกับพวกเจ้า เกรงว่าพวกเจ้าต่างก็ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุในเรื่องนั้น ข้าเองก็คร้านจะเปิดหูเปิดตาให้พวกเจ้า แต่ทำร้ายคนของข้าแล้ว พวกเจ้าคิดจะไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ ลงไม้ลงมือแล้วก็จากไป ตนเองไม่รู้ตัว ให้ผู้คนมารับผิดชอบแทนพวกเจ้าสินะ”
อาหู่ยิ้มจนเห็นฟัน สีหน้าร้ายกาจอยู่บ้าง ราวกับเสือดุร้ายที่กำลังเลือกเหยื่อ ทำให้ผู้คนสั่นเทาแม้ไม่หนาวก็ตาม
เงาคนโดยรอบเคลื่อนไหววับวาบ จอมยุทธ์ชุดดำมากมายปรากฎกายตัว
ชายชราผู้นั้นกล่าวอย่างเกลียดชังว่า “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังโจมตีผู้ใดอยู่ นี่คือคุณชายหมิ่น บุตรสายตรงของท่านหัวหน้าตระกูลข้านะ!”
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะหยัน “ช่างเป็นชื่ออักษรข้าง[1]ประตูเสียจริง เช่นนั้นก็น่าจะเป็นบุตรสายตรงในรุ่นนี้ของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าวจริงๆ แล้ว เพียงแต่ระดับความสามารถเช่นนี้แย่ยิ่งนัก ก่อนจะอ้าปากพูด แม้แต่สถานการณ์ในตอนนี้ก็มองเห็นไม่ชัดอย่างนั้นหรือ”
“ระดับความสามารถจะแย่ถึงเพียงใด ก็ไม่ใช่เรื่องที่บุตรตระกูลรองคนหนึ่งเช่นเจ้าจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ ก่อนที่เจ้าจะพูด เจ้าควรเข้าใจฐานะของตนเองให้ชัดเจนเสียก่อน”
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากที่ไกลๆ
เยี่ยนจ้าวเกอถามด้วยความเหนื่อยหน่าย “เยี่ยนซ่านรึ”
เยี่ยนหมิ่นที่บนใบหน้ามีรอยฝ่ามือสีแดงโลหิตยังเลอะเลือนไม่ได้สติ ชายชราและจอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าวคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็เริ่มเผยสีหน้าดีใจ “คุณชายซ่านมาแล้ว!”
สายฟ้าสายหนึ่งสว่างวาบ พริบตาเดียวเท่านั้น บนยอดเขาหิมะก็ปรากฎร่างของชายหนุ่มที่มีอายุราวยี่สิบหก ยี่สิบเจ็ดปีคนหนึ่ง รูปลักษณ์ของเขาคล้ายคลึงกับเยี่ยนหมิ่นอยู่หลายส่วน ทว่าพลังที่ส่งออกมาทั่วร่างกายกลับแข็งแกร่งเหนือกว่ามาก
สีหน้าท่าทางชายหนุ่มผู้นี้ดุดันรุนแรง ดวงตาทั้งสองประดุจสายฟ้า เหนือศีรษะมีรัศมีแสงลวงตาพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาที่เลื่องชื่อผู้หนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่มีความตกใจแม้สักนิด เขามองอีกฝ่ายอย่างเฉยเมย “เยี่ยนซ่าน เจ้าเองก็ไม่ต่างกับคนที่ไร้สติ ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเกรียงไกร แต่ความสามารถไม่ได้เกรียงไกรตาม”
แม้ว่าจะเป็นการพบหน้ากันครั้งแรก ทว่าไม่เหมือนกับเยี่ยนหมิ่น เยี่ยนซ่านที่อยู่เบื้องหน้านี้ เยี่ยนจ้าวเกอคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเขาเป็นอัจฉริยะวรยุทธ์ที่โดดเด่นที่สุด ท่ามกลางคนรุ่นนี้ของตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าว
ไม่เพียงแต่เป็นผู้โดดเด่นท่ามกลางรุ่นเยาว์ที่ตระกูลเยี่ยนทุ่มสุดกำลังอบรมบ่มเพาะเท่านั้น ยิ่งไปกว่าเขายังเป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของตำหนักอัสนีสวรรค์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อัสนีพิภพ
บุตรผู้ภาคภูมิของสวรรค์แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ถูกขนานนามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ หลินโจว คุณชายฟ้าคำรนก็เป็นจอมยุทธ์แห่งอัสนีพิภพรุ่นเดียวกับเยี่ยนซ่าน ทั้งคู่มีชื่อเรียกรวมที่รู้โดยทั่วกันว่า ‘อัสนีฟาดฟ้าคำรน’
สายตาของเยี่ยนซ่านจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอโดยที่ไม่ละสายตา
แย่งชิงดอกไม้ทำร้ายคน แท้จริงแล้วเป็นเขาเองที่สั่งให้กลุ่มคนของเยี่ยนหมิ่นทำ เพียงแต่เมื่อครู่ตัวเขามีธุระจึงปลีกตัวออกไปก่อน
เยี่ยนซ่านอายุมากกว่า ระยะเวลาในการฝึกฝนยาวนานกว่า แต่ไหนแต่ไรระดับวรยุทธ์ก็สูงกว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่น้อย และเดิมทีก็ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตามาโดยตลอด
แต่หลายวันมานี้เยี่ยนซ่านคับแค้นใจเป็นอย่างมาก เพราะหลินโจวที่ประลองเสมอกับเขา หรือไล่เลี่ยกันมาตลอดกลับมีพลังความสามารถและวรยุทธ์พัฒนาทิ้งห่างเขา ทำให้เขากลัดกลุ้มจนถึงขีดสุด
ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอก็เป็นคนที่ภายในหนึ่งปีนี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ระดับวรยุทธ์รุดหน้า ผลการรบเกริกก้องเช่นกัน
หลังจากที่ทราบว่ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอกำลังเฝ้าดอกไม้เมฆาวิญญาณอยู่ เพลิงโทสะชั่วร้ายภายในใจของเยี่ยนซ่านก็ควบคุมเอาไว้ไม่อยู่ สั่งให้เยี่ยนหมิ่นทำลายเรื่องดีๆ ของอีกฝ่ายเสีย
เนื่องด้วยข่าวคราวที่เขาไร้พรมแดนปล่อยออกมา เดิมตำหนักอัสนีสวรรค์ก็รู้สึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอขัดหูขัดตาอยู่แล้ว
ในเมื่อศิษย์สืบทอดหลักของตำหนักอัสนีสวรรค์คือเยี่ยนซ่าน บุตรสายตรงของตระกูลเยี่ยนแห่งเกาะจ้าว เขาจึงยิ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอเป็นศัตรู พลางกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตอนนั้นพวกข้าเนรเทศตระกูลเจ้าแยกออกไป แต่พู่กันหนึ่งเขียนอักษร ‘เยี่ยน’ สองตัวไม่ได้ เยี่ยนเกาะนภากลางของเจ้า ล้วนเป็นตระกูลย่อยของเยี่ยนเกาะจ้าวของข้าตลอดกาล”
“อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้เป็นเยี่ยนตี๋ บิดาของเจ้า แม้เขาจะขึ้นเป็นเจ้าสำนักแห่งเขากว่างเฉิงแล้วก็ตาม นั่นก็ถือว่าเป็นคนของสกุลเยี่ยนเกาะจ้าวที่ย้ายออกไปเช่นกัน”
“บุตรหลักบุตรรองมีความแตกต่าง อ่อนเยาว์แก่ชรามีลำดับขั้น หากเจ้าฝ่าฝืนความสัมพันธ์สัจธรรม ล่วงเกินผู้อาวุโส หลงลืมกำพืดของตน สมควรที่จะต้องลิ้มรสกฎระเบียบแห่งศาลบรรพบุรุษวงศ์ตระกูล!”
