11-15

บทที่ 11
อาหู่มีสีหน้างุนงง เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงในคำสั่งของคุณชาย แต่เขาก็เชื่อฟังทำตามคำสั่งของทุกอย่าง

ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ได้มีจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์อยู่ด้วย คุณชายของเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง อีกทั้งเหตุการณ์ก็แสดงให้เห็นแล้ว ว่าสถานการณ์ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเยี่ยนจ้าวเกอแต่อย่างใด

ศิษย์รุ่นเยาว์แห่งเขากว่างเฉิงเสียเปรียบในตอนแรกเล็กน้อย ทว่าเมื่อเยี่ยจิ่งและซือคงจิงเข้ามา สถานการณ์ถึงได้เปลี่ยนไป

ทั้งสองฝ่ายปะทะกันในปราการมังกร จนสุดท้ายก็เริ่มจริงจังขึ้นมา อาวุธต่างๆ จึงถูกนำออกมาใช้ด้วย

สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขากว่างเฉิงอยู่ในระดับเดียวกัน และอาจเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือกว่าด้วย จอมยุทธ์อายุน้อยระดับยุทธ์หลอมกายกล้าเข้ามาฝึกฝนในสถานที่อันตรายอย่างหุบเหวปราการมังกรเช่นนี้ ทั้งพรสวรรค์และความสามารถต้องเหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันแน่นอน

สำนักที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็ยอมลงทุนในตัวพวกเขาด้วยเช่นกัน เพราะอย่างน้อยแต่ละคนมีอาวุธติดตัวเป็นอาวุธสงครามคนละหนึ่งชิ้น

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ฝีมือโดดเด่นที่สุดในนั้นก็ยังมีอาวุธวิเศษติดตัวมาด้วย

ศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีไม่ถึงยี่สิบคน กลับมีอาวุธวิเศษระดับล่างถึงแปดชิ้น เมื่อนำออกมาใช้พร้อมกัน ปราณวิญญาณพลันเกิดเป็นแสงส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ

จากนั้น…

ศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ตะลึงไปในทันที

นั่นเป็นเพราะศิษย์ทั้งสิบหกคนของเขากว่างเฉิงที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาต่างก็ถืออาวุธวิเศษกันคนละหนึ่งชิ้น อีกทั้งบางคนก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชิ้นเดียว!

หลังจากการโจมตีอย่างดุเดือดและต่อเนื่องนี้ ก็ทำให้อาวุธวิเศษทั้งแปดชิ้นของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับเป็นเรือเล็กที่โคลงเคลงอยู่กลางมรสุมพายุ อาจถูกซัดจมลงไปได้ทุกเมื่อ

เหล่าศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันกระอักเลือด “ถึงแม้ว่าปราการมังกรจะเป็นสถานที่ที่อันตรายมาก แต่เขากว่างเฉิงทุ่มทุนเกินไปหรือไม่ ถึงกับให้อาวุธวิเศษกับศิษย์คนละหนึ่งชิ้น!”

“หรือว่าครั้งนี้ที่พวกเขามาเพราะมีภารกิจพิเศษ แต่หากเป็นภารกิจพิเศษจริง เหตุใดถึงส่งพวกศิษย์ระดับยุทธ์หลอมกายมา”

“คงไม่ได้มาหาเรื่องพวกเราโดยเฉพาะหรอกกระมัง”

“พวกเขามีอาวุธวิเศษมากเกินไป พวกเรามีแต่จะเสียเปรียบ ไปกันเถิด ไว้ชำระแค้นครั้งหน้าก็แล้วกัน!”

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กึ่งสู้กึ่งถอย ส่วนเยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ ต่างก็ไล่ตามอย่างไม่ลดละ

เทียบกับวรยุทธ์ของพวกเขาก่อนหน้านี้แล้ว อาวุธวิเศษช่วยเพิ่มพลังต่อสู้อย่างเห็นได้ชัด ขนาดที่ว่าศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะหนีก็ยังทำได้ยาก

แม้จะถอยกลับจนถึงบริเวณเขตใจกลางหุบเหวที่พวกเขาตั้งค่ายพักแรมไว้อย่างยากลำบากได้แล้ว ทว่าสุดท้ายก็ถูกศิษย์เขากว่างเฉิงล้อมไว้อีกครั้งจนได้

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่จับภูตแมวแสงไปคนนั้นแสยะยิ้ม พลางกล่าวว่า “เอาสิ พวกเจ้าเขากว่างเฉิงจะสู้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือ”

“ภูตแมวแสงตัวนี้เป็นอสูรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของเจ้า ข้าจับได้มันก็ต้องเป็นของข้า พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่ง”

ศิษย์หญิงแห่งสำนักเขากว่างเฉิงที่ไล่ตามภูตแมวแสงตะโกนว่า “เจ้าแมวตัวนั้นมันสนิทกับข้า ข้าจะเอามันไปเลี้ยง!”

อีกฝ่ายมีน้ำเสียงฮึดฮัด “บนตัวมันเขียนชื่อเจ้าเอาไว้หรือ”

เด็กสาวโมโห “เจ้า…”

ผู้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พูดอย่างเย็นชาว่า “เพื่ออสูรตัวเดียว ถึงกับกล้ามาหาเรื่องกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเรา เดี๋ยวนี้เขากว่างเฉิงเก่งกล้าขึ้นแล้วสินะ”

“อย่าลืมสิ ว่าใครกันแน่ที่เป็นที่หนึ่งในโลกแปดพิภพนี้! ”

ศิษย์เขากว่างเฉิงพากันขมวดคิ้วเล็กน้อย แม้ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ พอจะเทียบเคียงกัน แต่ก็ยังมีบางดินแดนที่แข็งแกร่งและอ่อนแอกว่ากันอยู่ หลายปีมานี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งมาก แถมยังมีท่าทีแข็งกระด้างและเอาแต่ใจอีกด้วย

ศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นกล่าวว่า “พวกเจ้าเองก็เป็นศิษย์ของเขากว่างเฉิงที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่นานใช่หรือไม่ ทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเกิดความบาดหมางกัน พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ”

ซือคงจิงใช้กระบี่น้ำแข็งในมือโบกให้เกิดพายุหิมะถาโถมไปทั่วผืนฟ้า เพื่อสกัดพวกเขาไม่ให้แกว่งไกวอาวุธวิเศษได้ “ถ้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองเกิดความบาดหมางกันอย่างเต็มรูปแบบจริง ศิษย์รุ่นหลังที่มีวรยุทธ์เพียงระดับยุทธ์หลอมกายเช่นข้าคงรับไม่ไหวแน่อยู่แล้ว แต่ที่ข้ารับผิดชอบไหวก็มีแค่กระบี่ในมือเล่มนี้แหละ”

นางดูเหมือนจะยอมแพ้ ทว่าเพียงแค่คำว่าจอมยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกายคำเดียว กลับทำให้อีกฝ่ายรู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบขึ้นมา

‘ข้าเป็นศิษย์รุ่นหลังระดับยุทธ์หลอมกายรับผิดชอบภาระนี้ไม่ไหว ทว่าเจ้าก็เช่นกัน เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดอวดดีได้?’

ปกติแล้วการปะทะกันระหว่างศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และศิษย์เขากว่างเฉิงก็มีไม่น้อย ทั้งสองฝ่ายแพ้ชนะสลับกันไป นอกจากว่าเป็นเรื่องใหญ่ มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถส่งผลกระทบถึงเบื้องบนได้ง่าย เพราะในสายตาของผู้อาวุโสจะถือว่าเป็นการฝึกฝนประสบการณ์ของศิษย์รุ่นหลังเท่านั้น

เมื่อประลองแพ้แล้วเสียหน้า อยากจะกู้หน้าคืนก็ต้องใช้วิธีเดียวกัน จึงไม่เกิดสงครามได้ง่ายๆ

เพราะหากสองอำนาจแห่งยุคจะเกิดสงครามเต็มรูปแบบขึ้น อาจจะดึงหลายฝ่ายมาพัวพันได้ ขณะนี้ยังมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นอยู่ด้วย จึงไม่เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นได้ง่ายๆ

ถึงกระนั้นหากเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ก็คงจะดุเดือดรุนแรงมากเช่นกัน

เยี่ยจิ่งยิ้มอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เช่นเจ้าสู้ไม่ได้ เก่งแต่ลับหลังใช่หรือไม่”

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นที่หนึ่งตลอด ศิษย์ภายในสำนักก็มีวรยุทธ์และความสามารถโดดเด่นจริง ทว่าเมื่อออกไปภายนอกกลับอวดเบ่งวางอำนาจและเอาแต่ใจ โดยเฉพาะศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆ พวกเขายิ่งไม่มีสัมมาคารวะ จนถึงขนาดไม่เห็นหัวผู้สืบทอดเขากว่างเฉิงและดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อยู่ในสายตา

การปะทะระหว่างศิษย์รุ่นหลังทั้งสองสำนักที่เกิดขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ โดยรวมแล้วสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เป็นฝ่ายชนะมากกว่าแพ้ ทว่าตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาวะที่เสียเปรียบอย่างมาก ยากที่จะเชื่อจริงๆ

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คนนั้นพูดจาไม่ระวัง ทำให้เยี่ยจิ่งและซือคงจิงจับจุดอ่อนไว้ได้ ทว่าเขาก็ยังไม่ยอมแพ้ และพูดอย่างเย็นชาว่า “หึ วันนี้พวกเจ้าก็แค่มีอาวุธวิเศษมากกว่า มีปัญญาก็ฝังพวกข้าไว้ในปราการมังกรแห่งนี้ให้หมดเลยสิ มิเช่นนั้นแค้นนี้ต้องได้ชำระกันคราวหลังแน่ คิดหรือว่าแค่อาวุธวิเศษระดับล่างสิบกว่าชิ้น สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีบ้าง”

ศิษย์เขากว่างเฉิงแสยะยิ้ม “ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษ พวกเจ้าเคยชนะพวกข้าแล้วหรือ”

บรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายยิ่งเดือดดาล เพราะตอนที่ยังไม่ได้ใช้อาวุธวิเศษ พวกเขาก็เสียเปรียบเล็กน้อยอยู่แล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าเมื่อใช้อาวุธวิเศษแล้ว สถานการณ์จะเลวร้ายกว่าเดิม พวกเขาถูกโจมตีจนหมดสภาพ แม้จะหนีก็ยังยากเย็น

ทว่าฝ่ายศิษย์เขากว่างเฉิงกลับสนุกเป็นอย่างมาก “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณศิษย์พี่เยี่ยน ความรู้สึกที่ได้รุกโจมตีนี่ช่างสะใจยิ่งนัก!”

