126-130
บทที่ 126
“ตอนขึ้นเขามา ข้าพบการขัดขวางจากศิษย์ของท่าน ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าหากไม่เร่งรีบแล้วละก็ ที่จะประสบกับหายนะก็คือสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของสำนักท่าน”
สีหน้าท่าทางเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน ไม่ร้อนรน
ชายหนุ่มรุ่นเยาว์ผู้นี้วางแผนไว้ในใจอยู่แล้ว หรือคิดจะสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญตบตา มหาปรมาจารย์เขาไร้พรมแดนหลายท่านแยกแยะได้ไม่ยากนัก
ผู้อาวุโสจั่วไม่กล่าวอันใด ทว่าหัวคิ้วของเขาขมวดเป็นปมขึ้นอีกครั้ง
ส่วนซานสือเวิง ผู้อาวุโสเก่าแก่แห่งเขาไร้พรมแดน ผู้มีวรยุทธ์สูงที่สุดในบรรดาทั้งสามคน ทั้งยังเป็นผู้พาเยี่ยนจ้าวเกอและฟู่เอินซูมาจากสำนักเขาไร้พรมแดน กลับมีสีหน้าท่าทางโอนอ่อนอยู่บ้าง
ซานสือเวิงมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ ”เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่าอย่างไรนะ”
เยี่ยนจ้าวเกอประสานมือคำนับ “สถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับตาน้ำพุเมฆหยินหยาง หากจุดเพลิงใหญ่ขึ้นมา ไอเพลิงอาจจะส่งผลกระทบต่อสมดุลของตาน้ำพุเมฆหยินหยาง”
“ชีพจรน้ำของน้ำพุเมฆหยินหยางไหลตรงสู่ด้านล่างเขานิมิตเมฆ เชื่อมต่อเข้ากับชีพจรดิน ในระหว่างที่สมดุลชีพจรพลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลกระทบต่อพลังปราณของชีพจรดินที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งเขานิมิตเมฆ”
“สำหรับจอมยุทธ์รุ่นข้าแล้ว ผลกระทบด้านนี้ไม่ชัดเจนนัก แต่สำหรับแก่นแร่ของศิลาวิญญาณลึกล้ำที่เดิมทีก็ได้รับความเสียหายอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของสภาพแวดล้อมโดยรอบล้วนแล้วแต่จะนำมาซึ่งผลกระทบ”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า “ที่โชคไม่ดีก็คือ ไอเพลิงเข้าสู่พื้นที่ พลังปราณของชีพจรดินก็จะปรับเปลี่ยนไปโดยปริยาย ตัวของมันก็จะมีแนวโน้มหนาวเหน็บมืดครึ้มมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไอเพลิงที่อยู่ภายในและมาจากภายนอก อีกทั้งเมื่อชีพจรดินเริ่มหนาวเหน็บ ก็จะทำลายแก่นแร่ของศิลาวิญญาณลึกล้ำเข้าไปอีกขั้น”
บรรดาจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดน หากไม่ฉงนสนเท่ห์ก็ไม่เชื่อถือ อยากจะประณามเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่าติดอยู่ที่ผู้อาวุโสสำนักก็อยู่ที่นี่ จึงไม่กล้ากระทำการโดยบุ่มบ่าม
จี้ฮั่นหรูหัวคิ้วขมวดมุ่น จดจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ
ซานสือเวิงและผู้อาวุโสจั่วไม่ได้พูดอะไร แต่ผู้อาวุโสเสวียนสือกลับเปิดปากเอ่ยถามเสียงทุ้มต่ำว่า “การที่ชีพจรดินเริ่มหนาวเย็น จะทำลายสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอย่างนั้นหรือ”
สำหรับเขาไร้พรมแดนแล้ว ศิลาวิญญาณลึกล้ำเป็นหนึ่งในแหล่งทรัพยากรที่สำคัญที่สุด จนแทบจะควบคู่ประวัติศาสตร์การก่อตั้ง พัฒนา จนถือกำเนิดขึ้นของทั้งเขาไร้พรมแดนเลยทีเดียว
เขาไร้พรมแดนมีการศึกษา ทดลอง และทำความเข้าใจต่อศิลาวิญญาณลึกล้ำอย่างลึกซึ้ง ผู้อาวุโสเสวียนสือในฐานะผู้อาวุโสระดับหนึ่ง เขารับผิดชอบดูแลสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งเขานิมิตเมฆเป็นการเฉพาะ สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวนั้น อยู่เหนือทั้งหมดที่เขารู้ กระนั้นผนวกเข้ากับสถานการณ์ที่เขารู้ทั้งหมด ก็คล้ายกับรู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
เรื่องนี้สำคัญยิ่ง ผู้อาวุโสเสวียนไม่ได้ทึกทักตำหนิเยี่ยนจ้าวเกอในทันที ทว่าการซักถามข้อสงสัยที่อยู่ในน้ำเสียงก็ชัดเจนจนไม่อาจชัดเจนไปมากกว่านี้แล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ศิลาวิญญาณลึกล้ำรักษาสมดุลเอาไว้อย่างมั่นคง พลังปราณทรงพลังทั้งหมด ดูเหมือนว่าไม่เกี่ยวข้องกับการแยกกันของหยินหยาง แต่ระหว่างกระบวนการเกิดขึ้นของศิลาวิเศษชนิดนี้ กลับมีช่วงที่หยินหยานรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว สายแร่ทั้งสองของสำนักเขาไร้พรมแดนและที่แห่งนี้แห้งเหือดต่อเนื่องกัน นั่นเป็นเพราะว่าวิธีขุดศิลาวิญญาณลึกล้ำของพวกท่านเป็นการใช้พลังอันแข็งแกร่งขุดเปิดอย่างบ้าคลั่ง”
“เพื่อที่จะโต้ตอบพลังความร้อนรุนแรงที่มาจากภายนอกนี้ ชีพจรดินภายใต้ที่ตั้งของแหล่งแร่จึงสร้างความหนาวเย็นขึ้นเองเพื่อปรับความสมดุล หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พลังของความหนาวเย็นจะทำลายแก่นแร่ไปตามกาลเวลา ดังนั้นศิลาวิญญาณลึกล้ำอันเป็นผลผลิตจากสายแร่นับวันก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนแห้งเหือดไปในที่สุด”
เขาอธิบายอย่างฉะฉาน คล่องแคล่วทั้งยังเป็นขั้นเป็นตอน “พวกท่านอาจจะค้นพบการเปลี่ยนแปลงหยินหยาง ร้อนหนาวของพลังปราณโดยรอบสายแร่ แต่ไม่แน่ชัดถึงหลักการเกิดที่แฝงอยู่ของศิลาวิญญาณลึกล้ำ ดังนั้นจึงไม่ได้คิดโยงถึงด้านนี้”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ ไม่เพียงแต่ผู้อาวุโสเสวียนสือเท่านั้น ซานสือเวิงและผู้อาวุโสจั่วก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดเช่นเดียวกัน
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสจั่วจึงเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นแล้วเจ้ารู้เรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “นั่นคงทำให้ท่านผู้อาวุโสต้องหัวเราะเยาะเสียแล้ว ตั้งแต่ยังเยาว์วัย งานอดิเรกของข้าคือการศึกษาทฤษฎียุ่งเหยิง ชอบเสาะหาตำราโบราณมาอ่าน ศึกษาอักษรโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลุ่มหลงในซากวัตถุโบราณก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ในอดีตก็เป็นเช่นนี้ กระทั่งถึงขั้นฝึกฝนวรยุทธ์ล่าช้าไปบ้าง ทำให้ท่านผู้อาวุโสสำนักข้าไม่พอใจนัก”
“กล่าวเช่นนี้แล้วเป็นไปได้ว่าอาจจะล่วงเกินไปบ้าง เพียงแต่ว่าท่านผู้อาวุโสหลายท่านควรจะรับรู้ไว้ ว่าพลังวิญญาณลึกล้ำไม่ใช่ท่านปรมาจารย์ก่อตั้งสำนักของท่านเป็นผู้สร้างแต่อย่างใด”
หนึ่งในรากฐานการก่อตั้งสำนักของเขาไร้พรมแดน พลังวิญญาณลึกล้ำ ก็เป็นคัมภีร์วิชาวรยุทธ์ที่มีอยู่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่
ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเขาไร้พรมแดนได้รับคัมภีร์ส่วนหนึ่งในฉบับที่ไม่สมบูรณ์ เขาศึกษา ค้นคว้า ฝึกฝน และเสริมเติมจนได้รูปแบบใหม่ ท้ายที่สุดก็กลายเป็นพลังวิญญาณลึกล้ำในปัจจุบัน
คัมภีร์วรยุทธ์วิชาที่ไล่เลี่ยกันมากมายในโลกแปดพิภพปัจจุบันนี้ ล้วนแล้วแต่มีความเป็นมาเช่นนี้ เพียงแต่ว่าพลังวิญญาณลึกล้ำที่ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเขาไร้พรมแดนได้รับในตอนแรกนั้นค่อนข้างสมบูรณ์
เพราะฉะนั้นพลังวิญญาณลึกล้ำในปัจจุบัน กับบทความโบราณก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่จึงยิ่งใกล้เคียงกัน
แต่ไหนแต่ไรเขาไร้พรมแดนกลับก็ไม่กล้าเอ่ยถึงจุดนี้ ซานสือเวิงจึงผงกศีรษะทันที “ไม่ผิดนัก”
เขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ความหมายที่เจ้ากล่าวก็คือ เจ้าได้รับพลังวิญญาณลึกล้ำที่สมบูรณ์ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่แล้วอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าจัดระเบียบหนังสือที่หลงเหลือและตำราโบราณ สิ่งที่ได้รับก็คือข้อมูลข่าวสารบางอย่างของสำนักมหาวิญญาณก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่”
