131-135

บทที่ 131
การที่ประสบกับอุปสรรคจากน้ำมือของเยี่ยนจ้าวเกอและซือคงจิงอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ ทำให้บรรดาศิษย์เขาไร้พรมแดนมีใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

แพ้ชนะนั้นล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน หลังจากเสียเปรียบด้วยน้ำมือเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว กลับยังต้องพึ่งพาคนอื่นให้ช่วยเหลือฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของตนอีก จึงยิ่งทำให้กลุ่มคนของจี้ฮั่นหรูรับไม่ได้

ต่อให้อยากจะหาโอกาสกลับคืนมาอีกครั้ง ต่างก็มีความรู้สึกว่าเป็นไปได้ยากแล้วอยู่บ้าง

ถึงแม้จ้าวฮ่าวจะไม่ได้พูดจา หรือกระทำการให้ผู้อื่นชอบแต่อย่างใด ทว่าในที่สุดบัดนี้ศิษย์เขาไร้พรมแดนก็ได้รับชัยชนะไปอีกขั้น ทำให้ความคับแค้นภายใจของทุกๆ คนพลันผ่อนคลายในทันที

“เขาบอกว่ามีสองวิธี ใครจะไปรู้ว่าเป็นการสร้างเรื่องตบตา เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับเขากว่างเฉิงของเขาหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วมีเพียงแค่วิธีนี้วิธีเดียว”

มีศิษย์เขาไร้พรมแดนกล่าวด้วยความเกลียดชัง

“ต่อให้ไม่ใช่ ต่อให้มีวิธีอื่นจริงๆ ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว” ใบหน้าคนที่อยู่ข้างๆ คนหนึ่งเผยรอยยิ้มออกมา “วิธีที่ศิษย์สำนักเราเสนอขึ้น ทำให้สายแร่ฟื้นฟูได้เกินแปดส่วนจนใกล้เก้าส่วน ไม่ด้อยไปกว่าวิธีของเขาเลย ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เหตุใดพวกเราจะต้องขอความช่วยเหลือคนนอกอีกคนหนึ่งด้วย”

ศิษย์เขาไร้พรมแดนรอบๆ ทยอยผงกศีรษะตามกัน “ไม่ผิดหรอก เป็นเช่นนี้แหละ คราวนี้เยี่ยนจ้าวเกอตัดสินใจผิดเสียแล้ว”

สีหน้าจี้ฮั่นหรูเคร่งขรึมจริงจัง ไม่ได้ดีใจมากแต่อย่างใด ถึงอย่างไรเขาก็พ่ายแพ้ต่อเยี่ยนจ้าวเกออย่างแท้จริง และตอนนี้ต้องให้ศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักใหม่คนหนึ่งมาช่วยกู้หน้าให้กับสำนัก

ถึงกระนั้นเขาในฐานะหนึ่งในผู้นำรุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดนคนหนึ่ง หากอยากจะล้างตา มีเพียงหนทางเดียวคือภายหลังต้องเอาชนะเยี่ยนจ้าวเกอด้วยมือตนเอง

ทว่าการที่สายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำสามารถฟื้นฟูได้ อีกทั้งยังไม่ต้องอาศัยแรงช่วยเหลือจากคนนอก ในฐานะศิษย์เขาไร้พรมแดน จี้ฮั่นหรูก็สบายใจไปเปราะหนึ่ง

แต่ไหนแต่ไรฟู่เอินซูก็ไม่ยับยั้งอารมณ์ความรู้สึกของตนอยู่แล้ว บัดนี้นางคิ้วขมวดเป็นปมแน่น

จ้าวหมิง จิ่งอวิ๋นจือ และคนอื่นๆ ต่างก็มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกังวลอยู่บ้าง

ครั้งนี้กลับโดยไร้ความดีความชอบ ทั้งยังถูกอีกฝ่ายเอาชนะอีก สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอที่ช่วงนี้ทุกอย่างราบรื่นมาโดยตลอด ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นการพ่ายแพ้ที่ใหญ่หลวงนักครั้งหนึ่ง

การแลกเปลี่ยนของเขากว่างเฉิงกับเขาไร้พรมแดนหลังจากนี้ ก็จะไม่มีความได้เปรียบอีกต่อไป ถึงขั้นเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

ส่วนฝั่งของเขาไร้พรมแดนก็มีความเห็นไม่ต่างกัน แม้ฝ่ายตนมีไมตรีต่อเขากว่างเฉิง ก็จะไม่รักษาน้ำใจช่วยเหลือเขากว่างเฉิงแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรสิ่งที่พวกเขาจะพิจารณาเป็นอันดับแรกตลอดไป ก็คือผลประโยชน์เขาไร้พรมแดนของตน

ท้ายที่สุดถึงแม้จะมีความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันก็ตาม ถึงอย่างนั้นตั้งแต่แรกจนถึงท้ายที่สุด ผู้ที่จะต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับการคุกคามของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็คือเขากว่างเฉิง เพราะพื้นที่ว่างในการพลิกหนีของเขาไร้พรมแดนนั้นมากกว่า

ซานสือเวิงก็เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจระดับสูงของฝ่ายที่มีไมตรีต่อกว่างเฉิงภายในเขาไร้พรมแดน ทว่าสำหรับปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งเขานิมิตเมฆ ต้องหวังให้ศิษย์สำนักตนแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างแน่นอน

ส่วนผู้อาวุโสจั่วที่เดิมก็ขับไล่เขากว่างเฉิงอยู่แล้วยิ่งดีอกดีใจ เขามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง บัดนี้สิ่งที่เขากังวลกลับเป็นปัญหาพลังความสามารถของชายหนุ่ม ที่เอาชนะจี้ฮั่นหรูไปได้แทน ส่วนสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ สถานการณ์ส่วนใหญ่ก็มีบทสรุปที่แน่นอนแล้ว

ขณะนี้จิตใจของผู้อาวุโสจั่วถึงขั้นย่ำแย่อยู่บ้าง เนื่องจากการกระทำครั้งนี้ของจ้าวฮ่าว สามารถเฟื่องฟูสายแร่ขึ้นมาได้ในชั่วพริบตาเดียว

นึกถึงลมปากที่แย่อย่างยิ่งของจ้าวฮ่าว ตั้งแต่แรกจนสุดท้ายไม่ยกคุณงามความดีให้แก่ผู้ใดเป็นแน่ ผู้อาวุโสจั่วจึงรู้สึกไม่ค่อยดีนัก

แต่ถึงอย่างนั้น ครั้งนี้ตนเองก็สามารถแบ่งเอาความดีความชอบได้อยู่บ้าง ผู้อาวุโสจั่วจึงเริ่มครุ่นคิดอย่างละเอียดว่าควรจะดำเนินการอย่างไรในสำนัก

เยี่ยนจ้าวเกอมองสถานการณ์มากมายที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้ พลางกะพริบตาปริบๆ

เขาระมัดระวังสายตาของจ้าวฮ่าวที่จดจ้องตนมาโดยตลอด

เมื่อเห็นสายตาเยี่ยนจ้าวเกอทอดมองมา จ้าวฮ่าวจึงกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ดูวิธีเจาะสำรวจของเจ้าแล้ว ข้าปรับเปลี่ยนแผนการดั้งเดิมของข้า ด้วยเหตุนี้จึงมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เป็นเจ้าเองที่สร้างผลลัพธ์ในตอนนี้ออกมา”

ผู้อาวุโสจั่วประสานมือคำนับไปทางฟู่เอินซู “ทำให้ท่านต้องลำบากถ่อเดินทางมาเสียเปล่า แต่ถึงอย่างไรสำนักเราก็ยังถือว่าเป็นพระคุณยิ่ง แม้ว่าจะไม่ใช้วิธีที่ศิษย์สำนักของท่านเสนอ แต่ในกระบวนการทั้งหมด เขาก็สร้างความดีความชอบเช่นกัน”

พอฟังคำกล่าวของผู้อาวุโสจั่วที่แสร้งทำเป็นใจกว้างแล้ว สีหน้าของฟู่เอินซูก็ทวีความอัปลักษณ์มากขึ้น เพียงแต่นางกลับไม่ได้พาลใส่อารมณ์กับเยี่ยนจ้าวเกอแต่อย่างใด เพียงจ้องแววตาของผู้อาวุโสจั่วเขม็ง แสดงความไม่เป็นมิตรมากขึ้นเรื่อยๆ

ดูจากท่าทางของนางแล้ว หากไม่ใช่เพราะผู้มีอำนาจแห่งเขาไร้พรมแดนทั้งสามคนอยู่ที่นี่ เกรงว่านางคงจะรื้อสายแร่วิญญาณลึกล้ำแห่งนี้ไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด

สายตาของจ้าวฮ่าวมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ‘วันนี้ เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นหนึ่งเท่านั้น!’

‘เจ้ากับเขากว่างเฉิงเบื้องหลังเจ้า สุดท้ายแล้วล้วนต้องพินาศในมือข้า ไม่ใช่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ตำหนักอัสนีสวรรค์ ไม่ใช่เขาไร้พรมแดนที่จัดการเจ้า แต่เป็นข้า!’