ขณะที่กำลังกล่าวอยู่นั้น จู่ๆ อาวุธวิเศษในมือเยี่ยจิ่งก็สั่นสะเทือนขึ้น

ไม่เพียงแต่อาวุธวิเศษของเขา อาวุธวิเศษในมือของศิษย์เขากว่างเฉิงทุกคนก็เกิดสั่นสะเทือนขึ้นมาพร้อมกัน ราวกับกำลังแจ้งเตือนอยู่

วินาทีถัดมา เงาของใครบางคนพลันปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาโดยที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

ทั่วทั้งร่างของคนผู้นั้นมีแสงสีทองส่องสว่างเจิดจ้าราวกับเข็มนับพันหมื่นเล่มแผ่พุ่ง

เมื่อได้รับการกระตุ้นจากแสงสว่างนั้น อาวุธวิเศษของเยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ พลันมีปราณวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะสะท้อนกลับเข้าหาผู้ที่ถืออาวุธอยู่

ชั่วพริบตาที่แสงสีทองสว่างวาบ อาวุธวิเศษทั้งสิบหกชิ้นพร้อมกับเจ้าของถูกผลักกระเด็นถอยกลับไป!

แสงสีทองที่เหมือนกับเข็มเรียวแหลมเป็นเล่มๆ นั้นส่งเสียงกระทบแสบแก้วหู ราวกับทองเนื้อแท้เมื่อสัมผัสกับอาวุธวิเศษ

บรรดาศิษย์ของเขากว่างเฉิงรู้สึกเพียงว่า เมื่อแสงที่เหมือนกับเข็มสีทองนั้นทิ่มเบาๆ เลือดลมในกายที่กำลังพลุ่งพล่านพลันหยุดลงในทันทีทันใด วรยุทธ์ที่มีอยู่ทั้งหมดเสมือนกองหิมะที่ถูกแสงแดดสาดส่องจนละลายไปในทันที และยากที่จะคงสภาพเอาไว้ได้

เมื่อแสงนั้นหายไป ชายหนุ่มในชุดสีขาวขอบเสื้อสีทองคนหนึ่งถึงปรากฏต่อหน้าทุกคน



เขายืนอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ทำอะไร แต่กลับมีพลังที่มองไม่เห็นแผ่กระจายไปทั่วสารทิศ สะกดทุกคนเอาไว้

ชายผู้นี้ทำให้ศิษย์เขากว่างเฉิงอยากจะหนีไปให้ไกล แต่ทำไม่ได้ กลับถูกดูดให้เข้าใกล้เขาขึ้นเรื่อยๆ เสมือนกับเขาเป็นหลุมดำที่มีพลังดึงดูดมหาศาล

อาวุธวิเศษระดับล่างของทุกคนกระเด็นออกจากมือ เวลานี้พวกมันตกอยู่บนพื้น ส่องแสงสว่างวาบอ่อนๆ

บรรดาศิษย์เขากว่างเฉิงอยากเรียกอาวุธวิเศษกลับมา ทว่ามันเอาแต่สั่นอยู่บนพื้น ยากที่จะขยับได้ และถูกฝ่ายตรงข้ามสะกดไว้ได้ทันที

ชายหนุ่มผู้นั้นเอามือทั้งสองไพล่หลังไว้ ก่อนจะพูดขึ้นมาอย่างเฉยชาว่า “ข้าคือเฉาหยวนหลงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ใครคือปรมาจารย์ที่นำพวกเจ้ามาจากเขากว่างในเฉิงครั้งนี้”
บทที่ 12
ชื่อของเฉาหยวนหลงเป็นที่โด่งดังในกลุ่มจอมยุทธ์รุ่นเยาว์

ไม่ใช่เพียงเพราะว่าเขาได้เป็นถึงปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในตั้งแต่อายุยังน้อย ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเขามีอนาคตกว้างไกล และความสามารถน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน

เมื่อครึ่งปีก่อน ตอนที่เขาท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ เขาได้ประมือและเอาชนะคู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันพร้อมกันได้ถึงสามคน

ในขณะที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจอมยุทธ์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ก็ทำให้ผู้อื่นได้รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มผู้นี้ถึงได้เป็นตัวแทนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน

บัดนี้จู่ๆ เขาก็ปรากฏตัวขึ้นมา และใช้วรยุทธ์สกัดกั้นสถานการณ์ทั้งหมดไว้ ทั้งสองฝ่ายห่างชั้นกันมากโข ทำให้บรรดาศิษย์เขากว่างเฉิงที่ปกติเคยพบเจอปรมาจารย์ยอดฝีมือมาบ้าง ต่างรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาล

มีคนตอบไปว่า “พวกเราตามศิษย์พี่เยี่ยนมา…”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ในดวงตาทั้งสองข้างของเฉาหยวนหลงก็ฉายแววน่าประหวั่นพรั่นพรึง ราวกับแสงของพระอาทิตย์ทิ่มแทงดวงตาจนไม่อาจมองตรงๆ ได้

เฉาหยวนหลงเอ่ยถาม “เยี่ยนจ้าวเกอรึ?”

ผู้คนต่างพากันสะดุ้ง จนมีศิษย์เขากว่างเฉิงตอบกลับไปว่า “ใช่แล้ว ศิษย์พี่เยี่ยนที่ชื่อเยี่ยนจ้าวเกอคนนั้นแหละ”

แววตาของเฉาหยวนหลงยิ่งเป็นประกายมากขึ้น พร้อมทั้งก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง

อาวุธวิเศษระดับล่างมากมายที่ตกกระจายอยู่บนพื้นสั่นสะเทือนพร้อมกันครั้งหนึ่ง

แม้ว่าอาวุธวิเศษจะมีจิตวิญญาณ ทว่าอย่างไรเสียก็ยังเป็นสิ่งของ ไม่มีความรู้สึกนึกคิด เมื่อสูญเสียการควบคุมจากเจ้าของไป หลังจากเฉาหยวนหลงโจมตีใส่อีกครั้ง พวกมันจึงสั่นสะเทือนขึ้นมา

ครั้นเฉาหยวนหลงเหยียบลงไปบนพื้น เยี่ยจิ่งและคนอื่นๆ รู้สึกได้ในทันที ว่าการเชื่อมต่อของตนกันอาวุธวิเศษที่คอยฝึกฝนและดูแลกันมาด้วยความยากลำบาก ได้ถูกตัดขาดไปดื้อๆ เสียแล้ว!

สมองของทุกคนรู้สึกเจ็บแปลบคล้ายกับโดนเข็มทิ่มแทง ซึ่งเป็นการบ่งบอกอย่างชัดเจน ว่าการเชื่อมต่อของตนกับอาวุธวิเศษถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง โดยฝีมือของเฉาหยวนหลง!

