116-120
บทที่ 116
เมื่อเห็นลู่เวิ่นตกอยู่ในภวังค์ เยี่ยนจ้าวเกอก็ยักไหล่
เจ้าของร่างคนเดิมของตนยังหนุ่มและเลือดร้อน เขาถูกลู่เวิ่นเหน็บแนมจนละทิ้งเพลงกระบี่เจ็ดดาราไม่ฝึกฝนอีกต่อไป เพื่อที่จะพิสูจน์ตนเอง แม้แต่สุดยอดวิชากระบี่อีกวิชา ซึ่งเทียบเคียงกับยอดวิชาแปดพิภพแห่งเขากว่างเฉิงก็ไม่ฝึกฝนแล้ว ทว่ากลับไปทดลองสร้างวิชากระบี่ด้วยตัวเองขึ้นแทน แต่นั่นก็นับเป็นความสำเร็จครั้งหนึ่ง
แท้จริงแล้วเจ้าของร่างเดิมก็มีพรสวรรค์ด้านวิชากระบี่อยู่ไม่น้อย ระดับความรู้ซึ้งในเพลงกระบี่เจ็ดดาราวิชานี้อยู่ในระดับสูง เพียงแต่มีคนบางจำพวกคน ที่ฝึกฝนวรยุทธ์วิชารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ก็คล่องไปเสียทุกอย่างตั้งแต่กำเนิด ตัวอย่างเช่นเฉาหยวนหลงที่ฝึกวิชาปราณเข็มทองสุริยัน ลู่เวิ่นที่ฝึกวิชาเพลงกระบี่เจ็ดดารา แต่ในภายภาคหน้าเขาจะสามารถประสบความสำเร็จได้ถึงระดับสือเถี่ยหรือไม่ ก็ยังไม่อาจรู้ได้
หากสือเถี่ยไม่ได้ฝึกวิชากายเพชร แต่เลือกฝึกวิชาอื่นในยอดวิชาแปดพิภพ รวมทั้งเพลงกระบี่เจ็ดดารา เขาก็ยังคงเป็นราชสีห์โลหะเพียงหนึ่งเดียวอยู่ดี
หากลู่เวิ่นไม่ฝึกเพลงกระบี่เจ็ดดารา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงกระนั้นเขาสามารถฝึกเพลงกระบี่เจ็ดดาราจนสามารถเย้ยหยันปรมาจารย์ทุกคนได้ด้วยอายุเพียงยี่สิบห้า ยี่สิบหก นั่นไม่ใช่เพราะโชคดีหรือบังเอิญแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะเขามีความสามารถจริงๆ
เมื่อเทียบกับเจ้าของร่างเดิมแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอกลับมีความเข้าใจต่อเพลงกระบี่เจ็ดดาราที่ไม่เหมือนกัน
ในความคิดของเยี่ยนจ้าวเกอ วิชากระบี่นี้มีจุดที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ขณะเดียวกันก็ยังมีความสามารถอื่นๆ ที่สามารถค้นหาได้
นอกจากนี้ สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว การละทิ้งเพลงกระบี่เจ็ดดาราไปไม่ใช่เรื่องที่มีเกียรติศักดิ์ศรีอะไรนัก ทิ้งรอยแผลเป็นเก่าเช่นนี้เอาไว้ ก็ทำให้ตนเองรู้สึกไม่ชอบใจมาก…
วรยุทธ์ที่เจ้าของร่างเดิมฝึกฝน เยี่ยนจ้าวเกอล้วนตั้งใจศึกษาทดลองทั้งหมด ที่ต้องใช้เวลามากที่สุดไม่ใช่วิชาที่คิดขึ้นเอง และวิชาที่เป็นที่รู้จักอย่างวิชามังกรเขียวในชายเสื้อ หรือวิชาฝ่ามือดุสิต
ทว่ากลับเป็นเพลงกระบี่เจ็ดดารา วิชาที่คนอื่นๆ ต่างคิดว่าเขาทิ้งมันไปแล้ว
อาศัยพื้นฐานที่เจ้าของร่างกายคนเดิมทิ้งเอาไว้ เชื่อมกับความรู้ความเข้าใจที่สูงกว่าของเยี่ยนจ้าวเกอ ไม่นานนักเขาก็มีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับเพลงกระบี่เจ็ดดาราแล้ว หากต้องการจะทำลายภาพลักษณ์ที่ผนึกอยู่ในความทรงจำของคนอื่น แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องใช้ลู่เวิ่นลงมือก็ได้ ถึงแม้ว่าให้ลู่เวิ่นเป็นคู่ต่อสู้จะให้ผลดีที่สุดก็ตาม แต่ในเมื่อลู่เวิ่นเป็นฝ่ายมาหาถึงที่ เช่นนั้นเยี่ยนจ้าวเกอก็ต้องยิ้มรับเป็นธรรมดา
ชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์ ชายชราคนนั้นมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยแววตามืดมน สีหน้าไร้ความรู้สึกนึกคิด “ความสามารถในการเข้าใจสูงยิ่ง…”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางประสานมือคำนับไปทางลู่เวิ่น “เจ้าให้ข้าชนะ[1]”
กล่าวจบเขาก็เดินผ่านลู่เวิ่นลงไปยังชั้นล่าง
จ้าวหมิงดึงสติกลับมา สายตาที่มองลู่เวิ่นไม่มีการดูถูกเหยียดหยามแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นมีความชื่นชมอยู่หลายส่วนด้วยซ้ำ
ลู่เวิ่นก็แข็งแกร่งมากพออยู่แล้ว โดดเด่นในเขากว่างเฉิง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยอัจฉริยะเช่นนี้ อีกทั้งยังเป็นโดดเด่นท่ามกลางรุ่นเยาว์ได้ ลู่เวิ่นเป็นอัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะอย่างไม่ต้องสงสัย
น่าเสียดายที่เขามาปะเข้ากับเยี่ยนจ้าวเกอที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า
จอมยุทธ์ทั่วทั้งสำนักเขากว่างเฉิงที่อายุรุ่นเดียวกัน และระดับวรยุทธ์เท่ากัน มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าตนจะเอาชนะลู่เวิ่นได้บ้าง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเอาชนะในด้านที่เขาถนัดที่สุดเลย
ก่อนจะถึงวันนี้ จอมยุทธ์ตั้งแต่ระดับมหาปรมาจารย์ลงไป ลู่เวิ่นเป็นที่หนึ่งในเพลงกระบี่เจ็ดดาราแห่งเขากว่างเฉิง ต่อให้ผ่านวันนี้ไป ลู่เวิ่นก็ยังคงเป็นยอดเพลงกระบี่เจ็ดดาราในระดับปรมาจารย์อยู่ดี ทว่าเหนือเขากลับมีผู้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่ง
ซึ่งก็คือชายหนุ่มที่ในอดีตโดนเขาบีบคั้นจนละทิ้งเพลงกระบี่เจ็ดดารา และกลับใช้เพลงกระบี่เจ็ดดาราทำให้เขาพ่ายแพ้!