แม้ว่าคำพูดเหล่านี้จะไม่ได้กล่าวออกมา ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกได้ถึงความรู้สึกของจ้าวฮ่าวได้จากสายตานั้น

“มีทางหนีทีไล่อะไร ก็ใช้เสียตอนนี้เลยเถิด เก็บเอาไว้ก็ไม่ได้ใช้การเสียเปล่า”

ทันใดนั้นเอง เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันได้ยินเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างๆ ส่งเสียงหาตนเอง

มุมปากของชายหนุ่มกระตุกเล็กน้อย “จะมีทางหนีทีไล่อะไรได้อีกเล่า ไม่เห็นหรือว่าตอนนี้ข้าถูกตบหน้าจนดัง ‘เพียะ เพียะ’ เสียหน้าตลอดทางตั้งแต่เขานิมิตเมฆจนกลับเขากว่างเฉิงแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ย ‘อีกทั้งศิษย์น้องจ้าวแห่งเขาไร้พรมแดนนี่ ก็กลายเป็นวีรบุรุษของสำนักตัวเองไปแล้ว เจ้าคิดดูสิ คนนอกมาถึงอาณาเขตของตนแล้ว วางมาดเย่อหยิ่ง ชี้นิ้วสั่งการส่งเดช คนอื่นๆ ในสำนักกลับไม่รู้จะทำเช่นไรกับเรื่องนี้ ทำได้แค่เพียงมองคนนอกโอ้อวดแสนยานุภาพ ราวกับข่มเพลิงเอาไว้ในใจแต่กลับไม่มีกำลังพอจะช่วยเหลืออะไรได้

ทันใดนั้น ศิษย์รุ่นเยาว์คนหนึ่งก็ลอยออกมาปรากฏบนโลก นำเอาคลื่นที่โหมซัดสาดอย่างบ้าคลั่งมลายหายไป ทำให้ทั้งสำนักของตนลืมตาอ้าปากได้ ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาใหญ่ที่สำนักต้องเผชิญมาโดยตลอดได้เท่านั้น ทั้งยังหักหน้าคนนอกที่ก่อนหน้าภูมิอกภูมิใจเสียจนไม่เหลือชิ้นดี ให้ขายหน้าเสียจนต้องแทรกพสุธา ทำได้แค่เพียงไสหัวกลับไปอย่างเศร้าซึม

ส่วนศิษย์รุ่นเยาว์ท่านนี้ที่พลิกสถานการณ์กลับมา ต่อแต่นี้ไปก็จะเดินไปยังเส้นทางจุดสูงสุดในชีวิตของตน ทางสำนักให้ความสำคัญในการดูแล ทรัพยากรที่ดีที่สุดมีแนวโน้มจะมั่นคง ได้ตำราลับวิชาวรยุทธ์ที่ดีที่สุดอบรบสั่งสอน

อืม เป็นไปได้ว่าอาจจะยังมีศิษย์พี่หญิง ศิษย์น้องหญิงทั้งหลาย ชอบพอด้วยเหตุนี้อย่างไม่หยุดหย่อน”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มจาง “เป็นอย่างไร เรื่องเล่าปลุกเร้าเป็นอย่างยิ่งใช่หรือไม่ สะเทือนใจไปทั่วแปดพิภพเลยจริงๆ”

เฟิงอวิ๋นเซิงเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม พลางกวาดสายตามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง “ฟังแล้วดูแปลกๆ พิกล ท่านคิดถึงเรื่องสับสนอลหม่านเหล่านี้ได้อย่างไร”

นางมองดูเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วค่อยหันไปมองดูซือคงจิง “หากยึดตามที่ท่านพูดเช่นนี้ ยังเติมเสริมสิ่งนี้อีกใช่หรือไม่ แต่ไหนแต่ไรกับหญิงสาวที่มากับศัตรูผู้นั้น ไม่แอบมีใจให้ก็สงสัยใคร่รู้ หรือไม่ก็ไม่พอใจกับชัยชนะ แต่ต่อจากนี้ไปถึงอย่างไรใจดวงนี้ก็เกี่ยวพันกับคนคนนี้แล้ว”

ชายหนุ่มยิ้มพลางมองไปทางนาง “หืม เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ถือโอกาสทำตามแนวคิดอันแปลกประหลาดพิลึกของท่านดูน่ะสิ” เฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวด้วยความไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง “ท่านไตร่ตรองความคิดที่แปลกประหลาดเหล่านี้ออกมาได้ เช่นนั้นก็คิดเองเถอะว่าจะแก้ไขปัญหาเบื้องหน้านี้อย่างไร ท่านคิดจะทำเช่นที่กล่าวมาจริงๆ แล้วถูกผู้อื่นหักหน้าจนแทบจะต้องแทรกแผ่นดินหนี สุดท้ายก็ต้องไสหัวกลับอย่างเศร้าสร้อยเซื่องซึมอย่างนั้นรึ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน “มีคำกล่าวหนึ่งกล่าวว่า การระเบิดปะทุคือศิลปะ คือสัจธรรม คือความศรัทธา”

คำพูดประโยคนี้เสียงเบานัก จนเฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินไม่ชัดนัก “อะไรนะ”

พูดยังไม่ทันจบดี สายแร่บริเวณนั้นเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นมา!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขตแก่นแร่ซึ่งให้ความรู้สึกชนิดที่พลิกแม่น้ำคว่ำทะเล ราวกับจะระเบิดกระจุยไปจนเสียสิ้นทั้งหมด!

ผู้อาวุโสเสวียนสือตื่นตกใจ หยุดวิชาตัดชีพจรไหลทวนของจ้าวฮ่าวลงกลางคัน ปราบปรามการเปลี่ยนแปลงของสายแร่อย่างเต็มกำลัง

ขณะนี้ สายแร่ศิลาอสูรทั้งหมดก็เหมือนกับถังดินปืนขนาดมหึมาถังหนึ่งที่ถูกจุดไฟ!

……………
บทที่ 132
ผู้อาวุโสเสวียนสือควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำด้วยกำลังทั้งหมด ทว่าทั่วทั้งหลุมแร่ในขณะนี้คล้ายกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แล้ว

เคราะห์ดีที่ยังมีซานสือเวิงและผู้อาวุโสจั่วอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ผู้อาวุโสแห่งเขาไร้พรมแดนทั้งสามคนลงมือพร้อมกัน จึงทำให้สายแร่เสถียรขึ้นมาได้

อีกทั้งเรื่องที่ทำให้บรรดาคนของเขาไร้พรมแดนอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตาออกมาก็คือ การกระทำที่เยี่ยนจ้าวเกอกับจ้าวฮ่าวทำก่อนหน้านี้ ล้วนเปล่าประโยชน์ทั้งสิ้นไปเสียแล้ว

ผู้อาวุโสจั่วสูดลมหายใจเข้าลึก ควบคุมสติอารมณ์ของตนเองเอาไว้ สายตาทอดมองไปยังจ้าวฮ่าว แล้วถามด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

หัวคิ้วจ้าวฮ่าวขมวดเป็นปมแน่น จ้องสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำที่คล้ายกับเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ไม่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิงโดยที่ไม่ละสายตา

เขาไม่มีเวลาสนใจตอบคำถามของผู้อาวุโสจั่ว ถึงขั้นไม่สนใจว่าการเปลี่ยนแปลงของสายแร่ยังไม่สงบลงโดยสิ้นเชิง ปะทะอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ภูเขาสั่นแผ่นดินไหว ลงมือลูบคลำแก่นแร่ด้วยตนเอง

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง สีหน้าของจ้าวฮ่าวก็นิ่งงันอย่างรวดเร็ว “เปลี่ยนไปหมดแล้ว…วิธีหยุดการไหลเวียนของพื้นภูมิไม่เหมาะจะใช้การอีกต่อไปแล้ว หากใช้ก็เป็นการทำลายสายแร่อีกครั้ง!”

เขาหันกลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอทันที “นี่มันอะไรกัน…”

เยี่ยนจ้าวเกอพบว่าสายตาของจ้าวฮ่าวจดจ้องอยู่ แต่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด

สีหน้าท่าทางของเขาก็ตะลึงงันและแปลกใจเช่นกัน เพ่งพินิจสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำเบื้องหน้า และเดินหน้าเข้าไปตรวจสอบบริเวณแก่นแร่อย่างละเอียดบ้าง

หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เยี่ยนจ้าวเกอก็ส่ายหน้า “วิธีเจาะสำรวจของข้า ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แล้วเช่นกัน”

ผู้อาวุโสจั่วจ้องจ้าวฮ่าวเขม็งโดยไม่ละสายตา “หากเป็นอุบัติเหตุจากการดำเนินการ สามารถทำต่ออีกครั้งได้หรือไม่ หรือวิธีการของเจ้าเองก็มีปัญหา”

สำหรับคำถามของผู้อาวุโสจั่ว จ้าวฮ่าวนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เพียงแต่จ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาเขม็ง

ถึงแม้ความเข้าใจที่มีต่อสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขาจะไม่สู้เยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ได้ไม่ลึกซึ้งตั้งแต่แรกแต่อย่างใด บัดนี้จึงรู้สึกได้รางๆ ว่าตนเองถูกเยี่ยนจ้าวเกอทำให้ติดกับเสียแล้ว!

นั่นเป็นเพราะวิธีเจาะสำรวจของเยี่ยนจ้าวเกอก่อนหน้านี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีผลกระทบแต่อย่างใด ทว่ากลับช่วยยกระดับประสิทธิผลของวิธีหยุดการไหลเวียนพื้นภูมิของตน

อย่างไรก็ตามจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นเพราะแอบเปลี่ยนแปลงแก้ไขสภาวะของสายแร่ก่อนวิธีการเจาะสำรวจ จึงทำให้ไม่เพียงแต่วิธีหยุดการไหลเวียนพื้นภูมิจะล้มเหลว ยิ่งไปกว่านั้นคือเกือบจะระเบิดไปทั้งท้องฟ้า

สำหรับการจ้องมองอย่างโกรธแค้นของจ้าวฮ่าว เยี่ยนจ้าวเกอเห็นแต่ทำเป็นไม่เห็น เขาเอาแต่ตรวจสอบแก่นแร่ด้วยใบหน้าสงสัย “การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้อยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ เรื่องต่อไปนี้อาจยากจะจัดการอยู่บ้างแล้ว”

สีหน้าผู้อาวุโสเสวียนสือขื่นขม ซานสือเวิงก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นเดียวกัน

สายตาของพวกเขาทั้งสองและผู้อาวุโสจั่ว ต่างก็มองสลับไปมาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับจ้าวฮ่าวด้วยความสงสัยอยู่บ้าง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของวิธีหยุดการไหลเวียนพื้นภูมิเมื่อครู่ ทำให้ตัวของสายแร่และการไหลเวียนของพลังชีวิตภายในสภาพแวดล้อมโดยรอบเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ถึงแม้ว่ายอดฝีมือหลายคนจะมีปฏิกิริยาที่รวดเร็วพอ ร่วมมือกันยับยั้งการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ถึงกระนั้นรายละเอียดทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็ล้วนถูกกำจัดไปหมดแล้วเช่นกัน ยากจะแยกแยะว่าเหตุใดจึงทำให้เกิดผลเช่นตอนนี้ได้