[1] “อักษรข้าง” เป็นส่วนประกอบสำคัญของตัวอักษรจีน นอกจากจะแสดงความหมายของตัวอักษรแล้ว ยังแสดงเสียงของตัวอักษรได้ด้วย
บทที่ 138
เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้นอย่างเฉยเมยว่า “เหตุมาจากท่านพ่อของข้า ตระกูลเยี่ยนเกาะจ้าวของเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตระกูลเยี่ยนเกาะนภากลางของข้า”
“เจ้าฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ภายใต้ตำหนักอัสนีสวรรค์นั้นจริงอยู่ แต่ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ไม่เคยเอาชนะเขากว่างเฉิงของข้าได้”
“ส่วนตัวเจ้าเอง…” เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหัว “ข้ามองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าความมั่นใจที่เจ้าพูดถึงนั้นอยู่ที่ไหน”
เยี่ยนซ่านกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ความมั่นใจของข้า ก็อยู่ที่ความห่างชั้นระหว่างเจ้ากับข้า ที่ใกล้กันยิ่งนัก”
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น เยี่ยนซ่านก็พลันยกมือขึ้น สำแสงสีม่วงสายหนึ่งสว่างวาบ
ราวกับภายใต้ค่ำคืนที่มืดสนิท พลันปรากฎสายฟ้าแลบวาดข้ามท้องฟ้า ทะลุผ่านผืนฟ้า ส่องสว่างปฐพีที่กว้างใหญ่!
วรยุทธ์สืบทอดหลักของตำหนักอัสนีสวรรค์แห่งอัสนีพิภพ กระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วง!
อาวุธวิญญาณระดับล่าง กระบี่อัสนีทองคำม่วง!
เยี่ยนซ่านลงมืออย่างฉับพลัน ลงมือเพียงครั้งเดียวก็เผยพลังทั้งหมด ทั้งยังใช้อาวุธวิญญาณอีกต่างหาก!
ชื่อของคน เงาของต้นไม้[1]
ช่วงนี้เยี่ยนจ้าวเกอมีชื่อเสียงเกริกก้อง แม้เยี่ยนซ่านจะยังไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องระมัดระวัง
เยี่ยนจ้าวเกอกับเยี่ยนซ่านต่างเหมือนกัน หลังจากที่บรรลุขั้นเคียงนภาแล้ว ก็ไม่เก็บรัศมีแสงเหนือศีรษะแต่อย่างใด ไม่เหมือนอาหู่ที่รัศมีแสงไม่ปรากฎออกมาภายนอก
เยี่ยนซ่านอ่านขาดได้อย่างชัดเจน ว่ายามนี้เยี่ยนจ้าวเกอเป็นจอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาเหมือนเช่นเขาแล้ว
ขณะเดียวกับที่กำลังตกใจกับความรวดเร็วในการพัฒนาอย่างรุดหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ ภายในใจของเยี่ยนซ่านก็ยิ่งเปิดเผยเจตนาสังหารที่ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นในฐานะของศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ หรือจะเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าว เขาล้วนไม่ยอมให้เยี่ยนจ้าวเกอพัฒนาเป็นใหญ่ต่อไปได้
มิเช่นนั้นด้วยความคืบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ เยี่ยนซ่านถึงขั้นไม่กล้าจะคิดถึงอนาคตภายภาคหน้าเลยทีเดียว
เยี่ยนผู้ไร้เทียมทานเพียงคนเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ตำหนักอัสนีสวรรค์กับตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าวกินไม่ได้นอนไม่หลับแล้ว!
แม้ปากเยี่ยนซ่านจะกล่าวอย่างเหิมเกริมได้ใจ ทว่าพอลงมือจริงกลับไม่พะว้าพะวงเลยสักนิด
เขาสำแดงลักษณะเด่นของวิถีวรยุทธ์ของตำหนักอัสนีสวรรค์ ที่รุนแรงฉับไวประหนึ่งกับสายฟ้าฟาดออกมาได้อย่างถึงอกถึงใจ กระบวนท่าแรกก็เห็นได้ถึงความจริง ต้องการประลองตัดสินแพ้ชนะ!
การที่มีอาวุธวิญญาณอยู่ในมือ สำหรับจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ ยิ่งเป็นอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงที่ยากจะต้านทานได้โดยง่าย
ต่อให้เป็นคู่ต่อสู้ที่มีระดับวรยุทธ์เท่าเทียมกัน แม้จะมีอาวุธวิญญาณคุ้มกาย แต่ถ้าตั้งรับได้ไม่ทันท่วงทีหรือโต้ตอบไม่ทันกาล ก็จะถูกเยี่ยนซ่านสังหารในพริบตาด้วยกระบี่เดียวในทันใด!
จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ประมือกับผู้อื่นเป็นเวลานานน้อยนัก หลายครั้งไม่กี่ยกก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว!
เป็นตายแพ้ชนะ เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น!
โลกแปดพิภพ เป็นที่รู้กันดีว่าท่ามกลางหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์เชี่ยวชาญการใช้กลยุทธ์ผู้อ่อนแอเอาชนะยอดฝีมือมากที่สุด
มีบางครั้งที่คู่ต่อสู้ที่มีพลังความสามารถโดยรวมเหนือกว่าจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ แต่กลับถูกจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่เทียบเขาไม่ได้โจมตีจนพ่ายแพ้ โดยไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากคำว่า ‘เร็ว’ คำเดียว!
กระบี่รุ้งสะท้านวิชชุม่วง วรยุทธ์สืบทอดหลักของตำหนักอัสนีสวรรค์ วิถีกระบี่ทั้งหมดมีเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือกระบวนท่าชักกระบี่!
กระบี่หนึ่งออกจากฝัก ปรากฎความสวยงามอ่อนช้อย รวดเร็วดุจสายฟ้าแลบ!
วิถีกระบี่นี้ไม่ได้รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ ช่วงที่เร็วที่สุดของกระบี่ ก็คือกระบี่แรกที่ชักออกมาจากฝักนี้!
