121-125

บทที่ 121
หลังจากพูดโน้มน้าวฟู่เอินซูได้สำเร็จ เยี่ยนจ้าวเกอก็อารมณ์ดีไม่น้อยเช่นกัน

ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายๆ เพราะอาจารย์ฟู่ท่านนี้หลายครั้งมักจะทำอะไรตามความชอบและอารมณ์

มีเงินมากมายก็ซื้อความสุขของคนไม่ได้ สิ่งเหล่านี้บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายได้

หากไม่ใช่เพราะจำเป็น เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่อยากทำงานร่วมกับนางหรอก ทว่าสถานการณ์ในครั้งนี้ค่อนข้างซับซ้อน ตั้งแต่เยี่ยนจ้าวเกอได้พบเฟิงอวิ๋นครั้งแรก เขาก็วางแผนเรื่องนี้มาตลอด

และถ้าหากไม่ใช่เพราะจู่ๆ ฟู่เอินซูก็ออกฌาน คงไม่ต้องวุ่นวายขนาดนี้

เพราะวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ทำให้เกิดการสืบทอดขาดตอนไป มีหลายสิ่งหลายอย่างทำได้แค่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นเท่านั้น อีกทั้งในความคิดของเยี่ยนจ้าวเกอ โลกในปัจจุบันนี้ ที่นี่ยังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสตรีแห่งจันทราและจันทรากายที่จำกัดมาก

ถึงแม้จะรู้เรื่องเล่าที่ว่าฝึกคัมภีร์แห่งจันทราเป็นประโยชน์กับสตรีแห่งจันทรา กระนั้นก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนในโลกปัจจุบันนี้ยังไม่รู้

เยี่ยนจ้าวเกอที่ท่องจำคัมภีร์ในวังเทพมา รู้ว่านอกจากคัมภีร์แห่งจันทราแล้ว ยังมีคัมภีร์อื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสตรีแห่งจันทราอยู่อีกด้วย บางอย่างในนั้นไม่ได้มีขอบเขตจำกัดอยู่แค่สตรีแห่งจันทราเท่านั้น ทว่ายังมีประโยชน์กับจอมยุทธ์คนอื่นๆ เช่นกัน เขาสนใจในเรื่องนี้มาก

จากการพูดคุยกับเฟิงอวิ๋นเซิง ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอได้ข้อมูลที่ใช้ในการพิจารณา เพื่อช่วยให้ตนเองได้รู้ในวรยุทธ์ที่ต้องการจะรู้ เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ ไม่สามารถพูดกล่าวกับคนอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น การช่วยเฟิงอวิ๋นเซิงพัฒนาก็มีหลากหลายวิธี ซึ่งไม่ใช่คัมภีร์แห่งจันทราเพียงเล่มเดียวจะอธิบายได้

ความลับของตนเยอะจนเกินไป ถ้าไม่เก็บเป็นความลับทั้งหมด ก็ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองเพื่อให้ง่ายในการปกปิด ถ้าเลือกที่จะปิดเป็นความลับละก็ จะรับประกันได้อย่างไรว่าเฟิงอวิ๋นเซิงจะไล่ตามกลุ่มผู้ที่นำหน้าอยู่อย่างเมิ่งหว่านได้

ถ้าไม่สามารถเอาชนะการประลองจันทรากายได้ ที่ลำบากมาจะมีความหมายอะไร

ก็จริงอยู่ที่ส่วนตัวเฟิงอวิ๋นเซิงเป็นอัจฉริยะด้านวรยุทธ์ ต่อให้ไม่มีจันทรากาย ค่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ก็จะมีผลสำเร็จที่สูงมากเช่นกัน ทว่าหากความสามารถที่มีอยู่ของนางไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังที่แท้จริงได้ในระยะเวลาอันสั้น เช่นนั้นก็จะไม่เกิดผลที่จะกำหนดอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้

ตัวเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ในเขากว่างเฉิง ไม่ว่าจะเป็นตนเอง หรือบิดาของตน สุขหรือทุกข์ล้วนเกี่ยวข้องกับเขากว่างเฉิง ถ้าสำนักเจริญ พวกเขาก็จะเจริญไปด้วย แต่ถ้าสำนักเสียหาย พวกเขาก็จะเสียหายไปด้วยเช่นกัน

จะส่วนรวมหรือส่วนตัว ครั้งนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็ต้องรับประกันความเป็นไปของสถานการณ์ ไว้ในการควบคุมของตนเอง

เคราะห์ดีที่เป็นไปตามความคาดหมายก่อนหน้า แม้ว่าฟู่เอินซูจะมีนิสัยเอาแต่ใจ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสำนัก นางก็ยังสามารถแยกแยะตามลำดับความสำคัญได้

ถึงแม้ว่านางจะชอบเอาชนะ ซึ่งได้ยินว่าบางครั้งยังถึงขั้นเล่นลูกไม้ไม่ยอมรับผิด แต่สำหรับเรื่องของสตรีแห่งจันทรา สุดท้ายนางก็ยังยอมรับตรงๆ ว่าสู้คนอื่นไม่ได้

“เรื่องของเขานิมิตเมฆ ข้าก็ได้ยินมาแล้ว” พอฟู่เอินซูดึงสติกลับมา ก่อนจะเอ่ยถามต่อว่า “เรื่องนี้เจ้ามีความมั่นใจมากแค่ไหน”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบด้วยท่าทางเคร่งขรึมจริงจังว่า “อย่างน้อยคือแปดส่วน หากต้องการให้บอกมากกว่านี้ ก็จำเป็นต้องไปให้ถึงเขานิมิตเมฆก่อน หลังจากสำรวจพื้นที่จริงแล้วถึงจะได้ตัวเลขที่แน่นอนขอรับ”

ฟู่เอินซูเลิกคิ้ว “หากเจ้าไม่ได้คุยโวละก็ ความมั่นใจแปดส่วนก็นับว่าสูงยิ่ง เช่นนั้นก็ออกเดินทางกันเลยเถิด”

ขณะฟู่เอินซูพูด ข้างกายก็มีลมเกิดขึ้น และจัดการม้วนตัวของเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ เฟิงอวิ๋นเซิง และซือคงจิงขึ้นไป

“อวิ๋นเซิงต้องไปเขานิมิตเมฆอยู่แล้ว เช่นนั้นซือคงก็ไปพร้อมกับพวกเราเลยเถอะ ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ ระหว่างทางข้าก็สามารถสอนวรยุทธ์ให้เจ้าได้ด้วย จะได้ไม่ทำให้การฝึกฝนล่าช้า”

กำแพงน้ำที่โอบล้อมเกาะน้อยกลางทะเลสาบศาลาเมฆไว้สลายตัวลงอย่างช้าๆ ส่วนฟู่เอินซูหอบเอากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอทะยานออกไปไกล

อาหู่แลบลิ้น แล้วส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ ‘คุณชาย ท่านผู้อาวุโสฟู่ทำแบบนี้เกินไปแล้วกระมัง เพียงคิดว่าจะออกเดินทาง ก็ออกเดินทางทันที!‘

เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือนวดไปที่กลางหน้าผากระหว่างคิ้ว ‘บัดนี้น้อยนักที่จะได้ยินคำคำนี้แล้ว ข้าเองก็เคยบังเอิญได้ยินคนอื่นเอ่ยถึง ในรุ่นของพ่อข้า ตอนสมัยยังเยาว์วัยแท้จริงแล้วมีคำพูดที่พูดต่อๆ กันมาอยู่คำพูดหนึ่ง’

‘ความคิดจิตใจของฟู่เอินซูเหมือนอากาศในเดือนหก พูดว่าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนเลย’

‘ตอนนี้ดูแล้ว แม้ว่าอายุจะเพิ่มขึ้น แต่ท่านอาจารย์ฟู่คนนี้ก็ยังเป็นเช่นเดิม คิดเช่นไรก็ทำเช่นนั้นในทันที ทำความคุ้นเคยไว้ก็พอ’ เยี่ยนจ้าวเกอเปิดปาก “พวกเราก็ถือเสียว่าได้ออกเดินทางสมดังใจเลยแล้วกัน”

เฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงก็อึ้งไปเล็กน้อยเช่นกัน แต่ก็สงบใจลงเร็วมาก

คนแรกแม้ว่าความรู้สึกนึกคิดจะไม่แปรปรวนเหมือนฟู่เอินซู ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็มีนิสัยที่ตรงไปตรงมา กล้าได้กล้าเสียเช่นกัน ส่วนคนหลังนอกจากฝึกฝนวรยุทธ์แล้ว ก็ไม่ได้สนใจเรื่องอื่นๆ อีกเลย

กลุ่มคนทั้งหมดถูกฟู่เอินซูพาข้ามภูเขาผ่านหน้าผารีบเร่งไปยังภูผาพิภพ

จุดมุ่งหมายของพวกเขา อันดับแรกก็คือเขตเขาไร้พรมแดนที่อยู่ใจกลางของภูผาพิภพ จากนั้นจึงเป็นเขตของเขานิมิตเมฆที่อยู่ทางด้านตะวันออกของภูผาพิภพ

ภูผาพิภพไม่ได้ใช้เกาะแบ่งอาณาเขตพื้นที่เหมือนกับนภาพิภพ แต่ใช้ ‘เทือกเขา’ เป็นตัวกำหนดเขตที่ใช้แบ่งอาณาเขตพื้นที่

และเนื่องจากภูผาพิภพมีภูเขาจำนวนมาก ดังนั้น ‘ผืนภูผา’ ส่วนใหญ่จะแบ่งและตั้งชื่อตามภูเขาเล็กใหญ่ในภูผาพิภพ

อย่างเช่นเขตพื้นที่ที่มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำนักเขาไร้พรมแดนแห่งภูผาพิภพตั้งอยู่ ก็มีชื่อว่าผืนภูผาไร้พรมแดน