พวกเขาสงสัยอยู่รางๆ ว่าเป็นไปได้ที่เยี่ยนจ้าวเกอจะเล่นตุกติก แต่กลับไม่มีหลักฐานยืนยัน

สิ่งเป็นที่เป็นจุดสำคัญที่สุดก็คือ การฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำในตอนนี้ เมื่อเทียบกับจ้าวฮ่าวที่ได้อับจนหนทางไปแล้ว ก็ยังคงต้องพิจารณาเยี่ยนจ้าวเกอ

ท้ายที่สุดยังต้องมุ่งหวังกับผู้ด้อยอาวุโสแห่งเขากว่างเฉิงคนนี้อยู่ดี นี่ทำให้ซานสือเวิงและคนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกอยากถอนหายใจอยู่พักหนึ่ง

ซานสือเวิงกระแอมเสียงแห้ง “เมื่อครู่บอกว่ายังมีอีกวิธีที่สามารถฟื้นฟูสายแร่ได้เก้าส่วนใช่หรือไม่”

ภายในของเขาไร้พรมแดน เขาจัดอยู่ในฝ่ายที่มีไมตรีต่อเขากว่างเฉิง เมื่อครู่ก็ไม่ได้ปริปากถากถางเหน็บแนมเยี่ยนจ้าวเกอแต่อย่างใด ตอนนี้เองในที่สุดก็ยังสามารถคลี่คลายบรรยากาศลงได้บ้าง

ส่วนผู้อาวุโสจั่วและผู้อาวุโสเสวียนสือต่างก็อับอายจนนิ่งเงียบไปไม่ส่งเสียงใดๆ

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวตอบว่า “จริงๆ แล้วก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งขอรับ เพียงแต่ว่านั่นเป็นการพุ่งเป้าหมายไปยังสถานการณ์ของสายแร่ก่อนหน้านี้ ตอนนี้คงยังไม่เหมาะที่จะใช้นัก ข้าจำเป็นต้องสำรวจอีกครั้งหนึ่ง”

ซานสือเวิงยิ้มขื่นและผงกศีรษะ “สุขุม รอบคอบ มีประสบการณ์ เยี่ยนตี๋มีบุตรเช่นนี้คงปลื้มอกปลื้มใจอย่างมาก”

พอได้ยินซานสือเวิงกล่าวชมเยี่ยนจ้าวเกอดังนั้น บรรดาศิษย์เขาไร้พรมแดนกลุ่มหนึ่งจึงเกือบจะกระอักเลือด อยากจะโต้แย้งก็ทำไม่ได้

สีหน้าของจ้าวฮ่าวซีดขาว ยืนแน่นิ่งอยู่กับที่ เขาจะฟังไม่ออกได้อย่างไร ว่าขณะที่ซานสือเวิงชื่นชมเยี่ยนจ้าวเกอ ก็กำลังเสียดสีเขาอยู่ในที!

ความสามารถไม่พอ กลับยังเลินเล่อบุ่มบ่ามทำไปก่อน!

ยังไม่ทันอ้าปากพูด จ้าวฮ่าวก็รู้สึกว่าสายตาของคนอื่นๆ ที่มองมายังตนในตอนนี้ ล้วนกำลังประณามตนอย่างชัดเจนทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ยังเป็นอัจฉริยบุคคลที่มาปรากฏบนโลก ชั่วขณะหนึ่งกลับตกลงมาจากฟ้าลงมาจนถึงจุดต่ำสุด

เขาต้องการตั้งมั่นอยู่ที่เขาไร้พรมแดน จึงแสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมกว่าศิษย์เขาไร้พรมแดนรุ่นเยาว์คนไหนๆ เรียกได้ว่าเป็นการก้าวขึ้นที่สูงเป็นประวัติการณ์ รวดเดียวก็แตะอากาศ!

ทว่าไม่สามารถขึ้นสูงได้ทั้งตัว กลับตกลงไปในโคลนตมทั้งตัวแทน

แม้ว่าผู้อาวุโสเสวียนสือจะหยุดการเปลี่ยนแปลงของสายแร่ได้ทันกาล ไม่ได้สร้างความเสียหายที่ไม่สามารถฟื้นกลับคืนมาได้จริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า ว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่เขาไร้พรมแดนของจ้าวฮ่าวในภายภาคหน้าอาจจะลำบากมากขึ้น

ในฐานะที่ผู้อาวุโสจั่วเป็นผู้แนะนำจ้าวฮ่าว ก็ได้ยินคำพูดของซานสือเวิงกับหูของตนเองเช่นเดียวกัน แต่รู้สึกเพียงความเจ็บปวดร้อนวูบบนใบหน้าเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอตรวจสอบแก่นสายแร่อย่างถี่ถ้วน ข้างหูก็มีเสียงของเฟิงอวิ๋นเซิงทอดส่งมา ‘อยู่ในแผนการของท่านทั้งหมดเลยหรือนี่’

“ตอนที่ได้ยินว่าวิธีของจ้าวฮ่าวสามารถทำให้สายแร่ฟื้นฟูคืนได้เจ็ดส่วน ข้าถึงได้มีแผนอยู่ในใจ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “วิธีที่สามารถทำให้สายแร่ฟื้นฟูได้เจ็ดส่วนนั้น คือวิธีหยุดการไหลเวียนพื้นภูมิ อันที่จริงวิธีเจาะสำรวจสามารถฟื้นฟูได้ถึงร้อยละแปดสิบ ข้าจงใจกดประสิทธิผลเอาไว้อยู่บ้าง แต่ทั้งสองวิธีไม่ว่าจำวิธีไหนก่อนหรือหลัง ก็ล้วนจะเกิดการขัดกันอย่างรุนแรง ข้าต้องขอบคุณจ้าวฮ่าว ไม่อย่างนั้นข้าคงยังไม่สะดวกที่จะให้เขาไร้พรมแดนรับวิธีการที่ทำให้เกิดชีวิตขึ้นใหม่อีกวิธีหนึ่ง”

เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยถามว่า “เช่นนั้นหากจ้าวฮ่าวลงมือก่อนเล่า คนที่ทำลายสายแร่จะไม่กลายเป็นท่านหรือ”

“เช่นนั้นข้าก็คงไม่ยึดตามแผนเดิมอย่างโง่เขลาแน่นอน เปลี่ยนแผนใหม่โดยฉับพลัน แม้ว่าอาจจะยุ่งยากอยู่บ้างก็ตาม” เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “แต่อุปนิสัยชอบกำหนดโชคชะตา ศิษย์น้องจ้าวผู้นี้ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ”

เยี่ยนจ้าวเกอแสร้งทำเป็นสำรวจแก่นแร่อย่างละเอียดรอบหนึ่ง หลังจากหลับตาครุ่นคิดพักหนึ่งแล้ว เขาถึงมองไปยังซานสือเวิง กล่าวว่า “วิธีที่สองของข้ายังคงใช้งานได้ เพียงแต่วิธีนี้มีปัญหาอยู่บ้าง สำนักของท่านอาจจะยอมรับได้ไม่ง่ายนักขอรับ”

เสียงของเขาชะงักไปเล็กน้อย “เห็นๆ ว่าประสิทธิผลดีกว่า แต่ที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ใช้ เหตุผลก็อยู่ตรงนี้เอง”

ซานสือเวิงเอ่ยถาม “ตอนนี้เหลือเพียงแค่วิธีนี้แล้ว ถูกหรือไม่”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “อย่างน้อยที่สุดนอกจากวิธีนี้แล้ว ชั่วขณะนี้ข้าก็ไม่มีวิธีอื่นอีก”

หลังจากซานสือเวิงมองจ้าวฮ่าวที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่แวบหนึ่งแล้ว เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “ขอเพียงกล่าวมา!”

พื้นที่ที่อยู่นอกภูผาพิภพ หากมีสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำขนาดใหญ่แห่งใหม่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่ว่าอย่างไรเขาไร้พรมแดนก็ต้องได้รับ ถ้าสถานการณ์บีบบังคับ ก็ถึงขั้นไม่คำนึงว่าจะต้องเปิดฉากสงครามกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น!

สำหรับความต้องการสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขาไร้พรมแดนในตอนนี้นั้น มากถึงขั้นรีบร้อนเป็นอย่างยิ่งแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบ “วิธีที่ข้าพูดถึง ก็คือการใช้วิชากำเนิดสายฟ้า”

“วิชากำเนิด…สายฟ้า” พอได้ยินชื่อนี้ ภายในใจของซานสือเวิง ผู้อาวุโสจั่ว ผู้อาวุโสเสวียนสือ และยอดฝีมือคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นเต้นขึเนมาโดยไม่มีสาเหตุ มีลางสังหรณ์อยู่รางๆ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวต่อว่า “วิธีนี้จำเป็นต้องอาศัยสิ่งของที่เหมือนกัน”

เขาปรบมือเบาๆ ครั้งหนึ่ง ข้างกายก็มีอาหู่เดินมาด้านหน้า มือทั้งสองของชายร่างใหญ่ประคองกล่องผ้าไหมกล่องหนึ่ง เมื่อเปิดกล่องผ้าไหมออก ภายในมีหินหยกสีม่วงอมฟ้าปรากฏก้อนหนึ่ง

ภายในหินหยกส่องแสงสายฟ้าแลบสีน้ำเงินเข้มวับวาบ ทั้งยังมีแสงฟ้าร้องโครมครามดังออกมา คล้ายกับส่องแสงสะท้อนเงาคนคนหนึ่ง

“หยกหิ่งห้อยสายฟ้า!”

เมื่อพบเห็นของสิ่งนี้ สีหน้าของซานสือเวิงและคนอื่นๆ ต่างก็หมองคล้ำลง

ขณะนี้ผู้อาวุโสจั่วก็ไม่สนใจหน้าตาและศักดิ์ศรีแล้ว เงยหน้ามองเยี่ยนจ้าวเกอตาโต “วิธีของเจ้าจำเป็นต้องใช้ของสิ่งนี้ด้วยรึ”

หยกหิ่งห้อยสายฟ้า ของล้ำค่าอย่างยิ่งที่ผลิตที่อัสนีพิภพแห่งเดียวเท่านั้น หาได้ยากยิ่งจนไม่มีสิ่งใดจะเทียบเทียมได้ มีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อตำหนักอัสนี!

