106-110

บทที่ 106
หลังจากที่สองพ่อลูกหัวเราะกันเสร็จ เยี่ยนจ้าวเกอก็เก็บรอยยิ้มลง “ตอนนั้นที่ตระกูลของพวกเราย้ายมายังนภาพิภพ…”

หลังจากเยี่ยนจ้าวเกอเล่าเรื่องที่ตนประมือกับเหยียนซวี่ไปทั้งหมดแล้ว สีหน้าท่าทางของเยี่ยนตี๋ก็อึมครึมขึ้นมา ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงไออาฆาตที่รุนแรงจากดวงตาของเขาอย่างชัดเจน

หลังจากนั้นเป็นเวลานาน เยี่ยนตี๋ก็กล่าวอย่างช้าๆ ว่า “เรื่องนี้ยังไม่นับว่าปิดฉาก”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะ คำพูดต่อจากนี้ เขาใช้ปราณส่งกระแสเสียงไปแทน ‘โอสถวิเศษที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บของท่านอาจารย์ปู่ที่คราวก่อนท่านเคยพูดถึง ข้ามีเบาะแสแล้วขอรับ’

เยี่ยนตี๋ยังคงมีสีหน้าเช่นเดิม ทว่าสายตาจดจ่อ ‘สถานการณ์เป็นอย่างไร’

‘อักษรของหนังสือม้วนเล่มนั้นที่ใช้จัดบันทึกเบาะแสของโอสถนั้นช่างเก่าแก่พบได้น้อยยิ่งนัก จะแกะความหมายออกมานับมีความยากอย่างยิ่ง’ เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวตอบว่า ‘แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่ถูกแกะความหมายออกมาแล้ว ซึ่งวัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด ข้าได้สั่งให้คนไปรวบรวมมาแล้วขอรับ’

‘ขอเพียงแค่รู้หลักพื้นฐานเบื้องต้น เนื้อหาการปรุงโอสถอื่นๆ หลังจากนั้นก็จะแกะความหมายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น’

เยี่ยนตี๋กล่าวว่า ‘นอกจากวรยุทธ์แล้ว เจ้าฝักใฝ่เรียนรู้สิ่งอื่นๆ มาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้มหน้าก้มตาศึกษาอักษรโบราณก่อนวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ เจ้ามีพรสวรรค์ในด้านนี้ยิ่งนัก และในเวลานี้ก็ได้ใช้มันอีกด้วย’

‘ตั้งใจหน่อยล่ะ หากท่านอาจารย์หายขาดจากอาการบาดเจ็บเดิมได้ ความหวังที่จะสำเร็จในระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ก็จะมีมากขึ้น’

ฝ่ายบิดาพูดพลางมองไปไกล “ตอนนี้ยิ่งลมพัดแรงเท่าไร คลื่นก็จะยิ่งสูงเท่านั้น”

การเปิดสงครามใหญ่ที่แผ่นดินของถังตะวันออกนี้ เป็นทั้งจุดเริ่มต้นอีกทั้งยังเป็นจุดสิ้นสุดเช่นกัน

จุดเริ่มต้นก็คือตั้งแต่สงครามครั้งนี้เป็นต้นไป จะเป็นการจุดชนวนการเปิดศึกขนาดใหญ่ระหว่างนภาพิภพกับอัคคีพิภพ ซึ่งจะส่งผลไปในอาณาบริเวณกว้าง

เมื่อการปะทะกันของสองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่อย่างเขากว่างเฉิงและสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ยกระดับขึ้น ก็จะไม่จบอยู่แค่สถานการณ์การต่อสู้ก่อนหน้านี้

นอกจากอาณาจักรถังตะวันออกแล้ว ยังมีเกาะนภาตะวันออก แม้กระทั่งมีเกาะนภาใต้และเกาะนภาตะวันตกอีกด้วย

ในเขตที่เป็นการปกครองของทั้งสองฝ่ายก็จะมีการปะทะกันแบบเต็มรูปแบบที่รุนแรง แม้แต่วายุพิภพที่อยู่นอกเขตของอัคคีพิภพและนภาพิภพก็ได้รับผลกระทบด้วย

และที่ว่าสิ้นสุด ก็คือหลังจากการสู้กันครั้งนี้ที่ถังตะวันออก เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสงครามเกือบทั้งหมดก็จะแน่นอนแล้ว

ท้ายที่สุดมาตรสุริยันวัดสวรรค์ก็จะกลับไปอยู่ที่เขาเรืองรองแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ อาศัยเขตอาคมป้องกัน ใช้ความได้เปรียบทางพื้นที่ของอัคคีพิภพสกัดกั้นการโจมตีไล่ล่าของเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกตไว้

ส่วนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็อดทนอย่างหนัก ไม่รบกวนหวงกวงเลี่ย จอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ตะวันเยือน ผู้อาวุโสสูงสุดที่กำลังเข้าฌาน

ทว่าในสนามรบโจมตีไล่ล่านั้น เพื่อที่จะหลีกหนีให้พ้นภัย มาตรสุริยันวัดสวรรค์จึงสูญเสียพลังไปมาก

เมื่อการต่อสู้ระดับสูงตกอยู่ในสภาวะเสียเปรียบ ก็จะทำให้พลังการป้องกันในด้านอื่นๆ ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ถดถอยไปไม่น้อยเช่นกัน

ซึ่งพลังการต่อสู้ในระดับกลางและระดับสูงของทั้งสองฝ่ายก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

กลุ่มกองกำลังของเขากว่างเฉิงจึงชนะอย่างราบคาบ

การปะทะกันครั้งใหญ่ในคราวนี้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนทน เก็บเขี้ยวและกรงเล็บกลับเท่านั้น

บนยอดเขาเรืองรอง ยอดฝีมือระดับสูงแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นั่งหันหน้าเข้าหากัน

พานป๋อไท่มองไปยังจรัสแสง “ท่านผู้นำเป็นอย่างไรบ้าง”

จรัสแสงกล่าวตอบว่า “มาตรสุริยันวัดสวรรค์สูญเสียพลังไปมาก ท่านผู้นำเองก็ได้รับบาดเจ็บ แต่ว่าไม่ถึงกับสาหัสมาก”

พานป๋อไท่เริ่มมีสีหน้าซีดเขียว “เขากว่างเฉิง…เมืองทะเลมรกต…แค้นวันนี้จะต้องชำระคืนเป็นสิบเท่าให้จงได้!”

“แม้ว่าครั้งนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ของเราจะถูกวางแผนทำร้าย เสียเปรียบอย่างยิ่งยวด แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บจนกระทบถึงแก่นแท้ของเรา” ทะยานบูรพากล่าว “ขอเพียงแค่ท่านเจ้าสำนักออกฌานมา พวกเราก็จะไปคิดบัญชีกับเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกตทันที!”

จรัสแสงส่ายศีรษะอย่างช้าๆ “ถ้าหากต้องการชิงสิ่งที่เสียไปในคราวนี้คืนกลับมา นั่นง่ายดายยิ่งนัก แต่ถ้าหากจะคิดบัญชีกับเขากว่างเฉิง บัดนี้ยังไม่ควรจะประมาท”

“คิดว่าครั้งนี้หยวนเจิ้งเฟิงคงจะเข้าฌานเพื่อบรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน แต่เขามีอาการบาดเจ็บเดิมอยู่ ฉะนั้นจึงมีความหวังไม่มาก ถ้าเขาล้มเหลวก็แล้วไป แต่ถ้าเขาทำสำเร็จขึ้นมา กำลังของเขากว่างเฉิงจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ครั้งนี้พวกเราคาดการณ์ผิดไป คงจะหยุดยั้งได้ยากมากแล้ว”

แสงรัตติกาลกล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องทำให้แน่ใจเสียก่อนว่าการทดสอบแห่งจันทราที่จะถึงนี้ จะต้องนำมงกุฎจันทรากลับมาให้ได้!”

“เมื่อมีมงกุฎจันทราแล้ว ก็จะแก้ไขสถานการณ์ของเราในตอนนี้ได้ทันที เมื่อหยวนเจิ้งเฟิงเข้าฌานพวกเราก็จะมีโอกาสอีกครั้ง”

จรัสแสงผงกศีรษะ สีหน้าเคร่งครึมจริงจังเล็กน้อย “สิ่งที่ข้าเป็นกังวลในตอนนี้ก็คือ อีกฝ่ายจะอาศัยโอกาสที่พวกเขามีอำนาจในตอนนี้ กันท่าลูกศิษย์สำนักของเราออกจากการทดสอบแห่งจันทราน่ะสิ”

ตงเซิงจวินเลิกคิ้ว “พวกเขามีสิทธิ์อะไร”

สายตาของจรัสแสงก็ทอดมองมา “หากพวกเขาเกลี้ยกล่อมเขาไร้พรมแดนและหอคลื่นโหมได้ ท่านคิดว่าอย่างไรเล่า”

ทะยานบูรพาสูดหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง “ท่านเจ้าสำนักเข้าฌาน เป็นเหตุให้พวกเขาเข้ามากดดันได้”

พานป๋อไท่กล่าวว่า “ติดต่อกับเขาไร้พรมแดนและหอคลื่นโหมสักหน่อยเถิด หากจำเป็นก็ยอมปล่อยบางสิ่งบางอย่างไป เพื่อรักษาโอกาสชิงมงกุฎจันทราเอาไว้!”