จ้าวหมิงมองลู่เวิ่นพลางถอนหายใจ แล้วเดินตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอลงไปชั้นล่าง “คนที่เอาชนะอัจฉริยะได้ ก็คืออัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะ”
‘สามารถเอาชนะอัจฉริยะท่ามกลางอัจฉริยะได้ จะเป็นคนอย่างไรอีก’
พอเยี่ยนจ้าวเกอหันศีรษะกลับมา ก็เห็นจ้าวหมิงอยู่ด้านหลังของตน ใบหน้าประหนึ่งกำลังขบคิด จึงอดไม่ได้ที่จะยิ้มพลางกล่าวว่า “วิชาอย่างเพลงกระบี่เจ็ดดารา ไม่ใช่วิชาที่ฝึกแล้วจะสำเร็จได้ในทันที กลับไปค่อยๆ ฝึกอย่างช้าๆ เถอะ”
จ้าวหมิงหลุดออกจากภวังค์ในทันที แล้วจึงผงกศีรษะ “เหตุผลเช่นนี้ข้าเข้าใจดี แต่จะให้เข้าฌานฝึกฝนอย่างเดียวก็คงไม่ได้ อีกไม่นานข้าก็ต้องเดินทางไปที่พรรคสายรุ้งสีชาด ณ เกาะนภาเหนือแล้ว”
เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะ “ลูกเขยแต่งเข้าบ้านหรือ”
พรรคสายรุ้งสีชาดเป็นพรรคใหญ่ที่ปักหลักอยู่ในเกาะนภาเหนือ เป็นขุมกำลังคล้ายๆ กับอาณาจักรถังตะวันออก ที่มีดินแดนเป็นของตัวเอง แต่มีเขากว่างเฉิงเป็นแกนกลาง
ถึงแม้ว่าอาณาจักรถังตะวันออกจะอยู่เกาะนภาตะวันออก ส่วนพรรคสายรุ้งสีชาดจะในเกาะนภาเหนือ ทว่าก็มักจะไปมาหาสู่กันบ้างบางเวลา
ในอาณาเขตที่พรรคสายรุ้งสีชาดปกครองอยู่ มีการเพาะปลูกดอกไม้และสมุนไพรวิเศษจำนวนมาก วัตถุดิบส่วนหนึ่งที่อาณาจักรถังตะวันออกใช้กลั่นโอสถล้วนมีแหล่งกำเนิดมาจากพรรคสายรุ้งสีชาด
ในฐานะที่เป็นสำนักวรยุทธ์ พรรคสายรุ้งสีชาดเองก็ต้องการอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถจำนวนมากเช่นกัน แต่ในฐานะที่เป็นขุมกำลังของนภาพิภพ ที่นี่ต้องได้อิทธิพลจากเขากว่างเฉิงอยู่แล้ว
เด็กหนุ่มเด็กสาวที่มีความสามารถในระดับสูงที่สุด ย่อมต้องหวังที่จะได้เข้าสำนักเขากว่างเฉิง และพรรคสายรุ้งสีชาดก็เข้าใจในจุดนี้มานานแล้ว
เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของตนเองกับเขากว่างเฉิง พรรคสายรุ้งสีชาดก็จะคัดเลือกคนที่มีความสามารถให้ไปฝึกฝนที่เขากว่างเฉิงด้วย บุตรสาวของประมุขพรรคสายรุ้งสีชาดรุ่นปัจจุบัน จึงได้อยู่ฝึกฝนในเขากว่างเฉิง
เนื่องจากไปมาหาสู่กันแต่อดีตเรื่อยมา จึงมีความมุ่งมาดปรารถนาที่จะเกี่ยวดองสมรสกันอยู่หลายส่วน จ้าวหมิงและอีกฝ่ายก็ค่อยๆ ใกล้ชิดกัน
สำหรับคำหยอกล้อของเยี่ยนจ้าวเกอนั้น จ้าวหมิงสงบนิ่งเป็นอย่างมาก “ยังไม่เคยเข้าเยี่ยมคารวะท่านประมุขพรรคสายรุ้งสีชาดเลย คราวนี้ก็เลยจะไปสักครา”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ขอให้เจ้าประสบความสำเร็จ หากเวลาตรงกันละก็ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ร่วมทางกันก็เป็นได้”
ถึงแม้ว่าจ้าวหมิงจะใคร่รู้ว่าเหตุใดเยี่ยนจ้าวเกอถึงจะไปที่เกาะนภาเหนือ ทว่าก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา “เช่นนั้นก็จะดีไม่น้อย ระหว่างทางข้าจะได้ให้เจ้าช่วยสอนเพลงกระบี่เจ็ดดาราให้ข้า”
กล่าวถึงตรงนี้ จ้าวหมิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนใจ เพราะเมื่อครึ่งปีก่อน เนื่องจากอายุและระดับวรยุทธ์ของเขายังสูงกว่าเยี่ยนจ้าวเกอ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายตามทันเสียแล้ว
ไม่อาจเปรียบเทียบได้จริงๆ เทียบไม่ได้
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอกับจ้าวหมิงกล่าวลากันแล้ว ก็แยกกันกลับที่พักของตนเอง
เมื่อเก็บสัมภาระเรียบร้อย เยี่ยนจ้าวเกอก็เรียกเฟิงอวิ๋นเซิงให้เตรียมตัวออกเดินทางไปภูผาพิภพด้วยกัน
การเดินทางไปคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเขาเมฆนิมิตแห่งภูผาพิภพเท่านั้น ทว่ายังมีปัญหาการฟื้นคืนจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงที่จำเป็นต้องจัดการอีกด้วย
ส่วนอาหู่ หลังจากที่เก็บตัวศึกษาในช่วงนี้ เขาก็ก้าวข้ามจุดยากจนบรรลุได้สำเร็จ ย่างก้าวเข้าสู่ชั้นที่สิบของระดับปรมาจารย์ ชั้นฝ่านภา!
เขาที่ดูเหมือนจะทึ่มๆ แต่แท้จริงแล้วพอได้ฝึกวรยุทธ์ ความสามารถในใจการเข้าใจเข้าขั้นยอดเยี่ยมเลยทีเดียว เยี่ยนจ้าวเกอเตือนสติเพียงเล็กน้อย ท้ายที่สุดเขาก็หาทางออกสุดท้ายจนพบ แล้วบรรลุได้สำเร็จ
“ยังดีที่ทันเวลาขอรับ ค่อยยังชั่ว ค่อยยังชั่ว” อาหู่อ้าปากหัวเราะอย่างซื่อบื้อ
เยี่ยนจ้าวเกอตบบ่าเขา “ไป ไปตำหนักปฏิบัติกิจของสำนักกับข้า”
เมื่อถึงตำหนักกิจปฏิบัติแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็พบกับฟางจุ่น ผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งตำหนักปฏิบัติกิจ อาจารย์ลุงรองของตนอีกครั้ง
ฟางจุ่นกล่าวก่อนว่า “ร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงของอเวจี ดังนั้นสำนักจะขอตรวจสอบก่อน แต่สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับกับอเวจีล้วนจะเป็นของเจ้า”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “จะนับว่าเป็นสมบัติที่ข้าร่วมกันค้นพบกับสำนักก็ได้ขอรับ”
“สิ่งที่ควรเป็นของเจ้า สำนักก็จะไม่เอาเปรียบเจ้าอย่างเด็ดขาด” ฟางจุ่นกล่าว “ส่วนรายละเอียดอื่นๆ รอให้ศิษย์พี่ใหญ่กลับมาก่อนค่อยว่ากัน”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เพราะทราบดีถึงความสำคัญของเรื่องนี้ สือเถี่ยออกเดินทางอีกครั้ง โดยที่ถือแผ่นป้ายเหล็กไว้ และมุ่งหน้าไปที่ทะเลเหนือ
ฟางจุ่นกล่าวต่ออีกว่า “ส่วนแหวนวงนั้นที่เดิมทีเป็นของเยี่ยจิ่ง หลังผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว สามารถยืนยันได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิปีศาจอัคคีในช่วงก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวปราณที่หลงเหลืออยู่ น่าจะเป็นแค่โบราณวัตถุธรรมดาๆ มีความเกี่ยวข้องกับโลกปีศาจอัคคีในปัจจุบันไม่มากเท่าไรนัก”
สีหน้าเยี่ยนจ้าวเกอสงบนิ่ง “แท้จริงแล้วนี่คือข่าวดีขอรับ”
“ไม่ผิดหรอก เป็นข่าวดีจริงๆ ” สายตาของฟางจุ่นมองสลับไปมาระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอกับเฟิงอวิ๋นเซิง “จริงสิ อีกครึ่งปีกว่าก็จะมีการประชุมฝ่านภาอีกครั้งแล้ว หากเจ้าจะเข้าร่วมละก็ จงเตรียมตัวให้ดี”
การประชุมฝ่านภา ไม่ใช่การประชุมของจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ขั้นฝ่านภาแต่อย่างใด ทว่าเป็นการประชุมกลุ่มพันธมิตรยอดจอมยุทธ์รุ่นเยาว์ในโลกแปดพิภพ
การประชุมนี้จัดขึ้นทุกสามปี หลักสำคัญคือดูศักยภาพ ไม่ใช่ระดับสูงต่ำของวรยุทธ์ในปัจจุบัน
นามของสี่คุณชายแห่งยุคก็เริ่มมาจากการประชุมครั้งก่อน นอกจากนี้แล้วยังมีจอมยุทธ์อันดับต้นๆ รุ่นเยาว์คนอื่นที่มีชื่อเสียงมางานนี้ด้วย
มีทั้งคนที่เลือกจากการบ่มเพาะของสำนัก หรือคนที่พัฒนาตนเองเงียบๆ
ถึงกระนั้นการพบเจอกันระหว่างอัจฉริยบุคคล มักจะมีประกายเพลิงพุ่งออกมาทั่วสารทิศอย่างน่าตกตะลึงเสมอ ทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับประโยชน์มากมาย อีกทั้งได้รับสิ่งที่นอกเหนือการคาดหมาย
แต่ไหนแต่ไรการฝึกฝนของจอมยุทธ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่คิดเองทำเอง อ่านหนังสือแล้วทำตามมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
ดังนั้นจะเข้าร่วมหรือเก็บตัว นั่นก็ขึ้นอยู่กับจอมยุทธ์คนนั้นนั้นแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจขอรับ”
ฟางจุ่นกล่าวต่อไปว่า “ส่วนเรื่องที่เจ้าจะไปภูผาพิภพครั้งนี้ สำนักจะให้ยอดฝีมือร่วมเดินทางไปด้วย”
ถึงแม้ว่าเยี่ยนจ้าวเกอจะมีแผนรองรับอยู่แล้ว ทว่าแท้จริงแล้วการไปเยือนภูผาพิภพเป็นการไปมาหาสู่กับสำนักเขาไร้พรมแดนอย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องมีผู้อาวุโสในสำนักนำคณะไป นี่คือธรรมเนียมที่ควรมี
สำหรับเรื่องนี้ เยี่ยนจ้าวเกอได้เตรียมการเอาไว้นานแล้ว “ท่านอาจารย์ลุงรองขอรับ ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสท่านไหนจะนำคณะไปหรือ”
ฟางจุ่นกล่าว “เป็นศิษย์น้องฟู่”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น หนังตาก็พลันกระตุกทันที “…ท่านอาจารย์ฟู่หรือ”
………………..