กระบี่นี้มีความเร็วจนถึงขั้นที่จอมยุทธ์ระดับต่ำกว่าขั้นเคียงนภาลงไป ยากจะสัมผัสรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวออกกระบี่ของเยี่ยนซ่านได้
เกรงว่ากระทั่งกระบี่ปลิดชีพไปแล้วก็ยังไม่อาจเข้าใจได้เลยด้วยซ้ำ ว่าแท้จริงแล้วเยี่ยนซ่านปลิดชีพตนได้อย่างไร!
ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นเวลากลางวัน แต่เยี่ยนจ้าวเกอที่เผชิญหน้ากับปลายกระบี่ของเยี่ยนซ่านโดยตรงกลับมีความรู้สึกหนึ่งขึ้น
ความรู้สึกนั้นคล้ายกับว่าเบื้องหน้าไม่มีแสงสว่างแม้สักนิด จนกระทั่งเกิดสายฟ้าหนึ่งฟาดลงมาท่ามกลางค่ำคืนอันมืดสนิท
แสงสว่างทั้งหมดล้วนรวมอยู่บนสายฟ้าสีม่วงสายนี้!
จิตสังหารอันหนาวสะท้านทำให้สายฟ้าไม่นำพาความรุ่มร้อนสักนิด แต่เป็นความหนาวเหน็บเข้ากระดูก!
ทว่าสายฟ้านี้กลับไม่ได้รวดเร็วไปกว่าขีดการมองเห็นด้วยดวงตาทั้งสองของเยี่ยนจ้าวเกอ
ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนไหวฉับพลันทันที ไม่ช้าไปกว่าเยี่ยนซ่านแม้แต่น้อย!
พลังลมนภา คัมภีร์วายุจิตรา!
ท่าวายุอัคคี พลังลม!
ด้วยพลังลมนภาจากคัมภีร์วายุจิตรา และการเคลื่อนไหวกายด้วยพลังลม พลังเพลงกระบี่มังกรลอดเมฆที่เดิมทีก็รวดเร็วฉับไวอยู่แล้ว บัดนี้ยิ่งเร็วมากขึ้นอีก!
ประหนึ่งกับมังกรผ่านฟ้า พริบตาเดียวไปไกลถึงหมื่นลี้!
ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอเคลื่อนไหว เบื้องหน้าเยี่ยนซ่านก็พลันขมุกขมัวเช่นกัน!
ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตที่สายตามองเห็น หรือจะท่ามกลางสัมผัสจิตอันว่องไวที่สัมผัสฟ้าดินได้เป็นอันดับแรกของตน เยี่ยนจ้าวเกอล้วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
เยี่ยนซ่านตื่นตกใจ กระบี่อัสนีทองคำม่วงในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง!
เยี่ยนซ่าน จอมยุทธ์ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาพลันมีปฏิกิริยาตอบโต้ไม่ทันท่วงที ทว่ากระบี่อัสนีทองคำม่วงที่เป็นอาวุธวิญญาณกลับมีปฏิกิริยาตอบโต้ออกมา
กระบี่อัสนีทองคำม่วงที่มีสติปัญญามากเกิดการกระตุ้นในทันที แสงกระบี่กลายสภาพเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม
ในตอนนี้เอง เยี่ยนซ่านถึงรู้สึกได้ว่าเส้นผมด้านหลังศีรษะของตนลุกซู่ทั้งหมด คล้ายกับว่ามีความหนาวเหน็บที่ไร้ขีดจำกัดรวมอยู่ตรงนั้น ทั้งยังทำให้รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกเข็มทิ่มแทง
เยี่ยนซ่านไม่กล้าลังเลแม้แต่นิดเดียว พลังกระบี่หรือการเคลื่อนไหวล้วนเคลื่อนไปตามการนำของกระบี่อัสนีทองคำม่วง หันกายกลับนำกระบี่ปะทะทางด้านหลัง
เขากัดฟันกรอด กระบี่อัสนีทองคำม่วงในมือสั่นระริก
วิชาสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ กระบี่สายฟ้าเจ็ดสิบสองกระบวนท่า การสืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์!
แสงกระบี่ที่บ้าคลั่งถี่ยิบดุจฝนพรำ รวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ ชั่วพริบตาเดียวด้านหน้าก็กลายเป็นแหสายฟ้า แสงสีม่วงแผ่ไปทั่วทุกหนแห่ง ปิดฟ้าพรางดิน
ถึงกระนั้นบริเวณกลางแหสายฟ้าแสงสีม่วงนั้น พลันมีแสงสีเขียวแสงหนึ่งทะลุผ่านแสงสีม่วงถี่ยิบ ส่องทะลุลอดออกมา!
สถานการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่ากระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอรวดเร็วยิ่งกว่า!
ครู่ต่อมา แสงสีม่วงทั่วท้องฟ้าก็สูญสิ้น
บัดนี้เสียงลมคำรามเพิ่งดังเข้าไปยังหูของเยี่ยนซ่าน เขารู้สึกเพียงว่าเหมือนกับถูกลมที่โหมพัดอย่างบ้าคลั่งโอบล้อมเอาไว้
เยี่ยนซ่านมองดูประกายกระบี่ที่ตนปล่อยออกไปทั้งหมดสูญสิ้น ลูกตาดำก็พลันหดเล็กลงทันที รีบเปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ แสงกระบี่ที่คล้ายกับสายฟ้าสีม่วงกลับไม่ได้ปรากฏอีกครั้ง
เขาชะงักค้าง จากนั้นก็เห็นแขนข้างหนึ่งหลุดขาด ในกำมือยังคงถือกระบี่ยาวแสงม่วงเล่มหนึ่งอยู่ ลอยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
บริเวณที่แขนขาดมีโลหิตสดไหลหยดลง พรมลงบนพื้นหิมะสีขาวสะอาด
ร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎขึ้นอีกครั้ง มือขวาถือกระบี่วิญญาณมังกรมรกต มองดูคู่ต่อสู้ของตนอย่างสงบนิ่ง
ตอนนี้เองเยี่ยนซ่านถึงได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ส่งผ่านมาจากต้นแขนขวา ครั้นก้มศีรษะลงไปมอง มือขวาที่เขาถือกระบี่อยู่ถูกเยี่ยนจ้าวเกอฟันขาดด้วยกระบี่เดียวแล้ว!
กระบี่นี้ของเยี่ยนจ้าวเกอรวดเร็วยิ่ง ถึงขั้นที่เยี่ยนซ่านไม่ทันจะสัมผัสได้ ก็ถูกกระบี่ตัดแขนขาดเรียบร้อยแล้ว!
เยี่ยนซ่านร้องอย่างน่าเวทนา มือซ้ายกุมปากแผลที่ต้นแขนขวา ร่างถอยโซซัดโซเซไปข้างหลัง
กระทั่งถึงตอนนี้ คนอื่นที่มุงดูอยู่โดยรอบถึงได้เหมือนเพิ่งตื่นจากความฝัน แต่กลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด
ในสายตาของผู้คนเกือบทั้งหมด เบื้องหน้ามีเพียงความขมุกขมัวเท่านั้น ราวกับว่ามีประกายกระบี่สองวิถี ม่วงและเขียวสว่างวาบ
จากนั้นก็เห็นแขนข้างหนึ่ง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า!