ก่อนวิกฤตการณ์ใหญ่มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่นามว่า ‘สำนักมหาวิญญาณ’ ซึ่งพลังวิญญาณลึกล้ำก็เคยเป็นวิชาวรยุทธ์ของสำนัก
ชายหนุ่มกล่าวว่า “ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ผู้คนภายในสำนักมหาวิญญาณฝึกฝนพลังวิญญาณลึกล้ำ โดยเริ่มอาศัยศิลาวิญญาณลึกล้ำแล้ว และก็มีการศึกษาทดลองเกี่ยวข้องกับสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำในนั้นเป็นของตนด้วยเช่นกัน ข้าด้อยความสามารถนัก แต่ข้ากล้าที่จะเสนอตัวเองมาเขานิมิตเมฆครั้งนี้ แน่นอนว่าไม่พูดเหลวไหลมั่วซั่วเป็นแน่”
เขากล่าวพลางยิ้มเล็กน้อย “ความเสียหายที่มีต่อสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอันเกิดจากชีพจรดินอันหนาวเย็น เป็นสิ่งที่สั่งสมมาเป็นแรมวันแรมเดือน ยามปกติอาจจะรู้สึกได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ที่แก่นแร่ได้ถูกทำลายการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย แท้จริงแล้วก็ชัดเจนเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน”
“คนของสำนักท่านก่อนหน้านี้ไม่ได้ตระหนักถึงปัญหาด้านนี้ บางทีอาจจะไม่ทันได้ระมัดระวัง แต่บัดนี้ได้รับรู้ถึงเรื่องราวแล้ว เช่นนั้นการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนโดยมีแก่นแร่เป็นเป้าหมาย ข้าเชื่อว่าจะสามารถค้นพบได้ว่าคำพูดของข้านั้นไม่เป็นเท็จ”
พอเยี่ยนจ้าวเกอกล่าวจบ เขาก็ยิ้มเล็กน้อยพลางปิดปากเงียบ มือทั้งสองไพล่ไว้ด้านหลัง ยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน
หลังจากผู้อาวุโสเสวียนสือนิ่งเงียบไปเล็กน้อย เขาก็กล่าวเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าจะลงไปดูเสียหน่อย”
ซานสือเวิงผงกศีรษะเบาๆ
จี้ฮั่นหรูและศิษย์เขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ อึดอัดและอับอายอยู่บ้างชั่วขณะหนึ่ง
พวกเขาคาดหวังว่าความเป็นจริงจะสามารถยืนยันได้ ว่าเยี่ยนจ้าวเกอกำลังพูดจาเหลวไหล มิเช่นนั้นครั้งนี้พวกเขาคงจะขายหน้ายิ่งนัก
เพราะผู้ที่วางเพลิงจนกระทั่งเป็นภัยต่อสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ตนล้วนมีส่วนเกี่ยวพัน
คนของเขากว่างเฉิงกลับกลายเป็นคนช่วยเหลือดับเพลิง ก่อนหน้านี้คนของสำนักตนถูกเล่นงาน ไม่เพียงแต่จะถูกเล่นงานเสียเปล่าแล้ว กลับยังต้องกล่าวขอบคุณกล่าวขออภัยกับอีกฝ่ายอีกต่างหาก
ถูกโจมตีด้วยฝ่ามือแล้วยังต้องยิ้มเข้าสู้ นี่ไม่ใช่วลีที่ว่า ‘ไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วยังรู้สึกอึดอัดใจ’ หรอกหรือ
ผู้อาวุโสจั่วจ้องเยี่ยนจ้าวเกอเขม็ง “หากจริงดังเจ้าว่า สำนักข้าก็ต้องขอบคุณมิตรจิตมิตรใจของสำนักของเจ้า อย่างไรก็ดีความลับระดับนีก็ยังไม่มีผู้ใดรับรู้ แม้มีผู้จุดเพลิงก็ด้วยความไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลัง”
“กฎเกณฑ์ไม่อาจอะลุ่มอล่วย เรื่องที่เกิดขึ้นบนเขตแดนเขาไร้พรมแดนข้า ย่อมมีการจัดการตามกฎเกณฑ์ของสำนัก ต้องให้ผู้อื่นเข้ามาแทรกเมื่อไรกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า “หากเวลานั้นทันกาล ข้าก็อยากจะรอศิษย์พี่ทุกท่านรีบมาจัดการ แต่เวลานั้นคับขัน ข้ารอจนกระทั่งต้องละลาบละล้วงแล้วขอรับ”
ดวงตาผู้อาวุโสจั่วหรี่ลง ฟู่เอินซูที่อยู่ด้านข้างกวาดสายตามองเขาแวบหนึ่ง “จั่วเฉิง เจ้าคิดจะจับผิดอย่างนั้นหรือ”
“หากเจ้าไม่อยากเสียหน้า เช่นนั้นพวกเราก็พูดกันดีๆ เถอะ”
“พวกข้าเพิ่งเข้ามาถึงที่นี่ก็มีคนก่อเรื่อง ทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญอย่างนั้นหรือ” คิ้วเรียวสวยของฟู่เอินซูค่อยๆ เลิกขึ้น “เจ้าทำเหมือนว่าข้าเขลาเบาปัญญา ทั้งยังทำเหมือนว่าเขากว่างเฉิงของข้ารังแกได้ง่ายอย่างใช่หรือไม่”
สีหน้าอารมณ์ของผู้อาวุโสจั่วชะงักนิ่ง “ฟู่เอินซู…”
ไม่รอให้เขากล่าวจบ ซานสือเวิงยกฝ่ามือขึ้น กล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ทั้งหมดนั้น รอเสวียนสือกลับมาก่อนค่อยว่ากันอีกครั้ง”
ผู้อาวุโสจั่วมองซานสือเวิงแวบหนึ่ง อีกฝ่ายสบตากับเขาด้วยความสงบนิ่ง
ซานสือเวิงที่ดูเหมือนค่อยๆ ชราลงแล้ว น้อยนักจะออกความคิดเห็น ทั้งๆ ที่เป็นผู้ที่อาวุโสมากที่สุด และระดับการฝึกฝนสูงที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสทั้งสามท่าน ณ พื้นที่เขาไร้พรมแดนนี้
ผู้อาวุโสจั่วละสายตากลับมา แล้วนิ่งเงียบต่อไป
กระนั้นชั่วขณะหนึ่ง ผู้อาวุโสเสวียนสือก็กลับมา เขาผงกศีรษะไปทางซานสือเวิงกับผู้อาวุโสจั่วด้วยสีหน้าหนักแน่นจริงจัง
ไม่จำเป็นต้องพูดกล่าวใดๆ เพียงแค่เห็นสีหน้าของเขา เบื้องหน้าจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ ก็ล้วนดำมืด
จี้ฮั่นหรูปิดเปลือกตาด้วยความทุกข์อยู่บ้าง กัดฟันกรอดจนคล้ายกับมีโลหิตไหลซึมออกมาจากเหงือก
บทที่ 127
ขณะนี้บรรยากาศมีความอึดอัดอยู่บ้าง
เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่กับที่อย่างสงบเยือกเย็น สายตาทอดมองไปอีกฟาก
บริเวณนั้น ซือคงจิงกับโหวเสียงยังคงประมือกันอยู่
ทั้งสองต่อสู้กันด้วยโทสะ จนถึงขั้นทำเหมือนกับว่ารอบข้างไม่มีผู้ใดอยู่ ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะยังไม่ได้รับรู้ถึงการมาของฟู่เอินซู ซานสือเวิง ผู้อาวุโสจั่ว และคนอื่นๆ ถึงยังไม่ได้วางมือ
สถานการณ์ในการต่อสู้ดุเดือดจนเกินไป กระทั่งที่ว่าผู้ใดวางมือถอยก่อน อาจจะบาดเจ็บจากน้ำมือของอีกฝ่ายได้
ทั้งสองคนทำได้แค่เพียงรวมสมาธิเอาไว้ที่การประลอง หากต้องการจะหยุดการประลองฝีมือของพวกเขาลงกลางคัน ต้องให้ผู้ที่มีวรยุทธ์สูงกว่าเข้าแทรกเท่านั้น
เมื่อกลุ่มคนของฟู่เอินซูมาถึง แน่นอนว่าสิ่งที่ให้ความสนใจเป็นอันดับแรกก็คือเยี่ยนจ้าวเกอกับจี้ฮั่นหรู หลังจากนั้นเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถึงเรื่องที่เพลิงลุกโชนเผาภูเขาจะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนของพลังชีวิตพื้นภูมิ ทำลายสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้รับฟังต้องตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นที่ไม่มีผู้ใดยุ่งเกี่ยวทางด้านซือคงจิงและโหวเสียงเลย
สายตาของฟู่เอินซูมองไปยังสนามประลองด้วยท่าทางสนุกสนาน
ผู้อาวุโสจั่วและจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนต่างก็นิ่งเงียบอยู่ชั่วขณะหนึ่งเช่นกัน ทั้งยังเริ่มให้ความสนใจกับการประลองฝีมือระหว่างปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในทั้งสอง
กล่าวจากมุมมองหนึ่งแล้ว พวกเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งที่แสดงออกมาในการประลองครั้งนี้
โหวเสียงเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของเขาไร้พรมแดนในช่วงนี้ นับเป็นคู่ต่อสู้ที่พบได้ยากในรุ่นอายุเดียวกัน ทั้งยังเกรียงไกรยิ่ง
จิ่งอวิ๋นจือแห่งเขากว่างเฉิงก่อนหน้านี้อายุมากกว่าเขา ทว่ากลับอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลางเช่นเดียวกับเขา ในการประมือต่อสู้จริงก็ยิ่งถูกโหวเสียงบีบบังคับเสียจนสถานการณ์อันตรายเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน
บัดนี้กลับมีหญิงสาวคนหนึ่งที่อายุน้อยกว่าโหวเสียงสามารถต้านทานเขาได้ จึงทำให้บรรดาคนของเขาไร้พรมแดนรู้สึกสนใจอย่างลับๆ เป็นธรรมดา
ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่ก็เป็นยอดอัจฉริยะที่กำเนิดขึ้นใหม่ท่ามกลางรุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิง
บรรดาคนของเขาไร้พรมแดนล้วนแล้วแต่สนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการแสดงออกของเยี่ยนจ้าวเกอเมื่อครู่น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก!
ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย โจมตีปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น ในช่วงเวลาอันคลุมเครือกลับก้าวข้ามคลองหงโกวอันใหญ่หลวงของพลังความสามารถไปได้อย่างคาดไม่ถึง
หากวิจารณ์เงียบๆ จี้ฮั่นหรูก็ประมาทศัตรูไปบ้างอยู่ดี ตอนที่เพิ่งออกกระบวนท่าไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด จนทำให้ถูกเยี่ยนจ้าวเกอชิงกลับมาได้เปรียบ
รอจนตอนที่เขารู้สึกว่าไม่ถูกต้อง สถานการณ์ก็ตกเป็นรองจนยากที่จะพลิกกลับมาได้แล้ว ผลคือถูกเยี่ยนจ้าวเกอที่เมื่อได้เปรียบแล้วก็ไม่ยั้งมืออีกต่อไป โจมตีอย่างต่อเนื่องถูกยับยั้งอย่างสิ้นเชิง
กระทั่งท้ายที่สุดการตั้งรับป้องกันด้วยพลังทั้งหมดของกระบวนฝ่ามือรวมศูนย์ ก็ถูกเยี่ยนจ้าวเกอโจมตีจนแตกพ่าย
จี้ฮั่นหรูพ่ายแพ้จนรู้สึกคับอกคับใจอยู่บ้าง ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับชนะโดยไม่ได้พึ่งโชคแต่อย่างใด เนื่องจากลักษณะท่าทางช่างดูชำนาญตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้ยากจะคาดคะเนได้ว่าแท้จริงแล้วแข็งแกร่งถึงเพียงใด
ศิษย์เขาไร้พรมแดนอาจแย้งได้ว่าจี้ฮั่นหรูยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด ถึงกระนั้นผู้ใดจะสามารถฟันธงได้เล่าว่าเยี่ยนจ้าวเกอแสดงพลังทั้งหมดแล้วหรือยัง
แน่นอนว่าเมื่อคิดถึงจุดนี้แล้ว สำหรับพลังความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ ทุกคนก็ยิ่งรู้สึกถึงความน่าหวาดกลัว
ซานสือเวิงและผู้อาวุโสระดับสูงจึงปล่อยเลยตามเลย สังเกตติดตามสถานการณ์การต่อสู้ของซือคงจิงกับโหวเสียง เพียงแต่ขณะเดียวกันก็ประเมินพลังความสามารถของศิษย์รุ่นใหม่ของเขากว่างเฉิงไปด้วย เพื่อเลี่ยงความอึดอัดและอับอาย
บรรดาศิษย์เขาไร้พรมแดนทั้งหลายที่ยังเยาว์วัยกลับติดตามสถานการณ์การต่อสู้อย่างใกล้ชิด ตึงเครียดยิ่งกว่าตัวโหวเสียงที่อยู่ในการประลองเสียอีก เพราะคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโหวเสียงจะสามารถเอาชนะซือคงจิงได้ แล้วกู้หน้าเขาไร้พรมแดนกลับมา
ทว่าสมาธิส่วนหนึ่งของเยี่ยนจ้าวเกอกลับตกไปอยู่ที่บนร่างกายของเด็กชายคนนั้น
เขาไม่ได้ลืมนึกถึงตอนแรกที่บ่าวรับใช้ของจ้าวหมิงเอ่ยว่า บุตรชายของครอบครัวที่ถูกพรรคโลหะเอกยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ โจมตีคนของพรรคจนบาดเจ็บ
พรรคโลหะเอกมาเพราะต้องการคน ซึ่งคนที่ต้องการก็คือบุตรชายของเจ้าพื้นที่ขนาดใหญ่นั่น
ผู้เสียชีวิตที่อยู่ในไร่สมุนไพรแห่งนี้ ไม่นับผู้ที่สวมชุดพรรคสายรุ้งสีชาด คนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นคนของพื้นที่ขนาดใหญ่นั่นทั้งสิ้น
หนึ่งในนั้นก็คือบิดามารดาของเด็กชายคนนั้น ทั้งสองคนสวมชุดโอ่อ่าร่ำรวยมากที่สุด เยี่ยนจ้าวเกอยังเห็นอาวุธสงครามระดับสูงที่เสียหายชิ้นหนึ่งอยู่ข้างศพชายผู้นั้น
การที่ชาวบ้านธรรมดาจะสามารถมีอาวุธสงครามระดับสูง สามารถกล่าวได้ว่าไม่ง่ายอย่างยิ่ง
กลับไปมองเด็กชายคนนั้นอีกครั้ง ถึงแม้ว่าลักษณะท่าทางจะดูเขลา ดูทึ่ม บนเสื้อผ้าก็เปรอะเปื้อนฝุ่นดินไม่สะอาดนัก ทว่ายังคงดูออกว่าสวมชุดฐานะไม่เหมือนกับคนทั่วไป
ความเป็นไปได้เก้าในสิบส่วนว่าเด็กคนนี้กับบิดามารดาของเขา ก็คือครอบครัวเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่
เช่นนั้นปัญหาก็เกิดขึ้นแล้ว เด็กชายคนหนึ่งที่อายุราวสิบปีเช่นนี้ สามารถโจมตีจอมยุทธ์พรรคโลหะเอกจนบาดเจ็บได้อย่างนั้นหรือ
ต่อให้ต้องยัดเยียด นี่ก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือนัก นอกเสียจากว่า เด็กคนนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ!
เยี่ยนจ้าวเกอสงบเยือกเย็น ดึงมือของเด็กชายขึ้น จับชีพจรเขา ตรวจสภาพร่างกายของเด็กชายอย่างละเอียด
เด็กชายเงยหน้ามองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่งด้วยความงงงวย จากนั้นจึงก้มหน้าลงไปมองบิดามารดาของเขาอีกครั้ง
“…เด็กคนนี้?!” แววตาเยี่ยนจ้าวเกอทอประกาย เอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “หนุ่มน้อย เจ้ามีนามว่าอะไรหรือ”
ถึงแม้ว่าเด็กชายจะให้ความรู้สึกทึ่มอยู่บ้าง ทว่าก็มองออกว่าบิดามารดาตั้งใจอบรมสั่งสอนเขาอย่างดีมาโดยตลอด เขากล่าวตอบด้วยเสียงโง่งมว่า “ฮาน…หลง…เอ๋อร์…”
พอเขาเงยหน้าตอบคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยนจ้าวเกอก็จดจ้องดวงตาทั้งสองของเขา สายตาราวกับสำรวจเข้าไปในจิตใจของฮานหลงเอ๋อร์
ฮานหลงเอ๋อร์สั่นศีรษะ หลังจากตอบชื่อของตนแล้ว เขาก็ก้มหน้าลงไปอีกครั้ง
“พ่อหนุ่มน้อย เมื่อครู่ข้ายังคิดอยู่เลยว่าข้าคิดผิดไป ดูจากตอนนี้แล้ว ข้าไม่ได้มองผิดไปแน่นอน” เยี่ยนจ้าวเกอสูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง หางตากวาดมองกลุ่มคนของจี้ฮั่นหรูแวบหนึ่ง “พวกเจ้าจงรอเสียใจภายหลัง กระทั่งเอาหัวชนภูเขา ชนจนเขานิมิตเมฆคว่ำไปเสียเถอะ”
เฟิงอวิ๋นเซิง จ้าวหมิง และจิ่งอวิ๋นจือที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติของเขาแต่อย่างใด เพราะเอาแต่จดจ้องอยู่ที่ซือคงจิงกับโหวเสียงที่กำลังประลองฝีมือกันอยู่
“ศิษย์น้องซือคง ท่วงท่าของเจ้านี่แหละ ที่ปะทะอย่างรุนแรงกับคนของเขาไร้พรมแดน!”
จ้าวหมิงมองอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับซือคงจิงด้วยความชื่นชมอยู่บ้าง
จิ่งอวิ๋นจือที่อยู่ข้างกายเขาผงกศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเลื่อมใสเช่นกัน
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกแห่งในปัจจุบัน ต่างก็มีโครงสร้างวรยุทธ์วิชาที่สมบูรณ์เป็นของตนเอง ครอบคลุมไปเสียทุกสิ่งอย่าง
เปรียบเทียบกับขุมกำลังอื่นๆ ทั้งระดับชั้นแรกและระดับชั้นรองแล้ว วรยุทธ์วิชาของขุมกำลังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในหลายๆ ด้านล้วนแล้วแต่มีความได้เปรียบในทุกทาง
กระนั้น ระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอง ก็จะมีการเปรียบเทียบระหว่างกันในระดับหนึ่ง เพราะต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะในท่วงท่า
เขาไร้พรมแดน ก็ได้ชื่อว่าเป็นเลิศในด้านพลังที่หนักหน่วง รุนแรง และทรงพลังเช่นกัน
การโจมตีประดุจภูเขาไท่ซานกดทับ เรียงภูเขาพลิกทะเล ใช้พลังอันแข็งแกร่งบี้อัดจนทำให้คนต้องสิ้นหวัง
การป้องกันที่แข็งแกร่งราวกับหิน ประหนึ่งกับโลหะ ทำให้ผู้คนยากนักที่จะต่อกรทะลุผ่านภูเขาสูงตระหง่านไปได้
จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนที่แสดงออกมา สิ่งที่เชี่ยวชาญที่สุดก็คือโจมตีปะทะซึ่งๆ หน้า
โดยปกติแล้ว คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกัน น้อยคนนักที่จะสามารถแข็งชนแข็ง แล้วชิงความได้เปรียบไปจากมือของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้น ชัยชนะของเยี่ยนจ้าวเกอเมื่อสักครู่ จึงทำให้กลุ่มคนของจี้ฮั่นหรูขายหน้าเป็นพิเศษ
ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นความบังเอิญ กระนั้นสิ่งที่ทำให้เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดนสีหน้าไม่ค่อยดีก็คือ ซือคงจิงก็ใช้วิธีเดียวกัน ใช้วิธีแข็งชนแข็งโจมตีประมืออย่างรุนแรงบโหวเสียง
เฟิงอวิ๋นเซิงมองซือคงจิง จากนั้นก็มองเยี่ยนจ้าวเกอ มุมปากปรากฎรอยยิ้มเล็กน้อย
เยี่ยนจ้าวเกอเอียงศีรษะ “ต้องไม่ได้คิดเรื่องดีๆ เป็นแน่”
“เพียงแค่นึกถึงตอนที่ออกทัศนาจรข้างนอกเมื่อก่อนขึ้นมาได้ ได้ยินคนของขุมกำลังชั้นหนึ่งและสองพวกนั้น แต่งเป็นโคลงกลอน (ซุ่นโข่วหลิว[1]) ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกของพวกเรา” เฟิงอวิ๋นเซิงไม่ได้กล่าวอย่างขอไปที นางกล่าวยิ้มๆ อย่างเป็นธรรมชาติว่า “แต่ก่อนก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่เล็กน้อย แต่บัดนี้เห็นท่านกับศิษย์พี่ซือคงแล้ว รู้สึกว่าไม่เหมือนอย่างยิ่ง”
เยี่ยนจ้าวเกอเริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง “โอ้ พวกเขาแต่งว่าอย่างไรหรือ”
………………..