“อาวุธวิเศษระดับล่างถือเป็นของล้ำค่าสำหรับจอมยุทธ์ระดับยุทธ์หลอมกาย แต่สำหรับข้าแล้ว ต่อให้พวกเจ้าสามารถควบคุมพลังทั้งหมดของอาวุธวิเศษได้ ก็ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

เฉาหยวนหลงกล่าวอย่างเฉยชาว่า “เขากว่างเฉิงของพวกเจ้ามีอาวุธวิเศษเยอะมากนักใช่หรือไม่ ในเมื่อโอ้อวดต่อหน้าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้าแล้ว เช่นนั้นก็ทิ้งไว้ที่นี่เถิด”

“แม้ข้าจะไม่ได้สนใจสิ่งของพวกนี้ แต่มอบให้ศิษย์น้องทั้งหลายไว้เล่นสักสองสามปีก็ดูจะเข้าท่าดี พวกเจ้าใช้พลังของอาวุธวิเศษโจมตีศิษย์ร่วมสำนักข้า อาวุธวิเศษพวกนี้ถือว่าเป็นค่าเสียหายแล้วกัน”

เขากวักมือให้ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านหลัง “พวกเจ้ามาเลือกกันเอง”

บรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันยิ้มขึ้นมา “ขอบคุณศิษย์พี่ฉาว! ”

เยี่ยจิ่งและคนอื่นโมโหจัด เฉาหยวนหลงกวาดสายตามองพวกเขาอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนที่จะหยุดมองที่ซือคงจิง “ข้ารู้ว่าในมือเจ้ายังมีอาวุธวิเศษระดับกลางอีกหนึ่งชิ้น หากเจ้าอยากจะให้ข้าด้วย ก็เอาออกมาได้นะ”

ซือคงจิงขมวดคิ้ว พลางสบตากับเฉาหยวนหลงอย่างไม่มีทีท่าจะโอนอ่อนให้

ส่วนเยี่ยจิ่งมีสีหน้าเย็นชา นิ้วมือลูบที่แหวนวงสีแดงเข้มของตนเบาๆ

เฉาหยวนหลงเอามือทั้งสองข้างไพล่หลังไว้เหมือนเดิม ทั่วทั้งกายเริ่มมีแสงสีทองกะพริบเลือนราง ราวกับเรียวเข็มสีสองนับหมื่นเล่ม

“ข้าไม่อยากรังแกศิษย์รุ่นหลังเช่นพวกเจ้าหรอก กลับไปเรียกเยี่ยนจ้าวเกอมาพบข้า ข้าจะรอเขาอยู่ที่นี่”

บนใบหน้าที่ดุดันและเย็นชาของเฉาหยวนหลงปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ขึ้น “ขอแค่เขากล้ามา”

แสงสีทองดุจเรียวเข็มลอดผ่านทุกขุมขนทั่วทั้งร่างกายของเฉาหยวนหลง ทำให้ดูเหมือนว่าร่างกายเขาชุบด้วยทองไปทั้งตัว

บรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างมองเฉาหยวนหลงด้วยความเคารพนับถือระคนหวาดกลัว

ศิษย์พี่ร่วมสำนักผู้นี้อดทนต่อความเจ็บปวดของเข็มที่ทิ่มแทงและไฟที่ลุกโชนทั้งร่างเป็นเวลาหลายปีเสมือนเป็นเพียงหนึ่งวัน ทำการฝึกฝนด้วยวิธีการที่แทบจะเป็นการทารุณตนเอง จนกระทั่งระดับวิชาเข็มทองสุริยันถึงระดับที่สูงมาก

กับตนเองยังทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วกับผู้อื่นเล่า จะโหดร้ายเลือดเย็นสักเพียงใด แค่คิดก็พอจะรู้ได้

แม้กระทั่งศิษย์ร่วมสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ยังรู้สึกเกรงกลัวเฉาหยวนหลงเช่นกัน “ศิษย์พี่ฉาวฝึกวิชาเข็มทองสุริยันถึงขั้นที่เก้าแล้วจริงๆ ด้วย!”

‘ปล่อยปราณจิตราสู่ภายนอกได้ ทั้งที่เดิมทีแล้วเป็นสิ่งที่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่ศิษย์พี่ฉาวที่อยู่ในขั้นจิตราชั้นในระยะท้ายกลับทำได้แล้ว แม้จะยังเทียบไม่ได้กับปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกที่แท้จริง ถึงกระนั้นก็ยังน่ากลัวมากอยู่ดี มิน่าเล่าถึงสามารถล้มศัตรูระดับเดียวกันได้ง่ายๆ’

ขณะที่กำลังคิดเช่นนี้ ทุกคนก็เห็นพลังของเฉาหยวนหลงยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งตัวราวกับแปรเปลี่ยนเป็นพระอาทิตย์ดวงเล็ก ทำให้ไม่กล้ามองตรงๆ

หมอกดำที่อยู่ในอากาศรอบๆ ดูบางเบาลงมากในพริบตา

ไม่จำเป็นต้องลงมือ เพียงแค่การสั่นกระเพื่อมของปราณจิตรา หินในหุบเขาที่อยู่ใกล้ๆ กับฉาวหยวนก็เริ่มปริแตกเป็นรอยร้าวเล็กๆ นับไม่ถ้วน

“ไม่ใช่ขั้นที่เก้า ขั้นที่สิบต่างหาก!” คราวนี้แม้กระทั่งศิษย์ร่วมสำนักของเฉาหยวนหลงก็ตกใจเช่นเดียวกัน “ศิษย์พี่ฉาวฝึกวิชาเข็มทองสุริยันจนสมบูรณ์แล้ว! ”

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างมองหน้ากันและกัน

ถึงแม้ผู้ฝึกฝนวิชาเข็มทองสุริยันจะมีน้อย ถึงกระนั้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็มีจำนวนไม่น้อย

ทว่าคนที่มีอายุเท่ากับเฉาหยวนหลง และฝึกวิชานี้จนถึงขั้นที่เก้าได้มีน้อยมาก จนถึงเวลานี้รวมแล้วยังมีไม่ถึงห้าคน

แต่หากจะกล่าวถึงผู้ที่ฝึกจนเสร็จสมบูรณ์ครบทั้งสิบขั้น เหมือนกับว่าเขา…จะเป็นคนแรก?

บรรดาศิษย์เขากว่างเฉิงอาจจะรู้จักวิชาเข็มทองสุริยัน ทว่ากลับไม่รู้ถึงรายละเอียดที่แน่ชัด จึงไม่รู้ว่าการกระทำของเฉาหยวนหลงมีความหมายอย่างไร

ถึงกระนั้นพลังอันน่าตกใจที่ปรากฏอยู่รอบกายของเฉาหยวนหลงในขณะนี้ ก็ทำให้พวกเขารู้ชัดว่า บุคคลตรงหน้านี้เป็นศัตรูที่ร้ายกาจเพียงใด

ก่อนหน้านี้ศิษย์เขากว่างเฉิงเห็นเยี่ยนจ้าวเกอลงมือไปแล้ว ทว่าไม่ได้รู้สึกถึงพลังมหาศาลเช่นนี้ จึงเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจทันที

ศิษย์พี่เยี่ยนจะเอาชนะคนตรงหน้านี้ได้หรือ?

‘จากกันครั้งก่อน เยี่ยนจ้าวเกอเองก็น่าจะก้าวหน้าบ้างแล้วกระมัง คิดว่าอย่างน้อยก็คงต้านวิชาเข็มทองสุริยันขั้นที่เก้าของข้าได้ แต่แค่ไม่รู้ว่าจะต้านพลังวิชาเข็มทองสุริยันขั้นที่สิบ ขั้นสมบูรณ์ของข้าได้หรือไม่?’

ท่ามกลางแสงสีทองดุจพระอาทิตย์ดวงเล็กๆ นั้น มีเสียงที่เฉยเมยของฉาวหยวนเกอส่งผ่านมา “ข้าเชื่อว่าเยี่ยนจ้าวเกอก็คงมีความก้าวหน้าเช่นกัน แต่ถ้าไม่มากพอ ข้าคงผิดหวังนัก”

“แต่ก่อนหน้านี้ที่ประลองกันไปสามรอบก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ วันนี้ถือว่ามาจบเรื่องก็แล้วกัน”

เมื่อได้ยินดังนี้ ใบหน้าของบรรดาศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที

“หากไม่มาก็ต้องเสียหน้าแน่ แต่ถ้าเขาฝืนมาสู้ เช่นนั้นก็ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเสียหน้าแล้ว”

ศิษย์แห่งเขากว่างเฉิงที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีอย่างอดไม่อยู่

เฉาหยวนหลงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “เรื่องเก็บซ่อนความสามารถ แล้วค่อยปล่อยออกมาในพริบตาเดียวนี้ ข้าไม่สนใจหรอก”

“พวกเจ้ากลับไปบอกเยี่ยนจ้าวเกอตามตรง ว่าวิชาเข็มทองสุริยันของข้าสมบูรณ์ทั้งสิบขั้นแล้ว และถามเขาว่ากล้ามาหรือไม่?”



ยังไม่ทันที่เฉาหยวนหลงจะกล่าวจบ ในปราการมังกรพลันมีเสียงที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวดังขึ้น

“ข้าก็มาแล้วนี่ไง”

ลำแสงสีเขียวสายหนึ่งวิ่งผ่านความมืดเข้ามา ราวกับสายฟ้าที่ฝ่าผ่านรัตติกาล!

มีเสียงมังกรคำรามดังขึ้น ทีแรกเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่มันกลับกลายเป็นเสียงดังกระหึ่มจนหูแทบระเบิดเพียงแค่ชั่วพริบตา!

“เยี่ยนจ้าวเกอ ยังเป็นมังกรเขียวในชายเสื้อเหมือนเดิมอยู่อีกหรือ” เฉาหยวนหลงพูดขึ้นเสียงดัง จากนั้นถึงเริ่มใช้วิชาเข็มทองสุริยัน เขายื่นมือทั้งสองออกมาแล้วประกบเข้าหากัน คิดจะใช้ฝ่ามือนั้นบีบแสงกระบี่สีเขียวนั้นไว้
บทที่ 13
เฉาหยวนหลงคิดจะใช้มือเปล่าทั้งสองข้างบีบแสงนั้นเพื่อต้านกระบี่

แต่กลับผิดคาด เพราะข้างบนลำแสงนั้นพลันมีคมกระบี่สีเขียวระเบิดออกมามากมาย!

วินาทีนี้ราวกับมังกรตัวจริงพัดกระเพื่อมเกล็ดทั่วร่าง เข้ามาจู่โจมเกราะเกล็ดของเขา!