ระหว่างทางกลับเขาไร้พรมแดนในแผ่นดินภูผาพิภพ

จ้าวฮ่าวหันกลับไปมองที่ๆ ไกลออกไป ซึ่งมองไม่เห็นแผ่นดินของถังตะวันออกแล้ว แววตาของเขาเผยความเยือกเย็นออกมาเล็กน้อย แต่ก็เงียบงันไม่พูดอะไร ขณะนี้ความหยิ่งทะนงบนใบหน้าของเขาลดน้อยลงไปบ้างแล้ว ทว่านั่นกลับไม่ใช่เพราะมหาปรมาจารย์เขาไร้พรมแดนที่ยืนอยู่ข้างๆ

แต่เป็นเพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในถังตะวันออกครั้งนี้ ทั้งหมดอยู่ในการควบคุมของเยี่ยนจ้าวเกอ

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตา แต่การมองและการตัดสินของเขาแม่นยำมากทีเดียว

ภายในหุบเหวปราการมังกร เยี่ยนจ้าวเกอทำให้จ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกฟื้นคืนสติขึ้นมาในเวลาอันสั้น อีกทั้งประสิทธิผลล้วนทำให้เขาต้องรู้สึกตื่นตะลึง

หากครั้งเดียวยังอาจจะนับได้ว่าเป็นความบังเอิญ ทว่าเกิดติดต่อกันสองครั้ง จ้าวฮ่าวก็จำเป็นต้องมองปัญหานั้นอย่างจริงจังแล้ว

เขาเริ่มให้ความสำคัญกับเยี่ยนจ้าวเกอ กระนั้นก็ไม่เคยคิดจะหลบเลี่ยง

ในทางกลับกัน จ้าวฮ่าวเริ่มเกิดความคิดที่จะสังหารเยี่ยนจ้าวเกอ ที่คอยขัดขวางสิ่งที่เขาทำติดต่อกันอย่างจริงจัง

เขาไม่สามารถอยู่ที่ถังตะวันออกต่อได้อีก จึงต้องกลับไปเขาไร้พรมแดนกับคนของเขาไร้พรมแดน ซึ่งเขาไม่เป็นอิสระเหมือนเดิม นี่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ในใจ

และทั้งหมดนี้มีต้นเหตุเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจ้าวเกอทั้งหมด

เขากว่างเฉิงที่อยู่เบื้องหลังเยี่ยนจ้าวเกอ เดิมทีจ้าวฮ่าวก็เห็นเป็นศัตรูอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้ยิ่งเกลียดจนไม่อาจจะเกลียดได้อีก

“เวลา ข้าต้องการเวลา ขอเพียงเวลาสักหน่อยให้ข้าบ้างก็พอ!”

“เยี่ยนจ้าวเกอ เขากว่างเฉิง…พวกเราเพิ่งจะเริ่มต้นกันเท่านั้น” จ้าวฮ่าวเก็บสายตากลับคืนมา แล้วมองไปยังอีกฟากหนึ่ง

เขาไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าเป็นศิษย์สำนักเขาไร้พรมแดน ทว่าในเมื่อเหตุการณ์บีบคั้น เช่นนั้นเขาต้องกอบโกยสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุดและรับตำแหน่งที่สูงยิ่งกว่า

จ้าวฮ่าวไม่มีจิตใจที่จะทำเหมือนเช่นศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนักใหม่ ที่เลื่อนระดับอย่างช้าๆ และถูกผู้อื่นเรียกใช้

อีกด้านหนึ่ง ผู้อาวุโสเฮ่อ ผู้อาวุโสคุมการณ์แห่งเขาไร้พรมแดนที่เดิมทีอยู่ในถังตะวันออก ขณะนี้เขากำลังตามหลังชายวัยกลางคนคนหนึ่ง

“เจอแบบนี้เข้าไป สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่สามารถอยู่ในถังตะวันออกได้อีกต่อไปเป็นแน่ แต่ในเมื่อเขากว่างเฉิงเป็นปรปักษ์กับสำนักศักดิ์สุริยันแล้ว ก็คงไม่สร้างความลำบากให้กับสำนักของเราแล้ว” ชายวัยกลางคนกล่าว “แต่เจ้าต้องอยู่ที่ถังตะวันออกต่อ ช่วงนี้ก็ระวังตัวหน่อยล่ะ”

เขามองไปที่ผู้อาวุโสเฮ่อ “แค่รักษาผลผลิตและกำลังอำนาจที่สำนักเราเดิมมีอยู่แล้วก็พอ”

ผู้อาวุโสเฮ่อผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจ ท่านผู้อาวุโสระดับหนึ่งโปรดวางใจ”

ชายวัยกลางคนผู้นั้นหันศีรษะกลับไปมองทางถังตะวันออกอีกครั้ง “หากหวงกวงเลี่ยออกจากฌานแล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่จำเป็นต้องวางแผนเช่นนี้ แค่บุกไปบดขยี้โดยตรงก็ใช้ได้แล้ว”

“สุดท้ายแล้วจะตีเหล็กได้ ไม้ตีก็ต้องแข็งด้วย สำนักของเราก็จำเป็นต้องพัฒนาให้เร็วที่สุดเช่นกัน”

จู่ๆ จ้าวฮ่าวก็พูดขึ้นว่า “ทั้งสองท่าน หากกล่าวถึงการพัฒนาขึ้นอีกขั้นของเขาไร้พรมแดนแล้วนั้น อาจจะอยู่เบื้องหน้าแล้วก็ได้ขอรับ”

“หืม?” ชายวัยกลางคนกับผู้อาวุโสเฮ่อหันศีรษะกลับไปมองเขาพร้อมกัน

จ้าวฮ่าวชี้ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วกล่าวอย่างสบายอกสบายใจว่า “เขานิมิตเมฆ”

ภายในดวงตาของชายวัยกลางคนกับผู้อาวุโสเฮ่อส่องประกายออกมาพร้อมกัน


ปฐพีพิภพในอดีต อเวจีในปัจจุบัน

ท่ามกลางความมืดมิด มีแสงสว่างวูบวาบ ไม่เห็นเงาของผู้ใด ได้ยินเพียงเสียงคนเท่านั้น

“หานเซิ่งตกอยู่ในกำมือของเขากว่างเฉิงแล้ว”

“ความสำเร็จไม่มี แต่ความล้มเหลวมีล้นฟ้า”

“อย่างไรเสียสิ่งที่หานเซิ่งรับรู้ก็มีจำกัด ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์โดยรวม มีเพียงเบาะแสที่ใช้ตามหาร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็งเท่านั้น ที่ตกไปอยู่ในมือของเขากว่างเฉิง”

“ไม่เป็นไร ยังมีวิธีอื่นๆ ที่คาดคิดได้อีก ก่อนอื่นเตรียมเรื่องต่างๆ ให้พร้อม แล้วรอโอกาสก็พอ ”

“ดี!”
บทที่ 107
ต่อจากนี้ เยี่ยนจ้าวเกอไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ถังตะวันออกต่อไปแล้ว

ส่วนเยี่ยนตี๋ยังคงคุมการณ์อยู่ที่เกาะนภาตะวันออก ถ้าจำเป็นเขาจะบุกเข้าไปที่อัคคีพิภพ เพื่อเป็นกำลังหนุนให้สือเถี่ยและคนอื่นๆ โดยตรง

“วิธีปรุงโอสถที่เจ้ากล่าวถึง ยังต้องระวังให้ดี” ก่อนจะแยกจากกัน เยี่ยนตี๋กำชับว่า “รีบแกะความหมายของอักษรโบราณให้ได้ และตรวจสอบวิธีการปรุงยาให้ดี เพราะมันสำคัญมากสำหรับสำนักของเรา”

“การที่หวงกวงเลี่ยเข้าฌาน ผู้ใดก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะออกจากฌานเมื่อใด ถ้าถึงตอนที่เขาออกฌานแล้ว แต่สำนักเรายังไม่มีจอมยุทธ์ที่บรรลุระดับจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์ละก็ ความกดดันก็จะยิ่งมากกว่าสงครามถังตะวันออกก่อนหน้านี้อีก”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าเบาๆ “สายน้ำไม่คอยท่า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ครั้งนี้ที่ขอให้พวกท่านมาเสี่ยงอันตรายก็ด้วยเหตุนี้แหละขอรับ”

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกไม่นานก็จะถึงการทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สามแล้ว ถ้าหากมงกุฎจันทราตกไปอยู่ในมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นคงไม่ต้องรอให้หวงกวงเลี่ยออกจากฌานแล้ว อำนาจของศัตรูกับเราก็จะกลับกัน”

เยี่ยนตี๋ถามว่า “สตรีจันทราของเมืองทะเลมรกต หนึ่งปีที่ผ่านมานี้ได้รับความช่วยเหลือจากมงกุฎจันทรา วรยุทธ์ของนางเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“เนื่องจากมงกุฎจันทรา การแย่งชิงระหว่างสตรีจันทราจึงถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า ผู้ที่แข็งแกร่งก็จะยิ่งแกร่งกล้า หากไม่มีเหตุสุดวิสัย ผู้ชนะของครั้งที่แล้วก็จะยิ่งได้เปรียบมากกว่าผู้อื่น เจ้ามั่นใจในตัวเมิ่งหว่านแห่งสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ขนาดนั้นเชียวหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอเอ่ยตอบอย่างช้าๆ ว่า “ข้าเคยได้ยินคำบรรยายอย่างละเอียดของเฟิงอวิ๋นเซิงว่า ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ หรือพลังแห่งจันทรากายตั้งแต่กำเนิดในฐานะที่เป็นสตรีจันทรา เมิ่งหว่านก็โดดเด่นเหนือผู้ใดอย่างยิ่ง”

“ส่วนสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองก็เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เพียบพร้อมมากที่สุด ในเรื่องการตระเตรียมการทดสอบแห่งจันทรา พวกเขาสามารถให้กำเนิดเฟิงอวิ๋นเซิงและเมิ่งหว่านได้ทีเดียวถึงสองคน อีกทั้งเมิ่งหว่านก็ยังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ตั้งแต่ครั้งแรก”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวไปพลาง เบะปากไปพลาง “ตอนนั้นพวกเขาตอบตกลงเรื่องการทดสอบแห่งจันทราอย่างใจกว้าง เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขามีแผนในใจอยู่แล้ว พวกเขาทำให้ดูเหมือนว่าเป็นการแย่งชิงที่ยุติธรรม แต่แท้จริงแล้วก็เป็นกลลวงเพื่อที่จะเก็บของเข้ากระเป๋าของตนเอง ในใจก็คงหัวเราะในความโง่ของผู้อื่นอยู่ด้วย”

“การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สอง เมิ่งหว่านได้รับบาดเจ็บ แต่ก็เป็นเหตุสุดวิสัย มิเช่นนั้นแล้วจากข้อได้เปรียบต่างๆ ถึงไม่สิบก็มีแปดเก้าส่วนที่มงกุฎจันทราจะเป็นของพวกเขาอีก”

เยี่ยนตี๋กล่าวว่า “แต่นั่นก็เป็นการแย่งชิงที่ยุติธรรม พวกเขาสามารถตระเตรียมการได้เต็มที่กว่าผู้อื่น นี่ก็เป็นความสามารถของพวกเขาเช่นกัน ไม่เหมือนเช่นสำนักของเรา หากไม่ใช่เพราะการค้นพบของเจ้าครั้งนี้ แม้แต่สตรีแห่งจันทราก็หาไม่พบมาโดยตลอด”

“คำมั่นที่เจ้าได้ให้ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะสามารถทำให้จันทรากายของเฟิงอวิ๋นเซิงฟื้นคืนกลับมาได้ เจ้าต้องจดจำเอาไว้ให้ดี นี่ก็เป็นเรื่องใหญ่เช่นเดียวกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอผงกศีรษะทันที “ท่านวางใจ ข้ารู้แก่ใจดี”

เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย แล้วจึงพูดต่อว่า “หากการทดสอบแห่งจันทราครั้งนี้ไม่น่าไว้ใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ต้องคิดแผนรับมือแล้วละ”

สายตาของเขามองไปทางทิศเหนือ “ส่วนมากหอคลื่นโหมมักจะวางตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ภายนอก ส่วนเขาไร้พรมแดนกลับมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด และมีแนวโน้มที่จะเหยียบเรือสองแคมเหมือนกับครั้งนี้”

“ภูผาพิภพมีเขตแดนติดกันกับนภาพิภพของเรา ทั้งสองฝ่ายจึงยากที่จะเลี่ยงข้อพิพาทได้ แต่ภูผาพิภพก็มีเขตแดนติดกันกับอัสนีพิภพเช่นเดียวกัน ระหว่างทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งซึ่งกันและกันอยู่ไม่น้อย อีกทั้งที่วายุพิภพ เขาไร้พรมแดนกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ก็มีข้อครหากันอยู่บ้าง”

ระหว่างเขาไร้พรมแดน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภูผาพิภพ กับเขากว่างเฉิงนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเสียมากกว่า ถึงแม้ว่าจะพูดไม่ได้ว่ากลมเกลียวปรองดองกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นนับว่าเป็นศัตรูกัน ไม่เหมือนเช่นความสัมพันธ์ของเขากว่างเฉิงกับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้

ดินแดนที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองต่างก็พยายามแย่งชิงพื้นที่ที่อยู่ติดกันเพื่อใช้พัฒนาตนเอง จึงเลี่ยงที่จะเกิดการกระทบกระทั่งกันบ้างไม่ได้

ถึงกระนั้นก็มีตอนที่ร่วมมือกันด้วย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์นับวันยิ่งใช้อำนาจบาตรใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ

ทว่าสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์เองโดยส่วนมากก็ใช้ยุทธศาสตร์คบไกลโจมตีใกล้ ดังนั้นส่วนมากมักจะเกลี้ยกล่อมเขาไร้พรมแดนด้วยท่าทีที่ยอมโอนอ่อน เพียงแต่ว่าตำหนักอัสนีสวรรค์ พันธมิตรเดิมของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์กับเขาไร้พรมแดนไม่ค่อยดีนัก สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จึงต้องระมัดระวังการกระทำด้วยเช่นกัน

สำหรับเรื่องนี้ ภายในของเขาไร้พรมแดนก็มีการถกเถียงกันด้วยเช่นกัน

“มีคนที่มองสำนักของเราเป็นศัตรู แต่ก็มีคนที่ใกล้ชิดกับสำนักเราเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย “พวกเราเพิ่มหมากตัวหนึ่งให้กับคนของเขาไร้พรมที่ใกล้ชิดกับสำนักเรา ทำให้พวกเขามีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ซึ่งจะทำให้พวกเขาโอนเอนมาทางพวกเรามากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเป็นสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์”

เยี่ยนตี๋กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เช่นนั้นก็หมายความว่า พวกเราต้องจ่ายค่าตอบแทนบางอย่าง และในบางเรื่องก็จำเป็นต้องยอมถอยหลังบ้าง”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มกว้างแล้วพูดว่า “นั่นก็ไม่แน่นัก อาจจะเป็นการยืมจมูกคนอื่นหายใจก็เป็นได้ขอรับ”

“โอ้ ” สายตาของเยี่ยนตี๋ทอดมองมา เยี่ยนจ้าวเกอชี้ไปทางทิศเหนือ แล้วยิ้มพลางพ่นคำออกมาสี่คำ

“เขานิมิตเมฆ”

แววตาของเยี่ยนตี๋ส่องประกายเล็กน้อย “เจ้ามีความคิดอะไรหรือ”

ชายหนุ่มตอบว่า “แม้ว่าศิษย์น้องเฟิงจะถูกส่งกลับไปที่สำนัก แต่ข้าอยู่ที่ถังตะวันออกต่อ นอกจากจะคิดเรื่องของวิธีปรุงโอสถเซียนและเตาผลึกหินชั้นในแล้ว ก็ยังคิดเรื่องการฟื้นฟูจันทรากายของนางด้วย เพื่อที่จะไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด”

“ในขณะที่ศึกษาอยู่ ข้าก็พบว่าถ้าหากสามารถหาพื้นที่วิเศษที่เป็นหยินเดี่ยวและหยางเดี่ยวได้ละก็ จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่สำคัญยิ่ง”

“สถานที่เช่นนี้นภาพิภพของพวกเราไม่มี ด้วยเหตุนี้ข้าจึงมองหาที่แห่งอื่นๆ”

เมื่อเยี่ยนตี๋ฟังถึงตรงนี้ก็ผงกศีรษะ “ไม่ผิดหรอก เขานิมิตเมฆแห่งภูผาพิภพเป็นสถานที่เช่นนี้แหละ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ฉะนั้นข้าจึงรวบรวมข้อมูลบางอย่างของเขานิมิตเมฆ หลังจากที่ศึกษาอย่างละเอียดก็พบว่าที่แห่งนั้นเหมือนกับจะมีความลึกลับอื่นๆ อยู่”

“เมื่อข้ากลับสำนักไปศึกษาอย่างละเอียดแล้ว รอให้ถึงตอนที่ท่านกับท่านอาจารย์ปู่กลับสำนักแล้วค่อยคุยรายละเอียดกัน”

เยี่ยนตี๋ไม่เอ่ยถามให้มากความอีกต่อไป เขาผงกศีรษะแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้ารีบกลับสำนักไปเตรียมการเถอะ”

“ขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอคำนับครั้งหนึ่ง หลังจากที่ส่งมอบเรื่องของถังตะวันออกแล้ว เขาก็ออกเดินทางกลับเขากว่างเฉิงทันที

เวลาผ่านไปครึ่งปีกว่าๆ การกลับมาเขากว่างเฉิงอีกครั้งนี้ ชั่วขณะหนึ่งเยี่ยนจ้าวเกอเกิดความรู้สึกเหมือนกลับบ้าน

“ศิษย์พี่เยี่ยน!”

“ศิษย์พี่เยี่ยนกลับสำนักแล้วหรือขอรับ”

“คารวะศิษย์พี่เยี่ยน ”

เมื่อศิษย์รุ่นเยาว์ภายในสำนักพบเยี่ยนจ้าวเกอเข้า ในสายตาที่มองมาก็ยิ่งเพิ่มความรู้สึกเคารพนับถือมากขึ้น

แววตาของพวกเขาไม่ใช่ความรู้สึกที่มองคนรุ่นเดียวกันอีกต่อไปแล้ว ทว่ายิ่งดูเหมือนกับการมองบุคคลที่อยู่คนละระดับชั้นกับพวกเขามากกว่า

เหตุการณ์ภายในสงครามถังตะวันออก บรรดาศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ถึงกระนั้นพวกเขาต่างก็รู้ว่าในช่วงเวลาครึ่งปีกว่า ศิษย์พี่ท่านนี้ที่อยู่เบื้องหน้าก้าวกระโดดจากขั้นจิตราชั้นในระยะท้าย ไปสู่ขั้นจิตราชั้นนอกระยะท้าย

เฉาหยวนหลง ผู้ที่เป็นเสาหลักศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ พ่ายแพ้ให้กับเยี่ยนจ้าวเกอถึงสองครั้ง ยิ่งกว่านั้นเซียวเซิงยังถูกเขาฆ่าตาย

นอกจากความสำเร็จในด้านวรยุทธ์ เยี่ยนจ้าวเกอยังทำให้เตาผลึกหินชนในกลับสู่โลกอีกครั้ง ช่วยให้พลังความสามารถโดยรวมของเขากว่างเฉิงเพิ่มสูงขึ้นอย่างพรวดพราด

ลำพังเพียงแค่ผลงานที่รับรู้แล้วเหล่านี้ ก็มากพอที่จะทำให้เยี่ยนจ้าวเกอดูแตกต่างออกไปในสายตาของศิษย์น้องทั้งหลาย

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มตาหยีทักทายทุกๆ คน แล้วจึงไปที่ตำหนักปฏิบัติกิจก่อนเป็นอันดับแรก

ตามกฎระเบียบแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ตนไปยังถังตะวันออกก็เพราะมีภารกิจ เมื่อกลับสำนักคราวนี้ จึงต้องรายงานผลก่อนเป็นอันดับแรก

ในขณะเดียวกันก็มีคนหนึ่งที่ตามมารยาทแล้วควรจะเข้าพบก่อนเช่นเดียวกัน

ชายหนุ่มเข้าไปในตำหนักปฏิบัติกิจ หลังจากที่รายงานผลของภารกิจก่อนหน้านี้แล้ว ผู้อาวุโสปฏิบัติกิจท่านหนึ่งก็นำเขามาถึงที่ตำหนักหลัง