ตอนที่ประมือ คล้ายกับว่ามีระยะเวลาแค่พริบตาเดียวเท่านั้น
เยี่ยนหมิ่นและคนอื่นเบิกตาโพลง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ เหตุการณ์ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้
“ความห่างชั้นระหว่างข้ากับเจ้านั้นใกล้กันยิ่ง” เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางเยี่ยนซ่านที่ล้มอยู่บนพื้นด้วยความสงบนิ่ง “แล้วอย่างไรเล่า”
เยี่ยนซ่านใช้มือห้ามเลือดตนเองอย่างเร่งด่วน
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความรู้สึกยากจะปักใจเชื่อ
ถึงแม้ว่าจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์จะป่าวประกาศอย่างภาคภูมิใจเสมอมา ว่าวิชาวรยุทธ์ทั่วหล้ายิ่งว่องไวก็ยิ่งมีชัย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มีระดับวรยุทธ์เท่ากันจะไร้เทียมทานจริงๆ
เป็นที่รู้กันดีในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกว่า ศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์เอาเปรียบผู้สืบทอดดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ไปไม่น้อย ทว่าก็เสียเปรียบไม่น้อยเช่นกัน
เคยมีศิษย์เขาไร้พรมแดนกล่าวติดตลกเอาไว้ว่า ตำหนักอัสนีสวรรค์มีความคมกริบแค่เพียงยามเพิ่งลงมือเท่านั้น หากไม่สามารถเอาชนะได้อย่างรวดเร็ว ภายหลังก็เป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อย
ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับใช้ความแข็งแกร่งเอาชนะความแข็งแกร่งได้ เอาชนะกระบี่ออกจากฝักและความเร็วที่เยี่ยนซ่านภาคภูมิใจมากที่สุดไปได้!
นี่ต่างหากเป็นสิ่งที่เยี่ยนซ่านยากจะยอมรับได้!
ไม่เพียงแค่พ่ายแพ้ ทว่ายิ่งพ่ายแพ้ยับเยิน!
เยี่ยนหมิ่นและคนของตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าวคนอื่นๆ ยิ่งหน้าซีดดุจขี้เถ้า
เพราะเยี่ยนซ่านคือจอมยุทธ์อัจฉริยะ ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าวของรุ่นนี้!
เขาที่ผ่านการอบรมบ่มเพาะจากตำหนักอัสนีสวรรค์ ยิ่งเป็นหนึ่งในบุคคลที่เป็นอัจฉริยะที่สุด ในบรรดารุ่นเยาว์ของตำหนักอัสนีสวรรค์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อัสนีพิภพ
เขาซึ่งเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น อย่าได้กล่าวว่าจอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนเกาะจ้าวระดับวรยุทธ์เดียวกันจะไร้ผู้เทียมทาน กระทั่งแม้แต่จอมยุทธ์ตระกูลเยี่ยนที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะกลางต่างก็ต้องยอมศิโรราบ
ถึงกระนั้นบุตรสวรรค์ที่เป็นที่โปรดปรานเช่นนี้ เพียงช่วงพริบตาเดียว ก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนปราชัย!
………………..
[1] ชื่อของคน เงาของต้นไม้ หมายถึง ชื่อเสียงมีมาก ผู้เล็กผู้น้อยก็สามารถมาพึ่งพิงบารมีของคนผู้นั้นมาปกป้องตนเองได้ เงาต้นไม้มีมากก็ให้ความร่มเย็นกับกลุ่มผู้ประสบกับความร้อนผ่าวได้
บทที่ 139
ไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนของตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าว จอมยุทธ์ชุดดำของตระกูลเยี่ยนจากเกาะนภากลางกลุ่มหนึ่งตามเยี่ยนจ้าวเกอมา ก็เผยสีหน้าตื่นตระหนกเช่นกัน
การที่ศิษย์ตำหนักอัสนีสวรรค์ประลองกับผู้อื่น หากภายในไม่กี่กระบวนท่าก็รู้ผลแพ้ชนะ อย่างไรผู้ชนะก็ต้องเป็นจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์แน่อยู่แล้ว
ยิ่งเวลายืดเยื้อออกไปนานเท่าไร โอกาสชนะของจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ยิ่งต่ำลง หากจะชนะก็ต้องชนะให้ไว ในกรณีที่แพ้ให้แก่คู่ต่อสู้ โดยปกติแล้วล้วนเกิดขึ้นหลังจากการสู้รบด้วยความยากลำบากอย่างยาวนานจนพ่ายแพ้
หากไม่ใช่เพราะคู่ต่อสู้กดดันด้วยระดับขั้น นานเท่าใดแล้วที่โลกแปดพิภพไม่ได้พบเจอจอมยุทธ์ตำหนักอัสนีสวรรค์ ถูกศัตรูระดับขั้นเดียวกันโค่นอย่างรวดเร็วเช่นวันนี้
เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน บัดนี้แขนขวาที่ขาดของเยี่ยนซ่านเพิ่งร่วงลงมาจากกลางอากาศ
มือขวาที่ขาดของเขายังคงกำกระบี่อัสนีทองคำม่วงเอาไว้แน่น มันมีจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม ฉุดลากแขนขาดของเยี่ยนซ่านด้วยตัวมันเอง ก่อนจะลอยไปหาเจ้าของ
ทว่าขณะกระบี่อัสนีทองคำม่วงเพิ่งจะขยับ กระบี่วิญญาณมังกรเขียวของเยี่ยนจ้าวเกอก็ยกขึ้นไปแล้ว แสงสีเขียวส่องสว่างวาบครั้งเดียว ก็หยุดยั้งกระบี่อัสนีทองคำม่วงเอาไว้ได้
จากการสั่นสะเทือนของปราณจิตรา นิ้วมือทั้งห้านิ้วของแขนข้างที่ขาดกางออกโดยธรรมชาติ ปล่อยด้ามกระบี่ลง
เยี่ยนซ่านจ้องมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความโกรธแค้น “เจ้า…”
เยี่ยนจ้าวเกอย่อมทำหน้าตาเฉย ปลดกระบี่อัสนีทองคำม่วงด้วยกระบี่วิญญาณมังกรมรกต
ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสของเยี่ยนซ่าน จึงไม่สามารถรวบรวมพลังจิตได้ ทำให้เชื่อมประสานกับกระบี่อัสนีทองคำม่วงได้ไม่ลื่นไหลนัก แม้มันอยากจะกบฏ แต่ก็ถูกกระบี่วิญญาณมังกรมรกตปราบปรามได้อย่างสบายๆ
ชายหนุ่มกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “เจ้าเคราะห์ดี กลับไปจงอย่าลืมขอบคุณคุณชายหลินโจวเสียล่ะ”
เยี่ยนซ่านได้ยินเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะงุนงง กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้สนใจเขาอีกต่อไป ครั้นเก็บกระบี่อัสนีทองคำม่วงแล้ว ชายหนุ่มก็หันกายเดินกลับไปหาดอกไม้เมฆาวิญญาณ พลางโบกไม้โบกมือไปทางอาหู่
อาหู่ยิ้มหัวเราะชั่วร้าย แล้วเดินไปทางกลุ่มคนของเยี่ยนหมิ่นพร้อมกับบรรดาจอมยุทธ์ชุดดำคนอื่นๆ
เยี่ยนหมิ่นและคนอื่นๆ มีสีหน้าซีดขาว เพิ่งจะคิดออกถึงคำพูดที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวไว้ก่อนหน้า อยากจะต่อสู้ดิ้นรนต่อต้าน จะต้องเป็นคู่ต่อสู้ของอาหู่และคนอื่นๆ อีกหรือ
เยี่ยนจ้าวเกอเด็ดดอกไม้เมฆาวิญญาณเก็บไปโดยสนใจแต่ตนเองเท่านั้น ไม่สนใจเสียงร้องห่มร้องไห้เหมือนผีสางหมาป่าพักหนึ่งของคนตระกูลเยี่ยนจากเกาะจ้าว และไม่สนใจเยี่ยนซ่านที่มีสีหน้าพักหนึ่งซีดเขียวพักหนึ่งซีดขาว
เยี่ยนซ่านและคนอื่นๆ หนีไปอย่างจนตรอก ทิ้งโลหิตสดนองพื้นเอาไว้
ชายชราผู้นั้นที่กำลังดูแลเยี่ยนหมิ่น ก่อนที่เขากำลังจะจากไป ก็พลันกล่าวโดยไม่คำนึงถึงสีหน้าอันน่าอับอายของเยี่ยนซ่าน “คุณชายฟ้าคำรนก็อยู่ที่ภูเขาหิมะพันผูกบูรพาแห่งนี้เช่นกัน!”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ ทำให้ชายชราผู้นั้นผิดหวังอยู่บ้าง
อาหู่กลับถึงข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ
“คุณชายขอรับ ในตอนที่เยี่ยนซ่านนั่นเพิ่งจะลงมือ เห็นได้ชัดว่ามีจิตสังหารแรงกล้าต่อท่าน…”
เยี่ยนจ้าวเกอรวบรวมดอกไม้วิญญาณ พลางพูดไปด้วย “ปล่อยเขากลับไปยังเป็นประโยชน์อยู่เล็กน้อย แขนข้างที่ขาดแล้วของเขา เขานำไปด้วยแล้วใช่หรือไม่”
อาหู่กล่าวตอบว่า “นำไปแล้วขอรับ หากจัดการได้ทันกาล ยังมีความเป็นไปได้ที่จะเชื่อมกลับไปได้ เพียงแต่ว่าในฐานะจอมยุทธ์แล้ว แขนขวายากยิ่งที่จะมีประโยชน์สำคัญต่อไปได้อีก”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไม่เป็นไร เขาฝึกกระบี่ หากมือซ้ายไม่ได้ ยังมีโอกาสที่จะฝึกกระบี่มือขวาได้”
อาหู่เกาศีรษะ “คุณชาย”
“ตอนที่ข้าจดจ่อฝึกฝนอยู่ที่เขานิมิตเมฆ เจ้ารับส่งข่าวสารเหมือนอย่างเช่นปรกติ จากนั้นรวบรวมรายงานข้า” สายตาเยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองเล็กน้อย “เรื่องเกี่ยวกับตำหนักอัสนีสวรรค์ มีข่าวสารอันใดที่ควรแก่การให้ความสนใจหรือไม่”
ชายร่างใหญ่ได้สติ “เมื่อครู่คุณชายเอ่ยถึงคุณชายหลินโจว…”
หลินโจว บุคคลอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตำหนักอัสนีสวรรค์อีกคน ที่ถูกเอ่ยนามรวมๆ ว่า ‘ฟ้าแลบฟ้าร้อง’ โดดเด่นเช่นเดียวกับเยี่ยนซ่าน
ขณะเดียวกัน ฐานะสังคมของเขาก็ไม่ธรรมดา บิดาของเขาก็คือผู้อาวุโสใหญ่ที่มีตำแหน่งอำนาจสูงในตำหนักอัสนีสวรรค์
ในการประชุมผ่านภาเมื่อสามปีก่อน หลินโจว เยี่ยนจ้าวเกอ และคนอื่นๆ ได้รับสมญานามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุค โดยหลินโจวได้ชื่อเล่นว่าคุณชายฟ้าคำรน
แตกต่างกับสวีเฟย ลู่เวิ่น และเยี่ยนจ้าวเกอจากสำนักเขากว่างเฉิง หรือถังหย่งฮ่าว เซียวเซิง และเฉาหยวนหลงจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ที่แต่ละคนต่างก็มีฝีมือยอดเยี่ยมเหนือกว่าคนในแต่ละรุ่น
หลินโจวและเยี่ยนซ่านมีอายุเท่ากันอย่างแท้จริง ทั้งสองประมือกันตั้งแต่เด็กเป็นเวลาสิบกว่าปี จนกระทั่งถึงตอนนี้
เหนือพวกเขาประกอบไปด้วยผู้อาวุโสสองคนของตำหนักอัสนีสวรรค์ และทั้งคู่ก็เป็นคู่ต่อสู้กันเช่นเดียวกัน
ก็เหมือนเช่นหวงซวี่ หัวหน้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ กับจรัสแสงรุ่นปัจจุบัน และฟางจุ่นกับเยี่ยนตี๋ในปัจจุบัน
บิดาของหลินโจวกับท่านอาจารย์ของเยี่ยนซ่าน ก็แข่งขันภายในตำหนักอัสนีสวรรค์เพื่อรับตำแหน่งเจ้าตำหนักมาโดยตลอด
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “บิดาของหลินโจวตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในการแข่งขันมาโดยตลอด อีกทั้งยังตกเป็นเบี้ยล่างอย่างชัดเจนอีกด้วย หากไม่เกิดเหตุการณ์เหนือความคาดหมายอะไรละก็ มีความเป็นไปได้อยู่แปดส่วนที่อาจารย์ของเยี่ยนซ่านจะมีชัยชนะ โดยที่ไม่นานนักก็จะเห็นผลได้อีกด้วย”
“หากเป็นเช่นนี้แล้ว เยี่ยนซ่านรนหาที่ตาย ข้าก็ไม่ถือสาที่จะช่วยเขาให้สมปรารถนา”
“เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลินโจวก็คงไม่อาจพูดได้ว่าเป็นที่หนึ่งของคนรุ่นเยาว์แห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ แต่ในบรรดาเหล่าศิษย์อาจารย์ของเยี่ยนซ่านเอง ก็ยากลำบากยิ่งที่จะหาศิษย์ด้อยอาวุโสที่จะตีเสมอหลินโจวได้ในเวลาอันสั้น”