ฐานะตำแหน่งในสายตาของจอมยุทธ์ตำหนักอัสนี สูงกว่าฐานะตำแหน่งของศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งเขาไร้พรมแดน ไม่มีทางต่ำกว่า

เนื่องด้วยมีน้อยมาก จึงตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนอย่างยิ่งยวด ไม่พอต่อความต้องการอย่างสิ้นเชิง

หายากจนถึงขั้นที่ต่อให้เขาไร้พรมแดนต้องการจะค้าขายกับตำหนักอัสนี ตำหนักอัสนีล้วนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด

ถ้าหากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พยายามจะเอาของสิ่งนี้ บีบบังคับให้ตำหนักอัสนีผนึกรวมเข้ากับเขาไร้พรมแดนเป็นพันธมิตรกัน กลับจะเป็นการยั่วยุตำหนักอัสนีก่อนด้วยซ้ำไป

ทรัพยากรอื่นๆ ของโลกแปดพิภพ ในความคิดของตำหนักอัสนีล้วนไม่เทียบเท่าหยกหิ่งห้อยสายฟ้า

ผู้ทรงอำนาจแห่งเขาไร้พรมแดนหลายคนมองมาราวกับจะกินคนอย่างไรอย่างนั้น แต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่า “ดังนั้น ในตอนแรกข้าถึงไม่คิดจะเสนอวิธีนี้ สำนักข้ามาที่นี่ก็เพื่อช่วยเหลือสำนักท่าน สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสำนักของท่านและข้า แม้จะหวังให้สำนักท่านและเขากว่างเฉิงเป็นพันธมิตรกัน ร่วมกันต่อต้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนี แต่ด้วยเรื่องที่เจตนาสร้างความบาดหมาง เป็นเหตุให้ไม่มีกะจิตกะใจจะทำ”

ในประกายตาของเยี่ยนจ้าวเกอเต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อ
บทที่ 133
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอดูสัตย์ซื่อ ทว่ากลับทำให้บรรดาคนของเขาไร้พรมแดนรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว

อยากจะขอร้องให้ตำหนักอัสนีสวรรค์ยกหยกหิ่งห้อยสายฟ้าให้โดยสมัครใจ นั่นช่างยากเย็นยิ่งกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก นอกเสียจากว่าจะนำอาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งไปแลก เช่นนั้นตำหนักอัสนีสวรรค์ก็คงจะยินดี

ปัญหาคือ เขาไร้พรมแดนจะเต็มใจทำเช่นนี้หรือไม่

หรือไม่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ก็ผนึกกำลัง ร่วมกันทำลายเขากว่างเฉิงให้รู้แล้วรู้รอดไป จากนั้นค่อยแย่งชิงของล้ำค่ายิ่งของเขากว่างเฉิง ชดใช้ให้กับตำหนักอัสนีสวรรค์

ฉะนั้นตำหนักอัสนีสวรรค์ก็จะมีหนึ่งจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะมีหนึ่งจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ นอกเหนือจากนี้จะเพิ่มเติมด้วยมงกุฎจันทราอีกด้วย

เขากว่างเฉิงดับสูญไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะได้หยกหิ่งห้อยสายฟ้า ทว่าเขาไร้พรมแดนมีอาวุธศักดิ์สิทธิ์เพียงแค่ชิ้นเดียวที่ป้องกันประตูสำนัก ระยะห่างที่จะพังทลายย่อยยับยังคงห่างไกลอีกแค่ไหนหรือ

ซานสือเวิงและคนอื่นๆ ต่างก็มองหน้ากันเลิกลั่ก ล้วนมีอาการปวดศีรษะอยู่บ้าง

“นี่เป็นการบีบบังคับอย่างแท้จริง! ” ผู้อาวุโสจั่วกล่าวด้วยความเกลียดชัง “เจ้ามันก็แค่เด็กที่ดีแต่โอ้อวด เฉลียวฉลาดแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งเท่านั้น!”

ซานสือเวิงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หากไม่ใช่คนที่เจ้าแนะนำก่อเรื่องที่ใหญ่หลวงเช่นนี้ สำนักเราก็คงไม่ถึงขั้นกับต้องถูกกระทำเช่นนี้หรอก”

ผู้อาวุโสจั่วแค่นหัวเราะเสียงหนึ่ง “ต่อให้ไม่มีจ้าวฮ่าว เจ้าเด็กแซ่เยี่ยนนั่นก็คงจะคิดวิธีอื่นแน่ ความเข้าใจที่เขามีต่อสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำห่างไกลจากพวกเรานัก!”

พอกล่าวถึงจุดนี้ ผู้อาวุโสจั่วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เพราะเขารู้สึกสุดจะทน ทั้งยังอึดอัดอับอายเช่นกัน

จากนั้นเขาก็กล่าวต่อว่า “หลุมพรางนี้เป็นหลุมที่ขุดเอาไว้ให้พวกเรากระโดดลงไปโดยเฉพาะ ท้ายที่สุดก็เป็นการบีบบังคับสำนักเราให้สูญเสียความได้เปรียบที่จะปฏิบัติเองอย่างอิสระ จำเป็นต้องเลือกข้างหนึ่งในสอง!”

ผู้อาวุโสเสวียนสือกล่าวด้วยเสียงคลุมเครือ “อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พวกเรากลับไม่อาจไม่ยอมรับการบีบบังคับของเขาได้”

ในดวงตาของผู้อาวุโสจั่วฉายแววความดุร้ายวูบหนึ่ง “ยังไม่แน่นักหรอก! ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกข้างหนึ่งในสอง เลือกยืนอยู่ข้างสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียให้รู้แล้วรู้รอด เอาชนะการบีบบังคับของเจ้าเด็กด้อยอาวุโสของเขากว่างเฉิงนี่เสีย! ใช้การช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบของสำนักเรา แลกเปลี่ยนกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ นำมงกุฎจันทราส่งให้ตำหนักอัสนีสวรรค์ จากนั้นตำหนักอัสนีสวรรค์ก็จะให้หยกหิ่งห้อยสายฟ้ากับสำนักเรา เพื่อพื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอย่างดี”

“เมื่อทำลายเขากว่างเฉิงแล้ว จะได้รับสิ่งของมากน้อยเพียงใด ทุกคนก็จงอาศัยความสามารถของตน ส่วนเมื่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งขึ้นอีกก้าว หอคลื่นโหมก็คงจะนั่งไม่ติดที่ ถึงแม้หอคลื่นโหมนี้จะไม่สนเรื่องภายนอก แต่ก็จะไม่ยินดีที่จะเห็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์สามารถครองโลกแปดพิภพได้จริงๆ”

ผู้อาวุโสจั่วกล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “ถึงเวลานั้นพวกเราร่วมกับหอคลื่นโหมและเมืองทะเลมรกต ทั้งสามสำนักผนึกกำลังกัน ก็สามารถควบคุมถ่วงดุลอำนาจสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์ได้อีกครั้ง”

ซานสือเวิงถอนใจ “ความเป็นไปได้ของสิ่งที่เจ้ากล่าวมานั้น เป็นอคติจนเกินไปนัก อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบ ที่เจ้ากล่าวว่าทั้งสามสำนักผนึกกำลังกัน ควบคุมถ่วงดุลอำนาจสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ใหม่อีกครั้ง เงื่อนไขแรกคือพลังความสามารถของทั้งสองฝ่ายเทียบกันแล้วต้องไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงที่มากกว่า แต่ถ้าหากหวงกวงเลี่ยออกฌานอย่างสมบูรณ์ เป็นไปได้เกินกว่าครึ่งว่าเขาจะต้องรุดหน้าขึ้นอีกก้าวหนึ่งเป็นแน่ หากเจ้าสำนักของสำนักเราไม่สามารถเป็นจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ได้ละก็ เช่นนั้นย่อมยากจะเกินต้านทานไหว ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรกับเขากว่างเฉิงหรือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ที่มุ่งแสวงหาก็คือการถือกำเนิดเขาไร้พรมแดนของเรา”

เขามองผู้อาวุโสจั่ว “ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทรงอำนาจ ร่วมมือกันกับเขากว่างเฉิงดำเนินการควบคุมกดดันถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากช่วยเหลือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ง่ายยิ่งนักที่ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายจะมีพลังแข็งแกร่ง ควบคุมไปทั่วหล้า ทั้งหมดทั้งมวลควรเห็นแก่ผลประโยชน์ของสำนักเป็นสำคัญ”

ผู้อาวุโสจั่วและผู้อาวุโสเสวียนสือนิ่งเงียบอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลพวกเขาก็เข้าใจดี ทว่าถูกเยี่ยนจ้าวเกอที่เป็นผู้น้อยทำให้อับอายเช่นนี้ ทำให้พวกเขาอึดอัดใจอย่างยิ่ง

ซานสือเวิงส่ายศีรษะ “ยิ่งไปกว่านั้น การผนึกกำลังกับกว่างเฉิง ร่วมกันต่อต้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เรื่องเหล่านี้ภายในสำนักก็ตัดสินชี้ขาดไปตั้งนานแล้ว เพียงแต่สิ่งที่ต่างอยู่แค่ที่ว่าจะร่วมมืออย่างไร ต่อต้านอย่างไร ดูจากตอนนี้แล้ว การจะนั่งบนภูเขาดูเสือกัดกัน[1] จ้องหาโอกาสอย่างเงียบๆ นั้นไม่ได้แล้ว”

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสเสวียนสือก็เผยรอยยิ้มขมขื่น “เขาหิ่งห้อยสายฟ้าที่ตำหนักอัสนีสวรรค์ผลิตหยกหิ่งห้อยสายฟ้า ก็อยู่ไม่ไกลจากพวกเรานัก”

หยกหิ่งห้อยสายฟ้ามีความสำคัญมากต่อตำหนักอัสนีสวรรค์ ทางตำหนักย่อมต้องเตรียมป้องกันหากมีศัตรูจู่โจมทำลายสายแร่อย่างกะทันหัน