มังกรเขียวในแขนเสื้อ กระบวนท่ามังกรสะบัดลาย!

แสงของกระบี่ในขณะนี้ราวกับมังกรของจริงตัวหนึ่ง!

คมกระบี่สีเขียวแตกตัวออกตัดเรียวเข็มสีทองเหล่านั้นขาดเป็นท่อนๆ!

เฉาหยวนหลงถอยหลังไปหนึ่งก้าว สีหน้าพลันเคร่งขรึมจริงจังขึ้น

เขากัดฟันแล้วพูดย้ำทีละคำว่า “เยี่ยน! จ้าว! เกอ! ”

เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฝูงชน ทั้งร่างสวมอาภรณ์สีขาว คลุมทับด้วยเสื้อคลุมตัวนอกสีน้ำเงิน ตรงขอบเสื้อคลุมเป็นแถบสีดำ เขาผู้นั้นคือเยี่ยนจ้าวเกอ

เมื่อเห็นสีหน้าสบายอกสบายใจราวกับกำลังเที่ยวเล่นของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงก็รู้สึกเบาใจขึ้นทันที ความกดดันที่เฉาหยวนหลงสร้างมาก่อนหน้านี้ อันตรธานไปจนสิ้น

ส่วนลูกศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เริ่มใจเต้นระทึก ถึงแม้ว่าในยามปกติพวกเขาล้วนหยิ่งทะนงจนเคยตัว แต่กำลังใจของพวกเขาในยามนี้กลับลดฮวบ

เยี่ยนจ้าวเกอเดินเข้าไปตรงหน้าของฉาวหยวนลงอย่างใจเย็น “ข้ามาแล้ว เจ้าอยากจะจบอย่างไร บอกมาเถิด”

เฉาหยวนหลงถลึงตาใส่เยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนจะคำรามเสียงทุ้มต่ำว่า “มาก็ดีแล้ว!”

ทั่วร่างของเขาคล้ายกับเรืองแสงแสงสีทอง แสงนั้นเหมือนเข็มสีทองพันหมื่นเล่ม ทั้งยังราวกับแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่องไปทั่วทุกทิศ

วินาทีต่อมา เฉาหยวนหลงก็ปล่อยหมัดออกไปโจมตีเยี่ยนจ้าวเกอ

วิชาวรยุทธ์ที่ตกทอดในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ หัตถ์เทพกลางเวหา!

แสงแดดร้อนแผดเผา ราวกับพระอาทิตย์กลางฟ้ายามเที่ยงวัน!

ท่าทางที่แตกต่างกับก่อนหน้านี้ส่งผลให้ซือคงจิง เยี่ยจิ่ง และคนอื่นๆ ตื่นตระหนก นอกจากวิชาเข็มทองสุริยันแล้ว เฉาหยวนหลงในขณะนี้ยังขับเคลื่อนหัตถ์เทพกลางเวหา อันเป็นอีกหนึ่งสุดยอดวิชาอีกด้วย

สองวิชารวมเข้าด้วยกัน ยิ่งเพิ่มอานุภาพให้เขามากขึ้น

ลำพังเพียงแค่ลมฝ่ามือที่เกิดขึ้นก็คมกริบดุจมีดแหลมคม บรรยากาศรอบพื้นที่ที่ถูกฝ่ามือของเฉาหยวนหลงครอบคลุมหยุดนิ่งไปในพริบตา แม้กระทั่งฝุ่นผงดินทรายก็ถูกหยุดไว้กลางอากาศ

พลังหนึ่งฝ่ามือปิดผนึกทุกการไหลเวียนอากาศทั้งหมดไว้ ลมหายใจเข้าออกของเฉาหยวนหลงแกร่งดุจหินผา ในเวลานี้ร่างกายของเขาสามารถแปรเปลี่ยนเหล็กกล้าให้แหลกเหลวเป็นโคลนได้ เพียงจับไว้แค่ครั้งเดียว!

เยี่ยนจ้าวเกอยังมีสีหน้าคงเดิม เขาสะบัดมือขวาเบาๆ ครั้งหนึ่ง แสงสีเขียวพลันปรากฏขึ้นที่ชายเสื้อ และวิ่งตรงไปยังเฉาหยวนหลง

เสียงมังกรคำรามดังขึ้นอีกครั้ง แสงสีเขียวของกระบี่สั่นสะเทือนด้วยเช่นกัน คมกระบี่นับพันหมื่นทอประกายระยิบระยับราวกับเทพมังกรกำลังสะบัดเกราะ

ชายหนุ่มรวมร่างกับกระบี่ ดุจมังกรที่ลอยคว้างอยู่เหนือเมฆา ตัวเขาราวกับกลายร่างเป็นมังกรเขียวพุ่งทะยานสู่ฟ้า แหวกทำลายแสงสีทองเสมือนแสงอาทิตย์นั้น!

มังกรเขียวในชายเสื้อ เพลงกระบี่มังกรลอดเมฆ!

เพลงกระบี่มังกรลอดเมฆนี้ ราวกับมีมังกรพุ่งทะยานสู่ม่านเมฆ และยังเทียบได้กับวีรบุรุษผู้หาญกล้า ที่ผงาดขึ้นมาให้เวลาที่เหมาะสม!

“ครืน!”

เสียงหนึ่งดังกังวาน ประกายแสงสีทองและสีเขียวมลายหายไปพร้อมกัน

ร่างของเฉาหยวนหลงลอยหวือไปด้านหลัง เมื่อยืนอย่างมั่นคงได้อีกครั้ง สายตาของเขาก็ปรากฏความสับสน

ครั้นเขาได้สติกลับคืนมา สีหน้าของเขาดุร้ายขึ้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ทันที พลางจ้องเขม็งมายังเยี่ยนจ้าวเกอ บนใบหน้ามีรอยเลือดสีแดงเล็กๆ ที่เห็นได้ชัด รู้ได้ทันทีว่าเป็นรอยกรีดจากบางสิ่งบางอย่างที่อีกฝ่ายใช้

เยี่ยนจ้าวเกอไพล่มือทั้งสองข้างไว้ด้านหลัง พร้อมมองเฉาหยวนหลงอย่างสงบนิ่ง ไม่กล่าววาจา คล้ายกับกำลังถามเขาว่ายังจะเข้ามาอีกหรือไม่

เฉาหยวนหลงโกรธจัด หลังจากตะโกนส่งเสียงด้วยความโมโหแล้ว เขาก็พุ่งตัวไปอีกครั้ง

แสงสีเขียวปรากฏขึ้นในหุบเหวปราการมังกรที่มืดมิดอีกครั้ง และเสียงคำรามก็ดังขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นด้วย

“พลั่ก! พลั่ก! พลั่ก!”

ตอนนี้เหล่าลูกศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์พากันอ้าปากตาค้าง เห็นเพียงศิษย์พี่ฉาวของตนที่ก่อนหน้านี้ยังเรี่ยวแรงเต็มกำลัง กลับมีรอยเลือดตัดสลับไปมาบนใบหน้าด้านซ้ายและขวาเต็มไปหมด สภาพน่าเวทนาถึงขั้นที่ผู้ได้เห็นสะเทือนใจ ผู้ได้ฟังน้ำตาไหล

เฉาหยวนหลงถูกเล่นงานจนสภาพโซซัดโซเซ ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ

เขารวบรวมปราณจิตราทั้งหมดมาไว้บนสองฝ่ามือ แล้วจู่โจมไปที่เยี่ยนจ้าวเกอ

การโจมตีครั้งนี้ เขาละทิ้งการป้องกันตนเองและการตั้งรับโดยสิ้นเชิง มุ่งแต่เพียงโจมตีเท่านั้น พร้อมทั้งเพิ่มพลังการโจมตีจนถึงขีดสูงสุด คิดแค่ว่าต่อให้ต้องตายพร้อมกัน ก็ต้องฆ่าเยี่ยนจ้าวเกอที่นี่ให้ได้!

เยี่ยนจ้าวเกอเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ครั้นเขาขยับมือขวาอีกครั้ง กระบี่เล่มหนึ่งพลันพุ่งตรงไปยังฝ่ามือที่เฉาหยวนหลงฟาดออกมา

ท่ามกลางเสียงมังกรคำรามที่ดังกระหึ่ม มีเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นด้วยเช่นกัน

วินาทีต่อมา ทุกคนก็ได้เห็นรูโหว่อาบเลือดปรากฏอยู่กลางฝ่ามือของเฉาหยวนหลง ซึ่งเป็นแผลทิ่มทะลุที่เกิดจากกระบี่ของเยี่ยนจ้าวเกอ!

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงเรียบ “พอใจแล้วกระมัง?”

ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าที่เฉยชา แม้เมื่อเผชิญกับสายตาตื่นตระหนกและสงสัยของผู้คน เขาสะบัดแขนเสื้ออีกครั้งหนึ่ง เผยให้เห็นสิ่งของสีเขียวอ่อนท่อนหนึ่งอยู่ภายใน

ทุกคนพากันมองไปตรงนั้น ถึงได้เห็นอาวุธที่เยี่ยนจ้าวเกอใช้ชัดๆ

สิ่งที่เห็นกลับทำให้ทุกคนยิ่งตะลึงมากไปอีก

เฉาหยวนหลงเห็นดังนั้น ก็หน้ามืดจนเกือบหงายท้องเป็นลมล้มพับไป

สิ่งนั้นหาใช่กระบี่ไม่ แต่เป็นเพียงท่อนไผ่บางๆ สีเขียวอ่อนธรรมดาเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือขวาถือท่อนไผ่ ส่วนมือซ้ายกำปลายอีกข้างหนึ่งเอาไว้

ไผ่สีเขียวอ่อนท่อนบางๆ ทำมุมโค้งเล็กน้อยระหว่างทั้งสองมือ โดยด้านบนยังมีใบไผ่สดใหม่แกว่งไปมาเบาๆ

ครั้นเห็นภาพนี้ ใบหน้าของผู้คนพลันปรากฏสีหน้าไม่อยากเชื่อขึ้นมา

ความคิดนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในใจของผู้คนเหล่านั้น

‘เป็น…เป็นของวิเศษบางอย่าง เพียงแค่เก็บซ่อนพลังวิเศษไว้ จึงดูเหมือนเป็นท่อนไผ่ธรรมดาหรือ?’

บางคนเพิ่งมีความคิดเช่นนี้เกิดขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอก็สะบัดมือครั้งหนึ่ง

ท่อนไผ่ตกลงบนพื้น ก่อนจะปักเข้าไปในพื้นราวกับกระบี่อันแหลมคม แล้วสั่นไหวเบาๆ

เมื่อสูญเสียการปกป้องและปราณจิตราของเยี่ยนจ้าวเกอไปแล้ว ท่อนไผ่ก็แห้งเฉาจากปราณพิษในปราการมังกรน้ำลึกไปทันที

ไผ่สีเขียวสดที่แต่เดิมชุ่มฉ่ำร่วงโรยไปอย่างรวดเร็ว กิ่งก้านที่อวบอิ่มเมื่อขาดน้ำก็แปรเปลี่ยนเป็นเหี่ยวเฉาและเปื่อยเน่า จนสุดท้ายกลายเป็นเพียงฝุ่นละออง

ฝูงชนเบิกตาโตปากอ้าค้าง “คิดไม่ถึงว่า…เป็นแค่ท่อนไผ่ที่ธรรมดายิ่งกว่าธรรมดาจริงๆ!”

เยี่ยจิ่งขมวดคิ้วแน่น แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ “แต่ท่อนไผ่ที่บอบบางถึงเพียงนั้น จะรองรับปราณจิตราที่แข็งแกร่งของจอมยุทธ์ได้อย่างไร อย่าว่าแต่ใช้สู้กับศัตรูเลย เพียงถ่ายเทปราณจิตราเข้าไป ท่อนไผ่ก็สมควรจะแหลกสลายเป็นผุยผงทันทีแล้ว”

“ขนาดทองคำและโลหะทั่วไปยังทนรับไว้ไม่ได้เลย ต้นไม้ใบหญ้ายิ่งไม่ต้องพูดถึงกระมัง”

“ทักษะการควบคุมที่ละเมียดละไมและล้ำเลิศขั้นสูงสุด ทำเรื่องที่ยากให้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย กระบี่มีพลังอย่างเหลือล้น” แววตาของซือคงจิงปรากฏความรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา “ตอนที่ออกกระบี่ มีปราณจิตราของผู้ฝึกยุทธ์เพียงน้อยนิด แม้ไม่เห็นพลังปราณวิญญาณของอาวุธวิเศษ แต่ดูเหมือนอาวุธแหลมคม ข้ายังคิดว่าอาจเป็นเพียงดาบธรรมดา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นต้นไผ่…”

ซือคงจิงเพ่งมองเยี่ยนจ้าวเกอ “เขาผ่านด่านขวางกั้น และบรรลุระดับปรมาจารย์จิตราชั้นนอกแล้วหรือ? ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่ามีปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นนอกคนใดสามารถควบคุมปราณจิตราได้ละเอียดถึงเพียงนี้”

“แต่ต่อให้เป็นปรมาจารย์จิตราชั้นนอกระยะต้นก็คงทำไม่ได้กระมัง เช่นนั้นเขา…”

ชั่วขณะนั้นเอง ทุกคนล้วนตกอยู่ในห้วงภวังค์

วรยุทธ์ของพวกเขาอาจจะยังน้อย แต่ก็เป็นลูกศิษย์ของสำนักที่มีชื่อเสียง มีประสบการณ์มาก โลกทัศน์กว้างไกล จึงพอจะมองออกถึงความไม่ธรรมดาของการโจมตีครั้งนั้น

ใช้กิ่งไผ่แทนกระบี่ยังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ หากเป็นกระบี่ของจริงเล่า?

แล้วหากว่าเป็นอาวุธสงคราม หรืออาวุธวิเศษเล่า?

แม้แต่ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงเองก็ยังเงียบงันไม่เอ่ยวาจา

เฉาหยวนหลงจ้องเยี่ยนจ้าวเกอตาไม่กะพริบ พลางหอบหายใจ บนร่างมีปราณของอาวุธวิเศษค่อยๆ ไหลเอ่อออกมา

เป็นการเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณที่เหนือกว่าอาวุธวิเศษระดับล่างอยู่หลายขั้น

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาอย่างไร้ความรู้สึก “เจ้าอยากจะแข่งกับข้า ว่าอาวุธของใครดีกว่ากันอย่างนั้นหรือ”

อีกฝ่ายชะงักงัน ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ แต่ก็ไม่กล้าขับเคลื่อนอาวุธวิเศษของตัวเองอีก

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยจบ เขาโบกแขนเสื้อครั้งหนึ่ง อาวุธวิเศษระดับล่างที่หล่นอยู่บนพื้นสิบกว่าชิ้นก็ลอยขึ้นมาพร้อมกัน!

ภายใต้การขับเคลื่อนของปราณจิตรา ปราณวิญญาณของอาวุธวิเศษถูกกระตุ้นให้ตื่นจากการหลับใหลทันที จากนั้นก็พร้อมใจกันโจมตีเฉาหยวนหลงอย่างมืดฟ้ามัวดิน!

ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงล้วนส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ พลานุภาพของอาวุธวิเศษที่ปรากฏอยู่ในตอนนี้ แตกต่างจากตอนที่พวกเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนราวฟ้ากับเหว!

ครั้งนี้เฉาหยวนหลงเองก็ไม่กล้าปะทะโดยตรง จึงถูกอาวุธวิเศษที่เหมือนกับมรสุมพายุถาโถมเข้าไปจนได้แต่ถอยหลังหนีไป


เหล่าศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงหัวเราะเสียงดัง ส่วนศิษย์สุริยันสำนักศักดิ์สิทธิ์ต่างก็กำลังใจแห้งเหือด

อาวุธวิเศษเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นโล่ เกราะแขน และเกราะป้องกันที่เป็นอาวุธป้องกันตัว แต่บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอกลับขับเคลื่อนพวกมันเข้าโจมตี ราวกับอาวุธลับขนาดใหญ่ที่มีพลังหนักหน่วง

สุดท้ายเยี่ยนจ้าวเกอก็กระแทกฝ่ามือเข้ากับโล่ใบหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ

โล่ใบนั้นพุ่งทำลายการป้องกันของเฉาหยวนหลง กระแทกเข้ากับศีรษะของเขา ส่งผลให้ศิษย์ระดับสูงของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จนสลบเหมือดไป

หลังตีเฉาหยวนหลงจนสลบ เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ สายตากวาดมองไปทางศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ฝ่ายตรงข้ามต่างก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบขึ้นมาในทันที
บทที่ 14
เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอกวาดสายตามองไป บรรดาศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างก็สะดุ้งเฮือก พลันได้สติกลับมา

เยี่ยนจ้าวเกอยืนอยู่ที่เดิม ในมือขวามีท่อนไผ่สั้นๆ เพิ่มขึ้นอีกท่อนหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายอีกด้านหนึ่งเคาะลงบนฝ่ามือข้างซ้ายเบาๆ

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์รวมตัวเข้าหากัน พลางมองเยี่ยนจ้าวเกอ “เจ้า…”

“เรื่องรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าข้าไม่สนใจทำหรอก แต่มีใครบางคนวอนหาเรื่องใส่ตัวเอง” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเป็นคนใจกว้าง โดยส่วนมากแล้วไม่ค่อยจดจำความแค้น ดังนั้นแล้วหากมีปัญหาอะไร ข้าก็ชอบที่จะแก้ไขจัดการให้เรียบร้อยตรงนั้นเลย”

ใบหน้าของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขาวซีดขึ้นเล็กน้อย ปากขยับอ้าอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับไม่มีเสียงลอดออกมา

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ อาวุธวิเศษทั้งหลายลอยไปมา ก่อนจะแยกย้ายกลับไปอยู่ตรงหน้าของซือคงจิง เยี่ยจิ่งและคนอื่นๆ อีกครั้ง

ครั้นเห็นภาพนี้เข้า ศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งแปดคนต่างก็กระชับอาวุธวิเศษในมือของตนไว้แน่น

ชายหนุ่มกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ข้าไม่เหมือนเฉาหยวนหลง อาวุธวิเศษระดับล่างแปดชิ้นไม่ได้อยู่ในสายตาของข้า แต่ว่าของอย่างอื่นนั้น…”

เขาว่าพลางมองลูกศิษย์ของสำนักศิษย์สุริยันศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง แววตาของคนคนนั้นก็ส่องประกายขึ้นทันที