[1] ซุ่นโข่วหลิว (顺口溜) โคลงกาพย์กลอนที่ท่องด้วยปากเปล่าที่แพร่หลายในกลุ่มชาวบ้านซึ่งมีประโยคสั้นและยาวไม่เหมือนกัน
บทที่ 128
ไม่ใช่แค่เยี่ยนจ้าวเกอเท่านั้น จ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือก็เกิดความสงสัยใคร่รู้เช่นกัน ในขณะที่ตั้งใจดูสถานการณ์การต่อสู้ทางฝั่งซือคงจิงไปพลาง หูก็ตั้งผึ่งขึ้นไปพลาง
เฟิงอวิ๋นเซิงเอ่ยว่า “กล่าวก่อนว่า คำพูดไม่ได้รื่นหูเท่าใดนัก”
เยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ ต่างก็ยิ้มและหัวเราะ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหกแห่งอยู่เหนือทั้งมวล สำหรับขุมกำลังชั้นแรกและชั้นสองที่อยู่เบื้องล่างแล้ว ก็เหมือนกับแบกความกดดันมหาศาลประหนึ่งภูเขาใหญ่ไว้
หากจะมีอะไรเป็นเรื่องดีแล้วละก็ ต้องเป็นดินแดนศักดิ์แห่งใหญ่ทั้งหกแบ่งผลกำไรให้เป็นอันดับแรกสุด คนอื่นๆ บ่นกล่าวไม่พอใจต่างหากถึงจะเป็นเรื่องปกติ
เฟิงอวิ๋นเซิงเองก็ไม่อุบเอาไว้ ป่าวประกาศคำตอบออกไปทันที
“กว่างเฉิงชั่วร้าย สุริยันป่าเถื่อน ตำหนักอัสนีสวรรค์รีบเร่งดุจจะไปเกิดใหม่ เขาไร้พรมแดนทั้งน่ารังเกียจทั้งแข็งกร้าว หอคลื่นโหมกลับกลอกเป็นอย่างยิ่ง ที่อำมหิตที่สุดคือเมืองทะเลมรกต”
พอเยี่ยนจ้าวเกอและอีกสองคนได้ฟังแล้ว ต่างก็มีสีหน้าแปลกใจ หลังจากครู่ใหญ่ก็หัวเราะมาอย่างพร้อมเพรียง
“กล่าวได้ว่า สรุปได้ค่อนข้างถึงอรรถรสเสียจริงๆ ” จ้าวหมิงหัวเราะพลางส่ายศีรษะ จิ่งอวิ๋นจือที่อยู่ข้างกายก็อดหัวเราะไม่ได้เช่นกัน
ในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก เขากว่างเฉิงมีความรู้ลึกซึ้งหลากแขนงและรอบด้านมากที่สุด วรยุทธ์วิชาแต่ละรูปแบบแต่ละท่วงทำนองล้วนมีครบครัน หากกล่าวถึงเพียงแค่รูปแบบลักษณะอย่างเดียว ยากนักที่จะหาวิชาที่เป็นสายบังคับควบคุมเขากว่างเฉิงได้โดยสิ้นเชิง
การประมือระหว่างจอมยุทธ์กว่างเฉิงกับคนอื่นๆ ท่วงทำนองก็มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเช่นกัน เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ‘ผู้อื่นพิชิตกว่างเฉิงนั้นยาก กว่างเฉิงพิชิตผู้อื่นง่าย’
การที่จะควบคุมจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงด้วยท่วงทำนองนั้นยากอย่างยิ่ง หากตัวจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงเองฝึกฝนบำเพ็ญเพียรจนเชี่ยวชาญลึกซึ้งและรอบรู้พอ ก็สามารถเปลี่ยนท่วงทำนองควบคุมคู่ต่อสู้ได้
ดังนั้นในสายตาของคนอื่น จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงจึงกลายเป็นตัวแทนของความปลิ้นปล้อน ชั่วร้ายเป็นอย่างยิ่ง ค้นหาการลงมืออันเป็นจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ สร้างสภาพการณ์ที่อาศัยความแข็งแกร่งกว่าของตนข่มแหงผู้ที่อ่อนแอ
เหมือนเช่นเหตุการณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอและซือคงจิงในปัจจุบัน ที่ปะทะกับจุดเด่นของคู่ต่อสู้อย่างรุนแรงเมื่อสักครู่นี้ กลับจะเป็นส่วนน้อยเสียด้วยซ้ำไป
วรยุทธ์วิชาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เน้นพลังไม่เน้นกระบวนท่า ป่าเถื่อนเปิดเผย ไม่ปฏิบัติตามหลักการทั่วไป ทำให้ผู้คนคาดการณ์และเข้าใจได้ยากนัก
ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนตำหนิภายในใจอย่างลับๆ แม้เห็นได้ชัดว่าเป็นวิชาลับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับมองอย่างไรก็เหมือนกับพวกนอกรีต
ส่วนวรยุทธ์วิชาของตำหนักอัสนีสวรรค์มีการบุกโจมตีรวดเร็วดุดัน หากกล่าวถึงท่วงทำนองแล้วนั้น รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งกับสายฟ้าแลบ ในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก วรยุทธ์วิชาของตำหนักอัสนีสวรรค์ให้ความสำคัญกับความเร็วเป็นที่สุด
อีกทั้งในบรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ น้อยนักที่วรยุทธ์วิชาของตำหนักอัสนีสวรรค์สวรรค์จะสุดขั้วสุดโต่ง
ถ้าหากกล่าวว่าวรยุทธ์วิชาของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่รุนแรงดั่งเพลิงคือการโจมตีหนัก ป้องกันเบา เช่นนั้นวิถีวรยุทธ์ของตำหนักอัสนีสวรรค์ก็แทบจะเรียกได้ว่าโจมตีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ป้องกันเลย
‘เขาไร้พรมแดนที่ทั้งน่ารังเกียจทั้งแข็งกร้าว’ เป็นการตำหนิจอมยุทธ์เหมือนกับก้อนหินที่อยู่ในส้วม และยังบรรยายถึงความหนาหนักและความแน่นิ่งของมัน เทียบกับวรยุทธ์วิชาของกลุ่มอิทธิพลดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ แล้ว ยังคล่องแคล่วไม่พอ
การสืบทอดของดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่ทั้งหก เป็นที่รู้กันถ้วนทั่วว่าจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนเชี่ยวชาญการปะทะซึ่งๆ หน้ามากที่สุด ทว่าความเร็วในการเคลื่อนไหวกายแย่ที่สุด
‘หอคลื่นโหมกลับกลอกเป็นอย่างยิ่ง’ นั่นหมายถึงท่วงทำนองวรยุทธ์วิชาของหอคลื่นโหม ซึ่งคุ้นชินกับการใช้ความอ่อนโยนควบคุมความแข็งแกร่ง
วรยุทธ์วิชาของหอคลื่นโหมอาศัยศาสตร์แห่งการทลายพลัง แทบจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในโลกแปดพิภพ
ความสามารถในการป้องกันของมันนั้น เทียบกับเขาไร้พรมแดนแล้วส่วนหนึ่งอ่อนโยน ส่วนหนึ่งแข็งแกร่ง เป็นที่กล่าวขานไปทั่วหล้า อีกทั้งวิทยายุทธการเคลื่อนไหวกายก็ยังใช้การเคลื่อนย้ายพลิกไปพลิกมาในระยะทางสั้นๆ เป็นจุดเด่น ว่องไวอย่างถึงที่สุด
ส่วน ‘ที่อำมหิตที่สุดคือเมืองทะเลมรกต’ ที่กล่าวถึงเป็นอันดับสุดท้าย หมายถึงวรยุทธ์วิชาของเมืองทะเลมรกต ที่คุ้นเคยกับการขับเคลื่อนพลังลับซ่อนเร้น ประหนึ่งกับลูกคลื่นใหญ่ที่บนผิวน้ำไม่น่าตื่นตกใจ ทว่าพลังอันมหาศาลกลับก่อตัวอยู่เงียบๆ อยู่ก้นบึ้งของทะเล สร้างความบาดเจ็บแก่ผู้คนโดยไร้รูปร่าง โดยไม่ทันรู้ตัว
เมืองทะเลมรกตมีชื่อเสียงเป็นเลิศในวิชาลับสุดยอด กระบี่ทะเลมรกตไร้รูปร่าง เพราะเป็นกระบี่อันไร้ลักษณะ เมื่อแสดงเจตจำนงกระบี่แสดงออก จะทำให้ศัตรูรู้สึกเหมือนกับอยู่กลางทะเลอย่างไรอย่างนั้น
อีกทั้งปราณกระบี่ไร้รูปร่างปรากฏอยู่ทุกที่ แทรกเข้าทุกอณู ชั่วขณะที่ปราณกระบี่เข้าสู่ร่างกาย ราวกับตัวอ่อนแมลงวันที่ชอนไชติดแน่นกระดูกข้อเท้า ยากนักที่จะกำจัดทิ้ง จึงถูกผู้อื่นนอกเหนือจากเมืองทะเลมรกตตราหน้าว่า ‘อำมหิต’
จ้าวหมิงยิ้ม “ไม่เพียงแต่กระบี่ทะเลมรกตไร้รูปร่างนี้ ที่ขุมกำลังชั้นหนึ่งและชั้นสองกำลังด่าทอเท่านั้น ยังรวมไปถึงสำนักของเราที่อยู่ภายในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหญ่อื่นๆ ทั้งห้าด้วย ก็ถูกเกลียดจนเข้ากระดูกดำเช่นกัน”
เยี่ยนจ้าวเกอจูงมือของฮานหลงเอ๋อร์ ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหก ผู้ใดบางเล่าที่ไม่มีเคล็ดวิชาที่ไม่ทำให้ผู้อื่นเกลียดเข้ากระดูกดำ”
เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะ “เป็นเช่นนั้นแหละ”
ชายหนุ่มมองจิ่งอวิ๋นจือแวบหนึ่ง แล้วถอนใจเงียบๆ ก่อนจะพาฮานหลงเอ๋อร์ส่งต่อให้เฟิงอวิ๋นเซิงช่วยดูแล
จิ่งอวิ๋นจือลงมือด้วยการยึดหลักคุณธรรม กระนั้นผลคือไร่โอสถที่บริหารดูแลอย่างเหน็ดเหนื่อยของตนเองกลับถูกเผาจนเดือดร้อน ทั้งยังมีคนของพรรคสายรุ้งสีชาดถูกสังหารอีก
ถึงแม้ว่าศิษย์น้องร่วมสำนักคนนี้จะค่อนข้างมีเหตุผล ทว่าตอนนี้ยังต้องให้ผู้อื่นคอยช่วยเหลือดูแลเด็ก คงหนีไม่พ้นความไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง
แม้ว่าเฟิงอวิ๋นเซิงจะแปลกใจกับอากัปกิริยาของเยี่ยนจ้าวเกออยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากความ จูงมือฮานหลงเอ๋อร์ด้วยรอยยิ้ม
ฮานหลงเอ๋อร์นิ่งงัน สายตายังคงหยุดอยู่บนร่างไร้วิญญาณของบิดามารดาของตน
“ท่านพ่อ…ท่านแม่…เหตุใดถึงไม่ตื่นเล่า”