ผืนภูผานิมิตเมฆเองก็เป็นพื้นที่ที่แนวเทือกเขานิมิตเมฆตั้งอยู่ และยอดสูงสุดของเทือกเขาในนั้นก็มีชื่อเดียวกับแนวเทือกเขา ซึ่งนั่นก็คือเขานิมิตเมฆ

ผืนภูผานิมิตเมฆตั้งอยู่ทางตะวันออกของภูผาพิภพ ทิศตะวันออกติดกับอัศนีพิภพ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับปฐพีพิภพ ทิศใต้ติดกับเกาะนภาตะวันออกแห่งนภาพิภพ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดกับเกาะนภาเหนือแห่งนภาพิภพ

หุบเหวปราการมังกรที่มีจุดเริ่มต้นมาจากปฐพีพิภพ ทอดผ่านเกาะนภาตะวันออกแห่งนภาพิภพ แล้วยื่นขยายเข้าไปในเทือกเขาผืนภูผานิมิตเมฆของภูผาพิภพ

แม่น้ำกรมท่าที่มีต้นกำเนิดมาจากปฐพีพิภพเช่นเดียวกัน ทว่ากลับตัดผ่านผืนภูผานิมิตเมฆก่อน แล้วจึงเข้าสู้เกาะนภาเหนือแห่งนภาพิภพ

เนื่องด้วยเขานิมิตเมฆกับศิลาวิญญาณลึกล้ำ ที่แห่งนี่แม้จะตั้งอยู่ตรงชายแดนของภูผาพิภพ แต่กลับเป็นพื้นที่ที่เขาไร้พรมแดนให้ความสำคัญมากที่สุด และมีการป้องกันการรุกรานของตำหนักอัศนีฟ้าของอัศนีพิภพ และเขากว่างเฉิงของนภาพิภพอย่างเข้มงวด

หลังจากที่ได้รับข่าวการมาเยือนของกลุ่มเยี่ยนจ้าวเกอและฟู่เอินซู เขาไร้พรมแดนก็ไม่ได้ลดความเข้มงวดลงเลย

มีข่าวรั่วไหลออกมาจากทางฝั่งของเขากว่างเฉิงว่าเรื่องมีส่วนเกี่ยวข้องกับศิลาวิญญาณลึกล้ำ เขาไร้พรมแดนจึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเป็นธรรมดา

กระนั้นไม่ว่าจะเป็นเยี่ยนจ้าวเกอหรือฟู่เอินซู ต่างก็รู้สึกได้ว่าท่าทีของเขาไร้พรมแดนเหมือนจะคลุมเครืออยู่บ้าง

หลังจากผ่านสงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้มา ขุมกำลังใหญ่ในใต้หล้าทุกวันนี้ ความจริงแล้วก็ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังสัมผัสถึงต้นตอความผิดปกติได้อยู่เล็กน้อย

‘ประหลาด…’ เยี่ยนจ้าวเกอคิดในใจ ทว่าก็ไม่ได้แสดงออกทางสีหน้า

และในขณะที่กำลังเดินทางไปยังภูผาพิภพ กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอก็ได้รับข่าวที่ถือว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับเขากว่างเฉิง

การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม เมิ่งหว่าน ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หงส์เพลิงที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดได้กลับมารับชัยชนะอีกครั้ง และรับเอามงกุฎจันทราไปไว้ในกระเป๋า!

ราวกับกำลังยืนยันคำพูดในอดีตของเฟิงอวิ๋นเซิง

ขอเพียงตนเองไม่มีปัญหา เมิ่งหว่านก็คือสตรีแห่งจันทราที่แข็งแกร่งที่สุด ณ เวลานี้

มงกุฎจันทรา อาวุธศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้กลับสู่มือของสำนักศักดิ์สิทธิ์สุริยันอีกครั้ง

ขุมกำลังใหญ่ในใต้หล้าพลันเปลี่ยนไปในทันที

ถึงแม้ว่าหวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนจะยังไม่ได้ออกฌาน ทว่าสถานการณ์ย่ำแย่ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ได้จบลงแล้ว

เมื่อได้ยินข่าวนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็มองเฟิงอวิ๋นเซิงครั้งหนึ่ง

สีหน้าของเฟิงอวิ๋นเซิงนิ่งสงบ ไม่มีท่าทีตกใจสักนิด สายตาของนางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน

สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป การเดินทางครั้งนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอ ก็ยิ่งสำคัญมากขึ้น
บทที่ 122
ขณะเดียวกันกับที่กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอได้รับผลการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม ทางด้านเขาไร้พรมแดนแดนเองก็ได้รับข่าวเช่นกัน

ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้สึกได้ว่า กลุ่มคนของเขาไร้พรมแดนยิ่งมีน้ำจิตน้ำใจต่อพวกตนเองมากขึ้น

การที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น แม้ว่าเขาไร้พรมแดนจะไม่แสดงออกตรงๆ แต่ก็เฝ้าระวังมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ตนเองยังมีกำลังไม่มากพอ การที่มีเขากว่างเฉิงช่วยต้านสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ ถือเป็นเรื่องที่ดีต่อเขาไร้พรมแดนอย่างชัดเจน

กระนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังรู้สึกได้ว่า เขาไร้พรมแดนเองก็ยังมีท่าทีไม่ชัดเจนต่อเรื่องของศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขานิมิตเมฆ

ในการพูดคุยกับเขากว่างเฉิง เขาไร้พรมแดนก็ดูเหมือนว่าจะมีแนวโน้มร่วมมือ โดยที่มีเป้าหมายบางอย่างอยู่ นี่ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอเพิ่มความระวังมากขึ้นหลายส่วน

ถึงแม้ว่าท่าทีของเขาไร้พรมแดนจะค่อนข้างไม่ชัดเจนนัก ทว่ากลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอและฟู่เอินซูก็ยังคงมุ่งหน้าไปยังภูผานิมิตเมฆภายใต้การนำของอีกฝ่าย

“คุณชายขอรับ ช่างบังเอิญอีกแล้ว คู่รักจ้าวหมิงก็มาที่ผืนภูผานิมิตเมฆแล้วเช่นกัน” ขณะที่เดินทางอยู่ อาหู่จัดการกับข่าวที่เบื้องล่างส่งมาให้ รวบรวมและรายงานข่าวให้เยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอเงยศีรษะขึ้น พลางครุ่นคิด “อ้อ พรรคสายรุ้งสีชาดกับผืนภูผานิมิตเมฆแห่งภูผาพิภพ มีการไปมาหาสู่กันเนื่องจากมีการค้าขายระหว่างกันอยู่นี่”

อาหู่พยักหน้า “ใช่ขอรับ พื้นที่หยินเดี่ยวและหยางเดี่ยวพบได้น้อยยิ่งนัก พรรคสายรุ้งสีชาดปลูกสมุนไพรวิเศษอยู่ตั้งหลายชนิด และได้คุณภาพดีที่สุดในพื้นที่หยินเดี่ยวหยางเดี่ยว พวกเขาก็เลยเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขานิมิตเมฆเอาไว้ เพื่อบุกเบิกเป็นไร่สมุนไพร”

ชายหนุ่มผงกศีรษะ เรื่องนี้เขากว่างเฉิงเองก็รับรู้เบื้องลึกเบื้องหลังด้วย ทว่าไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด

ระหว่างเขากว่างเฉิงกับเขาไร้พรมแดน แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์เชิงแข่งขันกันอยู่บ้าง กระนั้นก็ไม่ตึงเครียดเหมือนกับของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ขุมกำลังมากมายของนภาพิภพภายใต้การปกครองของเขากว่างเฉิง มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันกับขุมกำลังต่างๆ ของภูผาพิภพภายใต้การปกครองของเขาไร้พรมแดนไม่น้อย

เขานิมิตเมฆเป็นพื้นที่สำคัญของเขาไร้พรมแดน ขอเพียงแค่ไม่เข้าใกล้เหมืองแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ ก็ไม่มีการห้ามคนภายนอกเข้ามาที่แห่งนี้

แน่นอนว่าหากขุมกำลังระดับเดียวกันกับเขากว่างเฉิงเข้าใกล้ ย่อมต้องทำให้เขาเขาไร้พรมแดนจับตามองเป็นพิเศษอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นขุมกำลังอย่างพรรคสายรุ้งสีชาดก็ไม่เป็นไร

อาหู่กล่าวต่อไปว่า “ได้ยินมาว่าไร่สมุนไพรเกิดปัญหาบางอย่างขอรับ จ้าวหมิงกับจิ่งอวิ๋นจือก็เลยมาดู”

จิ่งอวิ๋นจือเป็นบุตรสาวของประมุขพรรคสายรุ้งสีชาด นางไม่ได้เข้าศึกษาวรยุทธ์วิชาภายในพรรค แต่เข้าสำนักเขากว่างเฉิงเป็นลูกศิษย์เช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอและจ้าวหมิง

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “หลังจากพวกเราถึงเขามินิตเมฆแล้ว ก็แจ้งพวกเขาไปว่าถ้ามีเวลาก็มาพบกันสักหน่อย ตามมารยาทแล้วพวกเขาก็ต้องมาพบท่านอาจารย์ฟู่ด้วย”

อาหู่ยิ้มไร้เดียงสา “ขอรับ คุณชาย”

การเดินทางไปยังผืนภูผานิมิตเมฆ ต้องผ่านภูเขาในเทือกเขานิมิตเมฆมากมาย โดยที่กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอต้องมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกตลอดทาง

หลังจากนั้นไม่นาน เขานิมิตเมฆ ภูเขาหลักของเทือกเขานิมิตเมฆก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าของทุกคน