[1] ‘เจ้าให้ข้าชนะ’ เป็นคำสุภาพกล่าวหลังจากได้รับชัยชนะตามธรรมเนียมจีน
บทที่ 117
มุมปากเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเล็กน้อย “…ท่านอาจารย์ฟู่ออกจากฌานแล้วหรือขอรับ”
ฟางจุ่นผงกศีรษะ “เพิ่งออกฌานเมื่อไม่กี่วันนี้เอง”
“นางอยู่ที่ทะเลสาบศาลาเมฆของเกาะนภาเหนือ ซึ่งอย่างไรพวกเจ้าก็ต้องผ่านที่นั่นพอดี จากนั้นนางจะเป็นผู้พาพวกเจ้ามุ่งหน้าไปที่ภูผาพิภพเอง”
เยี่ยนจ้าวเกออ้าปากหวอ “…ทางผ่านจริงๆ ด้วย”
พูดกันตามตรง เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกจากใจจริงว่า ให้ฟางจุ่นเป็นผู้นำคณะไปยังจะดีเสียกว่า
‘ราชินีขี่เมฆา’ ฟู่เอินซู ศิษย์น้องฟู่ที่ฟางจุ่นเอ่ยถึงก็เป็นหนึ่งในจอมยุทธ์หญิงระดับปรมาจารย์ ยอดฝีมือของเขากว่างเฉิงคนหนึ่ง นางเป็นศิษย์สืบทอดหลักของหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักรุ่นปัจจุบันแห่งเขากว่างเฉิง เช่นเดียวกันกับสือเถี่ย ฟางจุ่น และเยี่ยนตี๋
ในบรรดายอดฝีมือหญิงในโลกแปดพิภพของปัจจุบัน นางถือได้ว่าเป็นบุคคลระดับต้นๆ
…นอกจากนี้ ในอดีตยังได้ชื่อว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของเขากว่างเฉิงอีกด้วย
บัดนี้หากเทียบเวลากับระดับวรยุทธ์ นางก็ยังคงงดงามดังเดิม เพียงแต่เพราะระดับวรยุทธ์ที่เพิ่มขึ้นของนาง ทำให้คนที่เคยชอบนินทาเรื่องคนอื่นไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์อีก ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่อยากรู้จักมักคุ้นกับอาจารย์ท่านนี้เลยสักนิด
เพราะในอดีตอาจารย์ฟู่ท่านนี้มีใจให้กับศิษย์น้องเล็กของนางเอง เอ่อ…ซึ่งก็คือเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ
น่าเสียดายที่นั่นเป็นรักข้างเดียว
ดอกไม้ร่วงโรยมีความนัย สายน้ำไหลผ่านไปไร้ใจสนอง
ฟู่เอินซูมีอุปนิสัยแข็งกร้าว ทั้งยังจิตใจคับแคบอยู่บ้าง จนท้ายที่สุดก็ดูเหมือนว่าจะเกิดความเกลียดชังเพราะความรักอยู่บ้าง ฉะนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายในขณะนี้จึงน่าอึดอัดใจอย่างมาก แม้แต่เยี่ยนจ้าวเกอที่เป็นบุตร หากเลี่ยงได้เขาก็อยากจะเลี่ยงอาจารย์ฟู่ท่านนี้
“ออกฌานแล้วสินะ…” เยี่ยนจ้าวเกอตบหน้าผากตนเอง แล้วหันศีรษะกลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิง
เฟิงอวิ๋นเซิงเกิดความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกอยู่บ้าง ชื่อเสียงเรียงนามของราชินีขี่เมฆผู้นี้ นางย่อมต้องเคยได้ยินอยู่แล้ว ทว่ารายละเอียดอื่นๆ ไม่รู้เลยสักนิด
เยี่ยนจ้าวเกอประสานมือคารวะฟางจุ่น “หากกล่าวเช่นนี้แล้ว ศิษย์น้องเฟิงก็ต้องฝากตัวเป็นศิษย์ท่านอาจารย์ฟู่ใช่หรือไม่ขอรับ”
ฟางจุ่นพยักหน้า “เป็นเช่นนั้น”
ศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขากว่างเฉิงเฉกเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ ลู่เวิ่น หรือสวีเฟย ในตอนที่เลื่อนขั้นจากศิษย์อัจฉริยะ ล้วนต้องฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ
ส่วนของเยี่ยนจ้าวเกอก็เป็นศิษย์ของเยี่ยนตี๋ บิดาของตนเอง ลู่เวิ่นก็เป็นศิษย์สายตรงของฟางจุ่น ส่วนสวีเฟยที่อายุมากกว่าก็เป็นศิษย์สายตรงของสือเถี่ย
ถึงแม้ว่าการที่อาจารย์ชายรับศิษย์หญิง หรืออาจารย์หญิงรับศิษย์ชายใช่ว่าจะไม่มีเลย ถึงกระนั้นโดยปกติแล้ว ในตอนที่ศิษย์อัจฉริยะหญิงเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอดหลัก ก็มักจะฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ของอาจารย์หญิงเสมอ
เฟิงอวิ๋นเซิงในฐานะสตรีแห่งจันทรา นอกจากต้องบ่มเพาะพลังแห่งจันทราแล้ว การบำเพ็ญเพียรวรยุทธ์วิชาของตนก็ต้องไม่ล่าช้าด้วยเช่นกัน เพียงแต่ก่อนหน้านี้ฟู่เอินซูเข้าฌานมาโดยตลอด มีแต่ฟ้าเท่านั้นที่รู้ว่านางจะออกฌานเมื่อใด เยี่ยนจ้าวเกอจึงไม่ได้รวมนางเข้าไปในแผนการด้วย
ใครจะไปรู้เล่าว่าที่ฟู่เอินซูออกจากฌานในเวลานี้เป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่
ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือหญิงรุ่นกลางของเขากว่างเฉิง เฟิงอวิ๋นเซิงขอเป็นศิษย์ของฟู่เอินซู ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมอยู่แล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอเคี้ยวฟัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ตนเองที่มีภาระฟื้นฟูจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิง ก็ต้องมีการติดต่อกับฟู่เอินซูไปโดยปริยาย
การเดินทางสู่ภูผาพิภพครานี้เพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น
ฟางจุ่นกล่าวว่า “ส่วนเรื่องจันทรากาย คนที่เตรียมวิจัยด้านนี้ของสำนักเรามาโดยตลอดก็คือศิษย์น้องฟู่ จ้าวเกอมีความคิดอะไรก็คุยกับนางได้”
ถึงแม้ว่าก่อนที่เยี่ยนจ้าวเกอจะพาเฟิงอวิ๋นเซิงกลับมา เขากว่างเฉิงจะไม่มีสตรีแห่งจันทราเข้าสำนักเลยก็ตาม ทว่าการเตรียมการที่เกี่ยวข้องก็ยังคงดำเนินอยู่มาโดยตลอด รอคอยเพียงแค่คนที่เหมาะสมเข้ามาเท่านั้น
ดังนั้นเขากว่างเฉิงจึงเตรียมพร้อมบ่มเพาะหญิงสาวแห่งจันทราอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญก็คือรอเยี่ยนจ้าวเกอช่วยเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นฟูเท่านั้น
พอเยี่ยนจ้าวเกอได้ยินคำกล่าวของฟางจุ่นแล้ว ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย
แม้ว่าถ้อยคำที่ฟางจุ่นใช้จะมีความเกรงใจมาก ทว่าในเรื่องสตรีแห่งจันทรา เขาไม่ได้มองเยี่ยนจ้าวเช่นเดียวกับคนรุ่นหลังธรรมดา แต่กลับเป็นการสนทนาโต้ตอบในฐานะที่เท่าเทียมกัน
แต่ฟู่เอินซูที่ไม่ชอบใจพวกเขาสองพ่อลูกจะคุยกันง่ายเช่นนี้หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่พูดยาก…
ครั้นกล่าวลาฟางจุ่นแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ออกจากตำหนักปฏิบัติกิจพร้อมกับเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว ชายหนุ่มนวดขมับของตนเบาๆ เพราะมีอาการปวดศีรษะอยู่บ้าง
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม อาจารย์ฟู่ท่านนั้นหากกล่าวในด้านดีก็คือมีนิสัยตรงไปตรงมา วาจาโผงผาง ไม่สนสายตาผู้อื่นนัก
ทว่ากล่าวในด้านแย่ก็คือเอาแต่ใจ ไม่ฟังผู้ใด ชอบทำตามใจตัวเองเท่านั้น
‘เรื่องงานสำคัญกว่า’ เยี่ยนจ้าวเกอลูบคางตนเอง ‘เรื่องสำคัญในตอนนี้ คงจะไม่มีปัญหาหรอกกระมัง’
อาหู่และเฟิงอวิ๋นเซิงเดินอยู่ข้างๆ เยี่ยนจ้าวเกอ จู่ๆ ชายร่างใหญ่ก็เรียกเสียงเบาว่า “คุณชายขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะพบว่าบนทางเบื้องหน้าปรากฏหญิงสาวคนหนึ่ง ทั้งกายสวมอาภรณ์สีขาว คลุมด้วยเสื้อนอกสีน้ำเงิน รูปร่างหน้าตาสะสวยทว่าดูเยือกเย็น เป็นซือคงจิงที่ไม่ได้พบเจอมาพักหนึ่งแล้ว
เมื่อซือคงจิงเห็นเยี่ยนจ้าวเกอ นางก็ค้อมกายคำนับ “ศิษย์พี่เยี่ยน”
“ไม่พบกันเสียตั้งนาน…” เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ เขาเพิ่งจะรับการคารวะของนางเสร็จ จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง “หืม? ลมหายใจไม่มีสิ่งปนเปื้อนเลยสักนิด เจ้าบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลางแล้วแล้วหรือ”
ลมหายใจและการหมุนเวียนของเลือดของจอมยุทธ์เป็นสิ่งที่คนธรรมดาเทียบไม่ได้แน่นอนอยู่แล้ว ทว่าภายในลมหายใจไม่มีสิ่งปนเปื้อนอยู่เลยแม้แต่น้อย นั่นอธิบายได้ว่าจอมยุทธ์ฝึกฝนร่างกายตนเองจนถึงขั้นใช้ปราณจิตราชำระล้างปอดของตนแล้ว
การใช้ปราณจิตราชำระล้างอวัยวะภายใน เป็นเรื่องที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะกลางถึงจะสามารถทำได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะที่สำคัญอีกด้วย
ซือคงจิงผงกศีรษะ “บรรลุไปก่อนหน้านี้แล้วเจ้าค่ะ อวัยวะตันทั้งห้า[1] อวัยวะกลวงทั้งหก[2] บัดนี้เหลือเพียงหัวใจและซานเจียวที่ยังไม่ได้ชำระล้าง”
อยู่เขากว่างเฉิงมาครึ่งปี ถึงแม้เฟิงอวิ๋นเซิงจะรู้จักซือคงจิง กระนั้นก็ไม่ได้รู้เรื่องราวของนางแต่อย่างใด เท่าที่ได้ยินมาก็ไม่ได้เกิดความรู้สึกอะไรมากนัก
ทว่าอาหู่กลับเบิกตาโพลง มองซือคงจิงตั้งแต่หัวจรดเท้า
ครึ่งปีก่อนที่ถังตะวันออก ซือคงจิงเพิ่งจะบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะแรก ใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็บรรลุถึงขั้นจิตราชั้นในระยะกลางแล้ว อีกทั้งนางยังไม่ได้เพิ่งเลื่อนขั้นเท่านั้น อวัยวะตันทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหก เหลือเพียงหัวใจและซานเจียวเท่านั้นที่ยังไม่ได้ใช้ปราณจิตราชำระล้าง
เมื่อชำระล้างอวัยวะตันทั้งห้าและอวัยวะกลวงทั้งหกเสร็จสิ้นทั้งหมด รวมถึงหลังจากขั้นพื้นฐานของนางแน่นขนัดดีแล้ว นางก็สามารถเตรียมตัวบรรลุขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายได้เลย!