เฟิงอวิ๋นเซิงลอบถอนหายใจ แววตาทอประกายความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น
อีกฝั่งหนึ่ง ระหว่างซือคงจิงและโหวเสียงก็ค่อยๆ แบ่งแยกผู้แพ้ผู้ชนะออกได้แล้วเช่นกัน
ซือคงจิงสำแดงวิชาลับสืบทอดกว่างเฉิงออกมา กระบวนท่ากระบี่อำพันลี้ลับ หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ใช้ความแข็งแกร่งเอาชนะความแข็งแกร่ง สั่งสมความได้เปรียบทีละเล็กทีละน้อย
กระบวนท่ากระบี่อำพันลี้ลับ รุกโจมตี ป้องกัน ตั้งรับรวมกันเป็นหนึ่ง ดูเหมือนจะเรียบง่ายอืดอาด ทว่าแท้จริงแล้วประณีตวิจิตรถึงที่สุด ครอบคลุมไปเสียทุกสิ่ง พลังมหาศาลยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของวิถีกระบี่สายกว่างเฉิง
เพลงกระบี่เจ็ดดาราคือจากความซับซ้อนสู่ความง่ายดาย แต่กระบวนท่ากระบี่อำพันลี้ลับคือการเก็บซ่อนความง่ายดายเพื่อไว้สู้กับความซับซ้อน
ตอนนี้เองซือคงจิงสำแดงท่วงท่าที่งดงามของกระบวนท่ากระบี่อำพันลี้ลับออกมาทั้งหมด ความได้เปรียบเพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง จนท้ายที่สุดเหมือนกับก้อนหิมะกลิ้งที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรอย่างนั้น ยิ่งต่อสู้ยิ่งได้เปรียบ ทั้งยิ่งทำให้โหวเสียงหาโอกาสพลิกกลับคืนไม่ได้โดยสิ้นเชิง
จ้าวหมิงมองเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ข้างกายครู่หนึ่ง
ทั้งสองคนใช้วิธีแข็งชนแข็งเช่นเดียวกัน แนวทางต่อสู้ของเยี่ยนจ้าวเกอต่อคือใช้ความรวดเร็วจบการต่อสู้ เร็วปานลมกรดและสายฟ้าแลบ แพ้ชนะตัดสินในชั่วพริบตาเดียว
ส่วนแนวทางการต่อสู้ของซือคงจิงโออ่าซื่อตรงมากยิ่งกว่า แม้ว่าจะไม่ได้สั่นสะเทือนละลานตาขนาดนั้น ทว่าก็มั่นคงประดุจภูเขาไท่ซาน
หญิงสาวอายุน้อย เทียบกับจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดน ผู้คู่ต่อสู้ของตนแล้ว นางกลับสุขุมหนักแน่นยิ่งกว่า กุมความได้เปรียบเอาไว้ในมืออย่างมั่นคง
ถึงแม้โหวเสียงจะยังพยายามประคับประคองเอาไว้อย่างสุดกำลัง ทว่าดูจากตอนนี้แล้ว กลับให้ความรู้สึกว่า ความพ่ายแพ้ของเขาเป็นเพียงแค่ปัญหาเรื่องเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น แทบจะไม่มีใครรู้สึกเลยว่าเขามีหวังที่จะพลิกกลับมาได้
ทว่าพอเปรียบเทียบกับซือคงจิง เยี่ยนจ้าวเกอให้ความรู้สึกแบบที่ลึกเสียจนไม่เห็นก้นบึ้งยิ่งกว่า ทำให้ผู้คนคาดเดาไม่ได้โดยสิ้นเชิง ว่าแท้จริงแล้วจุดไหนคือขีดจำกัดของนาง
“แนวทางการต่อสู้ของศิษย์น้องซือคงในตอนนี้ดูเหมือนจะสุขุม ทว่าเจตจำนงกระบี่ของตัวนางเองกลับมุ่งเข้าหาด้วยความฮึกเหิมอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ปรากฏความเซื่องซึมให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย สายตาทอดมองไปอีกด้านหนึ่ง
บริเวณนั้น มีจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนปรากฏตัวขึ้นกลุ่มหนึ่งอีก
บุคคลหนึ่งในนั้น ลักษณะหน้าตามีส่วนคล้ายกับจ้าวหมิงที่อยู่ข้างกายเยี่ยนจ้าวเกออยู่หลายส่วน
ชัดเจนว่าคือจ้าวฮ่าวที่หายไปหลังจากสงครามถังตะวันออก!
เยี่ยนจ้าวเกอกวาดสายตามองจ้าวฮ่าวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแวบหนึ่ง “โอ้ ไม่ต้องตั้งใจกำหนดลมหายใจขับพิษ รอบกายก็มีกระแสปราณไหลเวียนอย่างช้าๆ เป็นการเบิกจุดลมปราณบนร่างกาย จนจุดลมปราณเกิดการดูดซับปราณโดยอัตโนมัติอย่างนั้นหรือ”
“เขากลายเป็นปรมาจารย์แล้ว อีกทั้งยังบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะต้นเรียบร้อยแล้ว อีกไม่นานก็สามารถเบิกจุดลมปราณทั้งหมดได้ เลื่อนขั้นสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง”
“ช่างรวดเร็วนัก” เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้รู้สึกเหนือความคาดหมายอะไร แม้ว่าครึ่งปีกว่าๆ ก่อนหน้านี้ จ้าวฮ่าวเพิ่งจะอยู่ในระดับหลอมกายขั้นที่แปด ขั้นชักจูงลมปราณ บรรลุถึงระดับกายยุทธ์ขั้นที่เก้า ขั้นชักจูงลมปราณระยะท้ายก็ตาม
หลังจากนั้นเขาบรรลุสู่ขั้นประจักษ์กายา แล้วจึงบรรลุคูน้ำกั้นสู่ระกับปรมาจารย์ ประสบผลสำเร็จระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก ในช่วงเวลาสั้นๆ ก้าวกระโดดถึงสามขั้น ช่างน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง
ถึงกระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้รากฐานของจ้าวฮ่าว ใช้ประสบการณ์ระดับขั้นชาติที่แล้วของเขา ปัจจุบันถือกำเนิดอีกครั้ง พัฒนาจากขั้นเริ่มต้นอย่างรวดเร็วถึงจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
เพียงแต่ก็มีบางการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรที่จำเป็นต้องอดทนใช้เวลาอย่างช้าๆ จ้าวฮ่าวต้องใช้เวลาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นอกจากนี้แล้วก็มีด่านขวางกั้นที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจ สำหรับเขาที่กระทำในสิ่งที่เคยทำมาแล้วอีกครั้ง ส่วนใหญ่ล้วนราบรื่นราวกับพื้นเรียบ
คนอื่นต้องติดอยู่นานนัก จึงจะสามารถหาคำตอบของปัญหาได้ แต่สำหรับจ้าวฮ่าวแล้วล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่
ถึงแม้ว่าจะเกิดใหม่อีกครั้ง ทว่าขอเพียงเข้าใจสภาพร่างกายของตนเองในตอนนี้ได้ตลอดเวลา ก็จะไม่มีอุปสรรคด้านความรู้ ความคิด และความอ่านขวางกั้นอยู่เลย
ดังนั้นการที่จ้าวฮ่าวอยู่ในระดับขั้นหลอมกาย ก้าวสู่ระดับปรมาจารย์ภายในวันเดียว ล้วนแล้วแต่อยู่ในการคาดการณ์ของเยี่ยนจ้าวเกอทั้งสิ้น
ก่อนหน้านี้จ้าวฮ่าวติดตามจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนออกจากถังตะวันออกไป เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังเช่นกัน
เพียงแต่เยี่ยนจ้าวเกอคาดไม่ถึงว่าจ้าวฮ่าวจะปรากฏตัวที่เขานิมิตเมฆ
“มาทำอะไรกัน” เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย “เพื่อสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอย่างนั้นหรือ”
บทที่ 129
การมาถึงของจ้าวฮ่าวและคนอื่นๆ ไม่ได้กระทบกับผลแพ้ชนะของการต่อสู้ระหว่างซือคงจิงและโหวเสียงแต่อย่างใด
ซือคงจิงถือไพ่เหนือกว่ามาก จนถึงขั้นยากที่พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ ขอเพียงแค่ตนเองไม่ทำเรื่องโง่เขลา ไม่ประมาท อย่างไรชัยชนะก็ไม่ไปไหนแน่
ความกระตือรือร้นของหญิงสาวผู้เยือกเย็นที่มีต่อวรยุทธ์ อยู่เหนือจินตนาการของผู้คนไม่น้อย ซึ่งนางที่กำลังจดจ่ออยู่กับการประลองอยู่ในขณะนี้ แน่นอนว่าไม่ประมาทศัตรูเป็นแน่
ด้วยเหตุนี้ ผลปราชัยของโหวเสียงจึงถูกลิขิตเอาไว้แล้ว
ขณะที่กระบี่ในมือของซือคงจิงพังทลายขวานสั้น อาวุธวิญญาณของโหวเสียงจนปลิวออกไป เขาก็ยืนอยู่กับที่ด้วยสีหน้าแดงเถือก
ศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ สีหน้าก็ไม่สู้ดีเช่นกัน ทั้งจี้ฮั่นหรูและโหวเสียงต่างก็เป็นศิษย์ผู้โดดเด่นท่ามกลางศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนัก หากแต่ผลลัพธ์กลับพ่ายให้แก่น้ำมือศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงไปเสียสิ้น
อีกทั้งยังมีเรื่องลำดับอายุ โหวเสียงโตกว่าซือคงจิง จี้ฮั่นหรูโตกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ
โดยเฉพาะยิ่งจี้ฮั่นหรูไม่ได้โตกว่าจ้าวเยี่ยนเกอแค่ปีสองปีเท่านั้น หากพูดกันตามตรง ทั้งสองไม่ได้เป็นกระทั่งคู่ต่อสู้ที่มีช่วงอายุเดียวกันด้วยซ้ำ ตามเหตุตามผลแล้วจี้ฮั่นหรูควรจะชนะสิถึงจะถูก
จ้าวฮ่าวขณะนี้สวมชุดสีดำทั้งตัว แต่งกายตามแบบศิษย์ของเขาไร้พรมแดน ทว่าเขากลับไม่ได้มองโหวเสียง ศิษย์สำนักเดียวกันสักครั้ง แต่กลับมองซือคงจิง นั่นทำให้ชั่วพริบตาหนึ่งสายตาเขาชะงักไปเล็กน้อย