เทือกเขานิมิตเมฆดูราวกับมังกรที่กำลังหลับไหล และเขานิมิตเมฆก็ดูเหมือนกับหัวมังกร

ที่ตีนเขานิมิตเมฆเกิดแอ่งกระทะขึ้นแห่งหนึ่ง นั่นก็คือเหมืองแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ และตรงไหล่เขานิมิตเมฆมีบ่อน้ำพุวิญญาณแห่งหนึ่ง ชื่อว่าเมฆหยินหยาง

บ่อน้ำพุวิญญาณเมฆหยินหยางแห่งนี้ก็คือพื้นที่ที่มีหยินเดี่ยวหยางเดี่ยว ซึ่งทั่วหล้ามีจำนวนน้อยยิ่งนัก

เนื่องจากเหมืองแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ นอกจากผู้อาวุโสระดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ดูแลผืนภูผานิมิตเมฆแล้ว สำนักเขาไร้พรมแดนยังมีผู้อาวุโสระดับมหาปรมาจารย์เก่าแก่อีกท่านหนึ่ง คุมการณ์อยู่ที่เขานิมิตเมฆเป็นการเฉพาะ นามว่าผู้อาวุโสเสวียนสือ

ผนวกกับผู้อาวุโสเขาไร้พรมแดนที่เดินทางมาด้วยกัน บัดนี้เขานิมิตเมฆแห่งเดียว มีมหาปรมาจารย์จากสำนักเขาไร้พรมแดนที่เก่งกาจรวมตัวกันถึงสามคน

ผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งภูผานิมิตเมฆของเขาไร้พรมแดนที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆ ในเขตนั้นแซ่จั่ว เป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกรงขาม

เยี่ยนจ้าวเกอมองผู้อาวุโสจั่วท่านนี้ด้วยสายตาแข็งค้างเล็กน้อย

ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งเขาไร้พรมแดนที่ปักหลักอยู่ที่อาณาจักรถังตะวันออก เกาะนภาตะวันออกแห่งนภาพิภพ ก็คือผู้อยู่ใต้บัญชาการของผู้อาวุโสจั่วท่านนี้

การจลาจลที่ถังตะวันออกก่อนหน้านี้ เบื้องหลังการกระทำการของสำนักเขาไร้พรมแดน ไม่น้อยต้องอยู่ใต้เงาของชายผู้นี้เป็นแน่

“เหมืองแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำ สำหรับสำนักเราแล้วย่อมเป็นสิ่งสำคัญเสียยิ่งกว่าสำคัญ พวกท่านมาเยือนกะทันหัน ถึงอย่างไรก็ทำให้พวกเราคาดไม่ถึงอยู่บ้าง” ผู้อาวุโสจั่วพูดอย่างช้าๆ

เยี่ยนจ้าวเกอนั่งอยู่เงียบๆ ไม่พูดไม่จา ปล่อยให้ฟู่เอินซูสนทนากับอีกฝ่าย “นั่นเป็นเพราะเรื่องสำคัญยิ่ง หากไม่มั่นใจมากพอ สำนักข้าจะเสียมารยาทยื่นข้อเสนอเช่นนี้ได้อย่างไร”

หลายปีมานี้ เนื่องจากเหมืองแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำค่อยๆ เหือดหายไป จนเข้าใกล้ช่วงวิกฤตเต็มทีแล้ว ทางหนึ่งเขาไร้พรมแดนก็เริ่มแสวงหาทางแก้ไข อีกทางหนึ่งภายในสำนักก็เริ่มจำกัดปริมาณการขุดเช่นกัน หากเป็นเช่นต่อไป ย่อมเป็นการยืดการพัฒนาของสำนักตนเองออกไปอย่างอ้อมๆ ด้วย

ถ้าหากปัญหาได้รับการแก้ไข ศิลาวิญญาณลึกล้ำจะถูกขุดขึ้นในปริมาณมากอีกครั้ง เขาไร้พรมแดนจะต้องเข้าสู่ช่วงพัฒนารวดเร็วอีกครั้งอย่างแน่นอน

ฟู่เอินซูกล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “สำนักของเรากล่าวคำไหนคำนั้น สำนักท่านไม่ต้องหวาดระแวงขนาดนี้หรอก”

ผู้อาวุโสจั่วพอจะรู้นิสัยของฟู่เอินซูอยู่บ้าง เมื่อได้ยินดังนั้นจึงยิ้มบาง

หากเขากว่างเฉิงมาที่แห่งนี้เพื่อหาเรื่อง เช่นนั้นก็เท่ากับว่าผลักไสไล่ส่งให้เขาไร้พรมแดนไปทางฝ่ายของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็มีความคิดเป็นของตนเอง

เขากว่างเฉิงไม่มีทางมาช่วยเหลือเขาไร้พรมแดนโดยไม่มีเหตุผลเป็นแน่ ในเมื่อเป็นการร่วมมือกัน เช่นนั้นทั้งสองฝ่ายต่างก็มีสิ่งที่ต้องการอยู่ ต้องการมากหรือน้อย นั่นก็นับเป็นปัญหาหนึ่ง

“สำนักท่านบอกว่าต้องการสำรวจพื้นที่จริงก่อนใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นหลังจากพักผ่อนสักพักแล้ว ก็ตามข้ามาเถิด” ผู้อาวุโสจั่วกล่าว

ฟู่เอินซูหันศีรษะกลับไปมองเยี่ยนจ้าวเกอทันที “เจ้าต้องการพักผ่อนหรือไม่”

ชายหนุ่มฝืนอาการอยากจะกลอกตาของตน เขาได้รู้ถึงความใจร้อนของอาจารย์ป้าของคนนี้ตนอีกครั้ง “ข้าได้ทุกเมื่อขอรับ”

นางพลันผงกศีรษะ แล้วหันกลับไปมองทางผู้อาวุโสจั่ว “ตอนนี้เวลายังเช้าอยู่ พวกเราไปกันเถิด”

ผู้อาวุโสจั่วและผู้อาวุโสเขาไร้พรมแดนอีกสองท่านสื่อสารกันทางสายตาอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงผงกศีรษะบ้าง

ผู้อาวุโสเสวียนสือที่คุมการณ์อยู่ที่เขานิมิตเมฆโดยเฉพาะกล่าวว่า “ตามข้ามา”

พอกลุ่มคนทั้งหมดมาถึงภายในหุบเขา ก็พบกับเหมืองแร่ในทันที เยี่ยนจ้าวเกอสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของพลังวิญญาณภายในนั้น และเมื่อได้ย่างกรายลึกเข้าไปในเหมืองแร่ ภายในจิตใจของเขาก็สงบนิ่งขึ้นเรื่อยๆ

‘วิธีการขุดแร่ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักเขาไร้พรมแดนได้เพียงแค่พลังวิญญาณลึกล้ำเท่านั้น ทว่ากลับไม่ได้คู่ควรกับมันเลย ส่งผลให้เกิดการทำลายแก่นของสายแร่ไม่หยุดยั้ง’

ในใจของเยี่ยนจ้าวเกอเริ่มมีอคติและความสงสัย ‘นอกจากพวกเราแล้ว เหมือนกับว่าจะยังมีคนอื่นกำลังคิดหาวิธีแก้ไขปัญการฟื้นฟูสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำด้วยเช่นกัน ซึ่งดูไม่เหมือนกับการศึกษาทดลองของเขาไร้พรมแดนเอง แต่มีกลิ่นอายของวิธีโบราณก่อนเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่อยู่หลายส่วน…’

‘เหอะๆ มิน่าล่ะถึงได้มีท่าทีคลุมเครือนัก ที่แท้ก็มีความมุ่งหวังอื่นอยู่นี่เอง จึงไม่ค่อยกระตือรือร้นกับพวกเราเท่าไร เพียงแต่ทางนั้นเองก็น่าจะยังอยู่ในขั้นทดลองเช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อข้ามาเยือน จึงไม่ได้ปฏิเสธในทันที’

เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางพลางขบคิด

ทว่าดูจากภายนอกแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอยังคงมีท่าทางเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พอออกจากเหมืองแร่แล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็เดินไปรอบๆ พื้นที่แอ่งกระทะภายในหุบเขา สัมผัสการไหลเวียนพลังวิญญาณของที่แห่งนี้อีกขั้นหนึ่ง

‘เหตุใดถึงได้รู้สึกเหมือนมีปราณย้อนกลับวิ่งตรงมาจากบนเขา ลงมายังพื้นดินกันนะ’ เยี่ยนจ้าวเกอขมวดปมคิ้ว ก่อนจะออกจากหุบเขาไปโดยไม่บอกกล่าว จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขานิมิตเมฆที่อยู่เบื้องหน้า

เขาเห็นตรงกลางเขานิมิตเมฆมีแสงสีแดงกะพริบอยู่

เยี่ยนจ้าวเกอกะพริบตา ‘นั่นทำอะไรน่ะ สำนักเขาไร้พรมแดนจุดไฟเผาภูเขาของตนหรือย่างไร’

ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น อาหู่ก็มาถึงข้างๆ เขาด้วยความรวดเร็ว ทั้งยังพาคนหมดสติผู้หนึ่งมาด้วย ชายหนุ่มรู้จักคนผู้นั้น ชัดเจนว่าเป็นบ่าวรับใช้ประกบกายของจ้าวหมิง

พอเรียกสติของคนผู้นั้นกลับมา อีกฝ่ายเห็นเยี่ยนจ้าวเกอแล้วก็ดีใจใหญ่

“คุณชายเยี่ยน ดีเหลือเกินที่ท่านก็อยู่ที่นี่ องค์ชายสี่กำลังสู้กับคนของเขาไร้พรมแดนอยู่บนเขา!”
บทที่ 123
พอได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย เยี่ยนจ้าวเกอก็อดไม่ได้ เงยหน้าขึ้นมองบริเวณไหล่เขานิมิตเมฆซึ่งมีกลุ่มควันและแสงสว่างของไฟที่ส่องสว่างวับวาบครู่หนึ่ง