ความเร็วเช่นนี้ทำเอาคนที่ได้ฟังต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน
อาหู่เองมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์สูงมาก แต่ตอนที่เขาอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นใน ก็ไม่สามารถพัฒนาได้เร็วขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงแต่เขาเท่านั้น เท่าที่อาหู่ทราบ คุณชายของตนเองในตอนที่บรรลุจากขั้นจิตราชั้นในระยะแรก ถึงขั้นจิตราชั้นในระยะกลาง และขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายก็ไม่ได้รวดเร็วเช่นนี้
ลู่เวิ่นและคนอื่นๆ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน!
ความเร็วในการพัฒนาเช่นนี้ ทำให้อาหู่คล้ายกับเห็นความรวดเร็วในการย่างก้าวเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกของคุณชาย
“เห็นผีกลางวันแสกๆ แล้ว!” ชั่วขณะหนึ่งอาหู่รู้สึกว่าสมองของตนคิดตามไม่ทัน “แม้ว่าระดับการฝึกร่างกายของนางจะเป็นอัจฉริยบุคคลที่หาได้ยากเช่นกัน แต่ก็ไม่น่าจะแก่กล้าถึงเพียงนี้”
แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกวูบไหวครั้งหนึ่ง ก่อนจะกลับคืนสู่ความนิ่งสงบ สมองของเขาประมวลผลเล็กน้อย และเข้าใจขึ้นมาทันที “เจ้าทำภารกิจฝึกฝนสำเร็จแล้วสินะ ขอเพียงแค่ผ่านการทดสอบครั้งสุดท้าย ก็จะได้เป็นศิษย์สืบทอดหลักแล้วละสิ”
ซือคงจิงพยักหน้า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยนจ้าวเกอเบะปากเงียบๆ “เจ้าจะฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ฟู่ ราชินีขี่เมฆหรือ”
นางพยักหน้าอีกครั้ง “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ผู้อาวุโสสำนักให้ข้าติดตามศิษย์พี่เยี่ยนไปยังทะเลสาบศาลาเมฆในเกาะนภาเหนือด้วย เพื่อไปพบเจอท่านผู้อาวุโสฟู่ ครั้งนี้ต้องร่วมเดินทางไปกับศิษย์พี่เยี่ยนอีกครั้ง ขอศิษย์พี่เยี่ยนโปรดชี้แนะด้วย”
………………..
[1] อวัยวะภายในตันทั้ง 5(五脏)ได้แก่ ตับ หัวใจ ม้าม ปอด ไต จัดว่าเป็นหยิน มีหน้าที่สร้างและเก็บสารจำเป็น แต่ไม่ทำหน้าที่กำจัด สะสมสารจำเป็นของชีวิตและควบคุมการไหลเวียนของพลังลมปราณและเลือด
[2] อวัยวะกลวงทั้ง 6 (六腑)ได้แก่ ถุงน้ำดี ลำไส้เล็ก กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ กระเพาะปัสสาวะ และซานเจียว อวัยวะกลวงทั้งหก จัดว่าเป็นหยาง ทำหน้าที่เกี่ยวกับการย่อย ดูดซึมและขับถ่าย
บทที่ 118
เยี่ยนจ้าวเกอมองเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วก็หันไปมองซือคงจิง จากนั้นก็หลุดยิ้มออกมาพลางส่ายหน “ในเมื่อท่านอาจารย์ฟู่ออกจากฌานแล้ว นี่ก็ยังนับว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมาย”
“ไปกันเถอะ พวกเราออกเดินทางไปเกาะนภาเหนือกัน” เยี่ยนจ้าวเกอปรบมือ แล้วก้าวเดินนำออกไป
คำกล่าวก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา จ้าวหมิงเองก็กำลังเตรียมออกเดินทางไปที่พรรคสายรุ้งสีชาดแห่งเกาะนภาเหนืออยู่พอดี จึงร่วมเดินทางไปโดยปริยาย
หลังจากพบกับผู้อาวุโสระดับหนึ่งแห่งเกาะนภาเหนือเป็นอันดับแรกแล้ว กลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอก็บอกลากับจ้าวหมิง โดยที่อีกฝ่ายจะเดินทางมุ่งหน้าไปที่พรรคสายรุ้งสีชาดด้วยตนเอง ส่วนกลุ่มของเยี่ยนจ้าวเกอก็เดินทางไปยังทะเลสาบศาลาเมฆต่อ
ทะเลสาบศาลาเมฆตั้งอยู่ในพื้นที่ของอาณาจักรเล็กๆ แห่งหนึ่งทางตะวันออกของเกาะนภาเหนือ แม้จะเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก แต่กลับมีทิวทัศน์ที่สวยงามมาก
เมื่อแสงกระทบกับผิวน้ำ และหากยืนมองอยู่ข้างทะเลสาบ จะมองเห็นเมฆสีขาวเคลื่อนตัวอยู่ใจกลางทะเลสาบตลอดทั้งปี ปราณวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์เคลื่อนไหวอยู่ทั้งสี่ทิศของทะเลสาบศาลาเมฆ และรวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางของทะเลสาบ
ไอน้ำในอากาศควบแน่นจนกลายเป็นเมฆหมอก แต่กลับไม่มีลมไม่มีฝนแต่อย่างใด
ที่นี่เหมือนกับฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี ทั้งอากาศและอุณหภูมิก็มีการเปลี่ยนแปลงน้อยนัก ส่วนเมฆสีขาวที่ปกคลุมอยู่ตลอดเวลานั้น ก็คล้ายกับก่อตัวเป็นศาลาขนาดใหญ่ใจกลางทะเลสาบ
สิ่งก่อสร้างที่เกิดจากไอกับเมฆ ตั้งอยู่ที่ตรงนั้นไม่ไปไหน
กลุ่มคนของเยี่ยนจ้าวเกอทุกคนล้วนอยู่ในระดับปรมาจารย์หมดแล้ว จึงเดินเหินบนน้ำไปยังใจกลางทะเลสาบได้โดยตรง ยังไม่ทันจะได้เข้าใกล้ศาลาเมฆกลางทะเลสาบ จู่ๆ บนผิวน้ำก็มีดำแพงน้ำก่อตัวขึ้นมาเป็นแนวประดุจฉากกั้น
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเงยหน้าขึ้นมอง เขาก็ต้องกลอกตาทันที
เพราะบนกำแพงกั้นรวมกันเป็นตัวอักษรว่า
‘คนจากตระกูลเยี่ยนคอยด้านนอก คนอื่นๆ จงเข้ามา’
อาหู่เห็นดังนั้น ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นขมขื่น “คุณชายขอรับ…”
เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงต่างมองหน้ากัน ต่อให้พวกนางไม่รู้เรื่องเลยก็ตาม แต่ตอนนี้ก็พอรู้ว่าผู้อาวุโสฟู่ในตำนานท่านนั้นไม่ชอบใจบุตรบิดาแซ่เยี่ยนอย่างมาก
ชายร่างใหญ่ถูมือไปมา พลางส่งกระแสจิตไปหาเยี่ยนจ้าวเกออย่างลับๆ ‘คุณชายขอรับ พื้นที่นี้พวกเราไม่มีทางบุกเข้าไปดื้อๆ ได้แน่’
กำแพงน้ำที่อยู่เบื้องหน้าดูเหมือนว่าจะเป็นแค่ชั้นบางๆ แต่ถ้าคิดว่ามันเปราะบางละก็ เช่นนั้นสมองก็คงมีปัญหาแล้ว เพราะนี่เป็นกำแพงน้ำที่ฟู่เอินซู ยอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์คนนี้ใช้วรยุทธ์วิชาสร้างขึ้น เหมือนเช่นตอนนั้นที่สือเถี่ยใช้วิชามวยควบคุมฟ้าดิน พันธนาการเหยียนซวี่เอาไว้
สำหรับผู้ที่มีระดับวรยุทธ์เท่าเทียมกันหรือสูงกว่าฟู่เอินซูแล้ว กำแพงน้ำที่อยู่เบื้องหน้านี้ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ถึงกระนั้นสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่แล้ว กำแพงน้ำชั้นบางๆ ชั้นหนึ่งนี้กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่ากำแพงหินหรือกำแพงเหล็กเสียอีก
เยี่ยนจ้าวเกอมองกำแพงน้ำตรงหน้า ก่อนจะยิ้มออกมาพลางส่ายหน “ไม่เป็นไร”
จากนั้นชายหนุ่มก็หันกลับไปมองเฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิง แล้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ฟู่มีคำสั่งออกมาแล้ว พวกเจ้าเข้าไปก่อนเถอะ”