เพียงชั่วครู่เดียว สายตาของจ้าวฮ่าวก็เคลื่อนไปที่ร่างของเยี่ยนจ้าวเกอ
เยี่ยนจ้าวเกอมองจ้าวฮ่าวแวบหนึ่ง ดูจากสายตาของอีกฝ่ายแล้ว กลับไม่เห็นความโอหังและเหยียดหยามดังก่อนหน้า ทว่าก็ไม่ได้อ่อนโยนแต่อย่างใด หากแต่เฉียบคมเฉกเช่นดาบ
“เหอะๆ ตอนนี้คงไม่ต้องไว้หน้าท่านลุงจ้าวแล้วสินะ…” เยี่ยนจ้าวเกอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สายตาพลันเปลี่ยนเป็นเฉียบคมและเยือกเย็น
ดวงตาทั้งสองของเขาราวกับสายฟ้า rk.shอากาศเหมือนกับสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย ทิ่มแทงดวงตาทั้งสองของจ้าวฮ่าวจนเจ็บปวด
ผู้อาวุโสจั่วแค่นหัวเราะออกมาจากกลางอากาศ “จอมยุทธ์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย จะมาลำพองกับจอมยุทธ์จิตราชั้นในระยะต้นอย่างนั้นหรือ”
เสียงแค่นหัวเราะของเขาเมื่อครู่ มวลเสียงเสมือนเกาะผนึกรวมกับเป็นวัตถุ ประหนึ่งกับยอดเขาสูงกดทับเยี่ยนจ้าวเกอลงมา
ฟู่เอินซูที่อยู่ข้างกายก็แค่นหัวเราะเช่นเดียวกัน “จัดการสายตาศิษย์สำนักเจ้าให้ดีก่อนเถอะ ช่างยั่วยุกำเริบเสิบสานนัก คิดหรือว่าจะไม่มีใครสามารถกำจัดเขาได้”
ทันทีที่เสียงพูดดังขึ้น ยอดเขาที่กดทับเยี่ยนจ้าวเกออยู่นั้น ก็พลันแตกดังโครมครามกลายเป็นเสี่ยงๆ มลายหายไปไร้ซึ่งร่องรอย
ฟู่เอินซูมองท่านผู้อาวุโสจั่วตรงๆ พลางพูดอย่างช้าๆ ว่า “หากจะพูดถึงความลำพองละก็ เมื่อครู่เป็นศิษย์สำนักท่านที่อยู่ขั้นเคียงนภาระยะต้น โจมตีจ้าวเกอที่อยู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายเสียมากกว่ากระมัง”
แต่ไหนแต่ไรนางก็พูดจาดุเดือดรุนแรงราวกับฟ้าฝนถล่ม ทว่าจู่ๆ น้ำเสียงกลับอ่อนนุ่มแผ่วเบา พูดจาเชื่องช้า จนทำให้คนอื่นๆ โมโหมากขึ้นไปอีกอย่างอดไม่ได้
จ้าวหมิงที่อยู่ตรงนั้นมองดูจ้าวฮ่าวพลางถอนใจ “น้องสิบหก ด้วยพรสวรรค์อันปราดเปรื่องของเจ้าแล้ว ไม่ต้องรับราชบัลลังก์ ก็สามารถมาเข้าเป็นศิษย์กว่างเฉิงของข้าได้ ทั้งยังได้รับการฝึกสำคัญตามฉบับสำนัก เหตุใดต้องเลือกทางเช่นวันนี้เล่า”
สายตาจ้าวฮ่าวมองกวาดจ้าวหมิงอยู่แวบหนึ่ง ทว่าไม่ได้ตอบกลับไปแต่อย่างใด
เทียบกับคำพูดของจ้าวหยวน จ้าวเฉิง และคนอื่นๆ แล้ว จ้าวหมิงตรงไปตรงมาและจริงใจมากกว่า ทว่าอารมณ์ก็หุนหันพลันแล่นมากกว่าเช่นกัน พอเห็นท่าทางโอหังเหยียดหยามของจ้าวฮ่าว เขาก็พลันโมโหจนพูดอะไรไม่ออกทันที
ทันใดนั้นเสียงของฟู่เอินซูก็ดังออกมาจากกลางอากาศ “ที่แท้ก็เป็นบุตรอกตัญญู นกสองหัวแห่งตระกูลของจ้าวซื่อเฉิงนี่เอง”
ชั่วชีวิตนาง คนที่นางเคารพนับถือมากที่สุดก็คืออาจารย์หยวนเจิ้งเฟิง ความสัมพันธ์ทั้งคู่เปรียบเสมือนบิดาและบุตรี นางมักทำตามอำเภอใจ เดิมก็ไม่ใช่คนที่มีเหตุผลนัก ทว่าขณะนี้สังเกตได้ว่าสายตาจ้าวฮ่าวพลันเปลี่ยนเป็นไม่เกรงใจขึ้นมาแล้ว
ดวงตานางราวกับมีไฟฟ้ากำเนิดขึ้น เพียงชั่วพริบตาเดียวก็มีลำแสงวาบออกมา
ผู้อาวุโสจั่วสีหน้าเปลี่ยนไป พลางกล่าวเสียงดังว่า “ฟู่เอินซู เจ้าชักจะบังอาจเกินไปแล้ว!”
เขาลงมือสกัดกั้นการโจมตีของฟู่เอินซู ทว่าคิ้วของฟู่เอินขมวดเข้าหากัน “หืม?”
ซานสือเวิงยกมือขึ้นหยุดยั้งทั้งสองคน สายตามองไปที่ฟู่เอินซู “ดังที่สำนักเราทั้งสองได้ปรึกษาหารือในวันนั้น เรื่องของถังตะวันออกก็ได้เปิดโปงแล้ว ศิษย์คนนี้ไม่ว่าฐานะเดิมจะเป็นเช่นไร หากแต่บัดนี้คือศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดนของข้า”
สายตาฟู่เอินซูกลับมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ เฟิงอวิ๋นเซิง ซือคงจิง และคนอื่นๆ อยู่แวบหนึ่ง
ตามพื้นเพนิสัยของนาง ถ้าหากมีเพียงนางแค่ผู้เดียว ก็นางอาจจะไม่ใส่ใจนัก หากแต่พื้นที่นั้นถูกจ้าวฮ่าวคุมไว้อยู่ แม้ภายหลังจะต้องเจอซานสือเวิงสามคนล้อมโจมตีก็ไม่ต่างกัน
ทว่าตนเองก็มีศิษย์พี่อยู่ที่นั่นเช่นกัน หากเพียงดูแลไม่ทั่วถึง ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายจนไม่กล้านึกถึง
ผู้อาวุโสจั่วแห่งสำนักเขาไร้พรมแดนกล่าวอย่างเย็นชา “ฟู่เอินซู เจ้าคิดหรือว่าหากไม่มีคนจากสำนักกว่างเฉิงเช่นเจ้าแล้ว สำนักเขาไร้พรมแดนของข้าจะไม่สามารถจัดการปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำได้”
“โอ้” ฟู่เอินซูชะงักไปเล็กน้อย พลางก้มลงมองจ้าวฮ่าว “…เจ้าคงไม่ได้กำลังกล่าวถึงเขากระมัง”
ซานสือเวิงนิ่งเงียบไปชั่วครูก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พูดตามความจริงแล้ว จ้าวฮ่าว ศิษย์ใหม่ของสำนักก็เสนอวิธีฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำไปแล้วเช่นกัน”
“ก่อนหน้านี้ปิดเป็นความลับไม่เปิดเผยมาตลอด ไม่ได้มีเจตนาจะปิดบัง หากแต่จำเป็นต้องสำรวจให้แน่ใจเสียก่อน”
กล่าวถึงตรงนี้ ซานสือเวิงยังคงมีท่าทีเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทว่าผู้อาวุโสจั่วและผู้อาวุโสเสวียนสือกลับจ้องมองจ้าวฮ่าวด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรนัก
เพราะเด็กคนนี้มักเก็บงำไว้เพียงผู้เดียว ระมัดระวังความลับที่สำคัญที่สุดมาโดยตลอด จะพูดเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น
กระนั้นเรื่องนี้สำคัญเป็นอย่างมาก ถึงขั้นสำคัญที่สุดกับสำนักเขาไร้พรมแดนเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว ผู้อาวุโสจั่วจึงยิ่งไม่กล้าเก็บงำเรื่องนี้ไว้
ฉะนั้นคุณงามความดีใหญ่หลวงเช่นนี้ เขาจึงไม่สามารถยึดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว ทำได้แค่เพียงแบ่งคุณงามความดีจากการแนะนำของจ้าวฮ่าวบ้าง
ผู้อาวุโสเสวียนสือ ผู้ที่เฝ้ารักษาเขานิมิตเมฆอยู่ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกัน
ผู้อาวุโสทรงอำนาจทั้งสองท่านแห่งสำนักเขาไร้พรมแดน ถึงแม้จะเผชิญหน้าอยู่กับสำนักเขากว่างเฉิงในตอนนี้ ก็มุ่งช่วยเหลือจ้าวฮ่าวศิษย์สำนักตนเอง ทว่าสำหรับเจ้าเด็กไม่รู้กาลเทศะคนนี้ นี่ทำให้เขาไม่พอใจยิ่งนัก
อีกด้านหนึ่ง ในใจพวกเขาก็ยังคงกังวล ไม่รู้ว่าวิธีของจ้าวฮ่าวจะใช้การได้จริงหรือไม่
หลายวันที่ผ่านมานี้ จ้าวฮ่าวอยู่นอกเขานิมิตเมฆก็เพราะทำการสำรวจพื้นที่จริงอยู่นั่นเอง
ก่อนหน้าไม่ได้สำรวจให้สำเร็จจนถึงที่สุด ดังนั้นเมื่อเยี่ยนจ้าวเกอและคนอื่นๆ มาเยือน ด้านสำนักเขาไร้พรมแดนจึงไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ขอเพียงเตรียมพร้อมทุกด้านให้ปลอดภัย
ก่อนหน้านี้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกได้ถึงท่าทีคลุมเครือจากทางเขาไร้พรมแดน ที่แท้เหตุผลเป็นเช่นนี้นี่เอง
จ้าวฮ่าวมองทั้งเยี่ยนจ้าวเกอและฟู่เอินซูอย่างเย็นเยียบชั่วครู่ พลางกล่าวว่า “แผนของข้าสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาคิดวิธีอีก”
จากความหมายที่พูดมานั้น พวกเยี่ยนจ้าวเกออยู่ที่นี่ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว
“ฮ่า…” ทันใดนั้นฟู่เอินซูก็โมโหจนหลุดหัวเราะออกมา
เยี่ยนจ้าวเกอมองดูจ้าวฮ่าว ใบหน้าท่าทางเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
การที่โหวเสียงปล่อยคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่ไปก่อนหน้า ทำเยี่ยนจ้าวเกอคร้านจะสนใจ
หลังจากการทดสอบแห่งจันทราครั้งแรก มงกุฎจันทราตกไปอยู่ในมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากว่างเฉิงกับเขาไร้พรมแดนก็ดีขึ้น ความร่วมมือกลายเป็นเพิ่มขึ้นมาก
เมื่อถึงการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สอง เมืองทะเลมรกตเป็นฝ่ายได้มงกุฎจันทราไป เขาไร้พรมแดนและเขากว่างเฉิงถึงได้ค่อยๆ ห่างเหินกันไป
บัดนี้มงกุฎจันทรากลับไปอยู่ในมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง อีกฝ่ายจะกลับไปร่วมมือกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือ?