ที่แห่งนั้นก็คือตำแหน่งที่ตั้งของตาน้ำพุเมฆหยินหยาง พื้นที่หยินเดี่ยวหยางเดี่ยวนั่นเอง

ไร่สมุนไพรวิญญาณที่พรรคสายรุ้งสีชาดเช่าเพื่อนำมาเพาะปลูกสมุนไพรวิเศษก็อยู่ที่นั่น

บ่าวรับใช้ผู้นั้นกล่าวอย่างรีบเร่งว่า “องค์ชายสี่กับแม่นางจิ่งต่างก็อยู่บนเขา คนของเขาไร้พรมแดนวางเพลิงเผาไร่สมุนไพรของพรรคสายรุ้งสีชาดแล้ว องค์ชายเองก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ เริ่มลงมือกับพวกเขาแล้วเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอกุมหน้าผาก นิสัยของเขาแตกต่างกับจ้าวหยวน จ้าวเฉิง จ้าวหมิงและคนอื่นๆ ที่จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างอารมณ์ร้อนหุนหันพลันแล่น

อีกฝ่ายเผาไร่สมุนไพรวิญญาณของตระกูลจิ่งอวิ๋นจือ แน่นอนว่าจ้าวหมิงโกรธจนอดรนทนไม่ไหว และไม่สนใจว่าจริงๆ แล้วบัดนี้ตนเองอยู่ในเขตอิทธิพลของเขาไร้พรมแดน

“เหตุใดคนของเขาไร้พรมแดนถึงเผาไร่สมุนไพรของพรรคสายรุ้งสีชาด” เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

บ่าวรับใช้ผู้นั้นลังเลไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วจึงกล่าวตอบตามความจริง “คนของพรรคโลหะเอก ขุมกำลังขนาดกลางแห่งหนึ่งภายใต้การปกครองของผืนภูผาขาไร้พรมแดน ยึดครองที่ดินใกล้ๆ พื้นที่ทำกินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง”

“เจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ไม่ยินยอม ทั้งสองฝ่ายจึงปะทะกันอย่างรุนแรง ในระหว่างการปะทะนั้น บุตรชายของเจ้าของพื้นที่นั้นทำร้ายคนของพรรคโลหะเอกเข้า อีกฝ่ายจึงทำลายพื้นที่ขนาดใหญ่นั้น ต้องการจะสังหารคนระบายความแค้น”

“แม่นางจิ่งผ่านไปยังพื้นที่ขนาดใหญ่ นางเคยเป็นแขกอยู่ที่นั่น อีกทั้งยังเป็นสหายเก่ากับเจ้าของพื้นที่คนหนึ่ง หลังจากรับรู้เรื่องราวก็เร่งรีบไปช่วยคนผู้นั้นออกมา”

“ผลคือประมุขพรรคโลหะเอกผู้นั้น กลับคุ้นเคยกับศิษย์คนหนึ่งของเขาไร้พรมแดนในพื้นที่นี้ จึงเดินทางมาช่วยเหลือในตอนที่คับขัน ต้องการจะผูกมิตรกับพรรคสายรุ้งสีชาด”

“องค์ชายสี่และแม่นางจิ่งไม่เต็มใจจะผูกมิตร อีกฝ่ายจึงเผาไร่สมุนไพรทิ้งเสีย”

เยี่ยนจ้าวเกอเอียงศีรษะเล็กน้อย “จงใจกระมัง”

บ่าวรับใช้ผู้นั้นตื่นตกใจ “คุณชายเยี่ยนขอรับ องค์ชายสี่ไม่ได้มีใจจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาไร้พรมแดนแต่อย่างใด เพียงแต่…เพียงแต่…”

“ข้าไม่ได้หมายถึงพวกของจ้าวหมิง” เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ ก่อนจะหันศีรษะกลับไปมองอาหู่ “ไปบอกกล่าวท่านอาจารย์ฟู่เสีย”

อาหู่เกาศีรษะแกรกๆ “คุณชายขอรับ ที่แห่งนี้มีผู้อาวุโสระดับสูงถึงสามคน ยอดฝีมือมหาปรมาจารย์อีกหลายคน…”

ชายหนุ่มส่ายหัว “ตอนนี้เรื่องพวกนี้ยังไม่ถึงกับต้องรบกวนพวกท่านอาจารย์ฟู่หรอก อีกอย่างเขาไร้พรมแดนก็คงเป็นคนระดับใต้บัญชามาจัดการก่อนเป็นแน่”

“ข้าให้เจ้าไปแจ้งข่าวท่านอาจารย์ฟู่ ก็เพื่อให้ท่านอาจารย์ฟู่เข้าใจสถานการณ์ จะได้เตรียมการ หากต้องรบกวนบุคคลสำคัญเช่นพวกเขาที่อยู่ในระดับนี้มาจัดการ พวกข้าก็ไม่ได้กลัวแต่อย่างใด”

“ข้าจะล่วงหน้าไปก่อน เผื่อว่าอีกฝ่ายมียอดฝีมือ เช่นนั้นจ้าวหมิงจะเสียเปรียบเอา”

พูดจบ เยี่ยนจ้าวเกอก็ก้าวเท้าออกเดินทาง นำหน้าขึ้นไปบนเขา

เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงยืนอยู่ปากหุบเขา กำลังถกเถียงกันถึงกระบวนท่าวรยุทธ์วิชาที่ฟู่เอินซูถ่ายทอดให้ใหม่ เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอก็อดไม่ได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “จะไปไหนหรือเจ้าคะ”

เยี่ยนจ้าวเกอชี้ไปทางควันดำบนไหล่เขา “มีศิษย์ร่วมสำนักบนภูเขากับคนของเขาไร้พรมแดนปะทะกัน พวกข้าจะไปดูสักหน่อย”

พวกนางสบตากันแวบหนึ่ง ต่างก็ผงกศีรษะ และร่วมตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอไป

บนเส้นทางขึ้นภูเขา มีจอมยุทธ์จากเขาไร้พรมแดนปรากฏตัวขัดขวางเช่นกัน “บนภูเขามีการเปลี่ยนแปลง ผู้มาเยือนจงหยุดฝีเท้าเสีย!”

ชายหนุ่มกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “ถ้าข้าหยุดฝีเท้า สายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำของสำนักเจ้าประเดี๋ยวก็คงจะประสบกับหายนะ”

อีกฝ่ายตะลึงงัน “สายแร่อยู่ด้านล่างภูเขา…”

ฝีเท้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่หยุดนิ่ง ชั่วพริบตาเดียวเขาก็ก้าวผ่านอีกฝ่ายไป “หากทำหน้าที่ที่เจ้ารับผิดชอบไม่ไหว ก็ไปเสียเถิด”

จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนคนนั้นอยากจะห้ามปราม แต่กลับรู้สึกได้ถึงลมรุนแรงที่จู่โจมเข้ามา กดคำพูดที่เขาต้องการจะพูดให้กลับลงไปในหน้าอกอีกครั้งทันที จนไม่สามารถอ้าปากได้อีก ร่างกายเองก็ถอยพรวดไปไม่หยุดหย่อน

เฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงไม่พูดออกมาแม้แต่คำเดียว เพียงแต่เดินขึ้นเขาตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอไปติดๆ

พอเข้าใกล้สถานที่เกิดเพลิงไหม้บริเวณไหล่เขา เยี่ยนจ้าวเกอก็กวาดสายตามอง จนพบว่าภายในกลุ่มควันหนามีคนกำลังประมือกันอยู่

คนหนึ่งในนั้นก็คือจ้าวหมิง คู่ต่อสู้ของเขาก็คือชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง วรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นชั้นจิตรานอกระยะกลาง ทว่ากลับไม่ใช่วิถีวรยุทธ์ของเขาไร้พรมแดน คิดดูแล้วน่าจะเป็นประมุขพรรคโลหะเอกผู้นั้น

ชายวัยกลางคนผู้นั้นถูกจ้าวหมิงกดอัดจนเสียเปรียบ ทว่าข้างกายมีผู้คนช่วยเขาล้อมโจมตีจ้าวหมิงพร้อมๆ กันอยู่ไม่น้อย

วิถีวรยุทธ์แห่งเขากว่างเฉิงของจ้าวหมิงลึกซึ้งกว่าคู่ต่อสู้มากนัก ถึงแม้จะถูกล้อมโจมตี แต่ก็ยังคงมีฝีมือเก่งกาจ ถึงขั้นยังสามารถคุ้มกันเด็กหนุ่มคนหนึ่งไว้ได้

เพียงแต่จ้าวหมิงถูกก่อกวนจนยากที่จะปลีกกายออกไปได้ เขามองไปด้านข้างด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูกระวนกระวายอยู่บ้าง

บริเวณนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังประมือกับศิษย์เขาไร้พรมแดนอยู่

สตรีนางนั้นก็คือจิ่งอวิ๋นจือ คนรักของจ้าวหมิง ศิษย์ร่วมสำนักของเยี่ยนจ้าวเกอ ซือคงจิง และคนอื่นๆ

ทั้งสองต่างก็อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง คนหนึ่งแสดงวิถีวรยุทธ์แห่งเขากว่างเฉิง คนหนึ่งแสดงวิถีวรยุทธ์เขาไร้พรมแดน ผลสุดท้ายกลับเป็นจิ่งอวิ๋นจือถูกบีบคั้นจนตกเป็นรอง

มองดูแล้วรู้สึกว่ามีสัญญาณอันตรายเกิดขึ้นไม่หยุด

เยี่ยนจ้าวเกอจำแนกอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง หวนนึกขึ้นได้ถึงข้อมูลรายงานที่ตนเองเคยอ่านผ่านตาภายในสำนัก จำได้ว่าอีกฝ่ายคล้ายกับมีนามว่าโหวเสียง อัจฉริยบุคคลที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในปีนี้ของเขาไร้พรมแดน