หญิงสาวทั้งสองคนเห็นเพียงใบหน้าที่สงบนิ่งของเยี่ยนจ้าวเกอ
ด้วยรู้จักกันมานานพอสมควร พวกนางจึงพอจะรู้แล้วว่าเยี่ยนจ้าวเกอเป็นคนถือคติไม่ยอมเสียเปรียบผู้ใด ต่อให้เผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสำนักก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่ดี
เยี่ยนจ้าวเกอมองพวกนาง เขายิ้มบางๆ “พวกเจ้าเข้าไปแล้ว ข้าย่อมต้องเข้าไปได้ด้วย”
เฟิงอวิ๋นเซิงกระตุกมุมปาก ยิ้มด้วยใบหน้าคล้ายกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แล้วจึงแอบยกนิ้วโป้งให้กับเยี่ยนจ้าวเกอ จากนั้นก็เดินไปที่กำแพงน้ำนั้นทันที
ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอเงียบๆ แวบหนึ่ง นางพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็กลับหลังกันเดินไปทางกำแพงน้ำ
ในตอนที่พวกนางเดินทะลุเข้าไป กำแพงน้ำนั้นก็แหวกออกให้หญิงสาวทั้งสองเข้าไปด้วย
‘คุณชาย โบราณเขากล่าวไว้ว่าอย่างไรนะขอรับ’ อาหู่ที่มองพวกนางเดินเข้าไป ส่งกระแสเสียงถามด้วยความเจ็บใจด้วยว่า ‘ยอมมีปัญหากับบุรุษดีกว่ามีเรื่องกับอันธพาล ยอมมีปัญหากับอันธพาลก็ดีกว่ามีเรื่องกับสตรี’
‘ผู้ใดมีปัญหากับนางกันล่ะ นางใจแคบเองก็เท่านั้น’ เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘ทำใจกว้างๆ แล้วรอสักครู่หนึ่งก็พอ ไม่นานนักหรอก เดี๋ยวนางก็จะให้พวกเราเข้าไปเอง’
อาหู่ชะงักงัน ปกติแล้วคุณชายของตนเป็นคนเลือดร้อนไม่ฟังใคร เขารู้ดีมาโดยตลอด อีกทั้งยังไม่ใช่บุคคลที่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบเคียงได้
หากพูดถึงฐานะ ฟู่เอินซู ฟางจุ่น และสือเถี่ยอยู่ในระดับเดียวกัน ถึงแม้พลังความสามารถจะด้อยกว่าบ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่คนธรรมดาทั่วไปจะเทียบได้
…โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงคนนี้ยังเป็นคนไม่มีเหตุผลเช่นนี้อีก
หากนางจะสั่งสอนลูกศิษย์รุ่นหลังคนหนึ่ง เล่นงานจนปางตาย ลูกศิษย์คนนั้นก็ไม่มีสิทธิ์จะเรียกร้องอะไรทั้งนั้น
ในอดีตตอนที่ยังเยาว์ นางถึงได้เป็นคนที่น่าปวดหัวที่สุดคนหนึ่ง ในบรรดาศิษย์เขากว่างเฉิงในรุ่นของเยี่ยนตี๋และสือเถี่ย
หยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักเขากว่างเฉิงมีศิษย์รับสืบทอดมากมาย เยี่ยนตี๋อายุน้อยที่สุด เข้าสำนักช้าที่สุด ตอนที่เขาเข้าสำนัก คนอื่นๆ ส่วนมากล้วนจบการฝึกฝนไปหมดแล้ว
ก่อนเยี่ยนตี๋จะเข้าสำนัก บรรดาศิษย์พี่ทั้งหมดในตอนที่พวกเขายังเยาว์วัย คนที่หยวนเจิ้งเฟิงไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดก็คือสือเถี่ย คนที่เขาชื่นชมและเชื่อมั่นมากที่สุดก็คือฟางจุ่น ถึงกระนั้นคนที่ได้รับความนิยมชมชอบจากเขามากที่สุดกลับเป็นฟู่เอินซู
บิดามารดาของฟู่เอินซูไม่เพียงแต่เป็นศิษย์ร่วมสำนักกับหยวนเจิ้งเฟิง ทว่ายังเป็นสหายร่วมทุกข์ร่วมสุขกันอีกด้วย น่าเสียดายที่ทั้งสองด่วนจากไป แทบจะเรียกได้ว่าหยวนเจิ้งเฟิงเป็นผู้เลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ ทั้งสองจึงเสมือนบิดาและบุตรีกันอย่างยิ่ง
หรือพูดในอีกความหมายหนึ่งก็คือ หยวนเจิ้งเฟิงรักและเอ็นดูฟู่เอินซูมากตั้งแต่ยังเล็กแล้ว
เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกจากใจจริงว่าหลายคนต้องขอบคุณสือเถี่ย หากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ใหญ่ที่เข้มงวดและจริงจังคนนี้คอยควบคุมอยู่ หลายครั้งที่ฟู่เอินซูไม่ไว้หน้าแม้กระทั่งหยวนเจิ้งเฟิง จนนิสัยเอาแต่ใจของนางยิ่งหนักข้อขึ้นทุกวัน
อาหู่มองเยี่ยนจ้าวเกอพลางอ้าปากหวอ ‘คุณชาย ต่อให้เผชิญหน้ากับท่านผู้อาวุโสฟาง ท่านก็ยังมีความมั่นใจเช่นนี้ แต่ข้ามั่นใจกว่าท่านเสียอีก เพราะอย่างไรเสียท่านผู้อาวุโสฟางก็มีเหตุผลมาก’
‘แต่ถ้าเป็นท่านผู้อาวุโสฟู่ละก็ โดยส่วนมากนางกระทำเรื่องอันใดมักขึ้นอยู่กับอารมณ์’
ชายหนุ่มยักไหล่ แล้วชูนิ้วขึ้นสามนิ้ว
‘ข้อแรก ถึงแม้ว่าท่านอาจารย์ฟู่จะค่อนข้างใช้อารมณ์ กระทำอันใดตามอำเภอใจ และตัดสินเรื่องต่างๆ ตามความชอบความเกลียดของตัวเอง แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็รักสำนักของเราเป็นอย่างยิ่ง นางเกิด ณ ที่แห่งนี้ เติบใหญ่ ณ ที่แห่งนี้ ท่านอาจารย์ปู่เห็นท่านเหมือนกับบุตรสาว รักเสียยิ่งกว่ารัก แล้วมีหรือที่ท่านจะไม่เคารพและรักท่านอาจารย์ปู่เช่นบิดาคนหนึ่ง’
พูดแล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็เก็บนิ้วลงหนึ่งนิ้ว ‘ต่อหน้าเรื่องสำคัญที่มีผลประโยชน์ต่อสำนักจริงๆ นางสามารถข่มอารมณ์ตัวเองได้ โดยถือผลประโยชน์ของสำนักเป็นหลัก’
‘ข้อสอง กล่าวนินทาลับหลังผู้อาวุโสเช่นนี้อาจจะไม่เหมาะสมนัก แต่ท่านอาจารย์ฟู่ผู้นี้ไม่ค่อยมีความอดกลั้นกับเรื่องต่างๆ มากนักหรอก ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่มีความสนใจ ก็มักจะเดี๋ยวทำเดี๋ยวเลิก’
เขาเก็บนิ้วลงอีกหนึ่งนิ้ว ‘แต่สำหรับเรื่องการบำเพ็ญเพียรฝึกวรยุทธ์ ท่านอาจารย์ฟู่กลับมีใจร้อนรนนัก ใช้เวลาหลายปีประดุจหนึ่งวัน อย่าได้มองว่าตอนเป็นสาวนางเป็นคนที่น่าปวดหัวมากที่สุด แต่ความขยันหมั่นเพียรในการฝึกวิชา แม้แต่ท่านอาจารย์ลุงใหญ่ก็ยังชื่นชมตลอดมา’
‘ท่านอาจารย์ป้าฟู่สนใจศึกษาความลับของวรยุทธ์ที่ยังไม่มีใครรู้เป็นอย่างมาก และมีความต้องการที่จะค้นคว้าสูงมาก ถ้ามีเรื่องที่นางยังไม่เข้าใจ ก็จะไม่กินไม่นอนจนกว่าจะทำความเข้าใจทั้งหมด’
ขณะที่กล่าว เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง ‘หากไม่บ้าคลั่งจนสุดทางก็คงไม่เห็นผลลัพธ์ กว่าจะมาถึงวรยุทธ์ระดับตอนนี้ได้ แน่นอนว่าท่านอาจารย์ฟู่ไม่ได้พึ่งโชคอย่างแน่นอน’
‘ท่านอาจารย์ป้าฟู่ชอบชัยชนะ รักศักดิ์ศรี และชอบที่จะแข่งขันกับคนอื่นๆ เมื่อเทียบกับหน้าตาแล้ว การที่นางไขปัญหาเกี่ยวกับวรยุทธ์ไม่ได้นั่นทำให้ท่านไม่สบายใจมากกว่า’
กล่าวถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็เก็บนิ้วสุดท้ายลงพลางยิ้ม ‘ส่วนข้อสามน่ะหรือ หึหึ ทั่วทั้งเขากว่างเฉิงนี้ ท่านอาจารย์ป้าฟู่เป็นคนที่เลือดร้อน ไม่มีความอดทน…’
ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด กำแพงน้ำเบื้องหน้าก็พลันแหวกออกอย่างเงียบๆ
บทที่ 119
ตัวอักษรบนกำแพงน้ำหายไป แต่ก็ยังไม่ได้มีคำสั่งให้เยี่ยนจ้าวเกอเข้าไปข้างใน
