111-115
บทที่ 111
พิธีชำระล้างที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้จักมีอยู่มาก และจำนวนไม่น้อยที่มีผลที่ดีมาก
แต่ที่มีคุณสมบัติภายนอกครบตามเงื่อนไขนั้นมีอยู่เพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้น และพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนของเขากว่างเฉิง ก็มีจุดที่เป็นผลดีกับเยี่ยนจ้าวเกออยู่
เขากว่างเฉิงมีน้ำพุสวรรค์ประจักษ์เป็นของตัวเอง เมื่อจอมยุทธ์ได้เข้าพิธีชำระล้างภายในนั้น ก็จะเกิดผลดีอย่างยิ่งยวด พิธีชำระล้างนี้ถูกเรียกว่าพิธีชำระล้างน้ำพุสวรรค์
ในความคิดของเยี่ยนจ้าวเกอ พิธีชำระล้างน้ำพุสวรรค์สามารถนับได้เพียงว่าอยู่ในระดับกลางค่อนสูงเท่านั้น
แต่ถ้าหากเพิ่มหินกิเลนเข้าไป กลายเป็นพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลน นั่นก็จะเป็นพิธีชำระล้างที่อยู่ในระดับสูงมาก
เพียงแต่ว่าจำนวนของหินกิเลนมีจำกัดอย่างยิ่ง ใช้ไปหนึ่งก้อนก็น้อยลงไปอีกหนึ่งก้อน
จนถึงปัจจุบัน หินกิเลนทั้งหมดของเขากว่างเฉิงเหลือเพียงแค่สามก้อนเท่านั้น การใช้ทุกๆ หนึ่งก้อนล้วนต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและรอบคอบ
เท่าที่เยี่ยนจ้าวเกอทราบ เมื่อการสอบสวนของเฟิงอวิ๋นเซิงสิ้นสุดลง หากสามารถฟื้นฟูจันทรากายของนางได้จริงๆ แล้วละก็ ทางสำนักก็จะเตรียมให้นางเข้าพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนหนึ่งครั้ง
ดังนั้นหินกิเลนที่เขากว่างเฉิงมีอยู่ขณะนี้ แท้จริงแล้วเหลือเพียงแค่สองก้อนเท่านั้น หรือกล่าวได้ว่าโอกาสที่จะเข้าพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนได้มีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
ตนเองได้รับรางวัลเป็นพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความดีความชอบที่ถังตะวันออกครั้งนี้ อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเขาเอาชนะเฉาหยวนหลงและเซียวเซิงได้ติดต่อกัน แสดงศักยภาพและพลังความสามารถที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ผ่านมา
ซึ่งเหตุผลหลังน่าจะเป็นเหตุผลหลักเสียมากกว่า
“ข้าจะระวังตนเองมากขึ้น และพยายามฝึกฝนขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอตอบพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
สือเถี่ยผงกศีรษะ “อีกเดี๋ยวเจ้าตามมารับหินกิเลนกับข้า ส่วนพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนของเจ้า ศิษย์น้องเยี่ยนจะเป็นผู้ดำเนินการ”
เยี่ยนจ้าวเกอเดินตามสือเถี่ยออกไป ชายชราบนที่นั่งถัดลงมาจากหยวนเจิ้งเฟิงไม่ได้พูดอะไรมาโดยตลอด ทว่าตอนนี้กลับพูดขึ้นอย่างช้าๆ ว่า “สร้างผลงานได้ แต่ก็ก่อเรื่องวุ่นวายได้เช่นกัน บ้าดีเดือดเกินไปแล้ว
หยวนเจิ้งเฟิงโบกมือไม้โบกมือ “ไม่เหมือนกับรุ่นเยาว์คนอื่นๆ เรื่องที่จ้าวเกอก่อ โดยส่วนมากเขาก็มีวิธีเก็บกวาดของตนเอง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นมาตามเช็ดล้างให้ ก็เหมือนกับเรื่องใหญ่ที่เกิดในถังตะวันออกครั้งนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เปลี่ยนจากเรื่องวุ่นวายให้กลายเป็นเรื่องที่ดีได้ นั่นยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
หญิงชราผู้นั้นส่ายหน้า “แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโชคดีได้ทุกครั้ง”
“โชคดีได้ทุกครั้ง ก็หมายความว่าไม่ได้พึ่งแต่ความโชคดีเท่านั้น” หยวนเจิ้งเฟิงยิ้ม “คนหนุ่มสาวต้องมีประสบการณ์บ้างถึงจะถูก มิเช่นนั้นพออายุเท่าพวกเราปูนนี้ ก็คงจะเก็บตัวยิ่งกว่าพวกเราไม่ใช่หรือ ถึงเวลานั้นคงจะเป็นการนอนรอเวลาเข้าโลงแล้วจริงๆ”
ผู้อาวุโสเก่าแก่ทั้งสองนิ่งเงียบ แต่ฟางจุ่นที่อยู่ด้านข้างกลับอมยิ้ม
เยี่ยนตี๋ลุกขึ้นคำนับให้หยวนเจิ้งอย่างเงียบๆ ครั้งหนึ่ง “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์อาทั้งสองท่าน ข้าขอตัวไปเตรียมกิจธุระของพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนก่อนนะขอรับ”
กว่าเยี่ยนจ้าวจะได้พบกับบิดาของตนอีกครั้ง ก็เป็นตอนที่อยู่ข้างน้ำพุสวรรค์ประจักษ์แล้ว
มองจากภายนอก น้ำพุสวรรค์ประจักษ์เหมือนกับกระจกหินหยกสีขาว ตรงพื้นผิวไม่มีเงาสะท้อนเลยสักนิด สีของน้ำพุเป็นสีขาวขุ่นเหมือนสีของน้ำนม
ภายในนั้นเต็มไปด้วยพลังชีวิต แม้ไม่มีรูปร่าง แต่เพียงแค่ยืนอยู่ข้างๆ น้ำพุ เยี่ยนจ้าวเกอก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่งและสบายใจ
ส่วนหินกิเลนเป็นหินวิเศษที่มีสีแดงเพลิง มีลักษณะกึ่งโปร่งแสง ด้านในราวกับมีเงาเคลื่อนไหวอยู่รางๆ มองดูแล้วราวกับกิเลน สัตว์เทพในตำนาน และเหมือนกับเพลิงไฟที่กำลังลุกโชน
เยี่ยนจ้าวเกอนำหินกิเลนส่งให้เยี่ยนตี๋ ผู้เป็นบิดางอนิ้วดีดออกไป หินกินเลนพลันลอยขึ้นไปกลางอากาศเหนือน้ำพุ ฝ่ายชายหนุ่มใช้พลังตรึงหินเอาไว้ไม่ให้ตกลงมา
สายตาของเยี่ยนตี๋มองไปยังน้ำพุสวรรค์ประจักษ์ ที่ผิวน้ำแน่นิ่งราวกับของแข็ง
แต่จู่ๆ ผิวน้ำพุก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นมา ราวกับน้ำเดือดก็ไม่ปาน
จากที่แน่นิ่งอย่างยิ่ง ในชั่วขณะนี้กลายเป็นคลื่นที่กระเพื่อมไม่หยุด
กระแสน้ำหลายสายพุ่งตรงขึ้นฟ้า โดยมีหินกินเลยเป็นศูนย์กลาง และแผ่ออกกลายเป็นน้ำพุ
ชายหนุ่มก้าวเดินไปในทันที ร่างกายลอยขึ้นกลางอากาศเหนือน้ำพุสวรรค์ประจักษ์ เขานั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ จากนั้นก็ค่อยๆ จมลงไปในน้ำพุทั้งตัวอย่างช้าๆ
หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอจมลงไปในน้ำทั้งตัวแล้ว กระแสน้ำที่มีรูปร่างเหมือนร่มด้านบนก็ประคองหินกิเลนลงไปด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอเห็นหินกิเลนสลายไปในน้ำพุอย่างรวดเร็ว กลายเป็นกระแสน้ำสีแดงหลายสาย ผสมปนเปอยู่กับน้ำพุสีขาวสะอาด และหมุนเวียนอยู่รอบกายของเขา
ความรู้สึกที่อยู่ในน้ำพุสวรรค์ ไม่เหมือนกับความรู้สึกที่อยู่ในน้ำเลย อีกทั้งไม่แตกต่างจากการอยู่ในโลกภายนอกแต่อย่างใด
ถึงกระนั้นทั่วทั้งร่างกายกลับมีความรู้สีกเหมือนถูกแช่แข็ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ราวกับเป็นแมลงที่อยู่ในอำพัน
แสงสีแดงเหล่านั้น เคลื่อนตัวไปมาในน้ำสีขาวขุ่น และค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง!
หัวเป็นมังกร ลำตัวเป็นกวาง หางเป็นวัว ขาเป็นม้า
โอ่อ่าผ่าเผย สว่างไสวน่าเกรงขาม
นั่นก็คือกิเลนตัวหนึ่ง!
