1-5

บทที่ 1
ด้านนอกของประตูเขากว่างเฉิง ณ เกาะนภากลางแห่งนภาพิภพ หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักวิทยายุทธ์มากมายในยุคปัจจุบันของโลกแปดพิภพ

เยี่ยนจ้าวเกอในอาภรณ์สีขาว ด้านนอกสวมทับด้วยชุดคลุมสีน้ำเงินแต่งขอบสีดำ บ่งบอกถึงตำแหน่งลูกศิษย์สืบทอดหลักของเขากว่างเฉิง

ส่วนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เป็นชายหนุ่มในชุดสีเหลืองคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนหน้าบูดบึ้ง “เยี่ยนจ้าวเกอ เจ้ามีดีแค่บิดาเก่งไม่ใช่หรืออย่างไร?”

“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ? หากกล้าเจ้าก็ลองพูดดูอีกครั้งสิ” เยี่ยนจ้าวเกอตอบด้วยใบหน้าเรียบเฉย

“พูดก็พูดสิ คิดว่าข้ากลัวเจ้าหรือ? เจ้ามันก็แค่มีดีแต่บิดาเก่งไม่ใช่หรือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอจ้องเขา พลันฉีกยิ้มออกมา “เยี่ยม ประโยคนี้แหละ ข้าชอบที่คนอื่นว่าข้าด้วยประโยคนี้ที่สุด”

ชายหนุ่มชุดสีเหลืองอึ้งจนพูดไม่ออก

หลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาถึงได้สติกลับมา ความอับอายแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ เขาพุ่งตัวเข้าหาเยี่ยนจ้าวเกอโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

“เบามือหน่อย อย่าให้ถึงตายล่ะ” เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก

ชายหนุ่มชุดสีเหลืองชะงักงัน ก่อนจะรู้สึกชาไปทั้งตัว ภาพตรงหน้ามัวไปหมด เขาได้สติเมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ และพบว่าตัวเขาถูกจับเอวยกขึ้นไปในอากาศจากข้างหลัง!

ชายร่างกำยำผู้หนึ่งปรากฏกายตรงหน้าเยี่ยนจ้าวเกอ เขายกชายหนุ่มชุดเหลืองไว้กลางอากาศด้วยมือข้างเดียว ท่วงท่าสบายๆ นั้นราวกับหิ้วเด็กน้อยคนหนึ่ง

ชายร่างกำยำยิ้มตาหยี พลางกล่าวว่า “คุณชาย เชิญก่อนเลยขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า เอามือทั้งสองข้างไขว้หลัง หันกายแล้วเดินออกไปอย่างสบายอกสบายใจ

ชายร่างกำยำผู้นั้นแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย พลางยกชายหนุ่มชุดเหลืองเดินไปไกลไว้เพียงมือเดียว ส่วนอีกฝ่ายก็ทำได้เพียงส่งเสียงในลำคอเป็นระยะๆ เท่านั้น

เยี่ยนจ้าวเกอกลับเข้าไปในประตูสำนักของตนเอง ขณะเดินไปตามทาง สีหน้าหยอกล้อเล่นสนุกบนใบหน้าของเขาได้เลือนหายไปแล้ว เหลือเพียงสายตาที่มองตรงไปข้างหน้า กับสีหน้าที่เรียบนิ่ง

มองดูแล้วเป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง

แต่ความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนไว้ของสีหน้านี้ก็คือ…

ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร!

“ต้องไม่ใช่บทแบบนี้สิ” เยี่ยนจ้าวเกอบ่นพึมพำกับตัวเอง ในฐานะที่เป็นหนึ่งในแม่ทัพใหญ่คนหนึ่งที่เดินทางข้ามมิติมา วิธีการเปิดมิติของตนเองจะต้องมีข้อผิดพลาดแน่

ครั้งแรกที่เดินทางข้ามมิติ เขาข้ามไปอยู่ในมิติกาลเวลาอื่นที่มีอารยธรรมวิทยายุทธ์รุ่งเรืองมากที่สุด แถมยังไปโผล่ในหอคัมภีร์ลับของสำนักพระราชวังเทพที่เก็บสะสมสุดยอดตำราคัมภีร์ต่างๆ ของโลกไว้มากมาย แต่ภายหลังกลับเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ จนแม้แต่สำนักพระราชวังเทพก็ดับสลายไป

จากนั้นนึกไม่ถึงว่าการข้ามมิติมาครั้งที่สองนี้ วิญญาณของเขาได้กลับมายังโลกเดิม เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นยุคหลังจากนั้นอีกนานเท่าไร