ในตำหนักมีชายวัยกลางคนที่มีรูปร่างหน้าตาดูดีมีสกุลคนหนึ่งนั่งอยู่ เขากำลังอ่านเอกสารแล้วประทับตราอย่างรวดเร็ว

เขาเงยหน้าขึ้น ทอดสายตามองมา แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนกล่าวว่า “จ้าวเกอกลับมาแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอคำนับอย่างสงบนิ่ง “ท่านอาจารย์ลุงรอง”

ชายวัยกลางคนที่ไว้เครายาวสามส่วน ท่าทีดูอ่อนโยนเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้าผู้นี้ ก็คืออาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอนั่นเอง

ฟางจุ่น หัวหน้าตำหนักปฏิบัติกิจรุ่นปัจจุบัน
บทที่ 108
หยวนเจิ้งเฟิงนำชุดคลุมนภาติดกายออกจากสำนัก เยี่ยนตี๋และสือเถี่ยต่างก็เข้าร่วมในการต่อสู้กับสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเรื่องต่างๆ ของเขากว่างเฉิงจึงต้องให้ฟางจุ่นจัดการแทน

ในฐานะที่เป็นผู้เข้าร่วมคนสำคัญในสงครามถังตะวันออก เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอกลับสำนัก จึงต้องมาพบกับฟางจุ่นเป็นธรรมดา

ฟางจุ่นกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “ครั้งนี้เสี่ยงอันตรายอยู่นะ แม้ว่าศิษย์พี่ใหญ่ที่ไปถังตะวันออกก่อนจะไม่เป็นไปตามแผนของฝ่ายตรงข้าม แต่การต่อสู้ในระดับนี้ก็อาจส่งผลกระทบถึงตัวเจ้า”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ที่ท่านอาจารย์ลุงรองกล่าวมาก็ถูกขอรับ ตอนนี้ข้ากลับมาคิดดูก็ยังรู้สึกกลัวอยู่เลย แต่ก็นับว่าคุ้มค่า เพียงแต่เสียดายที่ไม่สามารถนำมาตรสุริยันวัดสวรรค์มาได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น ฟางจุ่นพลันโบกไม้โบกมือ “นั่นเป็นรูปการณ์ที่ดีที่สุดที่เราคาดการณ์ไว้เท่านั้น แต่ผลลัพธ์ในตอนนี้ก็ดีมากแล้ว พวกเราจะลงมือต้องเด็ดขาด แต่ก็อย่าประเมินปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่ายต่ำจนเกินไปเช่นกัน”

“ถึงหวงซวี่จะไม่ใช่หวงกวงเลี่ย แต่ก็ไม่คนที่จะดูถูกได้”

ขณะที่สนทนากับเยี่ยนจ้าวเกอ น้ำเสียงของฟางจุ่นอ่อนโยนมาก ถึงแม้ว่าจะเป็นการอบรมสั่งสอนจากผู้อาวุโส ทว่าก็ไม่ได้ให้ความรู้สึกใช้อำนาจที่สูงกว่ามากดดันกันแต่อย่างใด

สำหรับบรรยากาศของการสนทนา การพูดคุยของเยี่ยนจ้าวเกอกับเขาดูไปแล้วคล้ายกับจะผ่อนคลายกว่าตอนที่พูดคุยกับสือเถี่ยเสียอีก

“ท่านอาจารย์ลุงรองกล่าวถูกต้องขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม

ฟางจุ่นกล่าวว่า “ปัญหาของเหยียนซวี่ข้ารู้แล้ว เรื่องของตระกูลเยี่ยนในตอนนั้น ข้าก็รู้เสียใจยิ่งเช่นกัน”

เยี่ยนจ้าวเกอส่ายหน้า “ท่านอาจารย์ลุงรองกล่าวเกินไปแล้วขอรับ เหยียนซวี่ถูกสังหารด้วยน้ำมือของข้า ถือว่าข้าได้ล้างแค้นแล้ว หลังจากที่ท่านพ่อทราบเรื่องราวก็ปล่อยว่างแล้วเช่นกัน”

“ส่วนเรื่องร่องรอยของจอมยุทธ์ศักดิ์สิทธิ์มังกรน้ำแข็ง และแหวนวงนั้นของเยี่ยจิ่ง อดีตศิษย์ในสำนัก รอให้ท่านอาจารย์กลับสำนักก่อนค่อยตัดสินอีกครั้ง จ้าวเกอกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด” ฟางจุ่นกล่าว

ขายหนุ่มคำนับครั้งหนึ่ง “เช่นนั้นข้าขอลา ท่านอาจารย์ลุงรองไม่ต้องส่งข้าหรอกขอรับ”

ครั้นออกมาจากตำหนักปฏิบัติกิจ เยี่ยนจ้าวเกอก็ถอนหายใจยาวๆ

เมื่อผู้คนเอ่ยถึงสามวีรบุรุษแห่งเขากว่างเฉิง คนแรกที่มักจะนึกถึงก็คือเยี่ยนตี๋ ผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์และพลังความสามารถอันแข็งแกร่งมากที่สุด

ทว่าแท้จริงแล้วก่อนที่เยี่ยนตี๋จะถือกำเนิดขึ้น ในรุ่นของพวกเขา คนรุ่นใหม่ของเขากว่างเฉิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือฟางจุ่นซึ่งดูเงียบและอ่อนโยน ที่บัดนี้กำลังนั่งประทับตราเอกสารอยู่ในตำหนักปฏิบัติกิจคนนี้

ชื่อมังกรซ่อนเงื่อน ได้อธิบายทุกอย่างชัดเจนแล้ว

คนของสำนักศักดิ์สุริยันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นคู่ปรับของฟางจุ่น และมีฝีมืออันสูสีกันมาโดยตลอดในสมัยก่อน นั่นก็คือหวงซวี่ ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าสำนักรุ่นปัจจุบัน

แม้ทุกวันนี้หวงซวี่จะรับตำแหน่งผู้นำสำนักรุ่นใหม่มาจากหวงกวงเลี่ยแล้ว ทว่าก็มีน้อยคนที่จะคิดว่าฟางจุ่นด้อยความสามารถกว่าเขา

เยี่ยนจ้าวเกอเดินอยู่ในทางเล็กๆ ที่ใช้ขึ้นลงภูเขา สมองของเขามีเรื่องราวต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย “จริงสิ บัดนี้ศิษย์น้องเฟิงเป็นอย่างไรบ้างแล้ว” เขาเอ่ยถาม

อาหู่ซึ่งอยู่ข้างๆ พลันยิ้มซื่อ “หลังจากเมื่อครู่ที่คุณชายเข้าไปในตำหนักปฏิบัติกิจแล้ว ข้าก็ไปถามข่าวคราวมาแล้วขอรับ แม่นางเฟิงเข้าเป็นศิษย์สำนักและเริ่มฝึกฝนแล้ว ครึ่งปีมานี้ก็คอยรักษาอาการบาดเจ็บก่อนหน้า ขณะเดียวกันก็ฝึกฝนเปลี่ยนรากฐานวิชาวรยุทธ์ของตนขอรับ”

“อย่างไรเสียบัดนี้นางก็เป็นศิษย์ของเขากว่างเฉิงแล้ว เพื่อความสะดวกราบรื่นในอนาคต คงไม่ดีนักถ้าหากจะฝึกฝนวิชาวรยุทธ์ของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ต่อไป ตอนนี้สละเวลามากอีกหน่อยเริ่มสร้างรากฐานขึ้นใหม่อีกครั้งก็เป็นเรื่องปกติ”

“ท่านเจ้าสำนักเข้ามาจัดการเรื่องของนางด้วยตนเอง อีกทั้งใช้ศิลาเปลี่ยนทะเลที่ทางสำนักเก็บเอาไว้ ช่วยนางสร้างตันเถียนชี่ไห่ขึ้นมาอีกครั้ง”

อาหู่เกาศีรษะ “ได้ยินมาว่าอาการบาดเจ็บค่อยๆ หายดีเกือบทั้งหมดแล้ว การสร้างรากฐานใหม่ก็สำเร็จแล้วเช่นกัน สำนักได้จัดให้นางไปอยู่ตำหนักถ้ำที่อยู่เขาด้านหลัง ส่วนเรื่องอื่นๆ รอคุณชายกลับมาค่อยว่ากันอีกครั้งขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ไปถึงแล้วดูกันสักหน่อย หากสภาพของนางครบตามเงื่อนไข เช่นนั้นเรื่องที่จะช่วยนางฟื้นฟูจันทรากายก็ต้องรีบกำหนดวันเวลา”

ขณะที่เดินไป เยี่ยนจ้าวเกอก็ถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่ง “สายน้ำไม่ค่อยท่า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด คู่ปรับของนางไม่มีทางที่จะย่ำเท้ารอนางอยู่กับที่ นางล่าช้าไปเป็นเวลาสองปีแล้ว”

เมื่อมาถึงด้านหลังภูเขาเข้าใกล้กับสถานที่ที่เฟิงอวิ๋นเซิงพักอยู่ ในใจของเยี่ยนจ้าวเกอก็กระตุกวูบเล็กน้อย

บริเวณข้างทางก็มีหญิงวัยกลางผู้หนึ่งเดินออกมา ซึ่งก็คือผู้อาวุโสปฏิบัติกิจท่านหนึ่งของเขากว่างเฉิง

เมื่อนางเห็นเยี่ยนจ้าวเกอก็พยักหน้าให้ ไม่ได้กล่าวอะไรมากมาย ก่อนที่เงาร่างของนางจะหายไปอีกครั้ง

ชายหนุ่มพยักหน้าแสดงการทักทายเช่นเดียวกัน จากนั้นก็เดินหน้าต่อไป

ในหุบเขามีเสียงของน้ำตกไหล เยี่ยนจ้าวเกอเดินฝ่าป่าไม้ไปก็พบน้ำตกขนาดใหญ่แห่งหนึ่งปรากฏอยู่เบื้องหน้า

น้ำไหลตกลงมาจากที่สูงเสียงดังซ่าๆ กำลังตกกระทบกับแอ่งน้ำลึกที่อยู่ด้านล่าง จนหยดน้ำขนาดใหญ่กระเด็นเซ็นซ่านไปทั่ว

เยี่ยนจ้าวเกอเพ่งมองไป ก็เห็นว่าด้านล่างของน้ำตกนั้นมีเงาร่างของคนคนหนึ่งนั่งตัวตรงอยู่ ปล่อยให้น้ำของน้ำตกเทสาดลงมาที่ตัว

คนผู้นั้นสวมชุดสีขาวราวกับหิมะ อาภรณ์พลิ้วไหวไปกับสายน้ำ นางสะบัดดาบยาวสีดำสนิทเล่มหนึ่งที่ถืออยู่ในมือขาวผ่องราวกับหยกขาวนั้น

ทุกๆ ครั้งที่สะบัดดาบ น้ำตกขนาดใหญ่ก็ถูกตัดขาดไปชั่วขณะหนึ่ง!