ใกล้กับบริเวณสนามเพลิงที่ผู้คนประมือกัน ปรากฏร่างไร้ชีวิตหลายร่าง ดูจากเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว ล้วนเป็นคนฝ่ายเดียวกับจ้าวหมิงและจิ่งอวิ๋นจือ

เยี่ยนจ้าวเกอมองแวบหนึ่งแล้วก็กล่าวทันทีว่า “ศิษย์น้องซือคงไปช่วยศิษย์น้องจิ่ง ศิษย์น้องเฟิงไปช่วยศิษย์น้องจ้าว”

เฟิงอวิ๋นเซิงลูบด้ามดาบ ไม่รอให้นางเอ่ยปากถาม เยี่ยนจ้าวเกอก็พลันโบกมือครั้งหนึ่ง “ฆาตกรต้องชดใช้ด้วยชีวิต”

สิ้นคำกล่าว เยี่ยนจ้าวเกอก็สะบัดแขนเสื้อของตน หอบเอาลมแรงพัดควันหนาและเพลิงลุกโชนเบื้องหน้ากระจัดกระจาย ก่อนจะกระโจนเข้าไปดับเพลิงล่วงหน้าก่อน

อีกด้านหนึ่ง ซือคงจิงไม่กล่าววาจาใด นางเพียงปลดกระบี่ยาวออกจากฝัก พลางก้าวเข้าไปแทนที่จิ่งอวิ๋นจือด้วยความเยือกเย็น ตะลุมบอนกับโหวเสียง ศิษย์จากเขาไร้พรมแดนผู้นั้น!

เฟิงอวิ๋นเซิงยิ่งไม่เกรงอกเกรงใจ เมื่อดาบหนึ่งกวัดแกว่งออกมา สถานการณ์ก็พลิกผันอย่างมาก พลังดาบบ้าคลั่งบีบบังคับให้ผู้คนมากมายที่ล้อมโจมตีจ้าวหมิงต้องถอย

จ้าวหมิงแผดเสียงร้องดัง กระบี่ยาวในมือกางออก ขณะที่เงากระบี่ลอยตัว คล้ายกับเจ็ดดาราลอยอยู่กลางท้องฟ้า จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการรับมือชายวัยกลางคนระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกผู้นั้น โจมตีจนอีกฝ่ายเหงื่อท่วมหลัง

โหวเสียง ศิษย์เขาไร้พรมแดนผู้นั้นเดือดดาล “คนของเขากว่างเฉิง กล้ากำเริบเสิบสานที่อาณาเขตของสำนักเราถึงเพียงนี้เชียวรึหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอดับเพลิงที่ลุกไหม้ให้กระจายหายไป แล้วกล่าวตอบอย่างสบายๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะหันศีรษะกลับไป “คนที่สิ้นชีพอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ล้วนแล้วแต่ถูกปลิดชีพด้วยดาบและกระบี่ แต่เจ้านั่นมือเปล่า เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ฆาตกร เช่นนั้นวางใจเถิด เจ้าไม่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต”

โหวเสียงอึดอัดในทรวงอก ครั้นแล้วก็มองเยี่ยนจ้าวเกอ ยิ้มเย็นพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าได้เรียนรู้มากขึ้นแล้ว แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพบไม่เคยเห็นผู้มาเยือนเพื่อขอความช่วยเหลือกำเริบเสิบสานเช่นนี้!”

“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นใคร และก็รู้เช่นกันว่าเจ้ามาทำอะไรในภูผาพิภพของพวกข้า แต่ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่ได้สติ จงเข้าใจไว้ด้วยว่า ตอนนี้เป็นเขากว่างเฉิงของพวกเจ้า ที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือจากเขาไร้พรมแดนของข้า!”

“มงกุฎจันทราอยู่ในมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว แม้ว่าจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือนแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะยังไม่ออกฌาน แต่ลำพังอาวุธศักดิ์สิทธิ์สองชิ้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขากว่างเฉิงของเจ้าจะสามารถต้านทานได้ด้วยตัวเอง!”

โหวเสียงอยู่ในวัยหนุ่ม ดูไปแล้วยังไม่ถึงยี่สิบปี แต่ถึงอย่างนั้นวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลางก็หาได้ยากยิ่ง

ที่ยิ่งหาได้ยากไปกว่าก็คือความสามารถโดดเด่น ประมือกับซือคงจิงโดยไม่ตกเป็นรองแม้ชั่วขณะเดียว ทั้งโจมตีทั้งตั้งรับ

เขายิ้มเย็นชาพลางมองไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ “พวกเจ้ามาที่เขาไร้พรมแดนของข้า พูดให้ชัดก็คือมาเพื่อขอความช่วยเหลือ อยากจะให้สำนักข้าร่วมต้านทานแรงกดดันจากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

“สงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้ หากไม่ใช่สำนักข้าวางตัวเฉย แต่ช่วยเข้าเหลือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แทน ต่อให้พวกเจ้าผนึกกำลังกับเมืองทะเลมรกต จะแพ้หรือชนะก็ไม่อาจรู้ได้ ตอนนี้ก็เช่นกัน เมืองทะเลมรกตไม่ได้มงกุฎจันทราแล้ว ซ้ำยังถูกตำหนักอัศนีตบคุมไว้”

“สำนักข้าช่วยเหลือเขากว่างเฉิงของเจ้า พวกเจ้าก็ไม่ต้องเกรงกลัวสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าหากสำนักข้าช่วยเหลือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เขากว่างเฉิงของเจ้าก็ต้องจบเห่ทันที!”

ฝ่ามือทั้งสองของโหวเสียงสลับไปมา คมกระบี่ก็สั่นสะเทือนมุ่งไปทางซือคงจิง แล้วจึงแผดเสียงเคร่งครึมเฉียบขาดว่า “เจ้าควรจะฉลาดสักหน่อย คนขอความช่วยเหลือก็คือคนขอความช่วยเหลือ ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าจะสามารถกำเริบเสิบสานได้!”
บทที่ 124
เยี่ยนจ้าวเกอคร้านจะสนใจโหวเสียงจริงๆ เขาส่ายหน้าด้วยความรู้สึกว่าน่าขันอยู่บ้าง “มงกุฎจันทราตกไปอยู่ในมือของสำนักศักดิ์สิทธิ์สุริยันแล้วอย่างไร การที่เขาไร้พรมแดนของเจ้าจะไม่ช่วยเหลือทั้งสองฝ่ายนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่หากช่วยสำนักศักดิ์สิทธิ์สุริยัน เช่นนั้นก็คงสมองมีปัญหาแล้ว หากจะคล้อยตามผู้อื่นก็จงใช้วิธีต่างจากเดิม ไม่เช่นนั้นหากคนของเขาไร้พรมแดนมองโลกในจุดนี้เยี่ยงเจ้า เช่นนั้นก็คงถือไม่มีทางโดดเด่นเหนือผู้ใดได้ตลอดกาล”

ไม่นานนักซือคงจิงก็ประมือกับโหวเสียงแทนจิ่งอวิ๋นจือ จ้าวหมิงพลันถอนหายใจเล็กน้อยทันที

ขณะที่ในใจของเขารู้สึกกังวล ก็ได้รับความช่วยเหลือจากเฟิงอวิ๋นเซิง เก็บกวาดสิ่งรบกวนรอบกาย จากนั้นก็พุ่งไปทางคู่ต่อสู้ของตนราวกับเสือที่กระโจนลงจากภูเขาในฉับพลัน

เยี่ยนจ้าวเกอดับเพลิงไปพลาง สายตาก็กวาดมองคนที่อยู่อีกด้านหนึ่งไปพลาง

พอมองไปรอบหนึ่ง จุดสนใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็ตกไปอยู่ที่ร่างของเด็กชายที่จ้าวหมิงปกป้องก่อนหน้านี้

เขาอายุเพียงแค่สิบปีต้นๆ เท่านั้น มองดูแล้วค่อนข้างทึ่มอยู่บ้าง เหมือนกับสติปัญญาไม่สมบูรณ์นัก ขณะนี้เขาคุกเข่าอยู่ข้างกายชายคนหนึ่ง โดยกำลังเขย่าแขนของชายคนนั้นอยู่ “ท่านพ่อๆ”

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย เพียงแค่กวาดสายตามองแวบเดียว เขาก็รู้แล้วว่าบุรุษบนพื้นดินนั้นสิ้นลมหายใจไปแล้ว

เมื่อเห็นว่าชายคนนั้นไม่สนใจตนเอง เด็กชายก็ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล ก่อนจะเดินไปอีกด้านหนึ่ง ราวกับมองไม่เห็นประกายดาบที่อยู่ใกล้ๆ

พอเขาเดินมาถึงข้างกายของสตรีผู้หนึ่ง เขาก็เขย่าแขนของนางเช่นกัน “ท่านแมๆ”

เยี่ยนจ้าวเกอถอนหายใจเงียบๆ

เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าเสียแล้ว…

เด็กชายมองไปรอบทิศอย่างฉงนสนเท่ห์ ภายในดวงตายังคงเปี่ยมไปด้วยความงงงวย คล้ายกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดบิดามารดาของตนถึงได้ไม่สนใจเขา

ซือคงจิงเข้าแทนที่จิ่งอวิ๋นจือแล้ว นางจึงเดินเข้าไปหาเด็กชาย ในแววตาของนางเต็มไปด้วยความสงสาร และเมื่อมองศพอื่นบนพื้น ดวงตาทั้งสองข้างก็ปรากฎเพลิงโทสะจำนวนมากออกมาอีกครั้ง

นอกจากครอบครัวของเด็กชายแล้ว คนที่ตายคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้คุมงานของพรรคสายรุ้งสีชาดที่อยู่ในไร่สมุนไพรวิญญาณแห่งนี้

จิ่งอวิ๋นจือร้องตะโกนเสียงดัง แล้วเข้าไปร่วมกลุ่มสู้รบทางฝั่งจ้าวหมิง ร่วมสังหารทำลายล้างยอดฝีมือพรรคโลหะเอกกับเฟิงอวิ๋นเซิง

ชายวัยกลางคนระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางผู้นั้น ก็คือประมุขพรรคโบหะเอก ผู้ซึ่งแรกเริ่มหาเรื่องเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

บัดนี้เมื่อประจันหน้ากับจ้าวหมิง ศิษย์สืบทอดเขากว่างเฉิง แม้ว่าระดับวรยุทธ์จะเท่ากัน ทว่ากลับประสบกับความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว

เขาร้องตะโกนหาโหวเสียงว่า ”ช่วย…”

ทว่าเขายังกล่าวไม่ทันจบ จ้าวหมิงก็แทงกระบี่ลงมาเสียแล้ว!