สีหน้าของเขาดูมีความดิ้นรนอยู่บ้าง เหมือนกับมีความคิดอยากบีบเจ้าแมวในมือให้ตายไปเสีย เขาอยากจะทำตัวเป็นอันธพาลให้ถึงที่สุด แต่ก็ถูกพลังของเยี่ยนจ้าวเกอกดดันไว้ จนสุดท้ายก็ไม่กล้าลงมือ

เยี่ยนจ้าวเกอมองเขาครั้งหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงเบา แล้วยื่นมือซ้ายออกไปในอากาศ

ภูตแมวแสงพลันหลุดออกจากมือของเด็กหนุ่มคนนั้นทันที ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกเพียงว่านิ้วมืออ่อนแรง ใช้แรงไม่ได้แม้แต่น้อย อย่าว่าแต่จะบีบเจ้าแมวนั้นให้ตายคามือเลย แค่คิดจะขยับนิ้วมือยังยาก

ส่วนเจ้าภูตแมวแสงตัวเล็กนั้นกลับไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด หลังจากลอยผ่านอากาศมา เยี่ยนจ้าวเกอก็จับมันเอาไว้ในมือ

ชายหนุ่มกระตุ้นปราณจิตราเพียงครั้งเดียว เลือดบนบาดแผลตรงคอของมันก็พลันหยุดไหล เมื่อเขาโยนมันออกไป เจ้าแมวน้อยตกลงไปในมือของศิษย์น้องหญิงร่วมสำนักทันที

เด็กสาวอุ้มภูตแมวแสง ทั้งดีใจทั้งเจ็บปวดใจ

“พลั่ก!”

เกิดเสียงดังกังวานขึ้นครั้งหนึ่ง ท่อนไผ่ที่อยู่ในมือขวาของเยี่ยนจ้าวเกอฟาดชายหนุ่มที่จับภูตแมวแสงคนนั้นลอยไปแล้ว

“ภูตแมวแสงตัวนั้น ศิษย์น้องของข้าจะเป็นคนเลี้ยงไว้ และถือว่ามันเป็นของสำนักเขากว่างเฉิงด้วยเช่นกัน” เยี่ยนจ้าวเกอใช้มือจับปลายทั้งสองด้านของท่อนไผ่ ท่อนไผ่สีเขียวสดโค้งงอลงเล็กน้อย “คำพูดนี้ ข้าเป็นคนพูดเอง มีปัญหาหรือไม่”

ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่างก้มหน้าลงเล็กน้อย เงียบงันไร้วาจา

เยี่ยนจ้าวเกอยังพูดอย่างเฉยเมยอีกว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่พอใจ เฉาหยวนหลงเอาชนะข้าไม่ได้ พวกเจ้าก็เอาชนะข้าไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าศิษย์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดล้วนเอาชนะข้าไม่ได้”

“แต่อย่างน้อย ณ ที่นี่ เวลานี้ พวกเจ้าไม่พอใจก็ต้องยอม”

ไม้ใหญ่หักโค่นลงง่าย คนที่ผ่านลมฝนมาน้อยมักหลงทางได้ง่าย เยี่ยนจ้าวเกอกดความห้าวหาญของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ลงจนแทบไม่เหลือ ทำให้แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหมองหม่นและจำใจ

ท่อนไผ่ในมือเยี่ยนจ้าวเกอชี้ไปยังที่ที่อยู่ไกลออกไป “เขตใจกลางหุบเหวแห่งนี้ไม่มีที่สำหรับพวกเจ้า พาเฉาหยวนหลงไสหัวออกไปเสีย”

เมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว แม้ว่าศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียความฮึกเหิมและความหยิ่งยโสไป ทว่าก็ยังมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาโกรธแค้น

“เหตุใดพวกข้าอยู่ในเขตใจกลางหุบเหวใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้?”

“ศิษย์พี่ฉาวก็สลบอยู่ ถ้าไปอยู่ในที่ที่มีหมอกดำหนาแน่น ร่างกายก็อาจจะรับไม่ไหว!”

“ศิษย์พี่เยี่ยนท่านนี้ พวกเจ้าศิษย์เขากว่างเฉิงทำเกินไปหน่อยกระมัง คิดว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของข้ารังแกกันได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

แม้แต่ศิษย์ของสำนักเขากว่างเฉิงได้ยินคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ต่างก็รู้สึกว่าเหมือนจะเกินไปอยู่บ้างเช่นกัน

สถานที่อันตรายอย่างหุบเหวปราการมังกรนี้ มีพื้นที่ที่ปลอดภัยอย่างเขตใจกลางหุบเหวน้อยมาก พื้นที่ตรงหน้านี้กว้างใหญ่ แม้ว่าคนของทั้งสองสำนักจะมีความบาดหมางต่อกัน แต่ก็ยังสามารถอยู่กันคนละฝั่ง ทำเหมือนต่างคนต่างไม่เห็นกันได้

เยี่ยนจ้าวเกอซัดเฉาหยวนหลงจนสลบไปแล้ว ทั้งยังรังแกศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จนใบหน้าอาบไปด้วยเลือด นี่พอจะกล่าวได้ว่าเป็นผลจากการประมือกันระหว่างศิษย์รุ่นเยาว์แล้ว

แต่การจะให้เฉาหยวนหลงและคนอื่นๆ ออกไปจากเขตใจกลางหุบเหว ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่โอหังเกินไปอยู่บ้าง

พูดกันตามตรง แม้ว่าในใจลึกๆ ของศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงจะไม่ยอมรับ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้ว สำนักของพวกเขายังด้อยกว่าอยู่หลายส่วนจริงๆ

เยี่ยนจ้าวเกอกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพียงแต่เคาะท่อนไผ่ลงบนฝ่ามือข้างซ้ายเป็นจังหวะเบาๆ และใช้สายตาที่เต็มไปด้วยการกลั่นแกล้งมองไปยังใบหน้าของทุกคนในสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อย่างไม่คิดปกปิด

เฉาหยวนหลงสลบอยู่ หัวหน้ากลุ่มศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ในบรรดาคนที่ยังเหลืออยู่พลันสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง แล้วหันไปกดเสียงต่ำพูดกับศิษย์ร่วมสำนักคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลัง “คนฉลาดย่อมต้องรู้สถานการณ์ พวกเราไป!”

เมื่อเผชิญหน้ากับเยี่ยนจ้าวเกอ ศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดก็พากันก้มหน้าเงียบๆ แตกต่างกับยามที่เผชิญหน้ากับซือคงจิงและเยี่ยจิ่ง พวกเขาแบ่งคนจำนวนหนึ่งมาแบกเฉาหยวนหลง แล้วเดินถอยออกไปไกลด้วยสภาพที่โซซัดโซเซ

แต่ใครต่างก็รู้ พวกเขาไม่ยอมให้เรื่องจบลงแบบนี้แน่ เพียงแค่ถอยไปตั้งหลัก รวมถึงกลับไปขนกำลังสนับสนุน และกลับมาอีกครั้งแน่

บางคนมองเงาของศิษย์สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จากไป พลางกดเสียงลงเอ่ย “ถ้าอย่างนั้น ให้พวกเขาอยู่ที่นี่เสียเถิด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือปราการมังกร…”

คนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกเห็นด้วยกับคำพูดนี้

เยี่ยนจ้าวเกอไม่ได้พูดอะไร ร่างใหญ่โตของอาหู่พลันปรากฏขึ้นที่ข้างกาย แคะขี้หูแล้วใช้นิ้วดีดทิ้งไป “โหดใช่เล่นเลยเจ้าเด็กน้อย ข้าชอบเจ้ามาก”

“แต่ว่า คุณชายของข้าจะกลัวเจ้าพวกนั้นเรียกกำลังเสริมหรือ?”

ศิษย์คนนั้นก็พูดอะไรไม่ออก คนอื่นที่ได้ยินก็ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบๆ

มีบิดาที่เก่งกาจก็ดีเช่นนี้ ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลจริงๆ…

อาหู่ตื่นเต้นยิ่ง ปากยิ่งพูดก็ยิ่งเลยเถิด หัวเราะคิกคักพลางกล่าว “สาเหตุที่แท้จริงก็คือ วันนี้คุณชายของข้าอารมณ์ดีมากต่างหาก”

“ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ถ้าเจอตอนที่เขาอารมณ์ไม่ดี เขาคงได้ใช้คนเป็นที่ระบายอารมณ์ เฉาหยวนหลงและเจ้าพวกนั้นคงถูกเอาฝังไว้ที่นี่ทั้งหมดแน่

คนหลายคนนึกอยากหัวเราะแต่ก็ไม่กล้า ในตอนนั้นเอง อาหู่ได้ยินวาจาของเยี่ยนจ้าวเกอดังขึ้นที่ข้างหูของเขา “อาหู่ คุณชายอย่างข้าขอหักค่าแรงเดือนนี้ของเจ้าสักหน่อยแล้วกัน”

อาหู่ตาถลน “คุณชาย อย่านะขอรับ! ”

“ก็เหมือนที่เจ้าพูดเอาไว้ เมื่อคุณชายของเจ้าอารมณ์ไม่ดี ก็จะระบายอารมณ์กับผู้อื่น”

“สวรรค์โปรด คุณชายเป็นผู้ฉลาดล้ำดีงามระดับเทพ สูงส่งกว่าผู้ใด โอบอ้อมอารี เปี่ยมด้วยความเมตตา…”