อาหู่กำลังมองกำแพงน้ำแหวกออกเป็นโพรง อดไม่ได้ที่จะอ้าปากตาค้าง
เยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าท่าทางสงบนิ่งเป็นปกติ โค้งคำนับไปทางกำแพงน้ำนั้นครั้งหนึ่ง “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ฟู่ขอรับ”
จากนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็เดินเข้าไปในทางเข้าที่แหวกออกเป็นโพรงบนกำแพงน้ำนั้น
อาหู่ยังคงตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็เดินตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอไปตามสัญชาตญาณ
สักพักใหญ่ อาหู่ถึงได้สติกลับคืนมา “คุณชายขอรับ ท่านทำได้อย่างไรกัน”
ชายหนุ่มดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “อาจารย์ฟู่ได้พบกับศิษย์น้องเฟิงแล้ว แต่ท่านไขความลับที่ทำให้จันทรากายของศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูไม่ได้ ด้วยความใคร่รู้จนทนไม่ไหว จึงให้พวกเราเข้ามาอย่างไรเล่า”
อีกฝ่ายตะลึงงัน “ง่ายเช่นนั้นเลยหรือขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “อาจารย์ป้าฟู่ก็เป็นคนเช่นนี้แหละ เทียบกับศักดิ์ศรีแล้ว นางให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้มากกว่า อีกอย่าง ข้าก็แค่โดนพาลโมโหไปด้วย ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ใช่ท่านพ่อ”
เขาไพล่มือทั้งสองไว้ข้างหลัง เดินไปอย่างไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่ชักช้า “แน่นอนอยู่แล้วว่าอาจารย์ป้าฟู่เป็นคนที่เปลี่ยนหน้าเร็วกว่าพลิกหนังสืออีก ไม่แน่ว่ารอให้ไขปัญหาได้แล้ว นางอาจจะโยนข้าออกไปอีกก็เป็นได้”
อาหู่หดคอลง “คุณชายท่านจะต้องออมมือหน่อยนะขอรับ ท่านถูกโยนออกไป ข้าเองก็ต้องโดนด้วยแน่ๆ”
ทั้งสองสนทนาไปพลาง เดินเหินบนน้ำไปพลาง จนมาถึงใจกลางทะเลสาบ
ภายใต้ศาลาขนาดมหึมาอันแปรสภาพมาจากเมฆสีขาว เป็นเกาะขนาดเล็กกลางทะเลสาบเล็กๆ ชายขอบเกาะถูกเมฆสีขาวปกคลุมจนทั่ว
ยอดเขาหนึ่งบนเกาะเล็กๆ เฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงยืนอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนเบื้องหน้าของพวกนางมีสตรีสวมอาภรณ์สีเขียวกำลังมองลงมาอย่างเงียบๆ
สตรีผู้นี้ดูจากหน้าตาแล้วยากที่จะคาดเดาอายุได้อยู่บ้าง นางเหมือนกับอายุยี่สิบต้นๆ ทว่าก็เหมือนกับอายุสามสิบกว่าๆ หน้าตาของนางงดงามไม่ด้อยไปกว่าซือคงจิงและเฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ด้านข้างเลยแม้แต่น้อย
เนื่องด้วยการบ่มเพาะของกาลเวลา บัดนี้ดูให้ดีๆ แล้วเหมือนจะสวยกว่าหญิงสาวทั้งสองคนเสียอีก
เยี่ยนจ้าวเกอเดินขึ้นเขามา ครั้นเห็นสตรีผู้นี้ เขาก็โค้งตัวคำนับทันที “อาจารย์ฟู่”
นางก็คือฟู่เอินซูนั่นเอง สีหน้าท่าทางของนางเป็นปกติ จนดูไม่ออกเลยว่าเคยทิ้งเยี่ยนจ้าวเกอเอาไว้ด้านนอกก่อนหน้านี้เลยสักนิด
“ข้าพอใจลูกศิษย์ทั้งสองคนมาก ข้าขอรับพวกนางไว้เลยแล้วกัน ส่วนบันทึกของทางสำนัก ให้ตั้งพวกนางทั้งสองเป็นลูกศิษย์รับสืบทอดหลักได้เลย”
ประโยคแรกที่ฟู่เอินซูกล่าวหลังจากพบกัน ก็ได้แสดงความพออกพอใจที่มีต่อเฟิงอวิ๋นเซิงกับซือคงจิงเป็นอันดับแรก
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปยังเฟิงอวิ๋นเซิง แววตาของฝ่ายตรงข้ามแสดงความรู้สึกขอบคุณจากใจ แต่ที่มากกว่านั้นคือจิตใจที่แน่วแน่ เพราะมีความหวังที่จะหวนกลับมาเป็นใหญ่ได้อีกครั้ง สำหรับนางที่อิ่มเอมกับความลำบากแสนเข็ญก่อนหน้านี้แล้ว การคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด
จะว่าไปแล้วการที่นางเข้าสำนักเขากว่างเฉิงมาได้ แม้ว่าจะเก็บข้อมูลตัวตนของนางเป็นความลับ ผู้คนจำนวนมากไม่ทราบความเป็นมาที่แท้จริงของนาง คิดว่าเป็นเพียงคนที่สำนักรับเอาไว้โดยไม่ตั้งใจ
ตอนนี้ข่าวที่นางเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สืบทอดหลักยังไม่ได้เผยแพร่ออกไป รอจนข่าวเผยแพร่ออกไปแล้ว คิดว่าคงมีคลื่นลูกใหญ่เกิดขึ้นแน่ อย่างไรเสียนางก็เพิ่งเข้าสำนักมาได้เพียงครึ่งปี กระโดดก้าวก็เดียวทะยานขึ้นฟ้าเสียแล้ว
ซือคงจิงที่อยู่ด้านข้างเองก็เข้าสำนักมาหลายปีแล้ว ผ่านการฝึกฝนหนักหน่วงมากมายกว่าจะมาถึงวันนี้ได้
เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางซือคงจิง เห็นแววตาสดใสของนาง ทั้งยังเห็นความดีอกดีใจและความหวังอยู่หลายส่วน
สำหรับเรื่องของเฟิงอวิ๋นเซิง ซือคงจิงกลับไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด นางเป็นหนึ่งในคนจำนวนน้อยที่รับรู้ความลับจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิง ทว่านางกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้แต่อย่างใด
สำหรับซือคงจิงแล้ว นางให้ความสำคัญกับความสามารถอันโดดเด่นจากการฝึกฝนวรยุทธ์ที่แสดงออกมามากกว่า
ขณะที่ฟู่เอินซูพูด นางก็หันศีรษะไปมองเฟิงอวิ๋นเซิงครั้งหนึ่ง “จากที่นางเล่า ก่อนหน้านี้นางประสบอุบัติเหตุ จนพลังแห่งจันทราภายในร่างกายเหือดแห้งไปจนสิ้น แต่บัดนี้กลับฟื้นฟูได้เล็กน้อยแล้ว”
“เจ้าทำได้อย่างไร อวิ๋นเซิงบอกว่าเจ้าใช้วิชาเข็มทองฝังจุดลมปราณ กระตุ้นชีพจรจันทราของนางที่แห้งสนิทไปแล้ว ข้าสัมผัสได้ถึงน้ำมันเมล็ดหญ้าจากหญ้าฝูเจี้ยนเคลือบอยู่บนเข็มทอง แต่การฝังเข็มน่าจะต้องมีวิธีการเฉพาะสิ”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย ทำเหมือนกับเรื่องเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นเช่นกัน พลางกล่าวว่า “เป็นดังนั้นไม่ผิดขอรับ เช่นนั้นข้าจะสาธิตให้ดูสักหน่อย ท่านอาจารย์โปรดชี้แนะด้วย”
สิ้นเสียง เขาก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเฟิงอวิ๋นเซิง แล้วทำการสาธิต
ฟู่เอินซูเพียงแค่มองเข็มแรกอยู่ด้านข้าง ก่อนจะพยักหน้าอย่างช้าๆ “ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยพลางเก็บเข็มกลับคืน แล้วแอบส่งกระแสจิตไปหาเฟิงอวิ๋นเซิงอย่างลับๆ ‘เป็นอย่างไร รู้สึกว่าได้เจอคนที่พูดเร็วยิ่งกว่าข้าแล้วใช่หรือไม่’
ถึงแม้ว่าจะอยู่ต่อหน้าฟู่เอินซู กระนั้นเฟิงอวิ๋นเซิงก็ขยิบตาตอบกลับไป ‘ท่านอาจารย์กล่าวสิบประโยค ข้ากล่าวได้แค่แปด มีความห่างชั้นอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะตามไม่ทัน’
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอพลันเบะปาก ‘เยี่ยม มีความมุ่งมั่นดี!’