แสงสีแดงจากกิเลนปกคลุมไปทั่วร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ ห้อมล้อมเขาเอาไว้ตรงกลาง
แสงจากกิเลนนี้ค่อยๆ หดเล็กลงตามกาลเวลาที่ล่วงเลยไป คล้ายกับว่ากำลังหลอมรวมเข้าไปในร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอ
ส่วนในน้ำพุสีขาวขุ่นนั้นมีพลังชีวิตจำนวนมากถูกเหนี่ยวนำไว้ด้วยกัน หลอมรวมเข้าไปในร่างกายของเขาด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ ปิดเปลือกทั้งสองข้างลง ขับเคลื่อนพลังปราณอย่างช้าๆ ซึมซับเอาพลังชีวิตเข้าไป และคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตนเอง
‘จุดชี่ไห่ขยายขึ้นอีกขั้น สามารถกักเก็บปราณจิตราได้มากขึ้น…’
‘ชีพจรก็แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น สามารถรองรับการปะทุของพลังที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้…’
‘ไขกระดูกและหลอดเลือดก็กำลังถูกทำให้แข็งแกร่งขั้น ความสามารถในการสร้างเลือด และความสามารถในการฟื้นตัวก็เพิ่มขึ้น…’
‘แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดก็คล่องแคล่วว่องไวมากขึ้นอีกด้วย…’
‘ไม่ใช่ผลลัพธ์เพียงชั่วขณะเท่านั้น แต่มีส่วนช่วยสำหรับการฝึกฝนระยะยาวในภายภาคหน้า’
มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอเผยให้เห็นรอยยิ้มเล็กน้อย แสดงถึงความพึงพอใจในผลลัพธ์เป็นอย่างมาก
หลังจากพิธีชำระล้างเสร็จสิ้นลง เยี่ยนจ้าวเกอก็ออกมาจากน้ำพุสวรรค์ ยืนเงียบอยู่ข้างน้ำพุไม่ขยับเขยื้อน
เยี่ยนตี๋ก็ไม่ได้เร่งรัดเช่นกัน ทว่ายืนรออยู่อีกฝั่งหนึ่ง
เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกเพียงว่าปราณจิตราทั่วร่างกายกำลังกระเพื่อมไม่หยุด ทั้งยังส่งเสียงคำรามออกมาอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นเสียงราวกับเสียงคำรามของมังกรฟ้าที่ยาวนานไม่มีสิ้นสุด!
เสียงคำรามยาวนี้ดังออกไปทั่วสารทิศ ดังก้องสะเทือนใจทุกคน
หลังจากผ่านไปนาน เยี่ยนจ้าวเกอก็หยุดส่งเสียงคำรามลงแล้วขยับร่างกายเล็กน้อย เขารู้สึกได้ว่ารากฐานของตนหนาแน่นมากยิ่งขึ้น
ชายหนุ่มหันศีรษะมายิ้ม พลางกล่าวว่า “สมกับเป็นพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนจริงๆ”
“ตั้งใจฝึกฝน” เยี่ยนตี๋ยิ้มเล็กน้อย “ครั้งนี้เจ้ากลับมา ข้าจะไม่ทดสอบความสามารถของเจ้าแล้ว เจ้าเด็กน้อยทั้งหลายของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นการยืนยันความก้าวหน้าของเจ้าแล้ว”
“เพิ่งจะเสร็จสิ้นพิธีชำระล้าง เจ้ากลับไปที่พักไปแล้วฝึกปราณจิตราอีกสักหน่อยแล้วกัน ของที่นำกลับมาจากอัคคีพิภพและมอบให้เจ้าครั้งนี้ได้ ก็วางไว้ในที่พักของเจ้าแล้ว”
ในแววตาทั้งสองของเยี่ยนตี๋ปรากฏความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน “เดี๋ยวเจ้าก็จะต้องไปภูผาพิภพแล้ว เจ้ากลับที่พักไปเตรียมตัวให้ดีเถอะ”
เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ท่านพ่อวางใจเถิด ข้าจะไม่ประมาท”
เมื่อกลับถึงที่พัก เยี่ยนจ้าวเกอพบสมบัติจำนวนมากวางอยู่ในนั้น อาหู่ที่นั่งเฝ้าที่นั่งเฝ้ากองสมบัติอยู่ กำลังยิ้มตาหยีจนไม่เห็นฟัน
เขาตรวจนับอยู่ชั่วครู่ สิ่งของที่ตนจำเป็นต้องใช้อย่างยิ่ง หลายๆ อย่างก็อยู่ที่นี่แล้ว
“ไหนข้าดูหน่อย กระจกเมฆเคลื่อน…กระดูกไฟใต้ดิน…หยกลายเพลิง…เถาวัลย์ป่ายฟ้า” เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “นับเป็นการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่เชียว!”
ของทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นของล้ำค่าหาที่เปรียบไม่ได้ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ และอัคคีพิภพ
สำหรับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว ของล้ำค่าเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าอย่างยิ่ง ซึ่งอยู่ในสภาวะที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ในยามปกติ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีการจำกัดการส่งออกของล้ำค่าเหล่านี้อย่างเข้มงวด การจะนำของล้ำค่าที่มีแหล่งผลิตจากนภาพิภพไปแลกนั้นยากยิ่งกว่า และต่อให้แลกเปลี่ยนกันได้ ก็เป็นเพียงแค่ของที่อยู่ในระดับรองลงมาเท่านั้น
ทว่าคราวนี้ สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกออยากได้ เขาล้วนได้มาตามที่ต้องการ อีกทั้งปริมาณและคุณภาพก็เป็นของชั้นดีมากด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอหยิบกระจกเมฆเคลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับแรก แล้วยิ้มอย่างชั่วร้าย “กระจกเมฆเคลื่อนหลอมกับไข่มุกกลั่นโลหิต คราวนี้ก็ได้หลอดเลือดปีศาจแล้ว”
บทที่ 112
ลำพังแค่กระจกเมฆเคลื่อนรวมกับไข่มุกกลั่นโลหิต แน่นอนว่าสร้างหลอดเลือดอสูรไม่ได้อยู่แล้ว
ทว่าวัตถุดิบหลักทั้งสองก็มีครบแล้ว หากเยี่ยนจ้าวเกออยากจะหลอมสร้างหลอดเลือดอสูรก็ง่ายขึ้นมาก
นอกจากกระจกเมฆเคลื่อนแล้ว เยี่ยนตี๋ยังนำหยกลายเพลิงจำนวนมากจากอัคคีพิภพมาให้เยี่ยนจ้าวเกอด้วย นั่นทำให้เขารู้สึกดีใจมาก
ชายหนุ่มนำหินลายเพลิงกับไขมันน้ำแข็งที่ผลิตจากนภาพิภพผสมเข้าด้วยกัน หลังจากกลายเป็นขี้ผึ้งยาแล้ว เขาก็นำมาทาบนร่างกายของตนเอง
เยี่ยนจ้าวเกอนั่งขัดสมาธิและหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ ราวกับรูปปั้น
ขี้ผึ้งยาที่อยู่บนตัวของเขาใสมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะเกิดเป็นควัน ก่อนที่เยี่ยนจ้าวเกอจะดูดซับเข้าจุดลมปราณทั่วร่างอย่างไม่หยุดหย่อน
ภายในจุดตันเถียนชี่ไห่ ปราณดั้งเดิมที่ปราณบริสุทธิ์ปกปิดไว้ก็กระเพื่อมไม่หยุด และค่อยๆ กลายเป็นปราณเย็นและปราณร้อน
ภายในปราณร้อนรุ่มนั้น เชื้อไฟเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นและกะพริบแสงเบาๆ
พลังวิญญาณภายในขี้ผึ้งยาถูกปราณเย็นและร้อนแบ่งกันดูดซึม จากนั้นก็กลับไปเป็นปราณดั้งเดิมเช่นเดิม
เขาลืมตาขึ้น กลอกตาไปมา ความรู้สึกรับรู้ของตนต่อโลกภายนอกว่องไวมากยิ่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียอีก
ไม่เพียงแต่ปราณจิตราที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น ประสาทสัมผัสของเขาก็ว่องไวขึ้นด้วย
ระดับปรมาจารย์นี้ โดยปกติแล้วถูกแบ่งออกเป็นสามขั้น คือ ขั้นจิตราชั้นใน ขั้นจิตราชั้นนอก และขั้นเคียงนภา ซึ่งขั้นที่สูงกว่าขั้นเคียงนภาก็คือขั้นฝ่านภา ที่จะเริ่มบรรลุเข้าสู่ระดับมหาปรมาจารย์
จุดที่ต่างกันที่สุดของปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย กับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะต้นอยู่ที่ว่าสามารถฝึกฝนปราณจิตราของตนให้มีจิตใจได้หรือไม่
เมื่อปราณจิตรามีจิตใจ ปราณจิตราก็จะแก่กล้ายิ่งขึ้น โดยจอมยุทธ์ก็จะควบคุมปราณจิตราได้ดั่งใจมากขึ้น
ปราณจิตราที่มีระดับความหนาแน่นเช่นเดียวกัน หากฝ่ายหนึ่งมีจิตใจก็จะจู่โจมอีกฝ่ายที่ไม่มีจิตใจได้ง่ายมาก ซึ่งหากฝ่ายหลังอยากจะร่นความห่างชั้นลง ก็จำเป็นต้องใช้ปราณจิตราที่มากยิ่งกว่า
นี่เป็นหนึ่งในความห่างชั้นของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภากับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอก
เมื่อเทียบความห่างชั้นระหว่างปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย กับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางแล้ว จากขั้นจิตราชั้นนอกถึงขั้นเคียงนภามีความห่างชั้นมากกว่า ซึ่งก็เหมือนกับเหวลึกที่คั่นอยู่ระหว่างขั้นจิตราชั้นในถึงขั้นจิตรานอกชั้นในตอนนั้น
นอกจากคุณภาพของปราณจิตรามีความเปลี่ยนแปลงแล้ว ประสาทสัมผัสของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาก็จะเพิ่มขึ้นมากด้วย ในยามปกติยิ่งมีประโยชน์ในการค้นหาคู่ต่อสู้ที่หลบซ่อนตัวอยู่ อีกทั้งเมื่ออยู่ในสนามรบ ความรวดเร็วของปฏิกิริยาตอบโต้ก็จะยิ่งมีมากขึ้น
เมื่อเทียบกันแล้ว การบรรลุจากขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายสู่ขั้นเคียงนภาระยะต้น ความเข้าใจสำคัญกว่าการเก็บสะสมปราณจิตรา
ทว่าระดับความหนาแน่นปราณจิตราของปรมาจารย์ขั้นเคียงนภา ก็จะเหนือกว่าปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกมากอยู่แล้ว
สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ที่จริงการจะทำให้ปราณจิตรามีจิตใจไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เป็นเพราะเมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งบรรลุเป็นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายตอนที่อยู่ถังตะวันออก จากนั้นก็เข้าร่วมสงครามมาตลอด ไม่มีเวลาฝึกฝน ทำให้การสะสมมีน้อยเกินไป
แต่ตอนนี้เขาใช้ไขมันน้ำแข็งกับหินลายเพลิงเพื่อทำพิธีชำระล้างร่างกายเป็นทวีคูณ จึงสามารถชดเชยในจุดที่สะสมไม่ครบได้มากทีเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ตนเองก็เข้าใกล้ความสำเร็จในระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาขึ้นอีกขั้น
“เก็บกระดูกไฟใต้ดินเอาไว้ก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบจัดการในทันที” เยี่ยนจ้าวเกอลุกขึ้นยืน แล้วบิดคอไปมา “เถาวัลย์ป่ายฟ้าก็มีแล้ว การกลั่นโอสถเซียนกลับสวรรค์ให้อาจารย์ปู่ ยังขาดสมุนไพรหลักอีกเพียงหนึ่งตัวเท่านั้น หวังว่าข่าวจะไม่ได้หลอกหลวง สามารถหาได้ที่ภูผาพิภพ”
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเดินออกจากประตูไป อาหู่กลับมีท่าทีผิดจากปกติไป เขาไม่ได้รออยู่ด้านนอก
“ไม่รู้ว่าอาหู่จะทำสำเร็จแล้วหรือยัง” เยี่ยนจ้าวเกอรู้ว่าตอนนี้อาหู่กำลังฝึกฝนอยู่เช่นกัน
อาอู่เป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาระยะท้ายแล้ว คราวนี้จะลองบรรลุขั้นฝ่านภาดู
ปรมาจารย์ขั้นที่สิบ ขั้นฝ่านภาก็คือขั้นสุดท้าย ชื่อฝ่านภาก็บอกทุกอย่างชัดเจนแล้ว
เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นนี้ ก็จะสามารถเริ่มการบรรลุสู่ระดับมหาปรมาจารย์ได้ หลังจากที่สำเร็จแล้วก็จะเป็นโลกอีกใบหนึ่ง
ด้วยความที่อาหู่ยอมเป็นคนรับใช้ที่อยู่เบื้องล่าง จึงทำให้คนอื่นๆ มักจะดูถูกเขาอยู่เสมอ กระนั้นเยี่ยนจ้าวเกอกลับรู้ชัดเจนดี ว่าชายร่างกำยำที่ทั้งซื่อสัตย์ทั้งขี้เล่นผู้นี้ แท้จริงแล้วมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ที่น่าทึ่งมาก!