ไม่มีใครสนใจคำพูดของอาหู่ ถึงแม้ว่าจะมีศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงกังวลเกี่ยวกับเรื่องที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อาจตามมาภายหลัง ทว่าคนส่วนใหญ่กลับรู้สึกสะใจและยินดีมากกว่า จึงพากันมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและเคารพนับถือ

แค่ชั่วพริบตาที่เหมือนกับการโบกมือหรือดีดนิ้ว ก็ทำให้เฉาหยวนหลงที่วรยุทธ์อยู่ในระดับเดียวกันบาดเจ็บไปอย่างง่ายดาย

เฉาหยวนหลงไม่ใช่ปรมาจารย์ขั้นจิตราชั้นในทั่วๆ ไป แต่เป็นลูกศิษย์รับสืบทอดหลักของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเป็นบุคคลมากกว่าความสามารถในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน และเก่งกาจอยู่ในระดับต้นๆ ในบรรดาคนที่มีวรยุทธ์ระดับเดียวกัน ทำให้เป็นชนรุ่นหลังที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงในโลกแปดพิภพ

ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับขั้นเดียวกัน จะมีสักกี่คนที่กล้าพูดว่าตนเองสามารถจัดการเฉาหยวนหลงให้อยู่ในสภาพนี้ได้สบายๆ

มีศิษย์บางคนที่เข้าสำนักมานานหน่อย มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความรู้สึกสงสัย ก่อนจะอุทานด้วยความชื่นชมว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยรู้เลยว่าศิษย์พี่เยี่ยนแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หรือว่าก่อนหน้านี้เขาปกปิดเอาไว้มาตลอดเลย”

‘แค่กๆ น่านับถือ น่านับถือ ต้องรักษาความน่านับถือของยอดฝีมือไว้ ต้องมีความน่านับถือ!’ เยี่ยนจ้าวเกอพร่ำบอกตนเองอยู่ในใจ ขณะเดียวกันก็รับเอาสายตาที่ชื่นชมและนับถือของทุกคนไว้อย่างไม่เกรงใจ

แม้มังกรเขียวในชายเสื้อนั้นเป็นวิชาที่เจ้าของร่างเดิมคิดค้นขึ้น แต่หากไม่ใช่เพราะเยี่ยนจ้าวเกอปรับแก้จุดอ่อนและทำให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ก็คงไม่มีทางมีผลลัพธ์เยี่ยมยอดเช่นเมื่อครู่อย่างแน่นอน

หลังจากนำเจตจำนงกระบี่ของสุดยอดวิชากระบี่มังกรเมฆาที่สำนักพระราชวังเทพเก็บสะสมไว้ในโลกก่อน มารวมกับกระบวนกระบี่ของวิชามังกรเขียวในชายเสื้อ ก็เกิดผลลัพธ์ชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในทันที

ส่วนเรื่องที่นำเอาท่อนไผ่มาใช้แทนกระบี่ ก็เพียงแต่ทำเล่นๆ ให้ตกเป็นจุดสนใจเท่านั้น เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ดึงเอาความสนใจมานั่นเอง

แต่ทั้งที่ตกลงกันไว้ว่าจะคิดด้วยกันทำด้วยกัน แต่ตอนนี้เหมือนว่าเขาเป็นฝ่ายทำคนเดียวทั้งหมด…

‘ผลลัพธ์ไม่เลว ยังต้องพยายามต่อไป’ เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ



มีศิษย์น้องร่วมสำนักคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความลังเลว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน ในเมื่อไม่สามารถจัดการคนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดได้ เหตุใดจึงต้องฉีกหน้าแล้วไล่พวกเขาออกไปเช่นนั้นด้วยขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “เพราะข้าอารมณ์ดีอย่างไรเล่า”

ฝ่ายตรงข้ามเบิกตาปากอ้าค้าง ไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อไปในชั่วขณะหนึ่ง

ชายหนุ่มหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก เพียงดีดนิ้วครั้งหนึ่ง อาหู่ก็รีบนำเอาเตาผลึกหินชั้นในที่แบกเข้ามาอย่างยากลำบากมาวางไว้ที่เขตใจกลางหุบเหว

เป็นเช่นคำพูดของอาหู่ วันนี้เยี่ยนจ้าวเกออารมณ์ดีมาก เขาใช้ฝ่ามือตบลงเบาๆ บนเตาผลึกหินชั้นใน พลางมองไปยังเหวลึกที่อยู่ด้านหน้า ‘พื้นที่เก้าปราณพิษที่ตามหามานาน ไม่เสียแรงเปล่าเลยจริงๆ’
บทที่ 15
แม้เพิ่งจะก้าวเท้าเข้ามาในเขตใจกลางหุบเหวได้ไม่นาน แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ

เยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ต่างก็มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือเบาๆ อาหู่ก็เข้าใจได้ในทันที พร้อมกับหยิบเตาหอมออกมาจากห่อสัมภาระอีกครั้ง

อาหู่เปิดฝาเตาหอมออก จากนั้นก็นำเครื่องหอมที่มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกันจำพวกหนึ่งใส่เข้าไป

บางชนิดแค่มองจากรูปลักษณ์ภายนอกก็รู้ได้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา แต่บางชนิดกลับมีสีเทาหม่นๆ บ้าง สีดำสนิทบ้าง ดูไม่สะดุดตาแต่อย่างใด

อาหู่ใส่เครื่องหอมลงไปจุดไฟ แล้วปิดฝากลับลงไปใหม่ จากนั้นค่อยวางเตาหอมลงบนพื้นดินตรงหน้าอย่างระมัดระวัง ไม่นานนักก็มีควันลอยออกมา

บรรดาศิษย์จากเขากว่างเฉิงมองดูกลุ่มควันที่ลอยขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ควันเหล่านั้นกระจายตัวออกจากเตาหอม ก่อนจะหลอมรวมกับหมอกสีดำที่อยู่ภายในหุบเหวปราการมังกร

เมื่อถูกกระตุ้นด้วยควันจากเตาหอม ปราณพิษที่แต่เดิมดุร้ายอยู่แล้ว ก็ยิ่งดุร้ายมากขึ้นอีกในทันใด

หากเทียบกับพื้นที่อื่นๆ ของปราการมังกร หมอกดำที่แปรเปลี่ยนมาจากปราณพิษในเขตใจกลางหุบเหวแห่งนี้ดูสงบและเบาบางกว่ามาก

แต่วินาทีนี้ หมอกดำกลับโหมกระหน่ำซัดสาดใส่ มองดูแล้วเข้มข้นและหนาแน่นกว่าพื้นที่ใดที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้

ทุกคนพากันสะดุ้งตกใจ แต่ก็ยังรักษาความสงบนิ่งไว้ เพราะพวกเขาเองก็รู้ว่า เยี่ยนจ้าวเกอทำเช่นนี้ต้องมีเหตุผลแน่นอน

ดังนั้นแล้ว แม้ว่าหมอกดำเหล่านั้นจะยังคงปั่นป่วนบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ได้เข้ามาทำร้ายผู้คน กลับหมุนวนเข้าหากันแทน

บนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอปรากฎรอยยิ้มจางๆ จากนั้นจึงเห็นหมอกดำตรงหน้าไหลวนเข้าหากันจนมีลักษณะคล้ายน้ำวนขนาดใหญ่เก้าวง ก่อนที่ตรงกลางของน้ำวนจะค่อยๆ ปรากฏของเหลวสีทองที่กำลังกลิ้งไปมา

น้ำวนขนาดยักษ์ทั้งเก้าแปรเปลี่ยนเป็นลูกแก้ว ซึ่งมีพลังพลุ่งพล่านเชื่อมต่อกัน

เยี่ยนจ้าวเกอตบลงไปที่ผิวของเตาผลึกหินชั้นในครั้งหนึ่ง ฝาของเตาหลอมพลันเปิดออก ภายในเตาพลันสั่นสะเทือนและส่งแรงดึงดูดมหาศาลออกมาทันที

ของเหลวสีทองที่อยู่ตรงกลางน้ำวนทั้งเก้านั้น ถูกเตาผลึกหินชั้นในดูดออกมา และไหลลงไปในตัวเตาอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนที่ของเหลวเหล่านั้นจะไหลวนไปมาไม่หยุดหย่อน เพื่อชะล้างเตาผลึกหินชั้นในภายใต้การชักจูงของน้ำวน

ศิษย์น้องร่วมสำนักทุกคนมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างอัศจรรย์ใจ พวกเขารู้สึกเพียงว่า ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทว่าดูๆ ไปแล้วก็ร้ายกาจมากทีเดียว

บัดนี้สายตาของเยี่ยนจ้าวเกอหนักแน่นขึ้นหลายส่วน ดูมีความตั้งใจมากยิ่งกว่าตอนสู้กับเฉาหยวนหลงเสียอีก

เตาผลึกหินชั้นในคือความทุ่มเทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หากเกิดความผิดพลาดคงน่าเสียดายยิ่งนัก

ลำพังแค่สภาพแวดล้อมของปราการมังกร หากไม่ระวังทำให้เตาผลึกหินชั้นในระเบิด จนปราณพิษเกิดระเบิดไปด้วย คงไม่มีใครตรงนี้รอดออกไปได้แน่