“แม้ว่าผลจะมีจำกัด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เพิ่มน้ำหนักให้แก่บิดาของหลินโจวสักหน่อย คงไม่ถึงขั้นที่จะพ่ายแพ้ได้ง่ายดายเช่นนั้น”
ตำหนักอัสนีสวรรค์ยังติดขัดเรื่องข้อพิพาทภายใน เช่นนั้นก็ยิ่งจะถกเถียงกันได้ง่าย นั่นดีต่อเขากว่างเฉิง
อาหู่พยักหน้าด้วยความเข้าใจแจ่มแจ้ง “แต่ในระยะนี้ สถานการณ์การแข่งขันภายในตำหนักอัสนีสวรรค์ดูเหมือนกับเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันขอรับ”
“บิดาของหลินโจวปล่อยหมัดเด็ดออกมาอย่างต่อเนื่อง ค่อยๆ พลิกสถานการณ์เป็นรองกลับมา อำนาจวาจาและอิทธิพลพุ่งสูงขึ้นเป็นเส้นตรง ถึงขั้นมีแนวโน้มที่จะครองความได้เปรียบในภายหลัง”
“หลินโจว คุณชายฟ้าคำรนเองก็มีพลังฝึกปรือสูงขึ้นอย่างฉับพลันเช่นกัน ทิ้งเยี่ยนซ่านที่กาลก่อนหน้าพอฟัดพอเหวี่ยงกันมาโดยตลอดไว้เบื้องหลัง”
“สถานการณ์การแข่งขันเลวร้ายลงแล้ว บิดาของหลินโจวครองความได้เปรียบส่วนมาก แม้อาจารย์ของเยี่ยนซ่านจะเปลี่ยนทิศทางเยี่ยนซ่านอีกครั้ง แต่การแข่งขันก็ยิ่งไม่มีประโยชน์แล้ว”
พอเด็ดเก็บดอกไม้เมฆาวิญญาณเสร็จ เยี่ยนจ้าวเกอก็นำมันเก็บรักษาเอาไว้อย่างระมัดระวัง “ไม่ผิด ระงับความแข็งแกร่งช่วยเหลือความอ่อนแอ ทำให้ทั้งสองฝ่ายรักษาสถานการณ์ได้ตลอด สำหรับพวกเราแล้ว ถึงจะเป็นผลลัพธ์ที่น่ายินดีที่สุดที่ได้พบเห็น”
“ส่วนเยี่ยนซ่าน เขารักษาอาการบาดเจ็บอย่างถี่ถ้วนก่อน แล้วจึงค่อยตั้งใจฝึกกระบี่มือซ้ายไปเถิด หลังจากฝึกได้ดีแล้ว คู่ต่อสู้คนแรกของเขาก็ยังคงเป็นหลินโจว”
เยี่ยนจ้าวเกอยกเปลือกตาขึ้น “ข้ามีลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง ถึงคนอื่นๆ ของเราจะเจตนาหรือไม่เจตนาในการอำนวยความสะดวกให้อาจารย์ของเยี่ยนซ่านก็ตาม แต่ความได้เปรียบของบิดาหลินโจวก็ยังคงจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี”
“ชีวิตที่เป็นสุขของอาจารย์และศิษย์เยี่ยนซ่าน มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว”
อาหู่ฉงนอยู่บ้าง “คุณชายขอรับ เพราะเหตุใดหรือ”
ชายหนุ่มกล่าว “ก็แค่ลางสังหรณ์เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะกล่าวได้ชัดเจนนัก”
เขานำภาชนะที่บรรจุดอกไม้เมฆาวิญญาณส่งให้กับอาหู่ “จัดการอย่างระมัดระวังเงียบๆ พยายามอย่าให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องตื่นตระหนก รีบส่งกลับไปเขากว่างเฉิงโดยเร็วที่สุด”
หลังจากอาหู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวว่า “เป้าหมายของข้าก็ชัดแจ้งเช่นกัน ง่ายนักที่จะเป็นจุดสนใจ ไม่สู้ให้คนอื่นส่งเสียดีกว่าขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “เจ้าจัดการให้เรียบร้อยก็แล้วกัน จำเอาไว้เพียงว่ามันสำคัญเป็นอย่างยิ่งก็พอ จงส่งให้กับมือของท่านพ่อข้า”
อาหู่รับปาก แล้วออกไปเตรียมการ
เยี่ยนจ้าวเกอมองเงาหลังของอาหู่ที่จากไป มีบางคำพูดที่เขาก็ไม่สะดวกที่จะกล่าวกับอาหู่ให้กระชัดจ่างชัดมากนัก
เกี่ยวกับการถือกำเนิดความแข็งแกร่งของบิดาหลินโจว แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้เพียงแค่สังหรณ์ใจ
หากผนึกรวมบางข่าวสารในมือมาดำเนินการวิเคราะห์ อันที่จริงเยี่ยนจ้าวเกอมีการคาดเดาที่มากยิ่งกว่า
“หลินโจว น่าสนใจ…” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเบาๆ ภายในใจเกิดความคิดมากมายชั่วขณะ
ในความทรงจำของเจ้าของร่างกายเดิม การประชุมผ่านภาเมื่อสามปีก่อน เยี่ยนซ่านปิดกั้นตนไม่ได้เข้าร่วม ทว่าหลินโจว คุณชายฟ้าคำรนกลับเคยพบกันต่อหน้ามาก่อน
เพียงแต่ว่าเบื้องหน้าเยี่ยนจ้าวเกอพลันปรากฏเงาของอีกสองคนขึ้น ซ้อนทับกับหลินโจวอย่างไม่ชัดเจนนัก
“กระจายแยกกันค้นหาเขาหิมะพันผูกบูรพาอย่างละเอียด หาก ‘อัสนีฟาดฟ้าคำรน’ ของตำหนักอัสนีสวรรค์ปรากฏตัวอยู่ในสถานที่และเวลาเดียวกัน ที่นั่นต้องมีปัญหาเป็นแน่” หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ครั้นคืนสติจากภวังค์ก็กล่าวสั่งผู้ติดตามที่เดินทางมาด้วย
บทที่ 140
ขอบเขตพื้นที่ภูเขาหิมะพันผูกบูรพากว้างใหญ่ไพศาล ทว่าเรื่องพิเศษที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจ สุดท้ายแล้วก็ยังคงมีจำกัด
หลังนั้นไม่นานนัก จอมยุทธ์ชุดดำที่เดินทางติดตามมาก็รายงานกลับมาว่า บริเวณกลุ่มเทือกเขาทางตอนใต้มีการไหลเวียนพลังปราณที่ผิดปกติ
คล้ายกับว่ามีค่ายกลวิญญาณหนึ่งอยู่รางๆ ทว่ากลับแข็งแกร่งยิ่งใหญ่อย่างมาก
เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่เร่งไปยังทิศนั้นในทันใด หลังจากเข้าใกล้กลุ่มเทือกเขานั้นแล้ว ชายหนุ่มก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “คาดไม่ถึงเลยว่าจะมีค่ายกลวิญญาณขนาดมหึมาอยู่ค่ายหนึ่งจริงๆ”
ครั้นสัมผัสมันอย่างละเอียด เขารู้สึกได้ว่าระดับความแข็งแกร่งของมันกำลังเริ่มจากต่ำไปสูง อยู่ในระหว่างการเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