พูดอย่างไม่เกรงใจเลยก็คือ ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของร่างคนเดิมของเยี่ยนจ้าวเกอเลย!
เยี่ยนตี๋เองก็ไม่เคยเอารัดเอาเปรียบเขา มองเขาเหมือนเป็นลูกศิษย์คนหนึ่ง อบรมสั่งสอนอย่างดีมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นพลังความสามารถของอาหู่จึงไม่แพ้เซียวเซิงและเฉาหยวนหลงที่อยู่ในระดับเดียวกัน
“โอ้ ยังอยู่ที่ด่านเดิม” เยี่ยนจ้าวเกอมายังสถานที่ที่อาหู่ใช้เข้าฌาน หลังจากที่เข้าไปข้างในและยืนมองอยู่เงียบๆ สักพักเขาก็ส่ายศีรษะเบาๆ “เหลือเพียงความห่างสุดท้ายเท่ากระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ยังทะลุผ่านไปไม่ได้”
อาหู่ในขณะนี้ บนใบหน้าไม่มีรอยยิ้มขี้เล่นเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นใบหน้าที่เคร่งครึม จริงจัง และจดจ่ออย่างมาก
พลังทั้งร่างของเขาแผ่กระจายไปรอบๆ ราวกับเสือที่กำลังหาเหยื่อเพื่อเขมือบกิน
ปราณจิตราทั้งกายแปรสภาพเป็นโลกมายา ในระหว่างที่เกิดแสงสว่างวาบ มังกรสีดำม้วนลมกวัดแกว่งบิดเบี้ยวอยู่เต็มท้องฟ้า
ลมพายุค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างของเสือ เสียงเสือคำรามกับเสียงลมผสมปนเปเข้าด้วยกัน จนยากที่จะแยกแยะทั้งสองออกจากกันได้
เยี่ยนจ้าวเกอลังเลเล็กน้อยอยู่ครู่หนึ่ง “คนอื่นก็ช่างเถอะ ตอนนี้อาหู่ยังขาดอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น สถานการณ์เช่นนี้ข้าเองก็หมดหนทาง”
“เพียงแต่ว่าวิธีนี้หากพูดออกไป อาจทำให้ท่านพ่อสงสัยได้…เดี๋ยว โยนความผิดไปให้เหยียนซวี่ที่ตายไปแล้วก็ได้นี่”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เยี่ยนจ้าวเกอก็เกิดแผนการในหัวขึ้น
‘ดาบฝนดาวตก’ วิชาดาบที่ได้มาจากเหยียนซวี่ เยี่ยนจ้าวเกอคิดคร่าวๆ ครู่หนึ่ง ภายในใจยิ่งเกิดความมั่นใจขึ้น
หลังจากที่อาหู่หยุดพักชั่วคราว เขาเห็นเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่แปลกใจ แต่กลับเปิดปากพูดว่า “ขั้นฝ่านภา ยากอยู่เหมือนกันนะขอรับ”
เมื่อได้ยินอาหู่บ่น เยี่ยนจ้าวเกอก็โยนหนังสือภาพเล่มหนึ่งให้เขา “เพลงดาบฝนดาวตกของเหยียนซวี่ ไม่รู้ว่าเขาไปได้หนังสือวรยุทธ์ที่ไม่สมบูรณ์นี่มาจากที่ใด แต่มันมีความพิเศษอยู่ เจ้าลองดูได้”
อาหู่รับหนังสือภาพมาด้วยความสงสัยอยู่บ้าง “คุณชาย ข้าไม่ฝึกวิชาดาบนะขอรับ”
เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “ทำความเข้าใจเพียงบางส่วน ก่อนหน้านี้ข้าดูแล้วคร่าวๆ สถานการณ์ของเจ้าในตอนนี้อาจจะใช้มันได้”
“การจะบรรลุขั้นฝ่านภาได้ ไม่ได้พึ่งแค่การสะสมทั้งหมด ที่สำคัญคือต้องมีความเข้าใจ ตอนนี้เจ้าพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว ขาดก็แต่ความเข้าใจที่จะตัดเมฆหมอกชั้นสุดท้ายที่บังตาอยู่ออกไป”
“ความรู้สึกในการฝ่านภา วิชาสืบทอดทั่วหล้า ท้องฟ้าและมนุษย์รวมเป็นหนึ่ง”
สำหรับการชี้แนะจากผู้ที่มีระดับวรยุทธ์ต่ำกว่าตนอย่างเช่นเยี่ยนจ้าวเกอ อาหู่ไม่ได้หงุดหงิดรำคาญแต่อย่างใด เขากลับผงกศีรษะเสียด้วยซ้ำ “ใช่ขอรับ”
ชายหนุ่มพูดว่า “เจ้าจะลองสังเกตดาวในเวลากลางคืนสักหน่อยก็ได้ การเปลี่ยนแปลงของดวงดาว โดยเฉพาะแสงเพียงเสี้ยววินาทีเดียวของดาวตก อาจจะมีผลก็ได้”
“ทฤษฎีของเพลงดาบฝนดาวตกปรับปรุงมาจากตรงนั้นเช่นกัน เจ้าจะใช้เป็นตัวเลือกทดลองดูก็ได้เช่นกัน”
ในระหว่างที่พูด เยี่ยนจ้าวเกอก็ใช้นิ้ววาดเป็นเส้นโค้งในอากาศ ราวกับดาวตกที่ตกลงมาจากอีกฟากของขอบฟ้า
อาหู่คล้ายกับมีความคิดบางอย่าง และยื่นนิ้วมือออกไปวาดอยู่สองสามขีด จากนั้นก็ถือหนังสือม้วนเล่มนั้นเดินออกไปข้างนอก
เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “หากเอ่ยถึงคัมภีร์วรยุทธ์ ข้ายังมีโอกาสเข้าไปที่หอคัมภีร์อยู่อีกครั้งนี่”
หอคัมภีร์ของเขากว่างเฉิงเก็บรวบรวมวิชาลับของสำนักเอาไว้ทั้งหมด รวมถึงวิชาวรยุทธ์อื่นๆ ที่จอมยุทธ์เขากว่างเฉิงในอดีตออกไปทำภารกิจแล้วพบเข้าโดยบังเอิญ
จำนวนชั้นหอคัมภีร์วรยุทธ์ยิ่งสูง วรยุทธ์ที่เก็บสะสมก็ยิ่งเป็นของที่มีคุณภาพดี
ชั้นแรกเป็นวิชาวรยุทธ์พื้นฐานของสำนักเขากว่างเฉิงเอง หลักๆ จะเหมาะกับศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนัก
ชั้นที่สองเป็นวิชาวรยุทธ์ขั้นสูงขึ้นในแต่ละด้านของเขากว่างเฉิง นอกจากนี้แล้ว วิชาวรยุทธ์ที่เก็บรวบรวมมาจากโลกภายนอกโดยส่วนมาก็ถูกเก็บเอาไว้ที่นี่
มีบางวิชาที่ระดับขั้นค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อเก็บไว้ที่นี่ เขากว่างเฉิงไม่เคยห้ามปรามลูกศิษย์ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ก่อนอื่นต้องมีพื้นฐานแน่นเสียก่อน ดังนั้นวรยุทธ์ที่มาจากภายนอกจึงไม่อยู่ในชั้นแรก เพื่อป้องกันไม่ให้ศิษย์ที่เข้าใหม่นึกสนุกจนทำให้การฝึกฝนปกติล่าช้า
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอมาถึงหอคัมภีร์ เขาไม่สนใจชั้นหนึ่งหรือสองโดยสิ้นเชิง ตรงขึ้นไปยังชั้นสามทันที
บทที่ 113
วิชาลับเฉกเช่นยอดวิชาแปดพิภพล้วนถูกเก็บเอาไว้ที่ชั้นสามของหอคัมภีร์
แต่แท้จริงแล้วเยี่ยนจ้าวเกอสนใจชั้นสี่ที่เล่าขานกันมากกว่า เพราะที่นั่นเก็บสุดยอดวิชาลับสูงสุดของเขากว่างเฉิงไว้
นอกจากส่วนที่เหลือของวิชาเอกพิสุทธิ์แล้ว ยังมีสามสุดยอดวิชาของเขากว่างเฉิงที่มีชื่อเสียงในโลกแปดพิภพ
ทว่าตามกฎระเบียบแล้ว ชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์นี้มีเพียงเจ้าสำนักและผู้อาวุโสสูงสุดแห่งหอคัมภีร์เท่านั้นที่สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ คนอื่นๆ รวมถึงเยี่ยนตี๋ บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอ ฟางจุ่น สือเถี่ย รวมทั้งผู้อาวุโสเก่าแก่ก็ไม่สามารถเข้าออกได้ตามอำเภอใจ ต้องได้รับอนุญาตจากหยวนเจิ้งเฟิง หรือเข้าไปพร้อมกับเขาเท่านั้น ถึงจะเข้าไปได้
ด้วยศักยภาพที่เยี่ยนจ้าวเกอแสดงออกมาในตอนนี้ การจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปในชั้นที่สี่ก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