ทันใดนั้นเอง เสียงแค่นหัวเราะก็ดังมา “สังหารคนในเขตเขาไร้พรมแดนของข้าหรือ”

ปราณจิตราที่แข็งแกร่งสายหนึ่งข้ามท้องฟ้ามาถึง ประดุจกับขวานยักษ์เจาะภูเขาด้ามหนึ่ง จามไปที่จ้าวหมิง!

เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด ทว่าขวานด้ามนี้ที่จามมา กลับเป็นสิ่งที่จ้าวหมิงไม่อาจต้านได้ เมื่อปะทะเข้ามาแล้ว ไม่ตายก็บาดเจ็บสาหัส!

สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอไม่เปลี่ยนแปลงไป เขาใช้นิ้วแทนกระบี่ แทงกระบี่หนึ่งออกไป

ปราณจิตราเจ็ดสายหลอมรวมจนกลายเป็นกระบี่ เหมือนเช่นการรวมตัวกันของเจ็ดดารา สกัดกั้นขวานยักษ์ที่เต็มไปด้วยปราณจิตรานั้นเอาไว้

ปราณกระบี่เจ็ดสายใช้ความหนักเบา เร็วช้าที่ไม่เหมือนกัน แยกกันพุ่งเข้าที่ขวานยักษ์ปราณจิตรา ทว่าไม่ทำลายล้างมัน กลับโจมตีมันจนทิศทางเสเอียง

จ้าวหมิงเห็นเหตุการณ์ดังนั้นก็ไม่ยั้งมือ ส่งกระบี่หนึ่งแทงทรวงอกประมุขพรรคเถี่ยหยวนผู้นั้นจนทะลุ

ชายวัยกลางเบิกตาโพลงทั้งสองข้าง แล้วล้มลงกับพื้น

ภาพสุดท้ายในสายตาของเขาคือ หญิงคนหนึ่งที่ตายด้วยน้ำมือของเขา ซึ่งบัดนี้ก็นอนคว่ำอยู่บนพื้น ทั้งยังตายตาไม่หลับ กับเด็กชายซื่อๆ ไร้เดียงสาที่อยู่ข้างหญิงสาวผู้นั้น

นาทีถัดมา เบื้องหน้าของชายวัยกลางคนก็ดำสนิท ก่อนจะหายใจเฮือกสุดท้ายออกมา

เฟิงอวิ๋นเซิง จ้าวหมิง และจิ่งอวิ๋นจือกวาดล้างศัตรูที่อยู่ในที่แห่งนั้น แล้วจึงมารวมตัวกันที่ข้างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “ข้ามาช้าไปแล้ว ศิษย์น้องจิ่ง โปรดอย่าเศร้าเสียใจไป ส่วนศิษย์น้องจ้าว หลังจากนี้พวกเราค่อยว่ากัน”

จ้าวหมิงผงกศีรษะอย่างระมัดระวัง สายตาทอดมองไปไกล

ทิศนั้นเป็นทิศที่ขวานยักษ์ปราณจิตราจู่โจมมาเมื่อครู่ อีกทั้งมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งรีบเร่งลงมาจากเขาอีกด้วย

เยี่ยนจ้าวเกอทอดสายตามองออกไป เหนือศีรษะของผู้นำกลุ่มมีรัศมีแสงปรากฏวับวาบสู่ท้องฟ้า ไม่ปิดบังอำพรางใดๆ ซึ่งนั่นก็คือปรมาจารย์เคียงนภาท่านหนึ่ง

อีกฝ่ายดูไปแล้วอายุยี่สิบห้าถึงยี่สิบเจ็ดปี หน้าตาสุขุมเยือกเย็น รูปร่างสูงใหญ่ เขาแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งตัว บนหน้าอกปักรูปยอดเขาหนึ่งเอาไว้ ซึ่งก็คือการแต่งกายของศิษย์สืบทอดหลักของเขาไร้พรมแดน

ชายหนุ่มมองเขาอย่างสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง และจำอีกฝ่ายได้ทันที

จี้ฮั่นหรู หนึ่งในผู้นำรุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดนจากจำนวนหยิบมือ นับได้ว่าอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับลู่เวิ่นและเซียวเซิง ทว่าอายุมากกว่าทั้งสองคนเล็กน้อย

ในโลกแปดพิภพ ‘ท่านภูผาน้อย’ นามของจี้ฮั่นหรูเลื่องลือประดุจเสียงฟ้าผ่าเข้าโสตประสาท หลายปีก่อนเขาสู้รบกับคุณชายฟ้าคำรน ผู้สืบทอดของตำหนักอัสนีสวรรค์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอัศนีพิภพ

คุณชายฟ้าคำรนเป็นบุตรชายคนเดียวของผู้อาวุโสที่ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งแห่งตำหนักอัสนีสวรรค์ ถูกขนานนามว่าเป็นสี่คุณชายแห่งยุคเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ คุณชายกว่างเฉิง และหวงเจี๋ย คุณชายจรัสแสง

ในอดีต จี้ฮั่นหรูต่อสู้กับเขาจนตีเสมอ สร้างตำแหน่งยอดฝีมือระดับสุดยอดในรุ่นเยาว์ของตนได้อย่างมั่งคง

ตอนที่เพิ่งถึงเขานิมิตเมฆก่อนหน้านี้ เยี่ยนจ้าวเกอพบหน้าเขามาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง และรู้ว่าปัจจุบันเขามายังภูผานิมิตเมฆเพื่อหาประสบการณ์ บัดนี้เขาอยู่บนเขานิมิตเมฆพอดี

จี้ฮั่นหรูมองเยี่ยนจ้าวเกอ พลางกล่าวอย่างเยียบเย็นว่า “สังหารคนที่เขานิมิตเมฆ นี่เป็นวิถีการเป็นแขกของเขากว่างเฉิงของเจ้าหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ฮั่นจี้หรูมองไปยังโหวเสียงที่ยังประมือกับซือคงจิง “พรรคสายรุ้งสีชาดเป็นพรรคในนภาพิภพของข้า ศิษย์น้องจิ่งเป็นศิษย์สำนักข้า พวกเขาเช่าไร่สมุนไพรเพาะปลูกในเขาไร้พรมแดนของเจ้า แต่ไหนแต่ไรก็ส่งเงินสบทบและสิ่งของให้พวกเจ้าไม่เคยขาด”

“สำนักข้ามาเยือน ศิษย์เขาไร้พรมแดนของเจ้าก็ให้ท้ายปล่อยให้คนเผาไร่สมุนไพรแห่งนี้ นี่เป็นวิถีต้อนรับแขกของเขาไร้พรมแดนของเจ้าอย่างนั้นหรือ”

ภายในสำนักเขาไร้พรมแดน มีความเห็นต่างเรื่องท่าทีที่มีต่อเขากว่างเฉิงอย่างใหญ่หลวง

ทว่าเรื่องที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ จี้ฮั่นหรูก็จัดว่าเป็นกลุ่มหนึ่งท่ามกลางรุ่นเยาว์ ที่ไม่ได้รู้สึกดีกับเขากว่างเฉิงนัก

ดังนั้นสำหรับจี้ฮั่นหรู เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้มีหน้ามีตาอะไรนักเช่นเดียวกัน

เยี่ยนจ้าวเกอมองฮั่นจี้หรูด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “หรือเจ้าจะบอกว่าพวกเจ้าตั้งใจ”

จี้ฮั่นหรูกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามาที่นี่เพื่อทำอะไร แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่เจ้าจะกำเริบเสิบสาน เหตุผลร้อยแปดพันเก้าของเจ้าล้วนเปลี่ยนความจริงข้อหนึ่งไม่ได้ ว่าที่นี่คือเขานิมิตเมฆ เป็นพื้นที่ของเขาไร้พรมแดนของข้า”

“แม้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ตาม สำนักข้ามีกฎเกณฑ์เป็นของตัวเอง จะอาศัยกฎเกณฑ์จัดการ คนเขากว่างเฉิงของเจ้าข้ามหน้าข้ามตาทำเกินหน้าที่ ทั้งยังสังหารคนในพื้นที่ คิดว่าเขาไร้พรมแดนของข้าไม่มีตัวตนอยู่อย่างนั้นหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเย้ยหยัน “เมื่อครู่ตอนที่ต้องการให้พวกเจ้าปรากฏตัวจริงๆ พวกเจ้ากลับไม่อยู่”

ปราณจิตราทั่วร่างกายของจี้ฮั่นหรูพรั่งพรู เขาก้าวอาดๆ มาข้างหน้าทีละก้าว จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนด้านหลังเขาก็มีการเคลื่อนแบบเดียวกัน

“เรื่องทั้งหมดคือลงมือสังหารคน มีหนึ่งนับหนึ่ง ยอมให้ข้าทั้งหมดเสีย ข้าจะส่งให้ท่านผู้อาวุโสจัดการ ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอ ข้าไม่มีกะจิตกะใจจะมาต่อปากต่อคำกับเจ้าหรอกนะ ช่วงนี้ชื่อเสียงของเจ้าเลื่องลือนัก แต่กลับไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมีทักษะและความรู้จริงๆ อยู่กี่ส่วน”

“ข้า จี้ฮั่นหรู แต่ไหนแต่ไรไม่เคยเชื่อข่าวลือ ข้าเชื่อเพียงแค่ดวงตาและหมัดของข้าเองเท่านั้น!”