ดังนั้นจากการที่การการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม มงกุฎจันทราตกเป็นของเมิ่งหว่านอีกครั้ง ความขัดแย้งระหว่างสำนักเขากว่างเฉิงและสำนักเขาไร้พรมแดนก็พลันคลี่คลายลง
ทว่าการร่วมมือกันก็ไม่ได้หมายความว่าจะสนิทสนมชิดเชื้อเสียเมื่อไร
จะร่วมมือกันอย่างไร ร่วมมือกันถึงขั้นไหน ทั้งสองฝ่ายจะได้สิ่งใดจากอีกฝ่าย สิ่งเหล่านี้สามารถผันเปลี่ยนได้ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่พิจารณากันอยู่ไม่หยุดหย่อน
อาทิ ตอนศึกระหว่างสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขากว่างเฉิงได้เริ่มขึ้น เขาไร้พรมแดนจะไม่ช่วยเหลือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอน กระนั้นพวกเขาก็วางเฉย แล้วยังคงออกตัวช่วยเหลือเขากว่างเฉิงประจันศึกกับสำนักศักดิ์สิทธิ์สุริยัน แน่ชัดว่านี่แยกออกเป็นสองเรื่อง
ตนเองเป็นตัวแทนเขากว่างเฉิง ช่วยเหลือสำนักเขาไร้พรมแดนแก้ไขปัญหาใหญ่ของสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ เขาไร้พรมแดนจะต้องยอมรับตน ยอมรับน้ำใจอันยิ่งใหญ่ของกว่างเฉิง
หลังจากทั้งสองฝ่ายได้ร่วมมือกันแล้วนั้น เขากว่างเฉิงจะต้องยึดครองความได้เปรียบอย่างแน่นอน
อีกทั้งเขากว่างเฉิงไม่ต้องเสียสิ่งของใดๆ เลย สายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำเป็นของเขาไร้พรมแดนเอง
กระนั้นหากเขาไร้พรมแดนสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง นั่นก็เป็นอีกผลลัพธ์หนึ่งแล้ว
บทที่ 130
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางจ้าวฮ่าว พลางคิดในใจ ‘เจ้าเชี่ยวชาญเรื่องศาสตร์ตำรับโอสถเซียน แล้วได้ศึกษาทดลองเกี่ยวกับสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำหรือไม่’
ซานสือเวิงก็มองไปยังจ้าวฮ่าวเช่นกัน “แบบแผนของเจ้าสมบูรณ์ดีแล้วหรือ”
จ้าวฮ่าวกล่าว “อย่างน้อยสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำผืนนี้ ข้าสามารถฟื้นคืนถึงเจ็ดส่วน เทียบกับเมื่อตอนที่สมบูรณ์ก่อนหน้านี้”
สิ้นสุดคำกล่าวนี้ ท่าทีของจอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนทั้งหมดพลันฮึกเหิมขึ้นมา
ปัจจุบันสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งเขานิมิตเมฆ เมื่อตอนสมบูรณ์มีปริมาณผลผลิตไม่ถึงสี่ส่วน
สำนักเขาไร้พรมแดนแดนเห็นแก่ความมั่นคง จึงจำกัดการขุดแร่ ซึ่งปีก่อนๆ ที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีการขุดแค่สองสามส่วนเท่านั้น
ปัญหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำนั้น มองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเขาไร้พรมแดนรีบร้อนถึงเพียงใด
จ้าวฮ่าวเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถฟื้นคืนสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำได้ถึงเจ็ดส่วน แม้ว่าอยากให้ถึงสิบส่วนจะยังอีกไกลนัก ทว่าก็ฟื้นคืนขึ้นได้เกือบจะเท่าหนึ่งแล้ว จะไม่ให้ซานสือเวิงและคนอื่นๆ ประทับใจได้อย่างไร
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “วิธีของข้ามีสองแบบ วิธีแรกฟื้นคืนได้ถึงเจ็ดส่วน อีกวิธีสามารถฟื้นคืนได้ถึงเก้าส่วน”
อีกฝ่ายได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาทอดมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ
ผู้คนต่างเงียบงันอยู่ชั่วขณะ ทั้งซานสือเวิง ผู้อาวุโสจั่ว และผู้อาวุโสเสวียนสือต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ปัญหาที่สำนักเขาไร้พรมแดนกลัดกลุ้มมาอยู่หลายปี การมาถึงของเยี่ยนจ้าวเกอไม่เพียงแต่จะแก้ไขปัญหาได้เท่านั้น หากแต่วิธีแก้ปัญหายังมีมากกว่าหนึ่งวิธีอีกด้วยอย่างนั้นหรือ
วิธีที่ฟื้นคืนได้เจ็ดส่วนนั้นยังไม่ต้องเอ่ยถึง หากสามารถฟื้นฟูได้เก้าส่วนจริงๆ จนใกล้เคียงกับช่วงที่สมบูรณ์นั้น ช่างน่ากลัวเสียจริง ทำเอาเขาไร้พรมแดนเหนือความคาดหมายอยู่ไม่น้อย
อีกทั้งยังได้เปรียบกว่าจ้าวฮ่าวอยู่สองส่วน เหนือกว่าที่เขาไร้พรมแดนหวังไว้อยู่พอดิบพอดี
ถ้าหากวิธีของเยี่ยนจ้าวเกอมีหวังอยู่แค่แปดส่วนแล้วละก็ เขาไร้พรมแดนนั้นก็คงจะเลือกจ้าวฮ่าวมากกว่า อย่างไรเสียจ้าวฮ่าวก็เป็นศิษย์สำนักเดียวกัน
เพราะหากเลือกที่จะเชื่อถือเยี่ยนจ้าวเกอแห่งเขากว่างเฉิงก่อน ก็อาจมีความเป็นได้ที่จะถูกครอบงำ
ทว่าเก้าส่วนเทียบกับเจ็ดส่วน ก็ทำเขาไร้พรมแดนสองจิตสองใจอยู่เช่นกัน
โดยเฉพาะยิ่งเป็นเพราะเพลิงใหญ่ก่อนหน้านี้ เยี่ยนจ้าวเกอได้ชี้ขาดอย่างชัดเจนแล้วว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สายแร่อ่อนแอลง นี่เป็นสิ่งที่จ้าวฮ่าวไม่เคยทำได้มาก่อน
การที่ผู้คนในเขาไร้พรมแดนยังแคลงใจกับวิธีการของจ้าวฮ่าว นั่นเป็นเพราะรู้สึกว่าถึงแม้เขาจะเอ่ยถึงวิธีการ ทว่ายังคงแฝงความรู้สึกที่ว่ามีบางอย่างที่เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แล้วเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
ก่อนที่ซานสือเวิงจะออกจากประตูหุบเขาไร้พรมแดน หัวหน้าสำนักระดับสูงได้ปรึกษาหารือถึงความเป็นไปได้ต่างๆ แยกแบบแผนที่มีมุ่งไปยังเป้าหมาย
ดังนั้นสภาพการณ์ ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้เขาหมดสิ้นหนทาง และก็ไม่จำเป็นต้องขอคำแนะนำเป็นพิเศษอีก
“แผนการที่หยุดอยู่แค่บนกระดาษ มีหรือไม่มีมูลฐาน ยังจำเป็นต้องดูผลลัพธ์อยู่อีกหรือ” ซานสือเวิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ท่านทั้งสองสะดวกเผยรายละเอียดสภาพการณ์หรือไม่”
เยี่ยนจ้าวเกอเผยรอยยิ้มน้อย “ทดลองปฏิบัติดูก็ดีกว่าพูด ข้าก็เห็นด้วยในจุดนี้ วิธีของข้าเห็นผลได้ทันที จะพิสูจน์ตอนนี้เลยก็ย่อมได้ ต้องสัมฤทธิ์ผลเป็นแน่ แม้ผลอาจจะไม่ได้ถึงตามที่คาดการณ์ไว้ในทันที แต่ก็เห็นอัตราการฟื้นฟูจนสามารถคาดคะเนได้เลยคร่าวๆ ผลลัพธ์ท้ายที่สุดก็พิสูจน์ได้ด้วยกาลเวลาที่ผ่านพ้นไป ช่วงเวลานี้ข้าก็จะอยู่เขานิมิตเมฆแห่งนี้ คอยดูผลสุดท้ายด้วย”
ซานสือเวิงและคนอื่นๆ ต่างก็ชะงักงันเล็กน้อย ใครจะไปคิดว่าจ้าวฮ่าวที่อยู่อีกด้านจะกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “วิธีของข้าก็เห็นผลไวเช่นกัน”
สายตาของเขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ แววตาชัดเจนว่ามีความฉงนสนเท่ห์อยู่บ้าง
ในการฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ เขาขุดเจอซากสิ่งของของพรรคอสูรที่เหลือรอดมาได้ก่อนวิกฤตการณ์โดยบังเอิญ จึงได้เข้าใจถึงวิธีการบูรณะ
ก่อนหน้าก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ว่าเขาไร้พรมแดนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรจะเกี่ยวอะไรกับเขา แต่ตอนนี้ต้องการลืมตาอ้าปากอยู่ที่สำนักเขาไร้พรมแดน ดังนั้นจึงนำมาใช้การได้พอดิบพอดี
ทว่าหากพูดถึงการฟื้นคืนสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำให้ถึงเก้าส่วน เขาก็ไม่แน่ใจนักว่าจะทำได้เช่นกัน
หลังจากผ่านเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอใช้วิชาเข็มทองผ่านโอสถ และวิชาเหวเวหาทวนกระแสที่หุบเหวปราการมังกรก่อนหน้านี้ ตอนนี้จ้าวฮ่าวจึงไม่อาจดูถูกเยี่ยนจ้าวเกอได้อีกต่อไป
การที่เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่าตนเองสามารถฟื้นคืนสายแร่ได้ถึงเก้าส่วน จ้าวฮ่าวที่เสียเปรียบเขาอยู่เนืองๆ ขณะนี้ก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ทว่าก็ทำให้ความเกลียดชังในใจของเขาที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอยิ่งเด่นชัดขึ้น ‘เมื่อตอนอยู่ที่ถังตะวันออก ก็เป็นเจ้าที่ทำลายเรื่องดีๆ ของข้าอยู่ตลอด บัดนี้อยู่เขาไร้พรมแดนแล้ว เจ้าก็ยังจะมาขวางข้าอีกหรือ!’