ทันใดนั้นสายตาของฟู่เอินเซิงก็ทอดมองมา จดจ้องอยู่ที่เยี่ยนจ้าวเกอ แล้วถามตรงๆ ว่า “ข้าได้ยินมาจากทางสำนัก ว่าเจ้าอยากรับผิดชอบการบ่มเพาะพลังแห่งจันทราของเฟิงอวิ๋นเซิงหรือ”
“ข้าย่อมทำการฝึกฝนต่างๆ ร่วมกับท่านอยู่แล้วขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอสบตากับฟู่เอินซูโดยไม่ยำเกรง “แต่ว่าด้านการฝึกในส่วนของสตรีแห่งจันทรา และการแย่งชิงมงกุฎจันทรา ข้าพอมีความคิดอยู่บ้าง”
ฟู่เอินซูกล่าวว่า “ดูจากที่เจ้าลงเข็ม ข้าก็พอจะดูออกว่าเจ้ามีความรู้ซึ้งและการศึกษาทดลองในด้านนี้ที่ไม่ธรรมดา ฉะนั้นลองกล่าวความคิดของเจ้ามาสิ”
ในบรรดายอดฝีมือระดับสูงของเขากว่างเฉิง ผู้ที่คอยตระเตรียมด้านการบ่มเพาะสตรีแห่งจันทรามาโดยตลอดก็คือฟู่เอินซู นางจึงมีสิทธิ์มีเสียงในการกล่าวเรื่องนี้มากที่สุด
หากก่อนหน้านี้ฟู่เอินซูไม่ได้ออกฌานมาโดยตลอดก็แล้วไป แต่ตอนนี้นางออกฌานมาแล้ว จึงต้องวัดความรู้ในด้านนี้ของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นธรรมดา เพราะไม่ว่าอย่างไร เรื่องของสตรีแห่งจันทราก็เป็นเรื่องใหญ่ จะมองข้ามเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “ก่อนอื่นให้ช่วยศิษย์น้องเฟิงฟื้นคืนจันทรากายเสียก่อน ซึ่งนอกจากการฝังเข็มทองแล้ว ข้ายังวางแผนตามหาสถานที่วิเศษที่มีหยินเดี่ยวและหยางเดี่ยวอีกด้วย ที่หมายตาเขาเมฆนิมิตแห่งภูผาพิภพเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ของสำนักเรากับเขาไร้พรมแดน อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อการฟื้นฟูของศิษย์น้องเฟิง”
“นอกจากนี้ ข้าได้ค้นพบการรักษาโดยการอาบน้ำสมุนไพรชนิดหนึ่ง หากได้นำมาใช้ด้วย คาดว่าจะช่วยศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูได้จากหลายๆ ทาง”
พูดถึงตรงนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดเว้นวรรคลงชั่วครู่ “ส่วนหลังจากที่ศิษย์น้องเฟิงฟื้นฟูแล้ว เริ่มกลับเข้าสู่เส้นทางการบ่มเพาะอีกครั้ง ข้าก็มีความคิดอยู่บ้างเช่นกัน ซึ่งข้าเชื่อว่าท่านอาจารย์ฟู่เองก็มีความคิดไม่ต่างจากข้า แต่ปัญหาหนึ่งที่เราต้องเผชิญก็คือ ศิษย์น้องเฟิงล่าช้ามาหลายปีแล้ว และเพิ่งเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่เหมือนกับว่าเมิ่งหว่านและคนอื่นๆ นำหน้าไปไกลมากแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางย่ำอยู่กับที่หยุดรอพวกเราเป็นแน่ กลับกัน ผู้ที่ชนะได้มงกุฎจันทราไปครอบครองนั้นจะยิ่งพัฒนาเร็วยิ่งกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ศิษย์น้องเฟิงจะไล่ตามคู่ต่อสู้ทันได้อย่างไร”
ชายหนุ่มแบมือออก “พูดให้ถูกก็คือ ไม่ใช่เพราะมีสตรีแห่งจันทราคนหนึ่งแล้วทุกอย่างจะดีไปเสียหมด กระนั้นในที่สุดสำนักของเราก็มีสตรีแห่งจันทราสักที อย่างไรก็มีคุณสมบัติเข้าร่วมการทอดสอบแห่งจันทราแล้ว ไม่ต้องนั่งมองอยู่แต่บนแท่นเช่นนั้นเหมือนทุกๆ ปี แต่ถ้าต่อไปเป็นได้แค่คู่ซ้อมให้ผู้อื่น เช่นนั้นสตรีแห่งจันทราผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มี บ่มเพาะสตรีแห่งจันทรา เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทรา ทั้งหมดก็เพื่อให้ได้ซึ่งชัยชนะแล้วได้มงกุฎจันทรา!”
เฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ด้านข้างผงกศีรษะเบาๆ นี่ต่างหากที่เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างแท้จริง
การฟื้นฟูจันทรากายของตนเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้น
ฟู่เอินซูมองเยี่ยนจ้าวเกอ เมื่อเทียบกับการฟื้นฟูจันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว นี่ก็เป็นปัญหาที่นางกำลังปวดหัวอยู่เช่นกัน
หากไม่มีเฟิงอวิ๋นเซิง ถ้าเขากว่างเฉิงโชคดี สามารถหาสตรีแห่งจันทราคนหนึ่งได้อีกครั้ง นั่นก็สามารถเริ่มบ่มเพาะใหม่ได้เช่นกัน แต่ที่ล่าช้ากว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ในหลายปีที่ผ่านมานี้ จะชดเชยความห่างชั้น แข่งขันกับพวกเขาได้อย่างไร
การบ่มเพาะพลังแห่งจันทราที่ฟู่เอินซูศึกษาทดลองหลายปีมานี้ นางมั่นใจว่าหากเริ่มต้นพร้อมกัน สตรีแห่งจันทราที่บ่มเพาะจากนางจะไม่ด้อยไปกว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ แน่นอน ถึงกระนั้นการจะไล่ตามผู้ที่นำหน้าอยู่ให้ทัน ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก
ฟู่เอินซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “พูดเช่นนี้ เจ้ามีวิธีอย่างนั้นหรือ”
บทที่ 120
ฟู่เอินซูมองเยี่ยนจ้าวเกอ ชายหนุ่มเองก็ไม่อ้อมค้อม เขายิ้มน้อยๆ ครั้งหนึ่ง “สองวิธีการ ลงมือพร้อมกันทั้งสองวิธีเลยขอรับ”
“วิธีแรก ก็คือ ‘คัมภีร์แห่งจันทรา’ คัมภีร์วรยุทธ์ลับที่ข้าได้รับมาตอนที่ออกเดินทางก่อนหน้านี้ เป็นคัมภีร์วรยุทธ์ที่สืบทอดมาตั้งแต่ก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ใช้สำหรับการฝึกฝนสตรีแห่งจันทราโดยเฉพาะ”
แววตาของฟู่เอินซูทอประกาย จดจ้องเยี่ยนจ้าวเกออย่างไม่ละสายตา
เฟิงอวิ๋นเซิงที่อยู่ข้างๆ กลับตะลึงงันเล็กน้อย “คัมภีร์แห่งจันทราหรือ? ”
เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ “ไม่ผิดหรอก ดูท่าเจ้าเองก็เคยได้ยินมาก่อน”
เฟิงอวิ๋นเซิงบ่นพึมพำ “เคยได้ยิน…ท่านผู้อาวุโสในอดีตเคยเอ่ยถึง สตรีแห่งจันทราเช่นพวกเรา ฝึกวรยุทธ์อื่นตอนนี้ไม่ทำให้ได้เปรียบแต่อย่างใด ไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไปที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของตน แต่มีคำเล่าลือว่าก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ มีวรยุทธ์ที่มีชื่อว่าคัมภีร์จันทรา ซึ่งเป็นคัมภีร์ลับที่เหมาะจะใช้ฝึกสตรีแห่งจันทรา หากสตรีแห่งจันทราใช้คัมภีร์นี้ฝึกฝน อย่าว่าแต่ระดับวรยุทธ์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันยังสามารถส่งเสริมจันทรากายทำให้พลังแห่งจันทราแข็งแกร่งขึ้นด้วย”
นางมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “แต่หลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ คัมภีร์ลับเล่มนี้ก็สูญหายไป แม้แต่คำพูดตัวอักษรเล็กน้อยก็ไม่เหลือไว้ เหลือเพียงแค่ตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาเท่านั้น”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยและฟังนางพูดจนจบ จากนั้นจึงกล่าวว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่ผิด วิธีที่จะช่วยเจ้าฟื้นคืนจันทรากาย เป็นวิธีที่ข้าคิดขึ้นเอง แต่ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์แห่งจันทราเช่นกัน”
ชายหนุ่มกล่าวพลางมองไปที่ฟู่เอินซู “เรื่องนี้ทั้งสำนักมีเพียงท่านอาจารย์ปู่กับท่านพ่อที่ทราบ ท่านเป็นยอดฝีมือระดับสูงคนที่สามที่รับรู้เรื่องนี้ หลังจากที่ข้าเสาะหาจนได้คัมภีร์แห่งจันทรามา ท่านก็เข้าฌานมาโดยตลอด ก็เลยเพิ่งได้บอกกล่าวท่านในวันนี้”
ฟู่เอินซูผงกศีรษะ พลางกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “เรื่องนี้เจ้าได้มีส่วนอุทิศไม่น้อย แต่ในเมื่อคัมภีร์แห่งจันทราก็มีแล้ว เจ้ามอบให้ข้า ข้าถ่ายทอดให้กับอวิ๋นเซิงก็ไม่ต่างกันนี่”