ขณะที่กล่าว หมัดหนึ่งของเขาก็ต่อยออกมา พลังหมัดหนาหนักประหนึ่งภูเขา!

เยี่ยนจ้าวเกอไม่แม้แต่จะมอง ปล่อยฝ่ามือหนึ่งออกไปต้านรับ

ฝ่ามือหนึ่งโจมตีออกไป ราวกับพยัคฆ์คำรน มังกรคำราม!

ปราณจิตราประหนึ่งเปลวเพลิงหลอมรวมกันอยู่บนฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอ ปะทะกับพลังหมัดของฮั่นจี้หรูตรงๆ อย่างรุนแรง

ฮั่นจี้หรูยิ้มเย็น “จะพุ่งชนกับข้าหรือ”

ในบรรดาหกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่ จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนขึ้นชื่อในด้านพลังอันหนักหน่วง!

พลังหมัดที่หนาหนักประหนึ่งภูเขา แรงอันมหาศาล ต้องการจะทำลายล้างฝ่ามือดุสิตของเยี่ยนจ้าวเกอ ทว่าเมื่อชายหนุ่มสะบัดข้อมือครั้งหนึ่ง พลังของเขาก็พลันพุ่งสูงขึ้น ชั่วพริบตาเดียวก็ระเบิดออกมา!

“เจรจากันไม่ได้ เช่นนั้นก็ต่อสู้กันเสียเถอะ พุ่งชนกับเจ้าแล้วอย่างไร”

ฝ่ามือดุสิตหลอมรวมกับแก่นหมัดอสูรวานรจอมพลัง!

พลังอันน่าตื่นตระหนกที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้น ส่งเสียงดังสะท้านไปทั่วแผ่นดิน!

พลังหมัดประดุจภูเขาหยุดชะงักในชั่วพริบตา ก่อนจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แล้วเกิดระเบิดจนแผ่นดินสั่นภูเขาไหว!
บทที่ 125
หมัดเทพขุนเขาขึ้นชื่อว่าเป็นเลิศด้านพละกำลังที่พุ่งชนปะทะเข้าโดยตรง บัดนี้กลับถูกคู่ต่อสู้สั่นคลอนอย่างคาดไม่ถึง

บนใบหน้าของจี้ฮั่นหรูที่มีความมั่นใจมาโดยตลอด บัดนี้ในที่สุดสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง แล้วตะโกนด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “เริ่ม!”

พลังของจี้ฮั่นหรูเป็นไปตามใจนึก กระบวนท่าของเขาพลันเกิดการเปลี่ยนแปลง

ปราณจิตราอันหนักแน่นทรงพลังนั้น เผยความรู้สึกที่มีชีวิตชีวาหลายส่วนออกมาอย่างคาดไม่ถึง ราวกับว่าบนภูเขาที่สูงตระหง่านและโดดเด่นนั้น มีต้นไม้ใบหญ้าแตกเป็นพุ่ม มวลดอกไม้บานสะพรั่ง

ในสายตาของคนอื่นๆ พลังหมัดดุจขุนเขาของจี้ฮั่นหรูนั้น ไม่ได้แข็งกระด้างว่างเปล่าเช่นนั้นอีกต่อไป แต่มีความรู้สึกราวกับว่ามีอยู่จริงอยู่หลายส่วน

จี้ฮั่นหรูปล่อยหมัดหนึ่งออกมา ทันใดนั้นราวกับมียอดเขาจริงๆ ลูกหนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าผู้คน ยอดเขาเอนเอียงจนจะพังทลายลงมา อานุภาพของมันราวกับภูเขาไท่ซาน ทำให้ผู้คนจิตใจหวาดผวา!

เขาฝึกปราณจิตราทั่วกายจนเกิดสติปัญญา นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังที่แท้จริงของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น!

จี้ฮั่นหรูก็เป็นคนหนึ่งที่ทะนงตนเช่นกัน เมื่อเผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย แม้ว่าจะได้ยินมาก่อนหน้าว่าอีกฝ่ายเอาชนะได้แม้กระทั่งเฉาหยวนหลงและเซียวเซิง ทว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังไม่ได้ขับเคลื่อนพลังทั้งหมด อีกทั้งไม่เชื่อเรื่องเหลวไหล จึงอยากจะประลองกับคุณชายกว่างเฉิงอย่างจริงจังสักตั้ง

ใครจะไปรู้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอนั้นมุทะลุ ดุดัน และโหดร้ายอย่างแท้จริง พุ่งชนหมัดเหล็กของจี้ฮั่นหรูตรงๆ โดยไม่หลบหลีก

สิ่งที่ยิ่งทำให้จี้ฮั่นหรูยากจะยอมรับได้ก็คือ ผู้ที่ตกเป็นรองก็คือเขาเอง!

ปะทะซึ่งหน้า เยี่ยนจ้าวเกอได้เปรียบยิ่งกว่าอย่างชัดเจน!

วิถีวรยุทธ์แห่งเขาไร้พรมแดนของเขา ไม่ว่าจะโจมตีหรือตั้งรับ ล้วนแล้วแต่เชี่ยวชาญกับการพุ่งปะทะโดยตรงอย่างที่สุด!

จี้ฮั่นหรูคิดภายในใจอย่างรวดเร็วประหนึ่งสายฟ้าแลบ ไม่กล้าเก็บงำอะไรอีกต่อไป ดึงเอาความสามารถที่แท้จริงออกมาทันที

สติปัญญาของปราณจิตราเกิดความเปลี่ยนแปลง พลังหมัดอันยิ่งใหญ่และเป็นธรรมชาติ จี้ฮั่นหรู่หยุดยั้งแนวโน้มเสื่อมโทรมของหมัดเทพขุนเขาของตนลงอย่างต่อเนื่อง!

ทว่าขณะเดียวกันกับกระบวนท่านั้น บนใบหน้าเยี่ยนจ้าวเกอก็ส่องแสงสีแดงวาบขึ้น!

วิชาวายุอัคคี ภัยอัคคี!

หมัดเดียวของเยี่ยนจ้าวเกอส่งพลังต่อเนื่องถึงสามครั้ง พลังระลอกหนึ่งต่อด้วยอีกระลอกหนึ่งอย่างน่าตื่นตระหนก!

แรงระเบิดอันน่าหวาดผวาราวกับไม่มีจุดสิ้นสุด ทะลุจุดสูงสุดครั้งหนึ่งต่อด้วยอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่หยุดยั้ง

บัดนี้ฝ่ามือของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นสีม่วงแดง อันเกิดมาจากวิชาฝ่ามือดุสิต วิชาแห่งการทำลายอานุภาพปราณจิตราของศัตรู พลังของวิชานี้ทำลายปราณจิตราอันหนักแน่นของจี้ฮั่นหรูอย่างแข็งกร้าว ก่อนที่ฝ่ามือหนึ่งจะประทับลงบนหมัดของจี้ฮั่นหรู!

เสียงระเบิดดังขึ้นในอากาศราวกับของหนักชนกัน

หมัดของจี้ฮั่นหรูสั่นคลอนเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมได้

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้น ปฏิกิริยาตอบรับว่องไว เมื่อรวบรวมจิตตั้งมั่น เขาก็สัมผัสได้ถึงการปล่อยพลังอันดุเดือดหาใดเปรียบครั้งที่สามของเยี่ยนจ้าวเกอ

มือขวาของจี้ฮั่นหรูไม่ขยับเขยื้อน ส่วนมือซ้ายยกขึ้นมา ผ่าลงไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ!

ปราณจิตรารวมตัวกัน รุนแรงทรงพลังถึงขีดสุด ฝ่ามือหนึ่งของจี้ฮั่นหรูที่ผ่าไป ราวกับเทพอสูรโบกขวานยักษ์เบิกฟ้าก็ไม่ปาน

แม้เบื้องหน้าจะเป็นภูเขาสูงตระหง่าน แต่ขวานหนึ่งก็ผ่าลงไปได้โดยตรง

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นการเคลื่อนไหวของจี้ฮั่นหรูทั้งหมด พอเห็นเช่นนั้นเขาก็หัวเราะสียงดัง

ฝ่ามือดุสิตที่มือซ้ายยังคงไม่เปลี่ยน ประทับอยู่บนหมัดขวาของจี้ฮั่นหรู มือขวาของเยี่ยนจ้าวเกอตั้งนิ้วชี้และนิ้วกลางสองนิ้วขึ้นตรงดุจกระบี่ จากนั้นเพลงกระบี่เจ็ดดาราก็ปรากฏออกมาอีกครั้ง!

กระบวนอันยอดเยี่ยมจนถึงขั้นเป็นเครื่องชี้วัดดาวสะท้อนฟ้าอันสูงสุด กำลังชี้ไปทางตำแหน่งที่พลังของจี้ฮั่นหรูอ่อนแรงมากที่สุด

ฝ่ามือดุสิตที่มือซ้ายรุนแรงดั่งเพลิง เพลงกระบี่เจ็ดดารามือขวาอ่อนช้อยไม่หนักมือ

ชายหนุ่มแสดงวรยุทธ์วิชาวรทั้งสองพร้อมกัน วิชาหนึ่งแข็งกร้าว วิชาหนึ่งอ่อนโยน ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก!