โดยตามธรรมเนียมทั่วไปแล้ว จำเป็นต้องบรรลุระดับมหาปรมาจารย์เสียก่อน
‘อันที่จริงข้าสนใจชั้นที่สี่มากกว่าอีก’ เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘อยากดูสักหน่อยว่าวิชาวรยุทธ์ขั้นสูงสุดของโลกแปดพิภพทุกวันนี้พัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว’
ถึงแม้ว่าคัมภีร์ที่เก็บอยู่ในวังเทพจะครอบคลุมไปเสียทุกอย่าง อีกทั้งยังน่าอัศจรรย์ก็ตาม แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงปรับตัวเข้ากับโลกปัจจุบันอย่างระมัดระวังมาก เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วการฝึกฝนวิชาลับที่ถ่ายทอดโดยตรงของเขากว่างเฉิงให้ชำนาญก็กลายเป็นเรื่องที่ขาดไปไม่ได้
การที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปเลือกฝึกวิชาในชั้นที่สามของหอคัมภีร์ครั้งนี้ เยี่ยนจ้าวเกอก็มีแผนอยู่ภายในใจนานแล้ว
นั่นก็คือวิชาวายุอัคนี หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ
มีลมเป็นวิชากาย และไฟเป็นวิชาพลังทำลายล้าง หากฝึกฝนทั้งสองสิ่งสำเร็จจนมีความเชี่ยวชาญแล้ว ก็จะยิ่งทำให้ความเร็วของจอมยุทธ์ก้าวไปถึงระดับขั้นที่น่าตกตะลึงได้
โดยพื้นฐานแล้ว ในการฝึกฝนของจอมยุทธ์เขากว่างเฉิงทุกคน ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องเลือกฝึกวิชาวายุอัคนี
ปกติแล้วยิ่งจอมยุทธ์เก่ง ก็จะมีการโจมตีที่รุนแรง มักไม่ค่อยมีปัญหาด้านวิชากาย หากสู้กับอีกฝ่ายไม่ได้ก็สามารถหลีกหนีได้ แต่ถ้าสู้ได้แล้วอีกฝ่ายหนี ก็สามารถไล่ล่าได้ตามที่ใจต้องการ
ในการต่อสู้จริง วรยุทธ์วิชาจำนวนมากจำเป็นต้องใช้ควบคู่กับวิชากาย จึงจะสามารถใช้พลังที่มีอานุภาพเต็มกำลังได้ โดยที่ไม่ต้องถูกอีกฝ่ายคอยปั่นหัวเล่น
แน่นอนว่าบางวรยุทธ์วิชาที่ใช้ความนิ่งสงบสยบการเคลื่อนไหว ใช้ไหวพริบยับยั้งทักษะ ไม่ถูกรวมอยู่ในนี้ด้วย
เยี่ยนจ้าวเกอที่มีความชำนาญในวิชาพลังและวิชากายที่ยิ่งใหญ่มากมาย การเลือกฝึกวิชาวายุอัคนีจึงดูเหมือนการฝึกซ้ำ ทว่ากลับไม่ได้เปล่าประโยชน์แต่อย่างใด
นั่นเป็นเพราะเยี่ยนจ้าวเกอจำเป็นต้องใช้การอำพรางจากวิชาวายุอัคคี เพื่อจะได้ใช้ทักษะอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องเป็นกังวล
อย่างไรเสียสำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว วิชาลับสุดยอดไม่ใช่สิ่งที่เขาขาดเลย ยิ่งไปกว่านั้นวิชาวายุอัคคีของเขาเองก็ไม่ได้แย่แต่อย่างใด อีกทั้งช่วงเวลาก่อนหน้าและหลังจากวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ความเข้มข้นและการไหลเวียนของปราณชีวิตในร่างนี้ก็มีความแตกต่างกันอยู่
ดังนั้นการฝึกวิชาลับที่อยู่ในวังเทพก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ และวิชาที่พัฒนาใหม่หลังวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่พร้อมกัน ให้ทั้งสองปรับตัวเข้าหากัน กลับเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ
‘วิชาวายุอัคคี แท้จริงแล้วคุณลักษณะของมันก็ไม่ได้แย่’ เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะด้วยความพอใจ แล้วคิดไตร่ตรองในใจว่า ‘วิชาลมสามารถใช้ควบคู่กับพลังลมนภาจากคัมภีร์วายุจิตราที่เก็บซ่อนเอาไว้ในวังเทพได้ ส่วนวิชาไฟก็สามารถใช้ควบคู่กับหมัดอสูรวานรจอมพลังของวิชาหมัดอสูรหกวิญญาณได้’
‘อืม วิชาลมของหมัดพยัคฆ์คำราม เสือกระโจนขย้ำก็ใช้คู่กับวิชากายของวิชาลมได้เหมือนกัน’
‘ข้าลองๆ คิดดู หากวรยุทธ์ทั้งสองนี้รวมเข้าด้วยกัน ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น…’
หลังจากที่เยี่ยนจ้าวเกอขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตั้งสติแล้วเตรียมตัวออกจากที่นี่
เขามองหอคัมภีร์เบื้องหน้าอีกครั้ง แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอเหม่อลอยอยู่บ้าง
ถึงแม้จะเทียบไม่ได้เลยกับคัมภีร์ที่เก็บสะสมไว้ในวังเทพ กระนั้นเมื่อได้เข้าไปในสิ่งปลูกสร้างที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน มักจะทำให้เยี่ยนจ้าวเกอนึกถึงครั้งแรกที่มาถึงโลกใบนี้ และภาพตอนที่ตนเองอยู่ในหอเก็บคัมภีร์ของวังเทพ
‘วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในตอนนั้น ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่’ เยี่ยนจ้าวเกอใคร่ครวญภายในใจ
ภาพที่ราวกับการดับสูญในวันนั้นยังคงชัดเจนในใจของเยี่ยนจ้าวเกอ
แม้ว่าจะเกิดใหม่ที่นี่ แต่มันก็ยังคงส่งผลต่อเขามาโดยตลอด กระตุ้นให้ตัวเขาเองไม่หยุดที่จะมุ่งไปข้างหน้า อีกทั้งยังพยายามให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น เพราะเขาไม่รู้ว่าหายนะที่น่ากลัวนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่
ความสั่นไหวในแววตาของเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ สงบลง และกลับคืนสู่ความนิ่งสงบอีกครั้ง
‘จะตีเหล็ก ไม้ตีก็ต้องแข็งด้วย ต้องเพิ่มความสามารถให้กับตัวเองเสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องหาวิธีสืบเหตุผลของหายนะในตอนนั้นให้ได้’ เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวพึมพำกับตนเองว่า “จับปลาสองมือ มือทั้งสองก็ต้องแข็งแกร่งมากพอ…”
เทียบกับบรรดาผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน ในฐานะผู้ที่เคยประสบกับเคราะห์ใหญ่หลวงมากับตัว สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้ย่อมมากยิ่งกว่า
มหันตภัยเช่นวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ในอดีตนั้น มีความเป็นไปได้จากฝีมือมนุษย์มากกว่าภัยธรรมชาติ…
ด้วยเหตุนี้ความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็นของเยี่ยนจ้าวเกอจึงมีมากยิ่งกว่าคนอื่นๆ
นิ้วเยี่ยนจ้าวเกอเคาะลงไปเบาๆ บนชั้นหนังสือ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองที่ชั้นสี่ของหอคัมภีร์ ‘การสืบทอดของเขากว่างเฉิงนั้นเก่าแก่ยาวนานยิ่งนัก ถึงขั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับวังเทพในอดีตอยู่บ้าง อาจจะมีเบาะแสอยู่บ้างก็ได้’