ถึงกระนั้นลองพูดในทางกลับกัน หากสักวันมีคนกระทำเช่นนั้น นั่นจะเป็นความแค้นอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ จึงจะไม่กระทำเช่นนั้นง่ายๆ

การเตรียมป้องกันของตำหนักอัสนีสวรรค์ ส่วนใหญ่ก็เป็นการเตรียมป้องกันเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต ส่วนการป้องกันเขาไร้พรมแดนออกจะต่ำกว่าอยู่บ้าง

ซานสือเวิงกล่าวว่า “รายงานกลับไปยังสำนัก ร้องขอให้ท่านเจ้าสำนักตัดสินครั้งสุดท้ายเถอะ”

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาไร้พรมแดนจะวางแผนจัดการสำหรับสถานการณ์แต่ละรูปแบบที่อาจจะประสบพบเจอไว้ล่วงหน้าแล้วก็ตาม ทว่าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้รวมถึงการเปิดศึกกับตำหนักอัสนีสวรรค์โดยตรง

หากไม่มีกำลังอื่นๆ จากภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือแตะต้องหยกพลังหิ่งห้อยสายฟ้า ระดับความรุนแรงต่ำที่สุดของศึกครั้งนี้ระหว่างทั้งสอง คงไม่ต่ำไปกว่าศึกใหญ่ระหว่างเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่งจบลงไป

แม้กระทั่งการปะทุสงครามเต็มรูปแบบเกิดขึ้น ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

เรื่องใหญ่เช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่ซานสือเวิงและอีกสองคนจะสามารถตัดสินใจได้อีกต่อไปแล้ว

ขณะเดียวกัน นี่ก็เกี่ยวพันไปถึงการที่เขาไร้พรมแดนจะเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรของเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกตอย่างสิ้นเชิง ทั้งสามสำนักร่วมมือกันต่อต้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์

หากต้องการจู่โจมสายแร่หยกหิ่งห้อยสายฟ้าจริงๆ มีทัพเมืองทะเลมรกตกดดันอัสนีพิภพอยู่อีกทิศทางหนึ่ง ย่อมทำให้ตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่กล้าบุ่มบ่ามได้ สะดวกต่อเขาไร้พรมแดนในการที่จะเข้าไปหรือถอยกลับ

แต่ไหนแต่ไรนี่ก็สอดคล้องกับนโยบายใหญ่ของเขาไร้พรมแดนก่อนหน้า เพียงแต่ว่าพวกเขาต้องถอดเกราะออกรบ

“เจ้าเด็กน้อย ใช้ได้เลย” อารมณ์ของฟู่เอินซูก่อนหน้านี้ราวกับเมฆครึ้ม ทว่าบัดนี้กลายเป็นสดใส นางยิ้มพลางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ไม่ว่าจะเป็นความบังเอิญหรือจะตั้งใจวางแผนเอาไว้แล้ว หมัดนี้ทำได้สวยงามนัก”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มจาง “ก็ต้องอาศัยท่านอาจารย์สั่งการด้วยตัวเอง ถึงจะทำได้เช่นกันขอรับ”

‘และโชคดีเช่นกันที่ท่านไม่ใช่คนของเขาไร้พรมแดน ไม่เช่นนั้นหากนิสัยดื้อรั้นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง แล้วโกรธกระฟัดกระเฟียด เช่นนั้นผลลัพธ์ก็คงจะกลับกลายเป็นตรงกันข้าม’

ครึ่งประโยคหลังนี้ แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดออกไป

“นอกจากนี้แล้วยังต้องขอบคุณเจ้า” หางตาของเยี่ยนจ้าวเกอเพ่งไปทางจ้าวฮ่าวอยู่แวบหนึ่ง “เจ้าช่างเป็นคนดีดังคาดเสียจริง”

‘หากไม่ใช่จ้าวฮ่าวยื่นมือเข้ามาแทรก เกรงว่าเขาไร้พรมแดนคงยังจะไม่ยอมรับง่ายๆ เช่นนี้’

ครึ่งประโยคหลังนี้ แน่นอนว่าเยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้กล่าวอีกเช่นกัน

ดูจากภายนอกแล้ว อย่างไรเสียนอกจากวิชากำเนิดสายฟ้าแล้ว จ้าวฮ่าวก็จนปัญญากับหนทางฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอื่น บีบบังคับให้เขาไร้พรมแดนทำได้เพียงเลือกหนทางนี้หนทางเดียวเท่านั้น

และนี่ก็ทำให้พวกซานสือเวิงทวีความกลัดกลุ้มอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอแสดงวิชากำเนิดสายฟ้าแล้ว ประสิทธิผลก็เห็นได้ชัดเจน

ถึงกระนั้นก็เกิดปัญหาที่คาดการณ์เอาไว้แล้วเช่นกัน ระหว่างกระบวนการใช้วิชากำเนิดสายฟ้าฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ จำเป็นต้องจัดหาหยกหิ่งห้อยสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้จะยังต้องรอการตัดสินใจสุดท้ายจากทางสำนัก แต่ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร สำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ เขาไร้พรมแดนต้องการทำให้สายแร่ฟื้นฟูกลับมา จึงยกความดีความชอบให้แก่เยี่ยนจ้าวเกอไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุนี้ กลุ่มคนของซานสือเวิงจึงทำได้แค่เพียงอดทนอดกลั้น พลางกล่าวขอบคุณฟู่เอินซูและเยี่ยนจ้าวเกอ

กลุ่มคนของซานสือเวิงลดตัวลง ก้มศีรษะให้กับเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่เต็มใจนัก ล้วนแต่กล่าวขอบคุณแก่ฟู่เอินซู

ส่วนจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ ก็ต้องไปกล่าวขอบคุณเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน

จี้ฮั่นหรูและคนอื่นๆ ไม่ตกตะลึงจนใบหน้าซีดขาว แต่ผิวหน้าแดกเถือกคล้ายกับเส้นเลือดฝอยแตก

เมื่อมาถึงจุดนี้ การต่อสู้ที่บริเวณไหล่เขาก่อนหน้าถือเป็นเพียงการต่อสู้ที่เปล่าประโยชน์ มีแต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

ส่วนโหวเสียง เมื่อเทียบกับจี้ฮั่นหรูแล้ว เขาเกือบจะไม่มีลมหายใจออกมา หมดสติสิ้นชีพไปพลัน

สำหรับเขาแล้ว การเป็นลมหมดสติไปอาจจะเป็นผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ

จ้าวฮ่าวยืนอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน ทั่วทั้งร่างคล้ายกับรูปปั้นอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาวูบหนึ่งแล้วยักไหล่ “เจ้าเรียบง่ายเช่นนี้ แต่ข้ากลับเต็มไปด้วยแผนการ ต้องขออภัยจริงๆ”

หลังจากนั้นไม่นานนัก จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนก็จู่โจมเขาหิ่งห้อยสายฟ้าแห่งอัสนีพิภพอย่างไร้ซึ่งสัญญาณเตือน ปล้นเอาหยกหิ่งห้อยสายฟ้าจำนวนมาก

ในขณะเดียวกัน เมืองทะเลมรกตแห่งวารีพิภพก็ยกทัพยอดฝีมือระดับสุดยอดจำนวนมาก เข้ากดดันเขตชายแดนของทั้งอัสนีพิภพและวารีพิภพ บีบบังคับทำให้ตำหนักอัสนีสวรรค์ไม่กล้าบุ่มบ่าม

เขากว่างเฉิงกลับข้ามระหว่างเขาไร้พรมแดนกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไป ป้องกันระงับการเคลื่อนพลของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

โลกแปดแผ่นดินเพิ่งจะสงบสันติได้ไม่นานเท่าไรนัก พายุก็ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง


[1] นั่งบนภูเขาดูเสือกัดกัน (坐山观虎斗) หมายถึง นั่งชมสองฝ่ายที่รบกันรอจนทั้งสองฝ่าย เพรี่ยงพร้ำแล้ว ค่อยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์


บทที่ 134
เขาไร้พรมแดนปล้นหยกหิ่งห้อยสายฟ้า ทว่าก็ไม่ได้ลงมือจนโหดเหี้ยมเกินไปนัก ภายหลังยังชดใช้ด้วยของล้ำค่าส่วนหนึ่งให้แก่ตำหนักอัสนีสวรรค์อีกด้วย เพื่อให้ครบถ้วนวัตถุประสงค์ในการค้าขาย

ตำหนักอัสนีสวรรค์ที่ถูกเมืองทะเลมรกตและเขาไร้พรมแดนต้อนมาอยู่ตรงกลาง จึงทำได้แค่เพียงกล้ำกลืนความคับแค้นนี้ไว้

ทว่าการบังคับซื้อขายครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเขาไร้พรมแดนกับตำหนักอัสนีสวรรค์ที่เดิมทีก็แย่อยู่แล้ว ยิ่งเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จอมยุทธ์ระดับล่างของทั้งสองฝ่ายก็จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงไม่หยุดหย่อน

ครั้งนี้อำนาจของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ได้กลับฟื้นคืนเหมือนก่อนหน้านี้

กระนั้นเขากว่างเฉิง เขาไร้พรมแดน และเมืองทะเลมรกต ทั้งสามสำนักต่างก็ไม่ได้ได้ใจ เพราะพวกเขารู้ว่าบัดนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับตำหนักอัสนีสวรรค์กำลังเก็บเรื่องราวไว้ในใจ และพยายามอดกลั้นเพื่อที่จะปะทุออกมาหลังจากนี้ เพื่อรอให้หวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนออกฌานโดยสมบูรณ์

ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้วจะเลือกยืนอยู่ในฝั่งเดียวกับเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต ทว่าเขาไร้พรมแดนก็ไม่ใช่พวกเรื่องเยอะเช่นกัน

เขาไร้พรมแดนทุ่มกำลังปิดผนึกข้อมูลที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอย่างมาก สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ได้รับเพียงรายงานข่าวสารพื้นๆ เพียงเศษเล็กเศษน้อยเท่านั้น