อาหู่ยิ้มกว้างพลางกล่าวว่า “คุณชาย การผันแปรพลังเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะมีคนวางค่ายกลอยู่ที่นี่ แต่มันเป็นค่ายกลโบราณที่มีอยู่มาช้านานต่างหาก! ยามปกติจะหลบซ่อนโดยสิ้นเชิง ยากที่ผู้คนจะสัมผัสได้ ตอนนี้หลังจากได้รับความกระทบกระเทือน ค่ายกลวิญญาณเพิ่งเริ่มทำงาน พลังเพิ่มสูงขึ้น คล้ายกับว่าสุทดท้ายแล้วจะค่อยๆ แตะถึงจุดสูงสุด”
ชายร่างใหญ่ประกบมือใหญ่ถูกัน ยิ้มจนเห็นฟัน ทว่าไม่เห็นดวงตา “มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่านี่คือยอดฝีมือผู้อาวุโสที่ล่วงลับไปแล้ว ทิ้งซากถ้ำเทพสถิตไว้ คราวนี้โชคเข้าข้างพวกเราแล้ว ประจวบเหมาะพอดี เป็นการมาเร็วไม่สู้มาได้ถูกจังหวะเสียจริงๆ ขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสความผันแปรของค่ายกลอย่างละเอียด ภายในใจค่อยๆ เข้าใจกระจ่างชัด “หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ซากวัตถุที่ผู้คนในโลกแปดพิภพทิ้งไว้ไม่นับว่าเก่าแก่มากนัก อย่างน้อยก็ยังไม่ได้นานกว่าจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง คนที่ทิ้งซากวัตถุเอาไว้ น่าจะยังไม่ถึงระดับขั้นศักดิ์สิทธิ์ แต่ค่ายกลวิญญาณนี้ก็มีความรู้ซึ้งอยู่หลายส่วน เก็บซ่อนเอาไว้ไม่ปล่อยออกมา”
“แม้ว่าตอนนี้ได้รับความกระทบกระเทือนแล้ว ความผันแปรของพลังปราณก็ยังคงจำกัดขอบเขตอยู่ระหว่างยอดเขาหลายลูกใกล้ๆ นี้ หากข้าไม่ได้ส่งคนกระจายค้นหาไปทั่วทั้งสี่ทิศเป็นการพิเศษแล้วนั้น ระยะห่างไกลออกไปก็หมดหนทางค้นพบแล้ว”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ภายในใจ ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองอาหู่ที่ดีอกที่ใจอยู่แวบหนึ่ง “เจ้าก็พูดแล้ว ว่ามีคนสัมผัสซากวัตถุ ค่ายกลถึงได้เริ่มทำงาน นี่อธิบายได้ว่ามีคนฝีเท้าเร็วไปถึงก่อน”
อาหู่ยิ้มซื่อ “มีคนฝีเท้าเร็วไปถึงก่อน คุณชายก็ครองภายหลังได้นี่ขอรับ”
“เยี่ยนซ่านบาดเจ็บหนักถอยร่นไป เกินว่าครึ่งเป็นหลินโจว คุณชายฟ้าคำรนใช่หรือไม่ขอรับ”
เขาประกบมือใหญ่ถูกัน “ซากถ้ำเทพสถิตเช่นนี้ แม้จะเก่าแก่ ทว่าเกินครึ่งก็มีกลอุบายป้องกันเช่นกัน ถึงหลินโจวจะเข้าไปก่อน การจะถอดกลอุบายป้องกันเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เท่ากับปัดกวาดทางแทนพวกเราด้วยซ้ำไป”
“คุณชายขอรับ ค่ายกลวิญญาณโคจรไปได้ไม่นาน พวกเร่งรีบเข้าไปข้างในยังคงทันกาลอยู่ ไม่เช่นนั้นอาจจะถูกสกัดกั้นอยู่ข้างนอก”
เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลง พร้อมทั้งครุ่นคิดเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ไปดูก่อนค่อยว่ากัน”
บรรดาจอมยุทธ์ชุดดำหยุดอยู่โดยรอบ เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ก็รุดหน้าต่อไป ตามเส้นพลังปราณไปจนหาศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณพบ ซึ่งกลับเป็นถ้ำน้ำแข็งแห่งหนึ่ง
ครั้นตรวจสอบโดยรอบจนแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครดักซุ่มอยู่ด้านหลัง เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ก็เข้าไปภายในถ้ำพร้อมกัน
พลังค่ายกลวิญญาณแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มตัดขาดออกจากโลกภายนอก
ชายหนุ่มกลับไม่ค่อยกังวลกับทางด้านหลังที่ถูกตัดขาดไปแล้วนัก ขอเพียงแค่ยึดกุมศูนย์กลางค่ายกลได้ อยากจะออกไปก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากแต่อย่างใด
ภายในถ้ำน้ำแข็งมีอันตรายอยู่แทบจะทุกย่างก้าว เล่ห์กลกระจายตัวอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่จำเป็นต้องตื่นตัวขึ้นมา
ทะลุผ่านอุโมงค์น้ำแข็งหนาวเหน็บที่ยาวเหยียด สุดทางอุโมงค์ ทั้งสองเหมือนกับเข้าไปในห้องโถงใหญ่ห้องหนึ่ง
“คุณชาย ระวัง!” สีหน้าอารมณ์อาหู่เคร่งขรึมจริงจัง ไม่เห็นรอยยิ้มหัวเราะสนุกสนานเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ สายตาจดจ้องอยู่กับหมอกหนาวเย็นที่หนาแน่นอยู่เบื้องหน้า
หมอกปกคลุมไปทั่วทั้งสี่ทิศ ทำให้พื้นที่ว่างคล้ายกับมีความรู้สึกสับสนปนเป
เขายึดทิศทางหนึ่งเพื่อเดินไปข้างหน้า ทว่าเดินออกไปเป็นระยะทางไกลมาแล้ว ทว่ากลับไม่ชนผนังโถงใหญ่เลย ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
ภายใต้หมอกเย็นปกคลุม พื้นที่ห้องโถงใหญ่นี้ ราวกับเปลี่ยนเป็นกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งคล้ายกับเปลี่ยนเป็นเขาวงกตที่สลับซับซ้อน
อาหู่ตามติดอยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ห่างไปแม้เพียงนิ้วเดียว
ตรงหน้าตลบอบอวลไปด้วยหมอก การมองเห็นของเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงขั้นมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้า ทว่าก็เห็นได้เพียงแค่ระยะทางที่จำกัดอย่างยิ่งยวดเช่นกัน
ทันใดนั้น พื้นน้ำแข็งใต้ฝ่าเท้าของทั้งสองนั้นก็สั่นไหวขึ้นมาพร้อมกัน ท่ามกลางหมอกเย็นนั้น เงาร่างขนาดมหึมาวับวาบกว่าสิบเงาก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดินอย่างช้าๆ