วินาทีถัดมา กระแสน้ำไหลก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ เกิดเป็นน้ำตกอีกครั้ง

จากนั้นดาบยาวก็สะบัดกวัดแกว่งอีก ตัดขาดน้ำตกเช่นเดิม วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาไปเรื่อยๆ

เยี่ยนจ้าวเกอยืนนิ่งไม่ขยับ สังเกตการณ์อย่างเงียบๆ อาหู่ที่ตามติดอยู่ข้างๆ ก็ยืนนิ่งด้วยเช่นกัน

เงาร่างนั้นมีความอดทนหมั่นเพียรสูงยิ่งนัก เยี่ยนจ้าวเกอและอาหู่ก็มีความอดทนเต็มร้อยเช่นกัน

กาลเวลาผ่านพ้นไป จากเที่ยงวันไปจนถึงตะวันตกดิน ทว่าร่างนั้นไม่ได้หยุดพักเลยสักนิดเดียว

“แม้ว่าจะยังเป็นเพียงแค่ภาพอันเลือนราง แต่ดาบนั้นรวมพลังของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และเขากว่างเฉิงเข้าด้วยกัน” เยี่ยนจ้าวเกอมองดูการฝึกฝนของอีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้มองแค่ความอดทนมุ่งมั่นเท่านั้น “ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้มองผิดไป ความเข้าใจก็เหนือชั้นกว่าเซียวเซิง อีกทั้งความขยันในการฝึกฝนก็เป็นอันดับต้นๆ ด้วย”

สีหน้าของอาหู่หนักแน่นขึ้นเล็กน้อย “แม้ว่าจะแค่ดูนางฝึกฝน แต่คุณชายขอรับ ข้ารู้สึกว่าความสามารถในการต่อสู้ในสนามรบจริงของนางแข็งแกร่งนัก หากประมือกีบคนในระดับเดียวกัน เป็นไปได้ว่านางอาจจะโดดเด่นกว่าเซียวเซิงและเฉาหยวนหลงเสียอีก”

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “ไม่ผิดหรอก ข้าเคยเห็นนางต่อสู้จริงๆ มาแล้ว หากดูจากการฝึกปกติ ก็อาจจะประเมินนางต่ำได้ง่ายๆ”

“ต่อให้ไม่คำนึงถึงปัญหาเรื่องสตรีจันทรา นางก็เป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ มากความสามารถคนหนึ่ง หากไม่ใช่เพราะทำให้เซียวเซิงเป็นหมัน หรือต่อให้นางหักขาเซียวเซิงไปข้างหนึ่ง สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์อาจจะยังมีคนปกป้องนาง”

เมื่อเห็นเฟิงอวิ๋นเซิงหยุดเคลื่อนไหวลงในที่สุด แล้วกระโดดออกจากใต้น้ำตก เยี่ยนจ้าวเกอก็เตรียมที่จะก้าวออกไป “ดูจากลักษณะของนางแล้ว คงจะเตรียมตัวพร้อมแล้วจริงๆ”

ขณะกำลังจะก้าวขาออกไป เยี่ยนจ้าวเกอก็ชะงักไปเล็กน้อย เขาเห็นว่าเฟิงอวิ๋นเซิงสำรวจรอบๆ อย่างระมัดระวัง ราวกับต้องการยืนยันว่ารอบข้างไม่มีคน

เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้อื่นอยู่ บนใบหน้าของนางก็เผยรอยยิ้มที่ผ่อนคลายขึ้น แล้วเดินเข้าไปในป่าทึบข้างน้ำตก

เยี่ยนจ้าวเกอขมวดคิ้ว “โอ้ มีเรื่องที่ไม่ต้องการให้ผู้ใดเห็นอย่างนั้นหรือ หากมีจริงๆ แล้วละก็ ท่านผู้อาวุโสของสำนักที่คอยจับตามองอยู่ที่แห่งนี้น่าจะรู้ตัว”

เมื่อเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้น เยี่ยนจ้าวเกอจึงตามนางไป อาหู่เองก็เร่งตามไปติดๆ

และเมื่อเข้าไปในป่า เขาพบว่าเฟิงอวิ๋นเซิงคุกเข่าอยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ สุนัขดำตัวน้อยชื่อว่าโร่วโร่วที่นางเลี้ยงเอาไว้ตัวนั้นนั่งกระดิกหางอยู่ข้างๆ

กองไฟกองเล็กๆ ถูกเฟิงอวิ๋นเซิงจุดขึ้น บนกองไฟมีไม้ที่ขึ้นเป็นโครง บนโครงนั้นมีของสิ่งหนึ่งเสียบเป็นพวง กำลังปิ้งย่างกัน

เฟิงอวิ๋นเซิงในตอนนี้กลับคืนสู่ท่าทางห้าวหาญเฉกเช่นปกติ มองไปแล้วเหมือนกับแมวที่ขโมยปลามาได้หนึ่งตัวอย่างไรอย่างนั้น นางเข้าไปใกล้โครงนั้น แล้วใช้จมูกดมกลิ่นดู บนใบหน้าแสดงถึงความสุขเต็มเปี่ยม

นางกล่าวอย่างชื่นชมว่า “คนบนโลกต่างก็รู้ดีว่าปลากรงเล็บพยัคฆ์มีพิษร้ายแรง แต่กลับไม่รู้เลยว่าสิ่งนี้รสเลิศถึงเพียงไหน!”

เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่ที่ได้ยินจากที่ที่ไกลออกไป ต่างก็อดมองหน้ากันไม่ได้

…ปลากรงเล็บพยัคฆ์ไม่เพียงแต่เป็นสัตว์ที่มีพิษร้ายแรงสำหรับคนปกติเท่านั้น แต่มันถึงขั้นฆ่าจอมยุทธ์ระดับมหาปรมาจารย์ได้อีกด้วย!

มุมปากของเยี่ยนจ้าวเกอกระตุกเล็กน้อย “ที่แท้ก็เป็นนักกินเหมือนกันหรอกหรือนี่!”
บทที่ 109
ครั้นเฟิงอวิ๋นเซิงกล่าวแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็มองสิ่งที่ย่างไฟอยู่เหนือแท่นวางนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง มันมีขนาดเพียงแค่เท่าฝ่ามือเท่านั้น หน้าตากึ่งกบกึ่งปลา ดูท่าจะเป็นปลากรงเล็บพยัคฆ์จริงๆ

เมื่อเยี่ยนจ้าวเกอดมกลิ่นก็ต้องอ้าปากค้าง “หึ ดมแล้วกลิ่นไม่เลวเชียว ไม่แน่ว่ามันอาจจะอร่อยก็ได้”

“ตาเจ้าเป็นประกายเชียว ท่าทางกินเก่งน่าดูเลย”

แท้จริงแล้วตนเองก็มีความสุขกับการลิ้มลองอาหารเลิศรสต่างๆ เช่นกัน เพียงแต่หลังจากที่มาถึงโลกนี้แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย อีกส่วนหนึ่งคือกินดีอยู่ดี ชีวิตสุขสบายอยู่แล้ว จึงไม่ต้องดิ้นรนหาอาหารแปลกใหม่เหมือนอย่างตอนที่เป็นนักกิน

ตอนนี้เมื่อเห็นลักษณะท่าทางของเฟิงอวิ๋นเซิงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกว่าตนเองก็คิดเช่นเดียวกันกับนาง ทันทีที่สูดดมกลิ่นอีกครั้ง เขารู้สึกคล้ายกับว่าความหิวถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น

เยี่ยนจ้าวเกอส่งเสียงกระแอมครั้งหนึ่ง แล้วก้าวเดินออกไปอย่างผ่าเผย

เฟิงอวิ๋นเซิงพลันตกใจสะดุ้งเฮือก ราวกับถูกเหยียบหางอย่างไรอย่างนั้น ก่อนที่นางจะลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นว่าเป็นเยี่ยนจ้าวเกอ ความระแวดระวังในดวงตาของนางก็หายไป

ทว่าครู่ถัดมา สายตาของเด็กสาวก็แสดงความเก้อเขินออกมาเต็มเปี่ยม นางก้าวขาขยับออกไปด้านข้างก้าวหนึ่ง ปิดบังกองไฟและไม้ย่างที่อยู่ด้านหลังเอาไว้

ปกติแล้วนางปากไวจัดจ้าน ตอนนี้กลับลิ้นพันกันขึ้นมาทันที “ศะ…ศิษย์พี่เยี่ยน ทะ…ท่านกลับสำนักมาตั้งแต่เมื่อใดหรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า “ก็วันนี้แหละ ได้ยินว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าหายสนิทดีแล้ว การสร้างรากฐานขึ้นใหม่ก็สำเร็จแล้วเช่นกัน จึงมาหาเจ้าเพื่อคุยเกี่ยวกับเรื่องการฝึกฝนหลังจากนี้”

เมื่อเดินมาจนถึงเบื้องหน้าของเฟิงอวิ๋นเซิง เยี่ยนจ้าวเกออาศัยความสูงของตนชะเง้อมองไปด้านหลังของนาง “จากนั้นก็เจอบางสิ่งบางอย่างที่สุดยอดมากเข้า…”

ในตอนนี้เฟิงอวิ๋นเซิงใจเย็นลง นางไอแห้งๆ ครั้งหนึ่ง “ศิษย์พี่เยี่ยนท่านก็รู้นี่ คนฝึกวรยุทธ์ต้องกินต้องดื่มมากกว่าคนทั่วไป จำเป็นต้องเพิ่มกำลังที่สูญเสียไปอยู่เสมอ”

“เอ่อ ส่วนข้าชอบที่จะลงมือทำกินเองมากกว่า นับเป็นความชอบอย่างหนึ่ง ก็เหมือนกับที่บางคนชอบดีดพิณ เล่นหมากรุก เขียนหนังสือ หรือวาดรูปนั่นแหละ เพียงแต่ของข้ามัน เอ่อ พิเศษกว่านิดหน่อยเท่านั้น”

นางพูดจาไหลลื่นขึ้นมา ทว่าไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็ล้วนมีความรู้สึกเคอะเขินอยู่ดี

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม แล้วเดินเข้าไปนั่งอยู่ข้างๆ กองไฟอย่างโอ่อ่าผ่าเผย “ข้าเองก็เช่นกัน ข้าเองก็เช่นกัน!”