“จ้าวเกอ?” แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อของตนเอง เยี่ยนจ้าวเกอจึงหันศีรษะกลับไปมอง พบชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาร่างสูงโปร่งคนหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ผู้มาเยือนอายุราวยี่สิบห้า ยี่สิบหกปีโดยประมาณ หน้าตาองคาพยพทั้งห้ามองไปแล้วมีความคล้ายคลึงกับราชาอาณาจักรถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิงอยู่หลายส่วน
เขาสวมชุดสีขาว คลุมด้วยเสื้อนอกสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นการแต่งกายของศิษย์อัจฉริยะแห่งเขากว่างเฉิง แม้ไม่เห็นความหนักแน่นของจ้าวซื่อเฉิง แต่กลับดูโอ่อ่าผ่าเผย
ซึ่งนั่นก็คือจ้าวหมิง โอรสลำดับที่สี่ของจ้าวซื่อเฉิง ที่เข้าเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงเพื่อฝึกวรยุทธ์
ในบรรดาลูกๆ ของจ้าวซื่อเฉิง เยี่ยนจ้าวเกอดูจะสนิทกับเขามากที่สุด
“ท่านพี่สร้างผลงานใหญ่ไว้หรือ” เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอเห็นเขา ก็ยิ้มแล้วพูด
ศิษย์อัจฉริยะเฉกเช่นจ้าวหมิง สามารถเข้าออกชั้นแรกของหอคัมภีร์ได้ตามใจ ในสถานการณ์ที่ได้สร้างผลงานชิ้นใหญ่ ก็จะได้รับบำเหน็จให้เข้าชั้นที่สองของหอคัมภีร์ได้
โดยปกติแล้วชั้นสามของหอคัมภีร์เป็นโอกาสที่หาได้ยากอย่างยิ่ง
จ้าวหมิงพูดว่า “จ้าวเกออย่าได้หัวเราะข้า ข้าเข้าใจชัดแจ้ง บำเหน็จครั้งนี้ได้มาเพราะเสด็จพ่อ”
ตอนที่อยู่ถังตะวันออก จ้าวซื่อเฉิงช่วยเหลือเขากว่างเฉิงเต็มกำลัง จนถึงขั้นเกือบประสบกับเคราะห์ร้าย แน่นอนว่าเขากว่างเฉิงย่อมไม่ปฏิบัติต่อถังตะวันออกอย่างไม่ยุติธรรมเป็นแน่ ซึ่งการมอบบำเหน็จที่ขัดต่อกฎระเบียบของสำนักให้กับจ้าวหมิงครั้งหนึ่งก็นับว่าเป็นอีกทางหนึ่งในนั้นเช่นกัน
เขากล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ถ้าจะให้พูด ก็ยังต้องขอบใจเจ้าที่ช่วยเสด็จพ่อเอาไว้ตอนที่อยู่ถังตะวันออก”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “เราทั้งสองตระกูลยังต้องพูดอะไรเช่นนี้อีกหรือ”
จ้าวหมิงเองก็พยักหน้าพร้อมกับยิ้ม ก็เหมือนกับในตอนนี้ ทั้งสองคนเจอกันในตอนที่ไม่มีคนอื่นอยู่ข้างๆ ก็ไม่มีการเรียกศิษย์พี่ศิษย์น้องกัน แต่เรียกกันตามประสาพี่น้อง
แม้ว่าอายุอาเขาจะมากกว่า แต่ก็เข้าเป็นศิษย์ค่อนข้างช้า หลังจากบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับปรมาจารย์ถึงได้เข้าเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิง หากนับตามลำดับก่อนหลังในการเข้าสำนักแล้ว เขาต้องเรียกเยี่ยนจ้าวเกอว่าศิษย์พี่
“ครั้งนี้ได้รับความเมตตาจากสำนัก ข้าถึงได้มีโอกาสขึ้นมาถึงชั้นที่สามครั้งหนึ่ง” จ้าวหมิงมองเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ข้างๆ ด้วยความชื่นชม
เยี่ยนจ้าวเกอถามว่า “เลือกแล้วหรือ”
จ้าวหมิงผงกศีรษะ “ข้าเลือกเพลงกระบี่เจ็ดดาราน่ะ”
ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นวิชาที่ดีทีเดียว ข้าเองก็เดาว่าท่านคงจะเลือกเพลงกระบี่เจ็ดดาราเช่นกัน เจตจำนงกระบี่ของเพลงกระบี่เจ็ดดาราน่าอัศจรรย์มาก มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ซ้ำกัน เหมาะที่จะฝึกฝนอย่างยิ่ง”
จ้าวหมิงยังไม่ทันจะได้พูด ก็มีเสียงดังขึ้นจากระหว่างชั้นสองและชั้นสามของหอคัมภีร์ “น่าอัศจรรย์ใจมาก มีการเปลี่ยนแปลงสารพัด แต่แค่จำไว้ว่าเจ็ดดาราอยู่ทางทิศเหนือไว้ก็พอ ให้ดาวอยู่ทางทิศเหนือ เจ็ดดาราจึงรวมตัวกัน นี่ก็คือพื้นฐาน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากจุดนี้ทั้งหมด”
เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้น มุมปากก็กระตุกเบาๆ
คนผู้หนึ่งเดินเข้ามา เมื่อจ้าวหมิงมองเห็นหน้าผู้มาเยือนอย่างชัดเจนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เขาก็รู้จักอีกฝ่ายดี ลู่เวิ่น ศิษย์สืบทอดของฟางจุ่น ซึ่งเป็นศิษย์สืบทอดหลักแห่งเขากว่างเฉิงเช่นเดียวกับเยี่ยนจ้าวเกอ อีกทั้งยังเป็นเสาหลักของศิษย์รุ่นเยาว์ด้วย!
จ้าวหมิงก็พลันนึกขึ้นได้ว่าในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิง ลู่เวิ่นเป็นผู้ที่มีผลสำเร็จในเพลงกระบี่เจ็ดดาราเป็นอันดับหนึ่ง
ในอดีต คนที่อยู่ข้างกายเขาก็ฝึกฝนเพลงกระบี่เจ็ดดาราเช่นเดียวกัน ทว่าเนื่องด้วยกระบวนท่าหนึ่งในเพลงกระบี่เจ็ดดาราเทียบกับลู่เวิ่นไม่ได้อยู่เสมอๆ จึงได้เปลี่ยนวิชากระบี่ของตน เกิดเป็นวิชากระบี่มังกรเขียวในชายเสื้อ…
จ้าวหมิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ แล้วจึงมองลู่เวิ่นที่เดินขึ้นบันไดมาอีกครั้ง หัวใจเต้นรัวทันที
บทที่ 114
จ้าวหมิงมองลู่เวิ่น ในแววตามีความรู้สึกซับซ้อนอยู่หลายส่วน
เขาอยู่ที่ถังตะวันออก ทั้งยังเป็นบุคคลมากความสามารถในอันดับต้นๆ พรสวรรค์โดดเด่นเหนือผู้อื่น และยังมีใจมุ่งมั่นในด้านวรยุทธ์ ซึ่งความสำเร็จในด้านวรยุทธ์ก็เหนือว่าบรรดาพี่น้องของตน
การที่สามารถเข้าสู่สำนักเขากว่างเฉิงได้ ทั้งยังสวมชุดคลุมสีน้ำเงินกลายเป็นศิษย์อัจฉริยะ ได้รับการอบรมสั่งสอนเน้นหนักจากสำนัก สิ่งเหล่านี้นับเป็นการรับรองตัวเขาแล้ว
ทว่าลู่เวิ่นที่อยู่เบื้องหน้า แม้อายุจะใกล้เคียงกับจ้าวหมิง แต่วรยุทธ์กลับสูงกว่าเขาไม่น้อย
อายุของจ้าวหมิงในขณะนี้ การที่ระดับวรยุทธ์จะบรรลุถึงขั้นปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะกลางได้ ก็แทบจะเป็นที่เรื่องยากยิ่งนัก
กระนั้นลู่เวิ่นกลับอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายมานานแล้ว
ความห่างชั้นของทั้งสองฝ่าย ก็เหมือนกับการสวมชุดสีน้ำเงินที่ใส่เหมือนกัน แต่ขอบชุดของลู่เวิ่นมีแถบสีดำมากกว่าเขาเส้นหนึ่ง
ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอที่อยู่ข้างกายนั้น ฝีมือน่าทึ่งเสียยิ่งกว่า ก่อนที่จะออกสำนักครั้งก่อนยังเป็นแค่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย แต่พอกลับสำนักครั้งนี้กลับอยู่เหนือจ้าวหมิงโดยสิ้นเชิง บรรลุถึงระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้ายแล้ว!