องครักษ์ผลึกน้ำแข็ง มนุษย์ร่างยักษ์ที่ประกอบรวมมาจากน้ำแข็งและหิมะ
ร่างกายที่ประกอบมาจากน้ำแข็งและหิมะนี้สูงใหญ่แข็งแรง พลังอันรุนแรงที่แผ่ซ่านออกมาจากศีรษะจรดปลายเท้า แม้ว่าการเคลื่อนไหวจะแข็งทื่อสักเล็กน้อย ทว่าพลังที่หนาหนักภายในนั้น ทำให้ผู้คนไม่กล้าดูถูกแม้แต่น้อย
องครักษ์ผลึกน้ำแข็งเหล่านี้แม้จะไม่มีปราณจิตราอยู่เลย กระนั้นพลังอันน่าหวั่นเกรง พลังทำลายล้างที่แฝงอยู่ในร่างกายกลับเหนือยิ่งกว่ากายเลือดเนื้อของมนุษย์
พวกมันกำเนิดมาจากค่ายกลวิญญาณและหมอกเย็น แม้ว่าจะถูกทำลายเสียหาย แต่หากผ่านการฟักตัวสักระยะหนึ่งแล้ว ก็ยังสามารถกำเนิดขึ้นใหม่จากภายในหมอกเย็นได้
เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วเล็กน้อย “ที่แท้ก็คือซากวัตถุถ้ำเทพสถิตของการุณยบุรุษนี่เอง”
อาหู่พยักหน้าต่อเนื่อง “เขาวงกตหมอกเย็น ผลึกแก้วพิทักษ์ แน่นอนว่าเป็นความชำนาญของการุณยบุรุษในอดีต”
ในตอนที่การุณยบุรุษยังมีชีวิตอยู่ ระยะเวลาจนถึงปัจจุบันก็เป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้ว เพียงแต่สมัยก่อนก็มีชื่อเสียงไม่น้อยเช่นกัน ทิ้งเหลือเรื่องเล่าตำนานเอาไว้มากมาย ให้คนรุ่นหลังได้รำลึกถึง
ซึ่งเรื่องราวที่มีสีสันตำนานมากที่สุด ก็เคยมีเล่าลือกันมาว่าในมือการุณยบุรุษกุมเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ชิ้นหนึ่ง
ผู้คนเล่าว่านั่นเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ และประสบเคราะห์เพราะวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
ถึงกระนั้นแม้จะเป็นเศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ก็มีพลังที่แก่กล้ายิ่งใหญ่มากนัก
หากไม่นับพลังของมัน กล่าวเพียงในพื้นฐานของวัตถุดิบแล้ว ก็เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
ในตอนนั้นเนื่องด้วยเรื่องนี้ การุณยบุรุษยังเคยถูกล้อมโจมตี เขาฝ่าวงล้อมหลีกหนีได้อย่างยากลำบาก หลังจากนั้นจึงเสาะแสวงหาพื้นที่อยู่อย่างสันโดษ ไม่ปรากฏตัวบนโลกอีกเลย
“ที่แห่งนี้ดูไปแล้วก็คือพื้นที่สันโดษของการุณยบุรุษ” อาหู่ไม่ตื่นตกใจ ทว่ารู้สึกยินดีนัก “คุณชาย เศษชิ้นส่วนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เล่นๆ เลย คราวนี้ช่างโชคดีจริงๆ ขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอคิดแล้วคิดอีก “หากการุณยบุรุษไม่ได้เหยียบบรรลุขั้นศักดิ์สิทธิ์ จนถึงปัจจุบันก็น่าจะถึงแก่กรรมไปเสียตั้งนานแล้ว”
อาหู่อ้าปากหวอ “หากเขากลายเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว อารมณ์ไหนถึงยังอยู่อย่างสันโดษเล่า”
กล่าวไปพลาง หมัดอาหู่ก็ต่อยองครักษ์ผลึกแก้วตัวหนึ่งที่เข้าใกล้เข้ามาจนแตกกระจุย “ข้าอยู่ตรงนี้สกัดไว้เอง คุณชายมีวิธีปลดกลอุบายหมอกน้ำแข็งนี้หรือไม่ขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “ปลดกลหมอกน้ำแข็งไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ปลดออกแล้วไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยแต่อย่างใด”
“ข้าสังเกตดูแล้ว ที่แห่งนี้น่าจะแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นหนึ่งเป็นน้ำแข็งหนาวเย็น อาศัยสภาพแวดล้อมส่วนนอกของเขาหิมะพันผูกบูรพา ส่วนอีกชั้นส่วนมากเป็นโลกใบหนึ่งที่ห้อมล้อมไปด้วยเพลิงลุกโชน เป็นไปได้มากยิ่งว่าลึกลงไปอีก อาศัยปราณเพลิงจากชีพจรดิน ไม่แน่ว่าอาจจะมีหินหนืดอยู่ใต้ดินด้วย”
อาหู่ตื่นตัว “อ้อ ใช่แล้วขอรับ ในตอนนั้นการุณยบุรุษถูกผู้คนสรรเสริญเยินยอว่าฝึกฝนควบทั้งน้ำแข็งและเพลิง”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “เดินหน้าไปพร้อมกับข้า ข้าทำลายค่ายกล ส่วนเจ้าคุ้มกัน”
ชายร่างใหญ่ยิ้มอย่างซื่อตรง ก่อนจะกล่าวว่า “ขอรับ คุณชาย”
ทั้งสองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก เริ่มลงมือในทันที
ทว่าในขณะเดียวกัน ก็มีคนจดจ้องเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่อย่างเงียบๆ
นั่นคือชายหนุ่มรูปงาม มีอุปนิสัยเปิดเผยคนหนึ่ง สีหน้าอารมณ์ของเขาสงบเงียบ สวมเสื้อผ้าคล้ายกับเยี่ยนซ่าน อันเป็นการแต่งกายของศิษย์สืบทอดหลักแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์
ถ้าหากเยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่อยู่ตรงนี้ ย่อมรับรู้ฐานะของชายหนุ่มผู้นี้ได้ในทันที
คุณชายฟ้าคำรน หลินโจว!
พื้นที่ที่หลินโจวยืนอยู่ในขณะนี้ ครึ่งหนึ่งเป็นเพลิงลุกโชน ครึ่งหนึ่งเป็นน้ำแข็งหนาวเย็น พลังปราณรวมตัว เห็นได้ชัดว่าเป็นบริเวณที่ศูนย์กลางค่ายกลวิญญาณ ที่อยู่อาศัยเดิมของการุณยบุรุษ
เขาแทรกซึมเขตแดนลวงตาที่ลอยอยู่กลางอากาศ จ้องมองเยี่ยนจ้าวเกออยู่
“เยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง…” หลินโจวพึมพำกับตนเอง “ไหนข้าดูสิ ว่าเจ้าเป็นคนเช่นเดียวกับข้าหรือไม่”