เพียงกระบี่เดียว ขวานเทพจอมพลังของจี้ฮั่นหรูก็ชะงักอยู่กลางอากาศอย่างฉับพลัน

ขณะที่พลังของอีกฝ่ายชะงักงัน ฝ่ามือซ้ายเยี่ยนจ้าวเกอกลับปลดปล่อยพลังต่อเนื่อง!

ท่ามกลางเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น ข้างหูของผู้คนโดยรอบคล้ายกับเกิดเสียงดังเป็นพักๆ เหมือนกับเสียงสิ่งของบางอย่างแตกกระจาย!

ร่างกายของจี้ฮั่นหรูพลันถอยพรวดและโซเซ!

เมื่อได้เปรียบขึ้นมาแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ยั้งมือ ร่างกายเหินลอยขึ้นทันที นิ้วมือเสมือนคมกระบี่ ชี้ตรงไปยังจี้ฮั่นหรู

ปราณจิตรารวมตัวผนึกกันจนเป็นกระบี่ คล้ายกับว่ามีแสงสีเขียวสว่างวาบ เสียงมังกรคำรามดังขึ้น การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าหนึ่งของวิชามังกรเขียวในชายเสื้อแสดงออกมาประหนึ่งเมฆลอยมังกรเหิน ชั่วพริบตาเดียวก็ไปถึงตรงหน้าของจี้ฮั่นหรู

บัดนี้มือขวาของจี้ฮั่นหรูเกิดอาการชา เขาเสียโอกาสสำคัญไปแล้ว จึงลอบตัดสินใจอย่างฉับพลัน ฝ่ามือซ้ายวางขวางอยู่หน้าทรวงอก!

ปราณจิตราเป็นชั้นๆ รวมตัวกัน หลอมรวมกันจนเป็นหนึ่ง ให้ความรู้สึกที่ไร้ข้อบกพร่อง

วิชาสืบทอดของเขาไร้พรมแดน กระบวนท่าฝ่ามือรวมศูนย์!

หากถกกันแค่เพียงวิชาตั้งรับ เขาไร้พรมแดนยอดเยี่ยมที่สุดในโลกแปดพิภพ กระบวนฝ่ามือรวมศูนย์เป็นวิชาสำคัญหนึ่งในนั้น

แม้ว่าจะเสียโอกาสสำคัญไปแล้ว และมือขวาจะไม่สามารถใช้การได้ แต่ขณะนี้จี้ฮั่นหรูตั้งมั่นจะตั้งรับป้องกัน กระบวนฝ่ามือคล้ายผนึกปิด ทำให้เมฆลอยมังกรเหินของเยี่ยนจ้าวเกอยากจะสร้างพลังโดยฉับพลัน

“ไม่มีวรยุทธ์วิชาใดที่ไร้เทียมทาน มีเพียงคนเท่านั้นที่ไร้เทียมทาน”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงดัง เพลงกระบี่พลันเปลี่ยนแปลง เงากระบี่เจ็ดดาราลอยอยู่กลางอากาศ เสมือนกับดาวเหนือเจ็ดดวง ก่อตัวกันเป็นกระบวนท่าเจ็ดดาราขึ้นเหนือ

เงากระบี่เชื่อมต่อกันเป็นเส้นเดียว พลังก็พลันหลอมรวมจนถึงขีดสุด รวมกันเป็นจุดเดียว!

แขนเยี่ยนจ้าวเกอสั่นไหวราวกับมังกรฟ้าพลิกกาย เจตจำนงกระบี่มังกรเขียวในชายเสื้อกับเจตจำนงกระบี่เจ็ดดารา ราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งในชั่วขณะนี้

มังกรขี่เจ็ดดารา!

ค้อนโลหะตีหนังโคไม่แตก ทว่าหนังโคกลับสามารถถูกแทงทะลุได้ด้วยตะปูอันแหลมคม

กระบี่หนึ่งของเยี่ยนจ้าวเกอที่พลังนี้หลอมรวมจนถึงขั้นสูงสุด พลันทะลุการป้องกันด้วยกระบวนฝ่ามือรวมศูนย์ของจี้ฮั่นหรู!

ในที่สุดมือขวาของจี้ฮั่นหรูก็ฟื้นกลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง เขาออกกระบวนท่าสกัดกั้นกระบี่นี้ของเยี่ยนจ้าวเกอได้ทันกาล

มือขวาของเขาที่แต่เดิมมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง ตอนนี้ได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง!

จี้ฮั่นหรูถอยโซซัดโซเซไปข้างหลังทีละก้าวๆ

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอปล่อยกระบี่นี้ไปแล้ว เขาก็ไม่ได้โจมตีต่อไปอีก แต่กลับไพล่มือไว้ข้างหลัง แล้วยืนขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลางเงยศีรษะมองไปบนท้องฟ้า

อากาศพลันเกิดการสั่นสะเทือนในบริเวณนั้น เงาคนหลายคนเดินออกมาจากตรงกลาง ซึ่งนั่นก็คือฟู่เอินซูและบรรดาผู้อาวุโสแห่งเขาไร้พรมแดนทั้งหลาย

สีหน้าของจี้ฮั่นหรูซีดเขียวเล็กน้อย

ถึงแม้ว่าเขายังมีฝีมืออีกมากมายที่ยังไม่ได้แสดงออกมา ทว่าการประมือสั้นๆ หลายยกเมื่อครู่ เขาในฐานะปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ถูกเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ระดับขั้นจิตราชั้นนอกโจมตีกดดันอย่างไม่คาดคิด!

นี่ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายกับขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างขั้นเคียงนภาระยะต้นกับขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย

ความห่างชั้นระหว่างทั้งสองระดับชั้น มากยิ่งกว่าขั้นจิตราชั้นนอกระยะต้นถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลาง หรือไม่ก็ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางถึงขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายเสียอีก!

บรรดาศิษย์เขาไร้พรมแดนที่อยู่ด้านหลังเขา ล้วนแล้วแต่มองภาพเบื้องหน้านี้ด้วยความตกตะลึงเช่นกัน

ช่วงหนึ่งปีครึ่งนี้มีข่าวลือเกี่ยวกับเยี่ยนจ้าวเกอมากมายยิ่งนัก ชื่อเสียงของเขาขจรขจายในโลกแปดพิภพขึ้นเรื่อยๆ ถึงกระนั้นการที่ได้ยินเรื่องเล่าด้วยหู กับการได้เห็นด้วยตาตัวเอง และการประสบกับตัวเองนั้น ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่เบื้องหน้านี้ โหดร้ายเสียยิ่งกว่าในข่าวลือเสียอีก!

ใช้การโจมตีต่อหน้าอันแข็งแกร่งของระดับขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย กดอัดจี้ฮั่นหรู ผู้อยู่ในระดับขั้นเคียงนภาระยะต้น บุคคลสวรรค์โปรดปราณรุ่นเยาว์แห่งเขาไร้พรมแดนที่เชี่ยวชาญในการโจมตีอันแข็งกร้าวมากที่สุด!

ชัดเจนว่าจี้ฮั่นหรูลงมือโจมตีด้วยกำลังก่อน ทว่าในชั่วพริบตาเดียวกลับทำได้เพียงตั้งรับเท่านั้น และสิ่งที่ทำให้เขายิ่งรับไม่ได้ก็คือ เขายังไม่ทันได้เริ่มตั้งรับเลยด้วยซ้ำ!

ผู้อาวุโสจั่ว ผู้อาวุโสเสวียนสือ และคนอื่นๆ ของเขาไร้พรมแดน เห็นภาพฉากนี้แล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย

ฟู่เอินซูกลับมีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้า ชัดเจนว่านางอารมณ์ดีไม่น้อย แม้กระทั่งสายตาที่ทอดมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ ก็เผยให้เห็นความเมตตา อ่อนโยน และปลื้มอกปลื้มใจอย่างหาได้ยากยิ่ง

สีหน้าของผู้อาวุโสจั่วดูอ่อนโยน กำลังมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ

ผู้อาวุโสจั่วและมหาปรมาจารย์เขาไร้พรมแดนอีกท่าน กลับล้อมฟู่เอินซูเอาไว้ เหมือนว่าจะเจตนาแต่ก็ไม่เจตนา

จอมยุทธ์เขาไร้พรมแดนเห็นว่ายอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์ของตนทั้งสามท่าน ยืนอยู่ด้วยกันกับฟู่เอินซูเพียงแค่คนเดียว ภายในใจก็พลันมั่นคงขึ้นมาก

ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ภายในเขานิมิตเมฆแห่งนี้ก็มียอดฝีมือของสำนักตนมากกว่า!

ฟู่เอินซูไม่ใช่เยี่ยนตี๋

สถานการณ์ในตอนนี้ หากเยี่ยนจ้าวเกอเป็นมังกรก็ต้องหมอบ เป็นพยัคฆ์ก็ต้องคว่ำ!

น่าขันที่เมื่อครู่เขาโจมตีจนสบายอกสบายใจไปชั่วขณะหนึ่ง แต่มียอดฝีมือแห่งเขาไร้พรมแดนอยู่มากมายเช่นนี้ ไม่นานนักเขาจะต้องชดใช้!

สำหรับสายตาของบรรดาผู้คนนั้น เยี่ยนจ้าวเกอเห็นแต่ทำเหมือนไม่เห็น แม้เผชิญหน้ากับผู้อาวุโสจั่วที่จ้องจะเขมือบตน เขาก็ไม่ร้อนรน ทั้งยังคารวะอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

“ท่านผู้อาวุโสทุกท่าน โชคดีที่ข้าสามารถปฏิบัติตามคำสั่งจนสำเร็จ เพลิงถูกดับลงแล้ว ป้องกันไม่ให้ต้นเพลิงทำลายสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำไปมากกว่าได้สำเร็จแล้วขอรับ”

“หะ…หา?” ทุกๆ คนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ยินดังนั้น ต่างก็อดไม่ได้เบิกตาโพลงไม่ได้