‘เยี่ยนจ้าวเกอและเขากว่างเฉิง ก็ยังคงทำลายล้างผู้อื่นได้ดียิ่ง’
จ้าวฮ่าวแต่ไหนแต่ไรก็หยิ่งยโสโอหังเสมอมา ผลคือพ่ายแก่เยี่ยนจ้าวเกอซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แรกเริ่มเป็นเพราะเขากว่างเฉิง เขาจึงรู้สึกว่าเยี่ยนจ้าวเกอช่างขัดหูขัดตา แต่ตอนนี้ความเกลียดชังและเอือมระอาที่มีต่อเยี่ยนจ้าวเกอของเขา กลับมากกว่าที่มีต่อเขากว่างเฉิงไปเสียแล้ว
ซานสือเวิงและผู้อาวุโสจั่วต่างมองไปทางผู้อาวุโสเสวียนสือ หลังจากที่ผู้อาวุโสเสวียนสือใคร่ครวญอยู่ขณะหนึ่ง เขาก็ผงกศีรษะ “ข้าคิดว่าสามารถลองสักตั้งได้ ไม่กระทบสายแร่ทั้งหมด”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มาดูฝีมือพวกเจ้ากัน” สายตาซานสือเวิงมองกวาดไปยังเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวฮ่าว “ใครจะเริ่มก่อน”
ถึงแม้จ้าวฮ่าวจะให้ความสำคัญกับการระมัดระวังเยี่ยนจ้าวเกอเป็นอย่างมาก ทว่าความทะนงตนของเขาไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย จึงกล่าวอย่างราบเรียบว่า “ผู้มาไกลเป็นแขก ให้เขาก่อนนั่นแหละดีแล้ว”
“เช่นนั้นต้องกล่าวว่า อุปนิสัยตัดสินชะตา” เยี่ยนจ้าวเกอมองจ้าวฮ่าวอย่างไม่ลดละ ยิ้มเล็กน้อยพลางผงกศีรษะ “ข้าอย่างไรก็ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เช่นนั้นข้าลองเป็นคนแรกก็แล้วกัน”
ไหล่เขาแห่งนี้มีผู้รับผิดชอบจัดการกับปัญหาที่จะเกิดอยู่แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอและพรรคพวกลงไปยังพื้นที่แอ่งกระทะที่มีสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำอยู่
คนส่วนมากอยู่ด้านนอกสายแร่ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ตามเข้าไปในสายแร่ด้วยกัน
เยี่ยนจ้าวเกอลงมายังแก่นแร่โดยพลัน ผู้อาวุโสจั่วเองก็ลงมากับเขาด้วย
อีกฝ่ายปล่อยหมัดออกไปทุกที่ สายแร่ดูเหมือนจะถูกกระแสลมไร้รูปร่างแผ่ปกคลุม ทว่าก็ไม่ได้กระทบกับการแสดงความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ
ชายหนุ่มรับความรู้สึกสภาพการณ์ของแก่นแร่ และการเปลี่ยนแปลงโดยพลังวิญญาณของชีพจรดินโดยรอบอย่างละเอียดอีกครั้ง เขายิ่งมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ ‘เขาคาดว่าวิธีการของตนจะฟื้นคืนสายแร่ได้ถึงเจ็ดส่วน หากแต่กลับไม่แน่ชัดว่าสาเหตุที่สายแร่อ่อนแอลงคืออะไร เช่นนั้นวิธีการของเขาคงจะเป็นวิธีที่หยุดการไหลเวียนของชีพจรดินเสียมากกว่า…’
หลังจากไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันลงมือทันที
ผู้คนที่รออยู่ภายนอกไม่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์ จึงอดรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่ได้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร ทุกคนต่างก็รู้สึกถึงแรงสั่นไหวเบาๆ บนพื้นดิน
ครั้นเงยหน้ามองขึ้นไป กลับพบว่ามีกระแสลมโหมซัดสาดอยู่บนเขานิมิตเมฆ
ลำแสงมากมายส่องแสงออกมาจากหลุมแร่ พลังชีวิตที่ทั้งเข้มข้นทั้งหนาหนักปะทุออกมาฉับพลันทันที
จอมยุทธ์แห่งสำนักเขาไร้พรมแดนเผยสีหน้าปีติยินดี พวกเขาคุ้นเคยกับพลังชีวิตนี้เป็นอย่างยิ่ง นั่นเป็นพลังลมปราณที่แฝงอยู่ในสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำนี้เอง
ภายในสายแร่ จ้าวฮ่าวสัมผัสรับรู้กับการเปลี่ยนแปลงของของพลังลมปราณอย่างชัดเจน ใบหน้าค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา
อีกฝั่งหนึ่ง หลังจากที่ซานสือเวิง ผู้อาวุโสเสวียนสือ และผู้อาวุโสจั่วต่างมองกันอยู่ชั่วครู่หนึ่ง จึงกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “…เจ้ายังมีที่เก็บไว้อีกหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “หากเป็นวิธีในตอนนี้ไม่มีแล้วขอรับ เพียงแต่ต้องมุ่งมานะต่อไปอย่างต่อเนื่องก็พอ”
ผู้อาวุโสจั่วกล่าวอย่างเฉยชาว่า “หากมุ่งมานะต่อไป จะฟื้นฟูสายแร่ได้อย่างมากที่สุดเจ็ดส่วน”
ฟู่เอินซูก็หันไปมองเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน ชายหนุ่มยิ้มอย่างใจเย็นแล้วกล่าวว่า “วิธีที่ฟื้นคืนได้เก้าส่วน สำนักท่านอาจจะลำบากสักหน่อยที่จะรับ ข้าจึงใช้วิชาที่ฟื้นฟูได้เจ็ดส่วนเสียก่อน วิธีการนั้นคือวิธีเจาะสำรวจ”
เขามองจ้าวฮ่าวอยู่แวบนึง “ถ้าหากวิธีของศิษย์สำนักท่านใช้ไม่ได้ผล เช่นนั้นพวกเราก็ใช้วิธีนี้แล้วกัน”
จ้าวฮ่าวจ้องแก่นแร่ที่อยู่ตรงหน้าอย่างใจลอย ซานสือเวิงและคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็พากันขมวดคิ้ว
บรรดาผู้คนล้วนมีท่าทีเหลือทนอยู่บ้าง ใบหน้าจ้าวฮ่าวจึงพลันเผยรอยยิ้ม “ตาข้าบ้างแล้ว”
ทันทีที่สิ้นคำพูด เขาก็เริ่มลงมือทันที
เนื่องด้วยวรยุทธิ์ของเขายังต่ำนัก จึงต้องมีผู้อาวุโสเสวียนสือคอยอยู่เคียงข้างให้ความร่วมมือ
สายแร่สั่นไหวอีกครั้ง ใบหน้าของผู้อาวุโสจั่วค่อยๆ เผยสีหน้าปีติยินดีออกมา “นี่มัน.. นี่มัน..”
ซานสือเวิง ผู้อาวุโสจั่วและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้นก็ทยอยเผยสีหน้าประทับใจ พลางตรวจสอบอย่างละเอียด
ถึงแม้ว่าการกระทำของจ้าวฮ่าวจะยังไม่สิ้นสุด ทว่าบนใบหน้าเขาก็ปรากฏสีหน้ายินดีออกมา “มันกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เจ็ดส่วน!”
“ผลลัพธ์นอกจากจะทำได้เท่าวิธีเจาะสำรวจก่อนหน้านี้แล้ว ยังทำได้มากกว่าอีกด้วย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจถึงมากกว่าแปดส่วนก็เป็นได้ ไม่ถึงเก้าส่วนก็นับว่าใกล้เคียงแล้ว!”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วขมวดคิ้วอีก
ฟู่เอินซูเองก็ขมวดคิ้วขึ้น
จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนคนอื่นๆ ยิ่งรู้สึกดีอกดีใจ
จ้าวฮ่าวพลันหันหน้าไปมองทางเยี่ยนจ้าวเกอพลางพูดอย่างนิ่งสงบว่า “วิธีเก้าส่วนอะไรของเจ้านั่น ไม่ต้องนำออกมาแล้วละ”
ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่เอ่ยในตอนแรก เขาไร้พรมแดนสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง เหตุใดจึงต้องขอความช่วยเหลือจากเขากว่างเฉิงอีกเล่า
ยิ่งไปกว่านั้น วาจาของเยี่ยนจ้าวเกอ วิธีที่เขาจะฟื้นคืนสายแร่ให้ได้เก้าส่วนนั้น ก็ยังมีอันตรายอื่นแอบแฝง
บรรดาศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดนต่างก็พากันถอนหายใจยาวๆ ในที่สุดสายตาที่มองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ก็มีความรู้สึกเหมือนลืมตาอ้าปากได้บ้างสักที