แต่ว่านี่ก็เป็นเพียงการป้องกันเหตุไม่คาดฝันเท่านั้น สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้ามีภาพโครงร่างที่ผ่านการจำลองเหตุการณ์ในหัวของเขามานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

เมื่อได้รับการชำระล้างอย่างต่อเนื่องจากของเหลวสีทอง ผนังด้านในเตาก็ค่อยๆ มีแสงทอประกายสว่างขึ้นเรื่อยๆ

ประกายแสงที่หมุนวน ดูราวกับเมฆหมอกยามสะท้อนแสงตะวันเรืองรอง ทำให้ปราการมังกรที่มืดมนในวินาทีนี้ดูเหมือนกับว่าสว่างขึ้นมาอีกหลายส่วน

อาหู่ที่อยู่ด้านข้างพลันหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งออกมา ก่อนจะส่งให้เยี่ยนจ้าวเกอ

ดาบเล่มนั้นเป็นเพียงอาวุธทั่วไป ไม่ใช่อาวุธวิเศษ และไม่ใช่อาวุธสงคราม

เยี่ยนจ้าวเกอถือดาบไว้ในมือขวา แล้วงอนิ้วที่มือซ้ายดีดลงบนคมดาบเบาๆ จนเกิดเสียงดังกังวาน

หลังจากเสียงเงียบลง เยี่ยนจ้าวเกอก็โยนดาบยาวเล่มนั้นเข้าไปในเตาผลึกหินชั้นในด้วย

เตาผลึกหินชั้นในสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดาบยาวที่อยู่ด้านในลอยอยู่ตรงกลาง ราวกับถูกพลังงานที่ไร้รูปร่างตรึงไว้ ขณะเดียวกันแสงสว่างที่โอบล้อมอยู่รอบดาบก็สว่างขึ้นเรื่อยๆ

ยังมีหินที่แปลกประหลาดอีกมากมายอยู่ร่วมกับดาบธรรมดาเล่มนั้น เยี่ยจิ่งและคนอื่นๆ เพียงแค่พอแยกแยะออกว่าเป็นวัสดุที่ใช้หลอมอาวุธเท่านั้น

ดาบธรรมดาเล่มนั้นลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ส่วนวัสดุต่างๆ หมุนวนอยู่รอบตัวดาบ พลางเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

วัสดุบางชนิดเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลว บางชนิดถูกบิดจนเปลี่ยนรูปร่าง บางชนิดแตกจนกลายเป็นตะกอนชิ้นเล็กๆ ยิ่งกว่านั้นมีบางชนิดระเหยหายไปในอากาศ ก่อเกิดเป็นกลุ่มควันในพริบตา

ความสว่างภายในเตาเจิดจ้ามากขึ้น จนสุดท้ายก็ไม่สามารถมองตรงๆ ได้ เห็นเพียงแต่แสงไฟที่เป็นประกายดุจอัญมณีลอยขึ้นจากด้านใน ก่อนที่มันจะกลืนกินดาบธรรมดาเล่มนั้นไป

ส่วนด้านนอกเตาหลอม ของเหลวสีทองที่อยู่ในใจกลางของน้ำวนทั้งเก้าระเหยกลายเป็นไอไปหมดแล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอจับจ้องภาพเบื้องหน้าอย่างเงียบสงบ ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้าขยับกว้างขึ้นเรื่อยๆ

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซือคงจิงและคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ด้านข้างก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อแต่อย่างใด เพราะทุกคนล้วนมองไปยังเตาหลอมด้วยความสนอกสนใจ พวกเขาหลายคนเพิ่งเคยเห็นการหลอมอาวุธครั้งแรก จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงสิ่งของในตำนานเช่นเตาผลึกหินชั้นในเลย

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไร เตาผลึกหินภายในถึงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นแสงสว่างทั้งหมดก็หายวับไปในพริบตา

มีการเคลื่อนไหวของปราณวิญญาณที่แข็งแกร่งส่งมาจากภายในเตาหลอม ก่อนจะมีดาบยาวสีดำเงาเป็นประกายลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ

ระดับปราณและอานุภาพของของสิ่งนั้นมากยิ่งกว่าอาวุธวิเศษระดับล่างที่เยี่ยจิ่งและคนอื่นๆ มีเสียอีก

ซือคงจิงมองดาบยาวเล่มนั้น “เป็นอาวุธวิเศษระดับกลางของจริง…”

ศิษย์สำนักเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ก็เป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องอาวุธดีเช่นกัน จึงพากันส่งเสียงชื่นชมออกมา

“ใช้เวลาหลอมสร้างทั้งหมดเท่าไร” มีคนถามขึ้นเบาๆ ทุกคนต่างมองหน้ากัน แล้วคิดในใจ จากนั้นก็สูดหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง

ตอนนี้พวกเขาเชื่อสนิทใจแล้วว่าเยี่ยนจ้าวเกอมีความสามารถพอที่จะหลอมอาวุธวิเศษสิบหกชิ้นภายในเวลาหนึ่งเดือนได้จริงๆ ทั้งยังเป็นการทำให้สำเร็จได้โดยการเจียดเวลาสั้นๆ ที่ว่างจากการฝึกวิชาอีกด้วย

ทุกคนมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอและเตาผลึกหินชั้นใน ก่อนจะมีไฟลุกโชนขึ้นในใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เป็นเตาผลึกหินชั้นในในตำนานจริงๆ ช่างทรงพลานุภาพเหลือเกิน!”

“ศิษย์พี่เยี่ยนไม่ได้หลอกลวง เมื่อผ่านการปรับแก้ให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ เตาผลึกหินชั้นในจะยิ่งแข็งแกร่งและเข้าใกล้คำว่าเตาหลอมในตำนานมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เป็นอาวุธวิเศษระดับล่าง ตอนนี้เป็นอาวุธวิเศษระดับกลาง อนาคตย่อมเป็นอาวุธวิเศษระดับสูง กระทั่งอาวุธวิญญาณก็คงจะไม่ได้เป็นแค่ความฝันแล้ว!”

“ขอแค่ให้เวลาศิษย์พี่เยี่ยนและเขากว่างเฉิงของพวกเรามากพอ อนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นถึงสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์แล้วจะอย่างไร อนาคตสำนักของเราต่างหากที่จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งของโลกแปดพิภพ!”

“ต่อให้นับแต่นี้ไปวรยุทธ์ของศิษย์พี่เยี่ยนไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย ทว่าแค่เพียงเรื่องที่ทำให้เตาผลึกหินชั้นในในตำนานกลับสู่โลกอีกครั้ง ก็เพียงพอที่จะทำให้ชื่อของเขาถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของสำนักเขากว่างเฉิงแล้ว”

“ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์พี่เยี่ยนจะไม่ก้าวหน้าขึ้นเลยได้อย่างไร หากพูดถึงวรยุทธ์ที่มี ก็เล่นงานเฉาหยวนหลงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เสียจนย่ำแย่ได้แล้ว!”

“เหยียบอัจฉริยะคนอื่นๆ จนจมมิดได้ ศิษย์พี่เยี่ยนเป็นยอดอัจฉริยะ ยอดปีศาจตัวจริง!”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือครั้งหนึ่ง ดาบยาวเล่มนั้นพลันลอยเข้ามาอยู่ในมือของเขา หลังจากที่ตรวจดูแล้ว เขาถึงพยักหน้าเบาๆ ‘อืม ไม่ผิดไปจากที่คิดไว้ก่อนหน้านี้จริงๆ การมาปราการมังกรครั้งนี้ไม่สูญเปล่า ยิ่งข้ามีข้อมูลพื้นฐานมากเท่าใด การเริ่มต้นทางฝั่งของท่านพ่อก็จะยิ่งง่ายขึ้นเท่านั้น’

ชายหนุ่มลองกวัดแกว่งดาบไปมา ทำให้ปราณดาบเย็นยะเยือกไหลเวียนอยู่ในอากาศ จนทุกคนรู้สึกหนาวเหน็บจับใจไปด้วย

เขาโยนอาวุธวิเศษระดับกลางชั้นนั้นให้อาหู่เก็บรักษาไว้

น้ำวนที่เกิดจากหมอกดำยังคงลอยอยู่กลางอากาศและหมุนวนไม่หยุด ส่วนเตาหลอมก็ยังดูดของเหลวสีทองข้างในน้ำวนออกมา เพื่อทำการชำระล้างไปอีกขั้น



“การชำระล้างต้องใช้เวลาอีกสักพัก พวกเจ้าทุกคนอยากทำอะไรก็ไปทำเถิด” เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้น

ทุกคนพยักหน้ารับคำ ทว่าคนส่วนใหญ่ยังคงมองเตาผลึกหินภายในด้วยแววตาชื่นชมโดยไม่ยอมละสายตา

เยี่ยนจ้าวเกอก็ไม่ได้ห้ามปรามพวกเขา เพียงประคับประคองพลังขับเคลื่อนเตาหลอมพลางพูดกับอาหู่ว่า “เมื่อครู่นี้เฉาหยวนหลงท่าทางคล้ายเพิ่งกลับมาจากด้านนอก มีความเป็นได้สูงว่าเพิ่งไปทำเรื่องบางอย่างมา”

“ครั้งนี้คนของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มายังปราการมังกรก่อนจะเกิดความผิดปกติ เจ้าไปสืบดูว่าพวกเขามาทำอะไร”

“ขอรับ คุณชาย” อาหู่พยักหน้า