ความเร็วในการบรรลุขั้นเช่นนี้ ไม่สามารถใช้คำว่าน่าทึ่งมาบรรยายได้อีกแล้ว แต่ต้องใช้คำว่าน่ากลัวแทน
ในเรื่องนี้ จ้าวหมิงไม่มีความรู้สึกริษยาเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความอิจฉาเท่านั้น
จ้าวหมิงมองลู่เวิ่นที่กำลังเดินขึ้นมา พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งว่า “ขอบคุณศิษย์พี่ลู่ที่ชี้แนะ”
การแข่งขันระหว่างฟางจุ่นกับเยี่ยนตี๋ จ้าวหมิงเองก็รู้ชัดเจนเช่นกัน
นั่นเป็นเรื่องในระดับที่สูงเกินไป ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะสามารถแทรกแซงได้ ทว่าจะใกล้ชิดกับฝ่ายไหนมากกว่า สำหรับจ้าวหมิงแล้วไม่มีปัญหาในการเลือกแต่อย่างใด
ในบรรดาลูกศิษย์รุ่นเยาว์ที่โดดเด่นของเขากว่างเฉิง ความสัมพันธ์ของลู่เวิ่นกับเยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว จ้าวหมิงรู้อยู่แก่ใจเช่นกัน
‘วิชาวรยุทธ์อื่นๆ ล้วนแล้วแต่ไม่ฝึก เจาะจงฝึกแต่เพลงกระบี่เจ็ดดาราเป็นสิบปี บางทีเจ้าอาจจะชี้แนะข้าได้’ จ้าวหมิงมองเยี่ยนจ้าวเกอแวบหนึ่ง นึกขึ้นได้ถึงการประลองทักษะเพลงกระบี่เจ็ดดาราในอดีต หลังจากที่ลู่เวิ่นได้รับชัยชนะก็ทิ้งท้ายด้วยประโยคนี้ ผลสุดท้ายทำให้สหายคนนี้ของตนตัดใจทิ้งการฝึกเพลงกระบี่เจ็ดดาราไป แล้วหันมาฝึกวิชามังกรเขียวในชายเสื้อที่คิดค้นขึ้นด้วยตนเองแทน
เยี่ยนจ้าวเกอมองลู่เวิ่นอย่างสงบนิ่ง ชายหนุ่มผู้นี้มีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา หว่างคิ้วเผยให้เห็นความเย่อหยิ่งกับความมั่นใจอยู่หลายส่วน
ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของเขากว่างเฉิง ลู่เวิ่นมีความมั่นใจและคุณสมบัตินี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายตาของเยี่ยนจ้าวเกอที่ตกลงไปบนศีรษะของลู่เวิ่น
“โอ๊ะ เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาแล้ว ยินดีด้วย ยินดีด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก
จ้าวหมิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักงัน สีหน้าเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก ก่อนจะใช้จิตใจสัมผัสอย่างละเอียด ไม่ได้เพียงแค่มองด้วยตาเปล่าเท่านั้น
เป็นอย่างที่คิด เหนือศีรษะของลู่เวิ่นราวกับมีแสงกำลังลอยตัวขึ้นจางๆ และพุ่งตรงไปบนฟ้า เดี๋ยวปรากฏเดี๋ยวหายไป
“บรรลุขั้นเคียงนภาแล้วจริงๆ ด้วย!” แววตาของจ้าวหมิงนิ่งงัน นั่นเป็นแสงชีวิตที่สลับกันระหว่างฟ้าดิน ซึ่งหมายความว่าจอมยุทธ์ฝึกวรยุทธ์วิชากับปราณจิตราทั่วกายของตนจนมีชีวิตแล้ว และสามารถสื่อสารกับโลกภายนอกได้
เมื่อแสงชีวิตนั้นแข็งตัว และสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านั้น ก็หมายความว่าจอมยุทธ์ได้ย่างก้าวสู่ขั้นฝ่านภา รวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดินแล้วแล้ว
ปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาสามารถควบคุมการปรากฏของแสงชีวิตได้ด้วยตนเอง เห็นได้ชัดว่าบัดนี้ลู่เวิ่นไม่ได้ควบคุมแต่อย่างใด แสดงออกมาต่อหน้าผู้คนอย่างชัดเจน
เยี่ยนจ้าวเกอแสยะยิ้ม
พิธีชำระล้างน้ำพุกิเลน ลู่เวิ่นเองก็หวังอยู่ เพราะถึงอย่างไรโอกาสก็มีจำกัด
พอนับดูแล้วก็ยังเหลืออีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ลู่เวินยังพอจะลองพยายามดูได้ มิเช่นนั้นคงรู้สึกน่าอึดอัดใจมากกว่านี้
ทว่าโอกาสยิ่งน้อย การตัดสินใจของผู้อาวุโสในสำนักจะยิ่งระมัดระวังและรอบคอบยิ่งขึ้น หากลู่เวิ่นต้องการพยายามให้ได้มา ระดับความยากก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ลู่เวิ่นเดินขึ้นมาชั้นบน สายตาตกไปอยู่ที่ร่างกายของเยี่ยนจ้าวเกอเช่นกัน
ความยินดีที่บรรลุขั้นเคียงนภาได้สำเร็จ หายไปไม่เหลือร่องรอยหลังจากออกฌานได้ไม่นานเท่าใดนัก
ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เยี่ยนจ้าวเกอบรรลุรวดเดียวจากระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย ถึงปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย ความเร็วเช่นนี้ทำเอาเขาอึ้งอยู่ไม่น้อย
หากไม่ใช่เพราะการเข้าฌานเพื่อบรรลุครั้งนี้ ระดับวรยุทธ์ของเยี่ยนจ้าวเกอก็คงจะไล่ตามเขาทันแล้ว
และสิ่งที่ทำให้เข้าต้องตะลึงยิ่งกว่าก็คือ เฉาหยวนหลงและเซียวเซิงพ่ายแพ้ต่อเยี่ยนจ้าวเกออย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้นเซียวเซิงยังถูกสังหารอีกด้วย
คนอื่นๆ อาจจะไม่รู้ว่าเซียวเซิงเก่งแค่ไหน ทว่าลู่เวิ่นรู้แจ้งเสียยิ่งกว่าใคร ในบรรดาศิษย์ของเขากว่างเฉิงกับสำนักศักดิ์สิทธิ์สุริยัน เขาและเซียวเซิงมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เติบโตมาพร้อมกัน เริ่มประลองชิงชัยตั้งแต่เยาว์วัย จวบจนปัจจุบันก็จะเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว
เขาไม่สามารถจัดการเซียวเซิงได้ เซียวเซิงเองก็จัดการเขาไม่ได้เช่นกัน
ครั้งนี้ลู่เวิ่นบรรลุระดับปรมาจารย์ขั้นเคียงนภาได้สำเร็จ ในที่สุดก็นำหน้าเซียวเซิงได้ก้าวหนึ่งแล้ว
ทว่าคู่ปรับของเขากลับถูกเยี่ยนจ้าวเกอที่อายุน้อยกว่าสังหารทิ้งไปเสียนี่
แล้วลู่เวิ่นจะไม่รู้สึกตกตะลึงได้อย่างไร
เยี่ยนตี๋กับฟางจุ่นซึ่งเป็นรุ่นก่อนหน้ากำลังแข่งขันกันอยู่ แล้วระหว่างพวกเขารุ่นที่สามจะไม่มีการแข่งขันได้อย่างไร
ข่าวสารเกี่ยวกับเยี่ยนจ้าวเกอที่ทำให้ผู้คนต้องอ้าปากตาค้างถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง หากความมุ่งมั่นของลู่เวิ่นไม่มากพอ เกรงว่าคงจะตกอยู่สภาวะสับสนวุ่นวาย จนสูญเสียความมุ่งมั่นในการแข่งขันไป
การที่ตนเองออกฌานมานำหน้าเซียวเซิงขั้นหนึ่ง เดิมน่าจะสร้างความฮือฮาภายในสำนักได้ไม่น้อย อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ทำให้ทุกคนรู้สึกดีอกดีใจ ทว่าบัดนี้ดูแล้วกลับเหมือนเรื่องน่าขันเรื่องหนึ่ง จนถึงขั้นที่g-kไม่อยากให้ใครถามไถ่เอ่ยถึงเลยทีเดียว
พิธีชำระล้างน้ำพุกิเลนที่เดิมทีตั้งมั่นว่าอย่างไรก็ต้องได้ ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากขึ้นมาเสียแล้ว
“ยินดีกับเจ้าด้วยเช่นกัน ศิษย์น้องเยี่ยน ที่บรรลุ…ระดับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย”
ลู่เวิ่นมองเยี่ยนจ้าวเกอพลางกล่าวอย่างช้าๆ
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม แล้วพลันกล่าวขึ้นว่า “ความรู้บนตำราอย่างเดียวถึงอย่างไรก็ไม่เพียงพอ เรื่องเช่นนี้ต้องอาศัยการกระทำด้วยตนเอง”
แววตาของลู่เวิ่นชะงักไป ก่อนจะมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ อีกฝ่ายยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า “วางแผนยุทธการตามตัวหนังสือ สักแต่กล่าวไม่ทำจริง ไม่มีประโยชน์สักเท่าใด มีบางเรื่องต้องประสบกับตัวจริงๆ ถึงจะรู้ว่าเป็นเช่นไรกันแน่”
“โอ้ ความหมายของเจ้าคือข้าสักแต่กล่าวเป็นอย่างเดียวหรือ” ลู่เวิ่นสาวเท้าขึ้นมาข้างหน้า จนมาถึงเบื้องหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอ “เรื่องอื่นก็ช่างเถอะ แต่วิชากระบี่เจ็ดดาราในระดับของปรมาจารย์ ข้าคิดว่าข้ามีสิทธิ์เป็นตัวแทนพูดได้”
การแสดงออกของเยี่ยนจ้าวเกอตอนที่อยู่ที่ถังตะวันออกแข็งกร้าวจนเกินไป ถึงขนาดที่พอข่าวถูกส่งกลับมาถึงสำนัก ก็ทำให้บรรดาผู้คนเกิดความรู้สึกยากที่จะเชื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะสือเถี่ยเป็นพยานให้ คงมีคนไม่น้อยเลยที่คิดว่าเยี่ยนจ้าวเกอนั้นคุยโวโอ้อวด
แม้จะรู้สึกไม่น่าเชื่อ กระนั้นลู่เวิ่นก็ยังเลือกที่จะเชื่อ และเพราะเหตุนี้เองถึงทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาล
ด้านหนึ่งคือด้านอารมณ์ความรู้สึก เยี่ยนจ้าวเกอที่ไม่ลงรอยกันกับตนซึ่งอายุมากกว่าไม่น้อย พลันก้าวหน้าขึ้นพรวดพราด ดูๆ แล้วกำลังจะก้าวหน้าแซงตนไป ทำให้ลู่เวิ่นอยากจะพิสูจน์ตนเองโดยเร็ว
อีกด้านหนึ่งคือด้านสติสัมปชัญญะ อันที่จริงหากไม่จำเป็น ลู่เวิ่นอยากจะคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเขาอย่างเงียบๆ ไม่ให้เกิดการปะทะอย่างรุนแรงกับเยี่ยนจ้าวเกอไปก่อน
ถึงกระนั้นแม้สิ่งอื่นๆ อาจจะใช้การไม่ได้ ถ้าหากจะประลองด้วยวรยุทธ์วิชาเช่นเพลงกระบี่เจ็ดดารานี้แล้วละก็ ลู่เวิ่นกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
อย่าว่าแต่ศิษย์รุ่นเยาว์เลย ต่อให้รวมไปถึงปรมาจารย์ขั้นฝ่านภา ขั้นเคียงนภาระยะท้ายทั้งหมด ในบรรดาจอมยุทธ์ขั้นปรมาจารย์ ลู่เวิ่นก็ยังเป็นอันดับหนึ่งในเพลงกระบี่เจ็ดดาราอยู่ดี!