ทว่าด้วยเจตนาของเขาไร้พรมแดน ข่าวสารที่เยี่ยนจ้าวเกอมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จึงแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว

ไม่นานนักข่าวลือต่างๆ มากมายเกี่ยวกับเยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิงก็เผยแพร่ออกไปในโลกแปดพิภพ

เยี่ยนจ้าวเกอที่เดิมทีระยะนี้เป็นที่สนใจอย่างยิ่งอยู่แล้ว พริบตาเดียวชื่อเสียงก็ขจรไกลไปกว่าเดิมอีก

อีกทั้งไม่ใช่ชื่อเสียงที่ไม่ดีอีกด้วย เขาไร้พรมแดนแอบสร้างชื่อให้แก่เยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ เป็นเรื่องจริงที่ยกยอเขาว่าล้ำค่า บนสวรรค์มีอยู่น้อย บนโลกมีอยู่จำกัด

เมื่อฟังผิวเผินในครั้งแรก ย่อมทำให้รู้สึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอเป็นที่หนึ่งในคนรุ่นเยาว์ของโลกแปดพิภพ น่าตกตะลึงด้วยศักยภาพ เยินยอโอ้อวดยิ่งกว่าเยี่ยนตี๋ บิดาของเขาในตอนนั้นเสียอีก

ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นการสังหารทางอ้อม โดยการชื่นชมจนเกินเหตุ

เพียงชั่วขณะเดียว เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนแล้วจริงๆ

ถังตะวันออกก่อนหน้านี้ เซียวเซิงและเฉาหยวนหลงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พ่ายแพ้ให้แก่เขาอย่างต่อเนื่อง ชื่อเสียงที่ลือเลื่องเป็นอย่างมากแล้ว บัดนี้ก็ยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนเข้าไปอีก

เพียงแต่ว่าหนึ่งในนั้น นอกจากนภาพิภพอันเป็นที่ตั้งของเขากว่างเฉิงแล้ว ยังรวมไปถึงเขตพื้นที่อื่นๆ ภายในวารีพิภพ อันเป็นที่ตั้งของเมืองทะเลมรกต ซึ่งต่างก็ตั้งข้อสงสัยมากกว่าจะยอมรับ

วรยุทธ์นั้นไร้ที่สอง คนรุ่นเยาว์ส่วนมากที่ทะนงตนยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง

ไม่ได้ประลองกันจริงๆ มาก่อน ไม่ได้เห็นกับตาตนเอง ยากยิ่งนักจะทำให้ผู้คนปักใจเชื่อได้

อีกทั้งเมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันแล้ว ระดับสูงของแต่ละสำนักใหญ่ต่างก็เริ่มมองเยี่ยนจ้าวเกอใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์

ยอดฝีมือระดับสูงของสำนัก ย่อมมีแง่มุมในการไตร่ตรองไม่เหมือนเดิมแล้ว

หากกล่าวว่าเรื่องราวของจ่านตงเก๋อ ผู้สะเทือนสวรรค์ในอดีตออกจะไกลตัวไปบ้างแล้ว เช่นนั้นเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอในเวลานั้นก็ยังคงชัดเจนในสายตา

เพียงแต่การต่อสู่ในระดับชั้นเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจ้าวเกอ ตอนนี้สิ่งที่เขากำลังสนใจคืออีกเรื่องหนึ่ง

เด็กชายคนที่จ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือปกป้องไว้ คล้ายกับจะเข้าใจแล้วในที่สุดว่าบิดามารดาของเขาจะไม่ตื่นขึ้นมาอีก บาดแผลในจิตใจเช่นนี้สำหรับเด็กคนหนึ่งแล้ว ไม่ต่างอะไรกับฟ้าถล่มทลายลงมา

ภายในดวงตาของฮานหลงเอ๋อร์ไร้ความรู้สึกและจิตวิญญาณอยู่บ้าง เปี่ยมไปด้วยความงุนงงและหยดน้ำตา

บางทีเขาอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของความตายอย่างแท้จริง ทว่าเขาก็รับรู้แล้วว่าบิดามารดาจากเขาไปไกลแล้ว

เฟิงอวิ๋นเซิงทอดถอนใจ เข้าไปจับมือเขาไว้อย่างแผ่วเบา แต่ผู้ใดจะรู้เล่าว่าช่วงเวลาขณะนี้จะจูงเดินไม่ไป

“เอ๋?” เฟิงอวิ๋นเซิงประหลาดใจเล็กน้อย จึงลองเพิ่มแรงที่อุ้งมืออีกระดับหนึ่ง ทว่าฮานหลงเอ๋อร์ออกแรงสะบัดครั้งเดียวก็พ้นจากการเกาะกุมของนางทันที

เฟิงอวิ๋นเซิงไม่ใช่หญิงอ่อนแออะไร แม้ว่าภายใต้มือนั้นจะมีการยั้งแรง แต่เมื่อครู่เป็นการตั้งใจทดลอง หากนางออกแรงทั้งหมดที่มี ไม่มีทางที่เด็กอายุสิบกว่าปีคนหนึ่งจะสามารถสลัดหลุดได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟิงอวิ๋นเซิงยังรู้สึกได้อย่างชัดเจน ถึงพลังของฮานหลงเอ๋อร์ที่ระเบิดออกมาในชั่วพริบตา แม้กระทั่งสั่นสะเทือนจนนางที่ไม่ได้ออกแรงทั้งหมดเกิดอาการชาที่ง่ามนิ้ว

“เด็กคนนี้โจมตีจอมยุทธ์พรรคโลหะเอกจนบาดเจ็บ ทางพรรคกับโหวเสียงนั่นมาเยือนเพราะต้องการคน เป้าหมายคงไม่ใช่เพียงแค่พ่อแม่ของเขาอย่างเดียวเท่านั้น ยังคงรวมไปถึงตัวเด็กคนนี้ด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอเดินเข้ามาพลางกล่าว

ตอนนี้ไม่มีคนของเขาไร้พรมแดนอยู่แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอจึงพูดกล่าวอย่างไม่พะว้าพะวังอะไร

ครั้นได้ฟังชายหนุ่มพูดแล้ว ฟู่เอินซูก็สนใจฮานหลงเอ๋อร์เช่นกัน

ทันใดนั้นจ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือก็ตื่นตัวบ้าง “ไม่ผิด ตอนนั้นก็ได้ยินคำกล่าวนี้ พวกเรายังคิดว่าคนของพรรคโลหะเอกหาเรื่องอยู่เลย แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เด็กคนนี้ดูท่าจะมีความแปลกประหลาด!”

สายตาของฟู่เอินซูประหนึ่งกับของแข็ง กำลังปกคลุมฮานหลงเอ๋อร์ไว้

ฮานหลงเอ๋อร์ขมวดคิ้ว ดวงตาโตคู่หนึ่งหันกลับมามองยังฟู่เอินซู

ฟู่เอินซูส่งเสียง ‘เอ๋?’ เบาๆ ครั้งหนึ่ง ไม่โกรธเคืองแต่กลับยินดี “ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไวนัก”

ด้วยระดับวรยุทธ์ของนาง แม้ว่าจะเป็นเพียงการสอดส่องสายตา แต่โดยทั่วไปแล้วจอมยุทธ์ระดับล่างไม่เพียงไม่สามารถขัดขืนได้ ยังถึงขั้นยากที่จะสังเกตเห็นได้

ฮานหลงเอ๋อร์กลับรู้สึกได้ ทำให้พอที่จะอธิบายได้ว่านอกจากพลังมหาศาลทั่วกายที่เกินกว่าจะจินตนาการได้แล้ว ความสามารถในการรับรู้ของเขาก็เหนือกว่าปกติเช่นกัน

“ร่างกายดุจเพชร จิตใจดุจกระจกใส พรสวรรค์และคุณสมบัติของเด็กคนนี้ช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน!” ฟู่เอินซูเยินยอไม่ขาดปาก “ราวกับเทพเซียนเก็บซ่อนกายไว้ได้อย่างไรอย่างนั้น ยามปกติไม่ปรากฏต่อภายนอก ตัวเขาเองไม่เผยเบาะแสออกมาเลย แม้กระทั่งข้าก่อนหน้านี้ก็มองพลาดไป”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว “เอ็นและกระดูกตั้งแต่กำเนิดดุจนาคคชสาร จิตใจผ่องใสราวกับบรรลุเป็นเทพ ข้าเคยอ่านในตำราโบราณมาก่อน นี่คือร่างจิตนภาที่ดีงามจนสามารถฝึกวรยุทธ์ได้อย่างโดดเด่น หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ยังถือว่าเป็นการค้นพบครั้งแรก”

เฟิงอวิ๋นเซิง ซือคงจิง และคนอื่นๆ ได้ฟังต่างก็ตะลึงงัน จ้าวหมิงกล่าวถามด้วยความลังเลอยู่บ้าง “แต่เด็กคนนี้ดูไปแล้วออกจะ…เอ่อ เชื่องช้าอยู่บ้าง หากจะฝึกวรยุทธ์ยังพอทำได้อยู่หรือ”

“วางใจเถิด ด้านอื่นอาจจะช้า แต่หากศึกษาวรยุทธ์ละก็ กระบวนการคิดว่องไวกว่าคนบนโลกนี้เสียอีก” เยี่ยนจ้าวเกอพูดพร้อมรอยยิ้ม

ขณะที่พูดอยู่นั้น เขาก็เดินไปถึงด้านหลังของฮานหลงเอ๋อร์ นิ้วมือของเขาวาดลงเบาๆ เสื้อผ้าของเด็กหนุ่ม ก่อนที่มันขาดออกเป็นสองส่วนจนเผยให้เห็นแผ่นหลัง

ปลายปราณกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอเก็บปล่อยดังใจนึก ไม่ว่าฉีกเสื้อผ้าที่แนบชิดติดกายของผู้คนจนขาด หรือจะเขียนอักษรบนพื้นผิวเสื้อผ้าของผู้คน อีกฝ่ายก็ล้วนไม่รู้สึกตัวใดๆ เลย