หลังจากเฟิงอวิ๋นเซิงชะงักไป นางก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดใดๆ อีก นางกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า “อาหารเลิศรส แต่ไหนแต่ไรก็ต้องแบ่งปันกันถึงจะสนุก ศิษย์พี่เยี่ยนอยากลองชิมฝีมือข้า นั่นเป็นเรื่องที่ดีเสียยิ่งกว่าดีเสียอีก”

นางหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวเสริมว่า “วางใจเถิด แม้ว่าปลากรงเล็บพยัคฆ์จะมีพิษ แต่ข้าจัดการไปแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกพิษเข้า”

หลังจากปลากรงเล็บพยัคฆ์เสียบไม้นั้นย่างเสร็จแล้ว เฟิงอวิ๋นเซิงก็แกะออกมาแบ่งให้เยี่ยนจ้าวเกอกับอาหู่คนละตัวทันที

โร่วโร่วกระดิกหางแล้วเดินหน้าเข้ามา ท่าทางออดอ้อนถึงที่สุด

“ขาดของเจ้าไปไม่ได้หรอก” เฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มพลางกล่าว แล้วก็แบ่งปลาให้มันตัวหนึ่ง

อาหู่ยังมีอาการงงงวยอยู่เล็กน้อย ส่วนเฟิงอวิ๋นเซิงยิ้มตาหยี “ลองดูสิ ข้าเป็นคนที่เลือกกินยิ่งนัก รสชาติที่ทำให้ข้าคิดถึงได้เสมอและไม่ลืมเลือนมีไม่มากนักหรอก”

ขณะนี้เยี่ยนจ้าวเกอเกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้น

บทเช่นนี้เหมือนจะไม่ค่อยถูกไปสักหน่อย…

ปกติแล้วไม่ใช่พระเอกหรอกหรือ ที่เป็นคนคอยนำปลาย่าง ไก่ย่างจำพวกนี้ตามเกี้ยวสตรีที่อยู่ต่างโลก ปิ้งย่างมื้อเดียวทำให้หญิงงามตกหลุมรักหัวปักหัวปำ อะไรทำนองนั้น…

ข้ามาถึงที่นี่แล้ว เหตุใดทุกอย่างดูจะกลับตาลปัตรกันไปหมด

บทละครมีปัญหาจริงๆ ด้วย!

แต่…ก็นะ…

รสชาติมันก็ไม่เลวจริงๆ นั่นแหละ…

ค่อนข้างอร่อยเลยทีเดียว…

“กินก็ส่วนกิน อย่าได้ลืมเรื่องสำคัญไปล่ะ” เยี่ยนจ้าวเกอกลืนสิ่งที่อยู่ในปากลงไป แล้วมองไปยังเฟิงอวิ๋นเซิง “ยังจำคำพูดที่ข้าพูดกับเจ้าตอนที่อยู่ถังตะวันออกเมื่อครึ่งปีก่อนได้หรือไม่ วันสุดทรหดของเจ้ากำลังจะมาถึงแล้ว”

เฟิงอวิ๋นเซิงได้ยินดังนั้น แววตาก็พลันเป็นประกายขึ้นมา ถึงขั้นเสียดแทงลูกตาเลยทีเดียว “ข้ารอคอยวันนี้มาโดยตลอด”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวว่า “เจ้าทิ้งเสียเวลาไปตั้งสองปีกว่า ตอนนี้ยังต้องเริ่มต้นใหม่อีก อย่าว่าแต่เมิ่งหว่านเลย ต่อให้เป็นสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ เจ้าคิดจะไล่ตามพวกนางให้ทันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย”

“ฉะนั้นข้าจึงทำได้แค่ให้โอสถฤทธิ์แรงกับเจ้า” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เรื่องเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โดยรวมของสำนักเรา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเจ้าคนเดียวอีกต่อไป ถึงเจ้าจะทนไม่ไหว เกรงว่าข้าก็ต้องบังคับให้เจ้าทนต่อไป”

เด็กสาวยิ้มเล็กน้อย “ถ้าตามทันคนที่เดินไปก่อนได้ง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไร เช่นนั้นจะเอาพวกที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหมือนเช่นหว่านเอ๋อร์ไปไว้ที่ไหน”

นางสบตากับเยี่ยนจ้าวเกอโดยที่ไม่มีความหวั่นใจเลยแม้แต่น้อย กล่าวอย่างหนักแน่นว่า “จะยากแค่ไหนข้าก็ทนได้ ไม่ฝึกฝนจนสำเร็จ ก็ฝึกจนสิ้นใจตายไปในเขาแห่งนี้แหละ จะได้ไม่ต้องไปให้อับอายผู้ใดในการทดสอบแห่งจันทรา!”

เยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ “ปล่อยกายให้สบาย ไม่มีความจำเป็นต้องตึงเครียดจนเกินไป ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าฝึกสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก กลับกันการประมือกับสตรีแห่งจันทราคนอื่นๆ เดิมทีก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนักที่จำเป็นอยู่แล้ว”

“สิ่งที่สำคัญคือ หนึ่งก้าวหนึ่งขั้น ก้าวขึ้นไปอย่างไม่หยุดหย่อน จนท้ายที่สุดก็ก้าวไปจนถึงจุดสูงสุด”

เฟิงอวิ๋นเซิงผงกศีรษะ “ข้าเข้าใจ”


วันต่อมา เยี่ยนจ้าวเกอก็เริ่มชี้นำการเตรียมตัวขั้นแรกให้กับเฟิงอวิ๋นเซิง

เมื่อเวลาผ่านไป การวิวาทระหว่างสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์กับเขากว่างเฉิงก็ค่อยๆ ทุเลาลง

วันหนึ่ง ฟ้าดินสั่นสะเทือน ชุดคลุมนภาหวนกลับสู่สำนัก ผู้อาวุโสหยวนเจิ้งเฟิง เจ้าสำนักและผู้แข็งแกร่งแห่งเขากว่างเฉิงคนอื่นๆ ที่ออกศึกก็ทยอยกลับมายังสำนัก

เยี่ยนจ้าวเกอที่ช่วงนี้อยู่แต่ในสำนักก็ได้รับการเรียกเข้าพบจากอาจารย์ปู่ หยวนเจิ้งเฟิงด้วยเช่นกัน

หยวนเจิ้งเฟิงมีรูปร่างผอมเล็ก เป็นชายชราที่ดูเหี่ยวแห้งคนหนึ่ง ทว่าการที่เขานั่งอยู่ตรงนั้นเปรียบเสมือนกับเป็นศูนย์กลางของห้องโถง ยากจะทำให้ผู้คนมองข้ามไปได้

ซ้ายมือของเขาเป็นชายชราคนหนึ่ง และหญิงชราอีกคนหนึ่ง

เยี่ยนจ้าวเกอจำได้ ทั้งสองท่านนี้คือผู้อาวุโสเก่าแก่ของสำนัก ซึ่งเป็นคนรุ่นเดียวกันกับหยวนเจิ้งเฟิง

ส่วนด้านขวาของหยวนเจิ้งเฟิงก็คือสือเถี่ย ฟางจุ่น และเยี่ยนตี๋ บิดาของตน สามคนนั่งเรียงกันตามลำดับ

ครั้นเห็นฟางจุ่นและเยี่ยนตี๋นั่งเรียงกัน แววตาของเยี่ยนจ้าวเกอก็กระตุกเบาๆ

อาจารย์ลุงรองของตนถูกขนานนามว่า มังกรซ่อนเงื่อน ทว่าเป็นเพราะจู่ๆ บิดาของตนก็โผล่ออกมาเหมือนกับสาบฟ้าแลบ ทำให้มังกรซ่อนเงื่อนยังคงเป็นมังกรซ่อนเงื่อนจนถึงทุกวันนี้ ขาดอีกแค่ก้าวสุดท้ายก็จะได้เป็นมังกรซ่อนเงื่อนเหินเวหา เพราะเหตุนั้นตอนนี้จึงยังเหมือนกับมังกรที่อยู่ในหุบเหว

ถึงกระนั้นในโลกที่จอมยุทธ์ได้รับการยกย่องนี้ พลังและความสามารถส่วนตัวถึงจะเป็นมาตรฐานสำคัญที่ใช้วัดกำลังอำนาจของผู้นำฝ่ายหนึ่ง ทว่าหากจะให้อยู่ในระยะยาว ก็ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ในแต่ละด้านด้วย

ในสายตาของคนจำนวนมาก หากไม่นับรวมผลสำเร็จด้านวรยุทธ์ของตัวบุคคล เมื่อเทียบด้านอื่นๆ กับเยี่ยนตี๋แล้ว ฟางจุ่นดูเหมือนจะเหมาะสมกับตำแหน่งของผู้นำสำนักรุ่นต่อไปมากกว่า