เฟิงอวิ๋นเซิงและซือคงจิงได้แต่อ้าปากค้าง ไม่ได้เอ่ยกล่าวอะไร
อาหู่เองก็ก้มหน้ามองพื้น คนที่สามารถกล่าวคำพูดเช่นนี้ได้หน้าตาเฉย ก็มีแต่ผู้อาวุโสฟู่ตรงหน้าผู้นี้เท่านั้น
ฟู่เอินซูกล่าวอย่างเฉยเมยว่า “ข้าไม่คิดจะแย่งผลงานของเจ้าหรอก บำเหน็จที่ควรเป็นของเจ้า ทางสำนักก็ต้องให้เจ้าแน่อยู่แล้ว เพียงแต่ปกติข้าก็ต้องสอนเฟิงอวิ๋นเซิงรฝึกวรยุทธ์อยู่แล้ว สามารถรวบรัดรวมกันได้พอดี เหตุใดต้องลำบากสองคนทำเรื่องเดียวด้วย การฝึกฝนของเจ้าเองก็จะล่าช้าไม่ได้เช่นกัน”
นางมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง “นอกเสียจากว่าเจ้ามีความคิดอะไรอย่างอื่นอยู่ ถึงวางแผนจะประกบเช้าเย็น”
“แค่ก แค่ก…” อาหู่แทบจะสำลักน้ำลายตัวเอง
ซือคงจิงที่ปกติแล้วเย็นชา ก็มองเยี่ยนจ้าวเกออย่างสนใจใคร่รู้เช่นกัน
เฟิงอวิ๋นเซิงกะพริบตาปริบๆ ทว่าไม่ได้แสดงสีหน้าเขินอายเยี่ยงหญิงสาวแต่อย่างใด กระนั้นในดวงตากลมโตกลับแฝงความตลกขบขันอยู่หลายส่วน ทั้งยังมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอตรงๆ
เยี่ยนจ้าวเกอถูกสายตาของทุกคนจับจ้อง ทว่าสีหน้าก็ยังเป็นเช่นปกติ ไม่มีวี่แววของความหวาดกลัวสักนิด
ฟู่เอินซูกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เจ้ารับหน้าที่บ่มเพาะพลังแห่งจันทราของเฟิงอวิ๋นเซิง ก็ต้องไปมาหาสู่กับข้าบ่อยๆ เป็นเพราะปัญหาของรุ่นก่อน เมื่อเจ้าเผชิญหน้ากับข้า แท้จริงแล้วก็คงอึดอัดใจอยู่บ้างใช่หรือไม่ แล้วเหตุใดจะต้องลำบากด้วย”
คำพูดของนางตรงไปตรงมายิ่งขึ้น จนเยี่ยนจ้าวเกอได้แต่ยิ้มแห้งๆ
อาจารย์ท่านนี้ยังคงสนใจแต่ความสบายใจของตัวเอง ไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่นจริงๆ
ถึงกระนั้นจริงๆ แล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไร เพราะถึงแม้ว่าคำพูดของฟู่เอินซูจะไม่ได้เกรงอกเกรงใจกัน แต่จริงๆ แต่ความคิดของนางก็มีเหตุผล
ถ้าหากเป็นไปได้ละก็ เยี่ยนจ้าวเกอก็เต็มใจจะส่งต่อทุกอย่างให้ฟู่เอินซู ส่วนตัวเองทำแค่ชี้นิ้วสั่ง เป็นอิสระสบายตัวสบายใจ
ก็อย่างที่ฟู่เอินซูพูด ถึงอย่างไรผลงานก็เป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่มีใครแย่งไปได้
แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังตัดสินใจจะดูแลเรื่องนี้เอง
เขาก็มีเหตุผลของเขา เพียงแต่ว่าหลายๆ เรื่องก็ไม่อาจบอกกับคนอื่นได้
กระนั้น ไม่ว่าจะส่วนรวมหรือส่วนตัว ครั้งนี้เยี่ยนจ้าวเกอก็จะออกโรงด้วยตนเอง
“ข้าไม่ปฏิเสธ ข้าชื่นชมศิษย์น้องเฟิงอย่างมาก แต่เบื้องต้นระหว่างพวกเราไม่มีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวแต่อย่างใด” เมื่อเผชิญหน้ากับความสงสัยของฟู่เอินซู เยี่ยนจ้าวเกอก็ตอบด้วยท่าทีนิ่งสงบ “ที่ข้าเสนอให้ตัวเองรับหน้าที่บ่มเพาะพัฒนาพลังแห่งจันทราของศิษย์น้องเฟิง เป็นเพราะข้ามีความคิดบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของศิษย์น้องเฟิง”
ชายหนุ่มยิ้ม “ลำพังเพียงแค่คัมภีร์แห่งจันทราจะสามารถช่วยลดความห่างชั้นระหว่างศิษย์น้องเฟิง กับสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ ได้หรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่ยากจะรับประกันได้ ถึงอย่างไรเสีย ขณะที่ศิษย์น้องเฟิงกำลังพยายามไล่ตามอยู่ ผู้ที่ชนะและได้มงกุฎจันทราไปย่อมฝึกฝนได้เร็วขึ้น”
สีหน้าของฟู่เอินซูเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นหลายส่วน “เมื่อครู่เจ้ากล่าวว่ามีสองวิธี ใช้พร้อมกันอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอพูดว่า “ไม่ผิดขอรับ วิธีที่หนึ่งก็คือคัมภีร์แห่งจันทรา ส่วนวิธีที่สองเป็นวิธีที่ข้าคิดขึ้น”
เขาพูดแล้วก็ยื่นมือทั้งสองออก ประสานกันอยู่เบื้องหน้า “มีคนกล่าวว่าหยินหยางรวมกันเป็นวรยุทธ์ที่แข็งแกร่ง แล้วหยินสูงสุดจะไม่ใช้วรยุทธ์ที่แข็งแกร่งหรือ มงกุฎจันทรา มีพลังหยินที่สูงที่สุดของโลก ก็เป็นจุดกำเนิดของพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน แต่ไหนแต่ไรทุกคนก็เลยไม่คิดที่จะลองทำลายมันดู”
“เพียงแต่เส้นทางที่สุดโต่งมากเกินไป อาจจะมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่อยู่ข้างหน้า กระนั้นเส้นทางนี้ถูกกำหนดแล้วว่ายิ่งเดินยิ่งลำบาก ถึงแม้ว่าเส้นชัยจะอยู่ข้างหน้า แต่ว่าเส้นทางที่จะไปถึงตรงนั้นกลับยิ่งแคบลง ถ้าหากสามารถรักษาให้อยู่ในเงื่อนไขของหยินสูงสุดไว้ได้ แล้วหลอมรวมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีก เช่นนั้นก็จะมีช่องว่างสำหรับการพัฒนาที่ใหญ่ขึ้น และเส้นทางก็จะกว้างขึ้น”
ชายหนุ่มเอ่ยว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ การเดินบนเส้นทางนี้ก็จะเร็วขึ้นอีกไม่น้อยเลย”
ครั้งนี้ฟู่เอินซูไม่ได้รีบซักถามเยี่ยนจ้าวเกอ ว่าเขาคิดว่าทุกอย่างจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้เลยหรือไม่ ทว่านางกลับตกอยู่ในภวังค์แทน
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ นางจึงเปิดปากถามว่า “เจ้าจะหาพื้นที่ที่มีหยินเดี่ยวและหยางเดี่ยวช่วยอวิ๋นเซิงฟื้นฟูพลังแห่งจันทราให้เหมือนเช่นตอนแรก ซึ่งนั่นก็เป็นแนวคิดเดียวกัน อีกทั้งทั้งสองอย่างต่างก็เป็นผลลัพธ์ที่เจ้าได้มาจากการศึกษาทดลองพลังแห่งจันทรา ทั้งสองอย่างก็เท่ากับใช้ยืนยันซึ่งกัน แนวคิดนี้จะใช้ได้จริงหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ไม่ผิดขอรับ หลังจากที่ข้าศึกษาจากข้อมูลที่ต่างกัน และพิจารณาในรูปแบบต่างๆ แล้ว กลับได้ข้อพิสูจน์ที่เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะต้องรอผลการทดสอบสุดท้าย แต่ข้าคิดว่าวิธีนี้ใช้ได้”
ฟู่เอินซูกล่าวต่อทันทีว่า “เจ้าเองก็พูดแล้ว ว่าต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นสภาพหยินสูงสุด ไม่เช่นนั้นหยินหยางจะผสมปนเปกัน ทำให้พลังแห่งจันทราเสียหาย ซึ่งนั่นไม่คุ้มค่าที่จะทดลอง นี่จำเป็นต้องเป็นวิธีที่ใช้ได้จริง ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่ได้แค่บนหน้ากระดาษ ซึ่งก็เหมือนแค่จินตนาการเท่านั้น”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ที่ท่านอาจารย์ฟู่กล่าวก็มีเหตุผล ข้าเห็นด้วยทั้งหมด ข้าคิดมาตลอดเช่นกันว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด”
พูดแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็ชูนิ้วขึ้น วาดไปในอากาศด้วยความเร็ว คล้ายกับกำลังขับเคลื่อนบางสิ่งบางอย่าง ร่องรอยของปราณจิตราที่เหลืออยู่ไม่ยอมจางหายไปเสียที
แววตาของฟู่เอินซูพลันทอประกาย เป็นเช่นนั้นอยู่นานถึงจะสงบลง
“แม้จะเป็นเพียงแค่รูปร่างที่ยับยู่ยี่ แต่ในระดับปรมาจารย์ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
ฟู่เอินซูมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างเด็ดขาดว่า “มิน่าเจ้ากล้าจะรับผิดชอบทั้งหมด การศึกษาในด้านนี้ของเจ้าลึกซึ้งยิ่งกว่าข้าเสียอีก หากข้ายังยืนกรานก็คงจะเป็นการขัดขวางอวิ๋นเซิง ทำให้สำนักเสียผลประโยชน์”
นางเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วถอนหายใจยาวอย่างเงียบๆ “เยี่ยนตี๋ สักวันข้าอาจจะพ่ายแพ้ให้แก่เขาก็ได้กระมัง”