ยิ่งไปกว่านั้น มียอดฝีมือระดับมหาปรมาจารย์บางคน ถึงแม้จะแสดงวิชาเพลงกระบี่เจ็ดดาราได้แข็งแกร่งยิ่งกว่า ทว่านั่นก็เป็นการข่มด้วยระดับวรยุทธ์
ถ้าแค่วิชากระบี่ของเพลงกระบี่เจ็ดดาราละก็ ยังเทียบลู่เวิ่นไม่ได้
ในปีนั้นก็เป็นเขานี่แหละ ที่ทำให้ชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าโกรธจนละทิ้งเพลงกระบี่เจ็ดดาราไปไม่ฝึกฝนอีก แล้วหันไปฝึกเพลงกระบี่ที่ตนคิดขึ้นเองแทน
ในเรื่องนี้ เขามีความมั่นใจที่จะกล่าวทำลายความมั่นใจของเยี่ยนจ้าวเกอได้
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ การกระทำย่อมสำคัญกว่าคำพูด เราทั้งสองต่างก็ฝึกเพลงกระบี่เจ็ดดาราเหมือนกัน ให้ศิษย์น้องจ้าวดูสักครั้ง” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม และไม่ได้กล่าวอะไร ทว่ายกมือขึ้นทันที เขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นตรงเสมือนกับกระบี่ และชี้เป้าหมายตรงไปที่ลู่เวิ่น
ลู่เวิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ทำได้ดี”
ทันใดนั้นเขาก็ใช้นิ้วแทนกระบี่ เดินกระบวนท่าเช่นเดียวกัน ตั้งรับการโจมตีของเยี่ยนจ้าวเกอ
ทั้งสองไม่ได้ใช้ปราณจิตราเลย แต่ประลองกันด้วยวิชากระบี่เพียงอย่างเดียว
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่จ้าวหมิงที่อยู่ข้างๆ ก็รู้สึกได้ว่าชั้นสามของหอคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้านี้เกิดลำแสงวับวาบ เจ็ดดารารวมตัวกัน!
“เจ็ดดาราอยู่ทิศเหนือเป็นพื้นฐานของเพลงกระบี่เจ็ดดารา และการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างเกิดมาจากที่นี่ก็จริง” เยี่ยนจ้าวเกอพูดกับจ้าวหมิงไปด้วย “การยึดตำแหน่งของดาวเหนือ เป็นจุดสำคัญของเพลงกระบี่เจ็ดดารา”
“แต่จะยึดได้อย่างไร ศัตรูมิใช่หุ่นกระบอกที่จะนั่งดูเจ้าแสดงพลังเฉยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ต่อสู้ที่เข้าใจเพลงกระบี่เจ็ดดาราวิชานี้อย่างดี เขายิ่งจะแย่งชิงการครองตำแหน่งดาวเหนือกับเจ้า หรือไม่ก็บังคับเจ้าให้ถอยหนีออกจากตำแหน่งดาวเหนือไป…”
ในระหว่างที่เยี่ยนจ้าวเกอพูด เขาก็ก้าวเท้าออกไป ระหว่างเงากระบี่ที่ตัดสลับกัน เขาก็ผลักลู่เวิ่นถอยไปก้าวหนึ่งทันที
เมื่อเบื้องหน้าจ้าวหมิงส่องสว่าง ก็รู้ทันทีว่าเป็นเพราะเยี่ยนจ้าวเกอยึดตำแหน่งดาวเหนือไว้แล้ว เมื่อครู่จึงได้เปรียบ!
ลู่เวิ่นเปล่งเสียงฮึดฮัดทุ้มต่ำ แล้วเปลี่ยนเพลงกระบี่เช่นเดียวกัน เขาเคลื่อนตัวไปบังคับให้เยี่ยนจ้าวเกอถอยหลัง
เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้ใส่ใจ แล้วพูดต่อไปว่า “…เช่นนั้นเวลานี้ควรจะทำอย่างไรต่อไปเล่า”
บทที่ 115
“การเปลี่ยนแปลงของเพลงกระบี่เจ็ดดารานั้นลึกลับ ลึกซึ้ง และซับซ้อน เป็นวิถีแห่งกระบี่ที่เปลี่ยนจากยากไปง่าย”
ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอประมือกับลู่เวิ่น ก็กล่าวอธิบายให้จ้าวหมิงฟังไปด้วย
ระหว่างที่ทั้งสองประมือกัน ในชั่ววินาทีที่โจมตีและตั้งรับ การแย่งชิงตำแหน่งของดาวเหนือก็เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน
ผู้ที่ยึดครองตำแหน่งดาวเหนือจะโจมตีศัตรูให้ล่าถอยไป แต่ถ้าตำแหน่งของดาวเหนือถูกศัตรูยึดไปได้ ตนเองก็จะเป็นฝ่ายเสียโอกาส
“ผู้ชนะได้สิทธิควบคุม นี่ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ถ้าอยากจะทำให้ได้ถึงจุดนี้จริงๆ การนำใจความสำคัญในหนังสือ แปรเปลี่ยนให้เป็นเรื่องที่ตนเองสามารถทำได้ นั่นก็ต้องสะสมประสบการณ์”
ในขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอพูด ชั่วพริบตาที่เคลื่อนตัว เขาใช้นิ้วแทนกระบี่ เงากระบี่ก็พุ่งตัวออกไป
เงากระบี่ทั้งเจ็ดก็ปรากฏกลางอากาศแวบหนึ่ง ประดุจกับดาวเหนือเจ็ดดวง
“การสั่งสมประสบการณ์ต่อสู้จริง และการสั่งสมความความรู้ความเข้าใจในวิถีกระบี่ ถึงจะทำให้เจ้าได้เปรียบและใช้มันได้ตามใจในทุกสถานการณ์”
เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มให้จ้าวหมิง แล้วพูดว่า “เจ็ดดารารวมตัวกัน ดาวเหนือลอยสูง พูดง่ายแต่จะทำให้ได้อย่างไร ดังนั้นเมื่อครู่ข้าถึงบอกอย่างไรเล่า ว่าเหมาะที่เจ้าจะฝึกฝนมัน”
ขณะที่เยี่ยนจ้าวเกอพูด ชายหนุ่มก็ก้าวเท้าออกมาก้าวหนึ่ง ยึดตำแหน่งดาวเหนือไว้ จากนั้นเงากระบี่ทั้งเจ็ดก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับชี้ไปทางลู่เวิ่น
สีหน้าของลู่เวิ่นนิ่งเฉย เพราะตอนนี้เขากำลังอยู่ในท่าเดียวกันกับอีกฝ่าย ก้าวเท้าออกไปก้าวหนึ่งเช่นเดียวกัน กระบี่ทั้งเจ็ดลอยอย่างพร้อมเพรียงกัน
ขาขวาของทั้งสอง ปลายเท้าประจันเข้าหากันทันที!
เงากระบี่สั่นไหวกลางท้องฟ้า คล้ายกับกระบี่ยาวจริงๆ กำลังปะทะกัน และมีเสียงเหล็กกระทบดังขึ้นรางๆ
ทั้งสองปะทะกันครั้งหนึ่งแล้วถอยทันที หลังจากประจันกันครั้งหนึ่ง และถอยกลับพร้อมกัน ทั้งคู่ก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอีกครั้งทันที!
แม้จะต่อสู้กันแค่เพียงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนท่า ไม่ได้ปล่อยพลังจริงๆ ออกมา แต่ภายในหอคัมภีร์ก็เหมือนจะสั่นสะเทือนอยู่ไม่น้อย
ถึงกระนั้นระหว่างที่กระบี่ฟาดฟันกันไปมา ยอดศิษย์อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสองของเขากว่างเฉิงก็ได้แสดงความอัศจรรย์ของเพลงกระบี่เจ็ดดาราออกมาแล้ว
พลังกระบี่หนึ่งลึกซึ้งประณีต ราวกับเส้นทางในยามวิกาลเปล่งประกายระยิบระยับชั่วนิรันดร์ ส่วนอีกกระบวนกระบี่หนึ่งกลับโอ่อ่าผ่าเผย เสมือนจักรวาลที่กำลังเคลื่อนตัว
หลังจากประมือกันครู่หนึ่ง แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มทอประกาย เพราะเขาเริ่มรู้ทางกระบี่ของลู่เวิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ
แววตาของลู่เวิ่นเองก็วูบไหวเช่นกัน มีความรู้สึกว่าจับทิศทางของอีกฝ่ายได้แล้ว
ทั้งสองเคลื่อนไหวด้วยวิชากาย แย่งชิงตำแหน่งดาวเหนือกันอีกครั้งหนึ่ง
ต่อสู้กันมาจนถึงตอนนี้ เจตจำนงกระบี่ของทั้งสองคนก็ถูกขับเคลื่อนจนเต็มกำลัง สถานการณ์การต่อสู้มาถึงช่วงตัดสินแพ้ชนะแล้ว
ในเวลานี้ผู้ใดสามารถยึดตำแหน่งดาวเหนือได้ อีกฝ่ายก็จะชิงกลับไปได้ยากยิ่งขึ้น และจะกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบไป ส่วนฝ่ายที่ครอบครองตำแหน่งดาวเหนือ จะได้รับชัยชนะไป!
เยี่ยนจ้าวเกอใช้นิ้วมือแทนกระบี่ เสียงคำรามโกรธเกรี้ยวดังขึ้น เขาปลดปล่อยพลังของกระบี่จนถึงขีดสุด ราวกับในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยความขุ่นเคืองของเพลงกระบี่เจ็ดดาราที่ถูกลู่เวิ่นข่มไว้มานาน
เงากระบี่ทั้งเจ็ดสั่นไหวอยู่กลางอากาศ แล้วเทตัวลงมาประหนึ่งกับฝนดาวตก โจมตีไปทางลู่เวิ่น
เจ็ดดาราขึ้นเหนือ!
กระบวนท่าที่แก่กล้าที่สุดของเพลงกระบี่เจ็ดดารา!