หลายปีก่อน ในตอนที่การกระทำของฟางจุ่นยังไม่แข็งกร้าวถึงเพียงนี้ เขาได้รับการสนับสนุนจากผู้อาวุโสเก่าแก่ของสำนักเป็นอย่างมาก

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ นอกจากเขากว่างเฉิง ก็คอยจับตาดูผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไปของเขากว่างเฉิงด้วยเช่นกัน

ไม่เพียงแต่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์ที่มีความสัมพันธ์ไม่เป็นมิตรเท่านั้น แม้แต่เมืองทะเลมรกตและเขาไร้พรมแดนเองก็ให้ความสนใจมากเช่นกัน

ถึงแม้ว่าหลายปีมานี้ฟางจุ่นจะเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งข้อมากขึ้น ทว่าเมื่อเทียบกับเยี่ยนตี๋ที่การกระทำเฉียบขาดแล้ว เขาก็ยังคงอ่อนโยนกว่ามาก

ก่อนที่เยี่ยนตี๋จะถือกำเนิดขึ้น ฟางจุ่นถูกตั้งความหวังจากทั้งภายในและภายนอกของเขากว่างเฉิง ให้เป็นผู้รับช่วงต่อจากหยวนเจิ้งเฟิงมาโดยตลอด แต่ว่าเยี่ยนตี๋ที่มาทีหลัง กลับอยู่เหนือกว่าอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ

ความคิดต่างๆ นานาแล่นผ่านสมองของเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนที่เขาจะหยุดความคิดเหล่านั้นไว้ และทำความเคารพพร้อมกับทุกคน

หยวนเจิ้งเฟิงยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้พวกเราต่างก็วิ่งวุ่นให้กับเยี่ยนจ้าวเกอแล้ว”

สำหรับอาจารย์ปู่ของตนเอง เยี่ยนจ้าวเกอก็มีความเข้าใจในตัวเขามากพอ ยามปกติที่เขาอยู่ต่อหน้าชนรุ่นหลังก็มักจะเป็นคนอารมณ์ขัน คำพูดในตอนนี้จึงไม่ใช่การตำหนิหรือเหน็บแนม แต่เพราะเห็นว่ามีชนรุ่นหลังที่มีความหวังอยู่ในสำนัก รู้สึกภาคภูมิใจ จึงพูดล้อเล่นเท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มพลางกล่าวอย่างหน้าไม่อายว่า “คำพูดนี้ทำข้ารับไม่ไหวแล้วขอรับ หลายวันมานี้ข้าอกสั่นขวัญแขวน กลัวเพียงว่าจะถูกส่งตัวไปตำหนักอาญาเสียนี่”

หยวนเจิ้งเฟิงส่ายศีรษะพลางยิ้มเล็กน้อย “ตำหนักอาญาเจ้าต้องไปเป็นแน่ ไม่ใช่ไม่รับโทษ แต่ไปรับรางวัลต่างหาก”
บทที่ 110
“รับรางวัลหรือ…” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าได้รับการให้ความสำคัญจากสำนักมากกว่าศิษย์ปกติ มีสิทธิพิเศษมากกว่า เวลาที่สำนักต้องการข้า ก็สมควรแล้วที่ข้าจะออกแรงช่วยเหลือ”

สือเถี่ยที่นั่งอยู่ชั้นล่างในตำแหน่งถัดจากหยวนเจิ้งเฟิงกล่าวว่า “เจ้ามีใจคิดเช่นนี้ก็ดีแล้ว แต่ทางสำนักแบ่งแยกเรื่องโทษทัณฑ์และรางวัลอย่างชัดเจน เมื่อสมควรบำเหน็จก็บำเหน็จ และจะไม่เอาเปรียบลูกศิษย์ทุกคนที่มีส่วนช่วยเหลือแน่นอน”

เยี่ยนจ้าวเกอคำนับครั้งหนึ่ง “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปู่ ขอบพระคุณท่านอาจารย์ลุงใหญ่ขอรับ”

หยวนเจิ้งเฟิงพูดว่า “บำเหน็จจะเป็นอะไรนั่นไว้ค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้มาคุยเรื่องที่สำคัญกว่านี้กันก่อน”

สายตาของชายชราจริงจังขึ้นเล็กน้อย เขามองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ข้าได้ยินเยี่ยนตี๋พูดว่า เจ้าเล็งเป้าหมายไปที่เขานิมิตเมฆแห่งเขาไร้พรมแดนหรือ”

เขานิมิตเมฆตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของภูผาพิภพ ห่างไกลจากเขาไร้พรมแดนพอสมควร ทว่ากลับได้รับความสำคัญจากเขาไร้พรมแดนมาโดยตลอด

ภายในเขานิมิตเมฆผลิตแหล่งทรัพยากรแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีค่ามาก มีชื่อว่า ‘ศิลาวิญญาณลึกล้ำ’

ทั่วทั้งโลกแปดพิภพ มีเพียงเขาไร้พรมแดนและเขานิมิตเมฆ สองแห่งเท่านั้นที่มีของสิ่งนี้

พลังลมปราณหลักของเขาไร้พรมแดนมีชื่อว่า ‘พลังวิญญาณลึกล้ำ’ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเหมือนกับปราณบริสุทธิ์ของเขากว่างเฉิง และปราณสุริยะของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์

ความเกี่ยวพันของพลังวิญญาณลึกล้ำและศิลาวิญญาณลึกล้ำ จะต้องไม่ใช่ความบังเอิญธรรมดาแน่นอน

อานุภาพของพลังวิญญาณลึกล้ำนั้นรุนแรงมหาศาล มีพลังที่แข็งแกร่งรุนแรงถึงที่สุด กระนั้นระดับความยากในการฝึกฝนก็สูงมากเช่นกัน

ในอดีต อาจารย์ปู่ผู้บุกเบิกสำนักเขาไร้พรมแดนค้นพบศิลาวิญญาณลึกล้ำเข้าโดยบังเอิญ และพบว่ามันสามารถช่วยเขาฝึกฝนพลังวิญญาณลึกล้ำได้ จึงยึดเขาลูกนั้นไว้ จากนั้นก็เปิดสำนักวรยุทธ์ขึ้นที่นั่น ซึ่งก็คือที่มาของสำนักเขาไร้พรมแดน

แต่ด้วยเวลาที่ล่วงเลยไป ศิลาวิญญาณลึกล้ำที่เขาไร้พรมแดนผลิตได้น้อยลงเรื่อยๆ โชคดีที่ภูผาพิภพยังมีเขานิมิตเมฆที่ยังมีการผลิตของล้ำค่านี้อยู่

ถึงกระนั้นจวบจนปัจจุบัน ศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขาไร้พรมแดนเองก็หมดไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ส่วนแหล่งแร่ที่อยู่ที่เขานิมิตเมฆนับวันก็ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ ใกล้จะหมดลงทุกที

ถึงจะไม่มีศิลาวิญญาณลึกล้ำแล้ว จอมยุทธ์ก็ยังคงสามารถฝึกฝนปราณวิญญาณลึกล้ำได้อยู่ดี ทว่าระดับความยากก็จะเพิ่มขึ้นมาอย่างมาก ระดับความก้าวหน้าในการฝึกฝนก็จะกลายเป็นช้าลงด้วย

เรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในความหนักใจที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาไร้พรมแดน

หลายปีมานี้ เขาไร้พรมแดนทั้งเสาะหาสายแร่ศิลาวิญญาณลึกล้ำแห่งใหม่ พร้อมทั้งรวบรวมยอดฝีมือในสำนักมาปรับแก้วิชาพลังวิญญาณลึกล้ำไปพร้อมกัน

เรื่องแรกนั้นไม่มีความคืบหน้าใดๆ ส่วนเรื่องหลังแม้จะมีความคืบหน้า แต่ก็เป็นความคืบหน้าที่มีจำกัด

เมื่อได้ยินว่าเยี่ยนจ้าวเกอหมายตาเขานิมิตเมฆอยู่ หยวนเจิ้งเฟิงและคนอื่นๆ ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที

เยี่ยนจ้าวเกอสีหน้าจริงจัง “ยังไม่กล้าฟันธงนักขอรับ จำเป็นต้องไปดูสถานที่จริงที่เขานิมิตเมฆก่อน ถึงจะสามารถตัดสินชี้ขาดได้ แต่ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นโอกาสอันดีโอกาสหนึ่งขอรับ”

ชายหนุ่มหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองหยวนเจิ้งเฟิง และยังมองคนอื่นๆ ด้วย “ไม่สามารถขจัดสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ออกจากการทดสอบแห่งจันทรากายได้ใช่หรือไม่ขอรับ”

สำหรับคำถามของเยี่ยนจ้าวเกอ หยวนเจิ้งเฟิงและคนอื่นๆ ไม่ได้ถือโทษโกรธแต่อย่างใด ภายในแววตาถึงขั้นเผยความชื่นชมอยู่หลายส่วนอีก

ฟางจุ่นกล่าวว่า “เดิมทีคิดว่าจะร่วมมือกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นๆ กีดกันสตรีแห่งจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราครั้งนี้ แต่หอคลื่นโหมและเขาไร้พรมแดนล้วนไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ จึงทำอะไรไม่ได้”

“สตรีแห่งจันทราของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ จะยังคงเข้าร่วมการทดสอบแห่งจันทราที่จะถึงนี้”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้าเล็กน้อย

ภายในสำนักเขาไร้พรมแดน ที่จริงแล้วมีปัญหาความเห็นไม่ลงรอยกันมาโดยตลอด

ภูผาพิภพก็ดูเหมือนจะรอคอยโอกาสอันเหมาะสมอยู่ จึงยังคงรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพันธมิตรนภานที นั่นก็คือเขากว่างเฉิงและเมืองทะเลมรกต อีกทั้งพันธมิตรอัศนีอัคคี นั่นก็คือสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์และตำหนักอัสนีสวรรค์เอาไว้