ทว่าร่างกายของฮานหลงเอ๋อร์กลับมีการเคลื่อนไหว เขาหลบไปข้างหน้าอย่างเห็นได้ชัด ฟู่เอินซูและคนอื่นๆ ที่มองอยู่ต่างผงกศีรษะติดต่อกัน

ปฏิกิริยาโต้ตอบของฮานหลงเอ๋อร์อยู่ในการคาดการณ์ล่วงหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ ที่เขาปล่อยกระบี่ออกไปก็นับอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน ทว่าก็ยังคงฉีกเสื้อของฮานหลงเอ๋อร์ออกได้อย่างราบรื่น จึงเห็นว่าบนแผ่นหลังของเด็กชายมีจุดเล็กๆ อยู่สามสิบหกจุด คล้ายกับรอยฟกช้ำบนผิวหนัง

ทว่าท่ามกลางรอยฟกช้ำเหล่านี้มีแสงมีทองจางๆ เปล่งออกมาหลายส่วน

สามสิบหกจุดเล็ก พอดีกับจำนวนของดาวเหนือเทียนกัง ในช่วงเวลาอันคลุมเครือก็ปรากฎรูปร่างมังกรขึ้น มันคล่องแคล่วปราดเปรียวราวกับมีชีวิต กำลังอำนาจไม่ธรรมดา

ฟู่เอินซูเห็นดังนั้นก็วางใจลงโดยสิ้นเชิง นางเงยหน้ายิ้มให้กับท้องฟ้า พลางกล่าวว่า “ต้นทุนแต่กำเนิดเพียบพร้อม ในโลกปัจจุบันหากไม่กล่าวว่าแข็งแกร่งที่สุด ก็มีจำนวนน้อยจนสามารถนับด้วยมือได้! เขาไร้พรมแดนกลุ่มนั้นไม่รู้จักแยกแยะว่าอะไรดีไม่ดี รอให้เสียใจภายหลังไปเถิด”

เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางจ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือ “ตอนที่ถามชื่อเด็กคนนี้ เขาเอาแต่พูดว่า ’ฮานหลงเอ๋อร์’ นั่นน่าจะเป็นชื่อเล่นมากกว่า เจ้ารู้ชื่อจริงของเขาหรือไม่”

จิ่งอวิ๋นจือพูด “ตามที่บิดามารดาของเขาบอก ทั้งคู่ได้บุตรยามชรา ทั้งเขายังซื่อและไร้เดียงสา ก็เลยยิ่งรักและทะนุถนอมอย่างสุดหัวใจ กลัวว่าจะเลี้ยงดูไปไม่รอด จึงตั้งเพียงชื่อเล่นว่า ‘ฮานหลงเอ๋อร์’ ก่อนเท่านั้น ยังไม่มีชื่อจริง แต่ถ้าถามถึงแซ่แล้วละก็ เขามีแซ่ ‘อิง’”

“ท่านอาจารย์ฟู่ขอรับ ข้ากระทำเกินหน้าที่ไปแล้ว” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

ฟู่เอินซูผงกศีรษะ “เดิมทีควรจะให้อาจารย์เป็นผู้ตั้งชื่อให้ แต่ถ้าหากไม่ได้เจ้า ทางสำนักก็อาจจะตกหล่นเขาไปเช่นกัน ตั้งชื่อให้เขาตามแต่ใจเจ้าเลยเถอะ”

เยี่ยนจ้าวเกอมองลวดลายรูปมังกรบนแผ่นหลังของฮานหลงเอ๋อร์ครั้งแล้วครั้งเล่า “เช่นนั้นก็ชื่อ ‘อิงหลงถู’[1] แล้วกัน”

ฮานหลงเอ๋อร์หันศีรษะกลับมามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความงุนงนอยู่บ้าง เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย อารมณ์ของเด็กชายสงบนิ่งลงไปมากแล้ว คล้ายกับว่าจะรับรู้ได้ถึงเจตนาดีของผู้ที่ยิ้มให้ จึงยกมุมปากขึ้นยิ้มตอบ


[1]อิงหลงถู (应龙图) : อิงคือแซ่ (应) หลงคือมังกร (龙) ถูคือภาพ (图)
บทที่ 135
ฮานหลงเอ๋อร์ในอดีต อิงหลงถูในปัจจุบัน บัดนี้กลายเป็นคนคนเดียวกันแล้ว

จ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือพาเขาออกจากเทือกเขานิมิตเมฆแห่งภูผาพิภพ โดยไม่เผยสีหน้าหรือคำพูดใดๆ กลับไปยังเกาะนภาเหนือแห่งนภาพิภพ จากนั้นจึงค่อยส่งไปยังประตูสำนักเขากว่างเฉิงอย่างลับๆ

เรื่องวุ่นวายกับพรรคโลหะเอกก่อนหน้านี้ เนื่องด้วยเยี่ยนจ้าวเกอเป็นต้นเหตุ ทางเขาไร้พรมแดนจึงต้องพยายามไกล่เกลี่ยให้ยุติข้อพิพาทซึ่งกันและกัน

ระหว่างนั้นเขาไร้พรมแดนก็รู้สึกถึงความไม่ธรรมดาของอิงหลงถูเช่นกัน ทว่าบัดนี้กลับไม่อาจสืบค้นได้อีกครั้ง

บางทีก็อาจจะสงสัยใคร่รู้ในความผิดปกติที่อิงหลงถูทำร้ายผู้คนก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่สามารถทำความเข้าใจข้อมูลอื่นที่มากกว่านี้ จึงไม่สามารถตัดสินชี้ขาดได้อย่างแม่นยำได้ นั่นอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากอื่นขึ้นอีก

ทว่าการส่งอิงหลงถูกลับเขากว่างเฉิงให้ปลอดภัยกลับไม่สำคัญสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอ ความสนใจของเขาอยู่ที่บ่อน้ำพุวิญญาณเมฆหยินหยางที่ไหล่เขานิมิตเมฆบ่อนั้นอีกครั้ง

ขณะนี้เขากว่างเฉินยังเก็บเรื่องการฟื้นฟูจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงเป็นความลับอย่างเคร่งครัด

เขาไร้พรมแดนก็มีสตรีแห่งจันทราเช่นกัน หากให้พวกเขารับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุ ก็พูดยากนักว่าจะเกิดความคิดอันใดขึ้น

ดังนั้นในตอนที่ฟู่เอินซูเอ่ยขอใช้บ่อน้ำพุวิญญาณเมฆหยินหยาง นางยังคงใช้นามที่แอบแฝงของศิษย์ด้อยอาวุโสเพื่อฝึกวรยุทธ์ เยี่ยนจ้าวเกอและซือคงจิงก็ไปเป็นเพื่อนเพื่อปิดบังอำพรางให้แก่เฟิงอวิ๋นเซิง

ฟู่เอินซูมีนิสัยตรงไปตรงมา ทว่าไม่ขลาดเขลา ตอนแรกที่พาซือคงจิงมาด้วยกัน นอกจากจะตามติดกายสั่งสอนอยู่ทุกเมื่อแล้ว ก็มีการตรึกตรองในด้านนี้เช่นกัน

เพียงแต่นางไม่คิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะได้รับการช่วยเหลือจากบ่อน้ำพุวิญญาณเมฆหยินหยาง ทว่าเขาก็ได้รับจริงๆ

บ่อน้ำพุวิญญาณเมฆหยินหยางมีตาน้ำพุอยู่น้อยนิด แต่ละที่ต่างเป็นอิสระต่อกัน ทว่าก็เชื่อมต่อทะลุถึงกัน เยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง และซือคงจิงแต่ละคนยึดครองหนึ่งแห่ง ไม่กระทบซึ่งกันและกัน

รอบกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแช่อยู่บนบ่อน้ำพุ เยี่ยนจ้าวเกอกำหนดลมหายใจขับพิษเงียบๆ

ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่ ลมปราณบริสุทธิ์โหมซัดสาดไหลเชี่ยวอย่างไม่ขาดสาย เมื่อลมปราณบริสุทธิ์กระจายออก กลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์หนึ่งก็ปรากฏ

จุดลมปราณทั่วกายของเยี่ยนจ้าวเกอเปิดปิด ลมปราณเย็นเยียบสีขาวและลมปราณร้อนรุ่มสีแดง คล้ายกับมังกรขาวและมังกรแดงตัวหนึ่ง โลดแล่นอยู่ในทางเดินเลือดลมภายในร่างกายของเขา

ลมปราณน้ำแข็งและเพลิงที่คล้ายกับมังกร ผสมผสานร้อยเข้าด้วยกันไปทุกทิศทาง และหลอมรวมเข้าไปภายในกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์

กลุ่มธาตุปราณขยายใหญ่แข็งแกร่งขึ้น จากนั้นก็เปลี่ยนกลับคืนรูปเดิมอีกครั้ง ตามการกำหนดลมหายใจขับพิษของเยี่ยนจ้าวเกอ ราวกับว่าไม่เคยเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ แม้แต่น้อยมาก่อน

ทว่าภายในที่ไร้ขีดจำกัด ท่วงทำนองของพลังที่เกิดดับทุกสรรพสิ่งเอาไว้ เหมือนกับว่าจะชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ในกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์มีเชื้อไฟก้อนหนึ่ง เดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืด สับเปลี่ยนหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ส่องแสงสีแดงสว่างวับวาบมากมาย ซึ่งนั่นก็คือผลพวงที่เยี่ยนจ้าวเกอได้มาจากคัมภีร์ทำลายสวรรค์นั่นเอง

อีกทั้งเชื้อไฟนี้ยังค่อยๆ เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงตามการกำหนดลมหายใจของเขาอีกด้วย

พลังร้อนรุ่มค่อยๆ สลายหายไป จนกระทั่งไม่มีอุณภูมิเหลืออยู่ จากนั้นจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอย่างต่อเนื่อง!

หลังจากการก่อตัวเป็นระยะเวลานาน เชื้อไฟก็หายไป โดยมีผลึกน้ำแข็งก้อนเล็กๆ เข้ามาแทนที่!