“ดูท่าหลายปีมานี้เจ้าไม่ได้ทิ้งเพลงกระบี่เจ็ดดาราไปจริงๆ สินะ ถึงได้มีผลสัมฤทธิ์เช่นนี้”
ลู่เวิ่นกล่าวอย่างนิ่งเฉยว่า “สู้กับข้าได้สูสีนานเช่นนี้ เพลงกระบี่เจ็ดดาราของเจ้าก็เหนือกว่าคนอื่นๆ มากแล้ว หากตอนนั้นระดับความสามารถของเจ้าเป็นเช่นนี้ ก็คงไม่ต้องไปคิดวิชามังกรเขียวในชายเสื้ออะไรนั่นแล้วละ”
ระหว่างที่พูด ลู่เวิ่นก็โจมตีด้วยพลังเจ็ดดาราขึ้นเหนือของทั้งเจ็ดกระบี่เช่นเดียวกัน เข้าปะทะกับเยี่ยนจ้าวเกออย่างซึ่งหน้า
กระบี่ของทั้งสองคนกระทบกันอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าพลังกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอหมดแล้ว พลังกระบี่ของลู่เวิ่นก็เปลี่ยนไป “เจ้าพัฒนาขึ้น แต่ข้าพัฒนามากกว่าเจ้าอีก”
ลู่เวิ่นใช้นิ้วมือแทนกระบี่ พลังกระบี่กวัดแกว่ง จู่ๆ เจ็ดกระบี่ก็กลายเป็นหกกระบี่
นั่นไม่ใช่กระบี่เจ็ดดาราตามความหมายอีกต่อไป แต่หลอมรวมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงตามความเข้าใจของลู่เวิ่นที่มีต่อวิถีกระบี่ของตน!
กลุ่มดาวไถเจ็ดดารา กับกลุ่มดาวคนยิงธนูหกดารา ขณะนี้ส่องสว่างระยิบระยับขึ้นพร้อมกัน!
กลุ่มดาวไถกุมความตาย กลุ่มดาวคนยิงธนูกุมการกำเนิดชีวิต
เดิมทีลู่เวิ่นได้เปลี่ยนแปลงถึงจุดสิ้นสุดของเพลงกระบี่เจ็ดดาราแล้ว แต่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่อีกครั้ง!
พลังที่เมื่อครู่ใช้จนหมดสิ้นแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องฟื้นคืนมันโดยสิ้นเชิง เพราะเกิดพลังใหม่ขึ้นมาฉับพลันอย่างไม่น่าเชื่อ
ลู่เวิ่นกระตุ้นพลังกระบี่ แล้วก้าวเท้าออกไปชิงตำแหน่งดาวเหนือทันที!
จ้าวหมิงอ้าปากตาค้างอยู่ข้างๆ คาดไม่ถึงเลยว่าสถานการณ์จะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้!
เพลงกระบี่เจ็ดดารา หนึ่งในยอดวิชาแปดพิภพ ผ่านการศึกษาพัฒนาจากยอดฝีมือแห่งเขากว่างเฉิงแต่ละยุคแต่ละสมัย จากรุ่นสู่รุ่นเรื่อยมา แม้จะประสบความสำเร็จแต่ก็ต้องมุมานะบากบั่นต่อไป ช่างยากเย็นแสนเข็ญเสียนี่กระไร
ทว่าบัดนี้ ลู่เวิ่นกลับขับเคลื่อนมันจนเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นใหม่อยู่หลายส่วน แม้จะยังไม่แข็งแกร่งพอ และยังเป็นเพียงแค่โครงสร้างเท่านั้น แต่บัดนี้ จ้าวหมิงราวกับเห็นเงาของสือเถี่ยอยู่รางๆ
สือเถี่ยที่ฝึกฝนวิชากายเพชรจนไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ อีกทั้งยังคงพัฒนามันต่อไปไม่หยุดหย่อน
ถ้าหากให้ลู่เวิ่นก้าวเดินต่อไปจนถึงระดับวรยุทธ์ของสือเถี่ยในขณะนี้ เขาจะสามารถพัฒนาเพลงกระบี่เจ็ดดาราขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้หรือไม่
แม้ว่าจ้าวหมิงจะสังกัดคนละค่ายกับลู่เวิ่น แต่ตอนนี้เขาก็จำต้องพูดว่า ‘ยอมแพ้’ กับอีกฝ่ายเช่นกัน
เขามองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกังวล ทว่ากลับเห็นว่าใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอพลันปรากฏรอยยิ้มออกมา!
ชั้นที่สี่ของหอคัมภีร์ ชายชราคนหนึ่งที่หลับใหลอยู่จู่ๆ ก็เบิกตาทั้งสองขึ้น สายตาราวกับสามารถมองทะลุพื้นลงไปยังชั้นที่สามได้
แววตาของชายชรากลับไม่ได้มองไปที่ลู่เวิ่น ทว่ามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ!
เยี่ยนจ้าวเกอใช้พลังกระบี่จนหมดสิ้นแล้ว ส่วนลู่เวิ่นกำลังจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ขึ้น เพื่อช่วงชิงโอกาสก่อน
กระนั้นเพลงกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอก็ปรากฏการเปลี่ยนแปลงอย่างเหนือความคาดหมายเช่นกัน!
ระหว่างที่เงากระบี่ซ้อนทับกัน เยี่ยนจ้าวเกอไม่เข้าไป ทว่าถอยกลับออกมา!
ลู่เวิ่นที่กำลังออกกระบี่พลันรู้สึกไม่สบายอย่างยิ่งอยู่พักหนึ่ง เขารู้สึกว่าตอนที่ใช้พลังอยู่ กระบวนกระบี่ของเขาถูกเยี่ยนจ้าวเกอคุมไว้!
กระบวนกระบี่ของทั้งสองคนเกิดการเรียกหากันอย่างน่าประหลาดค ล้ายกับไม่ได้กำลังต่อสู้กันเอง แต่ร่วมมือกันโจมตีศัตรูอื่นอย่างไรอย่างนั้น
ตอนที่ปราณตัดสลับกัน เพลงกระบี่เจ็ดดาราทั้งสองสายพลันรวมเป็นหนึ่ง
ทว่าจากการที่เยี่ยนจ้าวเกอถอยกลับไปครานี้ ตำแหน่งดาวเหนือก็เกิดการเปลี่ยนแปลง!
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลู่เวิ่นต้องก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ มิเช่นนั้นก็คงทำได้เพียงนั่งมองตำแหน่งดาวเหนือตกเป็นของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว
แม้ในใจจะรู้ว่าผิดปกติ กระนั้นลู่เวิ่นก็ทำได้เพียงกัดฟันแล้วก้าวไปข้างหน้า เพื่อแย่งชิงอำนาจฝ่ายรุกคืนมา
แต่พอร่างกายเริ่มขยับ เยี่ยนจ้าวเกอที่เดิมทีถอยกลับไปครึ่งก้าว ก็พลันสาวเท้ามาข้างหน้าก้าวหนึ่งอย่างรวดเร็ว!
ความเร็วของเยี่ยนจ้าวเกอในขณะนี้ รวดเร็วเสียกว่าตอนที่เขาถอยหลังไปเสียอีก ราวกับเขาไม่ได้คิดจะถอยหลังไปตั้งแต่แรก และเดิมทีเตรียมจะก้าวมาข้างหน้าอยู่แล้ว
การถอยหลังอย่างรวดเร็ว และการก้าวไปข้างหน้าอย่างกระชั้นชิดนี้ ล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียงพริบตา ไม่มีการลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย กระนั้นกลับดูเหมือนง่ายดายยิ่งนัก ไม่มีความรู้สึกแข็งทื่อเลยสักนิด
การก้าวรุดไปข้างหน้าครั้งนี้ ก็เกิดจากกระบวนท่าของเพลงกระบี่เจ็ดดาราที่ส่งออกมา
ลู่เวิ่นเบิกตาโพลง เขาในตอนนี้ราวกับส่งตัวเองไปที่ปลายดาบของเยี่ยนจ้าวเกอด้วยตนเอง!
“ก็เป็นเช่นนี้แหละ”
เยี่ยนจ้าวเกอเก็บกระบี่แล้วยืดตัวตรง ไม่ได้มองลู่เวิ่นแต่อย่างใด แต่หันศีรษะกลับไปยิ้มและพูดกับจ้าวหมิง
จ้าวหมิงอ้าปากกว้าง ทว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา หลังจากสักพักใหญ่ถึงได้หัวเราะแห้งๆ “คนหนึ่งคืออัจฉริยะ ส่วนอีกคนก็คืออัจฉริยะที่สามารถเอาชนะอัจฉริยะได้!”
เพียงแต่คิดไม่ถึงว่า เยี่ยนจ้าวเกอที่ในอดีตเอาชนะลู่เวิ่นไม่ได้ และดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนไปฝึกวิถีกระบี่อื่นแทน ทว่าสุดท้ายกับซุ่มฝึกอีกครั้งอย่างเงียบๆ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘หกล้ม ณ แห่งหนใด ก็จงลุกขึ้นยืน ณ ที่แห่งนั้น’
ลู่เวิ่นจ้องเยี่ยนจ้าวเกอไม่วางตา พลางกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “เจ้ารู้การเปลี่ยนแปลงสุดท้ายจากตายแล้วเกิด จากว่างเปล่าถึงมีอยู่ของข้าแล้วหรือ”
เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาครั้งหนึ่ง แล้วตวัดมือ ใช้นิ้วแทนกระบี่ ปล่อยพลังเจ็ดดาราขึ้นเหนือไปที่กลางอากาศครั้งหนึ่ง ครั้นพลังกระบี่ถึงจุดสิ้นสุด ก็พลันกลายสภาพเป็นกระบี่กลุ่มคนยิงธนูทันที เมื่อพลังเก่าหมดสิ้นไป ก็เกิดพลังใหม่ขึ้นกลางอากาศ
ดูเหมือนใช้พลังทั้งหมดจนสิ้น ทว่าความจริงแล้วกลับมีพลังใช้เหลือเฟือ
“เพราะว่าข้าก็ทำได้อย่างไรเล่า” เยี่ยนจ้าวเกอผายมือออก
ลู่เวิ่นปิดเปลือกตาลง
การเปลี่ยนแปลงกระบวนท่าสุดท้ายของเยี่ยนจ้าวเกอ เขากลับทำไม่ได้