แต่ตัวพวกเขาเองไม่เคยที่จะละทิ้งการขยายอำนาจเลย คิดจะสับเปลี่ยนกันเป็นผู้นำ

ถ้าจะพัฒนาขยายตัว ก็ต้องมีเป้าหมายและทิศทาง จากพื้นที่ภูมิศาสตร์ของภูผาพิภพนั้น ทางเหนือและตะวันตกล้วนแต่เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่าเท่านั้น ฉะนั้นหากจะไปทางตะวันออกก็จะเจอกับตำหนักอัสนีสวรรค์ หากลงไปทางใต้ก็จะเจอกับเขากว่างเฉิง

สำหรับพวกเขาแล้ว สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์หรือเขากว่างเฉิงที่ยิ่งใหญ่เกินไปนั้น ต่างก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากเห็น ส่วนจะมีไมตรีต่อเขากว่างเฉิงดี หรือจะมีไมตรีต่อสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ดี ภายในของเขาไร้พรมแดนมีการถกเถียงกันมาโดยตลอด

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ศิษย์ได้สืบค้นจากคัมภีร์โบราณพบว่า ไม่ว่าจะเป็นปราณวิญญาณลึกล้ำหรือจะเป็นศิลาวิญญาณลึกล้ำ ต่างก็เป็นสิ่งที่มีอยู่ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ หลังจากนี้ศิษย์จะเดินทางไปที่เขานิมิตเมฆของภูผาพิภพ เพื่อศึกษาดูพื้นที่นี้อย่างจริงจัง อาจจะได้อะไรมาบ้าง”

การทดสอบแห่งจันทราครั้งที่สาม หากมงกุฎจันทราตกไปอยู่ในมือของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ สำหรับเขากว่างเฉิงแล้ว ถ้าสามารถดึงเขาไร้พรมแดนให้มาเข้าพวกกับตนได้ เห็นได้ชัดว่าสำคัญอย่างยิ่ง

ส่วนจะเป็นการเลี้ยงเสือไล่หมาป่า ทำให้เขาไร้พรมแดนเติบโตจนกลายเป็นภัยหรือไม่นั้น เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ค่อยเป็นกังวลเท่าใดนัก เพราะภายในใจของเขามีแผนรับมืออยู่แล้ว

หญิงชราคนหนึ่งด้านซ้ายของหยวนเจิ้งเฟิงกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “อย่างไรเสียเจ้าก็สังหารหลานของพานป๋อไท่ แล้วยังมีส่วนสำคัญในสงครามถังตะวันออกครั้งนี้อีก มีความเป็นไปได้มากนักที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะจับตามองเจ้าอยู่ แม้ว่าครั้งนี้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะแพ้ราบคาบกลับไป แต่การจะลอบสังหารปรมาจารย์คนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด”

“หากยังอยู่ในนภาพิภพก็ว่าไปอย่าง แต่จะให้เจ้าไปภูผาพิภพเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยนัก ส่วนเรื่องเกี่ยวกับศิลาวิญญาณลึกล้ำของเขานิมิตเมฆ ให้คนอื่นไปแทนเจ้าไม่ได้หรือ”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้มเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เป็นห่วงขอรับ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่ท่านผู้อาวุโสท่านอื่นๆ ด้วย หากสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะเขลาถึงขั้นยอมตกหลุมพรางถึงสองครั้งแล้วละก็ ครั้งนี้พวกเราก็ดึงคนของพวกเขาเอาไว้ดีหรือไม่ขอรับ”

หญิงชราผู้นั้นขมวดคิ้ว “จะซุ่มโจมตีอีกครั้งหรือ เจ้าอายุน้อยนิด คิดว่าตนสิ้นชีพไม่ได้หรืออย่างไร”

ฟางจุ่นกล่าวว่า “อย่างน้อยๆ ก่อนที่จะนำมงกุฎจันทรามาได้ สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์คงไม่กล้ากระทำการสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเขาก็กังวลว่าสำนักเราจะซุ่มโจมตีอีกเช่นครั้งเช่นกัน ต่อให้สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ชิงมงกุฎจันทรามาได้ แต่ในสถานการณ์ที่เขาไร้พรมแดนยังมีเจตจำนงไม่ชัดเจน พวกเขาก็คงไม่กล้ากระทำสิ่งใดในแผ่นดินภูผาพิภพเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการผลักเขาไร้พรมแดนให้มาอยู่ฝั่งพวกเรา”

“สิ่งที่เป็นภัยคุกคามจริงๆ ก็คือ ถ้าหากหวงกวงเลี่ยออกฌานครั้งนี้แล้ว เขาได้เลื่อนระดับขึ้นไปอีกขั้น เวลานั้นจึงจะเป็นเวลาที่สำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์จะเอาคืนของจริง” เสียงของฟางจุ่นทุ้มต่ำเล็กน้อย “พอถึงตอนนั้น คิดว่าคงเป็นสงครามที่รุนแรงมากยิ่งกว่านี้ อาจจะเป็นสงครามเต็มรูปแบบเลยก็ว่าได้ ดังนั้น ตอนนี้จึงต้องทำการเตรียมการให้พร้อม เพื่อเพิ่มโอกาสชนะให้กับสำนักของเรา”

หยวนเจิ้งเฟิงกล่าวว่า “ครั้งนี้เล่นงานสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ไปไม่เบา นั่นก็เพื่อทำให้การเคลื่อนไหวต่อจากนี้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ใช่กลับยิ่งต้องดูหน้าดูหลังมากขึ้น”

“จ้าวเกอ หากเจ้าจะไปภูผาพิภพ นั่นก็ย่อมได้ แต่เพื่อความปลอดภัย ห้ามเดินทางโดยลำพัง”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า “ท่านอาจารย์ปู่ ข้าเข้าใจขอรับ”

หยวนเจิ้งเฟิงยิ้มพลางกล่าวว่า “เอาละ มาคุยเรื่องที่จ้าวเกอชอบฟังกันบ้างดีกว่า”

เขามองไปที่สือเถี่ย สือเถี่ยก็ผงกศีรษะ “ในช่วงกลางและท้ายของสงครามถังตะวันออก จ้าวเกอรู้ทันแผนการของสำนักสุริยันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังยอมเอาตัวเองเข้าเสี่ยงอันตรายเพื่อหลอกล่อให้เหยื่อติดกับ”

สือเถี่ยหันศีรษะกลับไปมองเยี่ยนตี๋อยู่แวบหนึ่ง “คราวนี้พวกข้าได้บุกเข้าไปถึงอัคคีพิภพ อาวุธที่ยึดมาได้มีของเจ้าด้วยส่วนหนึ่ง ไว้เจ้าไปรับจากศิษย์น้องเยี่ยนทีหลังเองก็แล้วกัน”

เยี่ยนตี๋ยิ้ม “พวกเรายังไม่ทันถึงอัคคีพิภพ เจ้านี่ก็ถามหาแล้วละ”

หยวนเจิ้งเฟิงและคนอื่นๆ ต่างก็พากันหัวเราะ เยี่ยนจ้าวเกอก็หัวเราะออกมาอย่างไม่อาย และไม่ได้กล่าวอะไรออกมา

สือเถี่ยพูดต่อไปว่า “อีกทั้งก่อนหน้านี้เจ้าช่วยชีวิตจ้าวซื่อเฉิง ราชาอาณาจักรถังตะวันออกเอาไว้หลายครั้ง และยังช่วยเขายึดอำนาจการควบคุมค่ายกลเมืองฉากตะวันกลับมาปกป้องถังตะวันออกเต็มกำลัง ถังตะวันออกจึงไม่สูญสิ้นไปเพราะเหตุนี้ จึงสมควรได้รับบำเหน็จจากสำนัก”

“หลังจากนั้นยังหลอกล่อจนจับหานเซิ่ง เฒ่ามารหัวขวานเอาไว้ได้ นับว่าเป็นการอุทิศตนเพื่อการจัดการขุมกำลังเบื้องหลังของเขาในขั้นต่อไปอย่างมาก”

“ความดีความชอบสามเรื่องนี้ ความตั้งใจเดิมของสำนักแท้จริงแล้วจะให้อาวุธวิญญาณชิ้นหนึ่งกับเจ้า” สือเถี่ยมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “แต่ว่าตอนนี้เจ้าเองก็มีอาวุธวิญญาณอยู่แล้วอย่างน้อยสองชิ้น อีกทั้งสมบัติของเหยียนซวี่ก็ให้เจ้าเป็นผู้จัดการ เจ้าไม่ขาดแคลนอาวุธวิญญาณ แม้กระทั่งดูจะมีมากเกินแล้วด้วยซ้ำ”

จอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์ไม่สามารถใช้อิทธิฤทธิ์ทั้งหมดของอาวุธวิญญาณได้ แค่ขับเคลื่อนได้ชิ้นหนึ่งก็เกินตัวมากแล้ว มีมากเกินไปก็มีแต่ไว้ใช้สำรองเท่านั้น เพราะยากที่จะขับเคลื่อนพร้อมกันได้

เหมือนตอนที่เยี่ยนจ้าวเกออยู่ในหุบเขาวายุวิญญาณ เขาใช้เพียงกงจักรเพลิงสุริยะเท่านั้น ส่วนกระบี่วิญญาณมังกรมรกตจริงๆ แล้วใช้เพื่อสร้างค่ายกลย้อนกลับ

สือเถี่ยกล่าวว่า “ดังนั้นทางสำนักจึงตัดสินใจบำเหน็จเจ้าให้เข้าพิธีชำระล้างน้ำพุกิเลน[1]!”

เยี่ยนจ้าวเกอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มทันที

………………..

[1] กิเลน เป็นสัตว์มงคลชนิดหนึ่งในเทพนิยายของจีน ตามตำนานจีนกล่าวว่ามีรูปร่างเหมือนกวาง แต่มีเขาเดียว หางเหมือนวัว หัวเป็นมังกร เท้ามีกีบเหมือนม้า