แม้ผลึกน้ำแข็งนั้นจะเล็ก แต่กลับแฝงความเย็นสุดขั้วเอาไว้ ราวกับอดีตที่มีมาตั้งแต่บรรพกาลดั้งเดิม และยังคล้ายกับอนาคตที่โลกกำลังเดินไปยังทางตัน

ท่ามกลางความหนาวเย็น โอกาสที่จะมีชีวิตทั้งหมดล้วนไม่มีอยู่อีกต่อไป เหลือเอาไว้แต่เพียงความดับสูญ

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง อุณหภูมิของผลึกน้ำแข็งที่อยู่ในกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ก็เริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกครั้ง ความหนาวเหน็บค่อยๆ สูญสลายไป ความอบอุ่นบังเกิดขึ้นใหม่

เมื่อถึงตอนท้ายที่สุดแล้ว อุณหภูมิก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่าจะรุ่มร้อนกว่าดวงอาทิตย์เสียอีก ผลึกน้ำแข็งสูญสลายไป เชื้อไฟปรากฏขึ้นให้เห็นอีกครั้ง

วนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักรซ้ำไปซ้ำมา เยี่ยนจ้าวเกอปิดเปลือกตาทั้งสองข้างลง กระนั้นบริเวณด้านหน้าดวงตาเหมือนกับค่อยๆ มีลำแสงสว่างขึ้นมา อีกทั้งยังสว่างเจิดจ้ามากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

แม้ว่าเขาจะไม่มองไม่ฟัง ทว่าโลกหล้าโดยรอบกลับชัดแจ้งยิ่งขึ้น ถึงขั้นที่เข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ที่เขาใช้ดวงตาของตนไปมอง และใช้หูไปฟังเสียอีก คล้ายกับว่า มีความรู้สึกที่มองเห็น ‘ความเป็นจริง’ อย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอชี้แนะส่วนที่เหลือของเฟิงอวิ๋นเซิง ให้ตั้งใจและตั้งมั่นฝึกฝนเช่นนี้วันแล้ววันเล่า

ใช้ประโยชน์จากสรรพสิ่งภายนอก ให้ความสำคัญกับตนเองเป็นอันดับแรก การฝึกที่มีต่อตนเองของเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยผ่อนปรน ถึงขั้นที่มุมานะบากบั่นยิ่งกว่าคนอื่นๆ มากนัก

เป็นเช่นนี้จนเวลาล่วงเลยไปเกือบจะครึ่งปี

วันหนึ่ง เหนือศีรษะของเยี่ยนจ้าวเกอก็พลันเกิดรัศมีแสงปรากฏวับวาบ พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า!

นั่นกลับไม่ใช่ลำแสงที่มีอยู่จริงแต่อย่างใด ทว่าเป็นความรู้สึกรูปแบบหนึ่งที่ลึกล้ำเสียยิ่งกว่าลึกล้ำ คล้ายกับมนุษย์เชื่อมประสานกับโลกสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น

การเปลี่ยนแปลงสลับกันของเชื้อไฟและผลึกน้ำแข็ง ในกลุ่มธาตุปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในจุดตันเถียนมีแนวโน้มจะหยุดนิ่งลง เชื้อไฟไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ อีก ฝังลึกอยู่ภายในธาตุปราณ

ลมปราณบริสุทธิ์ตลบอบอวลไปทั่ว ห่อหุ้มปกคลุมธาตุปราณเอาไว้ จากนั้นปราณจิตรามากมายก็ขยายออกจากภายในลมปราณบริสุทธิ์มาด้านนอก กระจายไปทั่วทุกส่วนในร่างกายเยี่ยนจ้าวเกอ

จุดลมปราณทั่วกายชายหนุ่มสั่นสะเทือนพร้อมๆ กัน ปราณจิตราระเบิดปะทุออกมานอกร่างกาย

กระแสปราณหลากหลายสายคล่องแคล่ว ราวกับหินแข็งถูกกรอกเข้าไปในชีวิต มีสติปัญญาเป็นของตัวเอง!

ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ประสบผลสำเร็จแล้ว!

อาหู่ที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกรู้สึกได้ จึงเดินเข้ามา

เยี่ยนจ้าวเกอลืมตาทั้งสองขึ้น แสงแห่งเซียนเปล่งไปทั่วทั้งสี่ทิศ เขามองไปทางอาหู่

ชายร่างใหญ่ชะงักไป จากนั้นก็อ้าปากค้าง ยิ้มประจบพลางกล่าวว่า “คุณชายก็คือคุณชาย พลังชีวิต พลังปราณ และพลังวิญญาณที่เพียงพอ ปกติแล้วปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นไม่มี”

“อาหู่ สีหน้าอารมณ์ของเจ้าปลอมจนเกินไปแล้ว ยังต้องฝึกต่อไปอีก” เยี่ยนจ้าวเกอลุกออกมาจากบ่อน้ำพุ ยืดเส้นยืดสายอยู่พักหนึ่ง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ในที่สุดก็ก้าวมาถึงขั้นเคียงนภาเสียที”

อาหู่อ้าปากกว้าง “คุณชายขอรับ ท่านอย่าทำสีหน้าเหมือนกับใช้เวลาไปอย่างยาวนานได้หรือไม่ ตั้งแต่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ถึงขั้นเคียงนภาระยะต้น ท่านเพิ่งจะใช้เวลาไปเพียงแค่ปีกว่าๆ เท่านั้นเองนะขอรับ! เขาไร้พรมแดนคิดว่าเป็นการเยินยอจนเกินจริงเพื่อบ่อนทำลายท่าน แต่ข้าเห็นว่าวิธีกล่าวของพวกเขาล้วนยังดูถูกท่านจนเกินไป!”

เยี่ยนจ้าวเกอฉีกยิ้มโดยที่ไม่พูดอะไร

ก่อนหน้าเป็นเพราะไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส ดังนั้นเยี่ยนจ้าวเกอเองก็เลยไม่รู้เช่นกัน

ชาติก่อนตอนที่ได้อ่านคัมภีร์ที่เก็บอยู่ในวังเทพทั้งหมด เยี่ยนจ้าวเกอถึงได้ค้นพบว่าการที่ตนได้อยู่ในโลกแห่งจอมยุทธ์นี้ประดุจปลาได้น้ำ ความสามารถในการทำความเข้าใจการฝึกวรยุทธ์สูงยิ่ง

หากกล่าวว่าเป็นความสามารถที่เก็บซ่อนเอาไว้ ก็ไม่สู้กล่าวว่าเขาเกิดมาก็คล้ายกับจะกินข้าวถ้วยนี้แล้ว

ชาตินี้สั่งสมปูพื้นมานานนัก น่าจะถึงเวลาที่รุดหน้าพุ่งทะยานแล้ว

ถ้าหากไม่ใช่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนตกตะลึงเกินไปจนเกิดความสงสัย ระดับความเร็วยังสามารถเร็วได้ยิ่งกว่านี้เสียอีก

หลังจากมาถึงโลกใบนี้ การตระเตรียมสั่งสมเป็นระยะเวลายาวนานก่อนหน้านี้ก็ไม่ใช่การเสียแรงเปล่า

“ถึงขั้นเคียงนภาแล้ว เรื่องต่างๆ มากมายล้วนสามารถทำได้แล้วเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย พร้อมกับหยิบเตาผลึกหินชั้นในของตนเองออกมา

เมื่อเปิดฝาเตาออก แสงเพลิงสีน้ำเงินก็ส่องสว่างวาบ นั่นก็คือเชื้อไฟสัจจะอัคคี

แรกเริ่มเชื้อไฟสัจจะอัคคีผ่านการบ่มเพาะจนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา นอกจากเตาผลึกหินชั้นในเตานี้ของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ภายในเตาผลึกหินชั้นในที่ทิ้งเอาไว้ที่สำนักกับบิดาของตนนั้น ก็บ่มเพาะจนมีเชื้อไฟสัจจะอัคคีเช่นเดียวกัน

เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือเดียวขับเคลื่อนเตาผลึกหินชั้นใน อักขระวิญญาณมากมายบนเตาผลึกหินชั้นในพลันเปล่งแสงแวววาวออกมา

“อาหู่ หยิบอาวุธวิญญาณระดับล่างสองชิ้นที่ได้มาจากเหยียนซวี่ก่อนหน้านี้ออกมา” ทันทีที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว อาหู่ก็รีบปฏิบัติตามทันที เขาหยิบอาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้น ชิ้นหนึ่งเป็นเกราะอ่อน อีกชิ้นหนึ่งเป็นเข็มขัดออกมาส่งให้ชายหนุ่ม

ทีแรกอาวุธวิญญาณทั้งสองชิ้นถูกสือเถี่ยทำลายรากฐานเสียหาย เรียกได้ว่าเกือบจะพังทั้งหมด เคราะห์ดีที่เยี่ยนจ้าวเกอใช้วิชาลับเก็บเอาไว้ จึงสามารถเก็บรักษาพวกมันเอาไว้ได้

ถึงกระนั้นปราณดั้งเดิมก็ยังคงเสียหายหนัก ยากจะฟื้นคืนให้เหมือนเดิมได้

“จะหลอมอาวุธวิญญาณได้หรือไม่ สำหรับคุณค่าของเตาผลึกหินชั้นในแล้ว เป็นสันปันน้ำที่มีขนาดใหญ่มหึมา” เยี่ยนจ้าวเกอนำเกราะอ่อนและเข็มขัดใส่เข้าไปในเตาผลึกหินชั้นในพร้อมกัน “ตอนนี้นำสิ่งของทั้งสองรูปแบบนี้มาฝึกปรือฝีมือได้พอดิบพอดี”

ดวงตาทั้งสองของอาหู่เปล่งประกาย “คุณชาย อาวุธวิญญาณที่เสียหายจนกลายเป็นเช่นนี้ ก็สามารถซ่อมแซมให้คืนสภาพเดิมได้หรือขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “มีโอกาสฟื้นฟูได้อยู่หลายส่วน แต่ถ้าอยากให้กลับไปอยู่ในจุดสูงสุดเช่นเดิมนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เพียงแต่ว่าหลังจากซ่อมแซมจนฟื้นฟูปราณดั้งเดิมได้บ้างแล้ว ก็สามารถส่งประโยชน์ได้มากยิ่งขึ้น สร้างของชิ้นหนึ่งที่ข้าอย่างจะสร้างมาโดยตลอด”