ผู้คนได้สืบทอดและสรรค์สร้างโลกใหม่ขึ้นจากร่องรอยที่หลงเหลือของวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งอารยธรรมวิทยายุทธ์ของที่นี่เพิ่งจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ ทุกอย่างยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา

เมื่อข้ามมิติครั้งที่สองมายังโลกที่อยู่ ณ ตอนนี้ เขาท่องจำคัมภีร์ลับในสำนักพระราชวังมาจนเต็มล้นสมองของตนเองแล้ว จึงรู้สึกราวกับเคยชินกับรูปแบบการใช้ชีวิตสุดทรหด แล้วจู่ๆ เขาก็ได้มาใช้ชีวิตที่พบเจอแต่เรื่องง่าย ทำเอาเขาไม่ค่อยสบอารมณ์เอาเสียเลย!

ปัญหาเดียวก็คือ หลังจากที่ข้ามมิติครั้งที่สองแล้ว เจ้าของเดิมของร่างนี้ได้ทิ้งสิ่งที่ชั่วร้ายที่สุดไว้อย่างหนึ่ง

“คุณชายขอรับ จัดเตรียมของที่ท่านสั่งให้เก็บรวบรวมเรียบร้อยแล้วขอรับ” บัดนี้ชายร่างกำยำผู้นั้นเดินตามมาอีกครั้ง “และมีเบาะแสที่อยู่ของเชื้อไฟสัจจะอัคคีแล้วเช่นกันขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย “เบาะแสนี้ยากจะได้มานัก เจ้าแน่ใจแล้วหรือ”

“เหล่าลูกน้องจำกัดขอบเขตให้แคบลงแล้ว พบว่ามันอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของหุบเหวปราการมังกร คิดว่าอีกไม่นานคงได้ข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้กลับมาขอรับ” ชายร่างกำยำฉีกยิ้มอย่างซื่อตรง

“ไม่เลวๆ” เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้ารับด้วยความพอใจ

คนที่เรียกตนว่า ‘คุณชาย’ และไม่ใช่ศิษย์พี่หรือศิษย์น้องนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นคนของตระกูลเยี่ยน อีกทั้งบิดาของตนไม่เพียงเป็นผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งสูงและมากด้วยอำนาจในสำนักเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้นำตระกูลเยี่ยนรุ่นปัจจุบันด้วย ถือเป็นตระกูลผู้ดีที่มีชื่อเสียงกว้างไกลไปทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่

ไม่ว่าเยี่ยนจ้าวเกอต้องการสิ่งใด ขอเพียงจดรายการออกมา เหล่าข้าทาสบริวารก็จะกุลีกุจอเสาะหามาให้

กล่าวอย่างง่ายๆ คือ บัดนี้เยี่ยนจ้าวเกอมีฐานะดี อยู่ในตระกูลที่มีชื่อเสียง บิดาเก่งกาจ ตนเองเป็นอัจฉริยะ ทุกสิ่งล้วนราบรื่น

ทว่า…เหมือนยังมีตรงไหนที่ยังไม่ถูกที่ไม่ถูกทางอยู่

“คุณชายขอรับ ยังมีอีกเรื่อง…” ชายร่างกำยำที่อยู่ด้านข้าง กำลังจะปริปากพูดบางอย่างต่อ แต่ก็ต้องกลืนคำพูดนั้นลงท้องไปทันที

ข้างหน้าปรากฏชายวัยกลางคนที่มีปราณหนักแน่นเดินเข้ามา ทุกย่างก้าวของเขาราวกับทำให้สิ่งต่างๆ รอบตัวสั่นสะเทือนไปด้วยได้เลยทีเดียว

เมื่อชายผู้นั้นเข้ามาใกล้ เยี่ยนจ้าวเกอคารวะอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม ชายวัยกลางคนผู้นั้นฉีกยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ไม่พบเพียงไม่กี่วัน วรยุทธ์ของศิษย์หลานเยี่ยนเก่งกล้าขึ้นอีกแล้ว”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “จะร่ำเรียนวิชาต้องขยันหมั่นเพียร พึงหาแต่เพียงความสนุกมิได้ หลานไม่กล้าเกียจคร้านหรอกขอรับ”

ชายวัยกลางคนกล่าวว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนที่บริเวณหุบเหวปราการมังกรมีความเคลื่อนไหวบางอย่าง ข้ากำลังเตรียมรวบรวมคนไปตรวจสอบ โดยจะให้ลูกศิษย์เยาว์วัยเดินทางไป การประลองรอบเล็กของสำนักก็เสร็จสิ้นพอดี ข้าเลยคิดว่าจะให้ลูกศิษย์รุ่นใหม่ที่ชนะการประลองแปดคนแรกร่วมไปด้วย ถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว”

“เพียงแต่มีข่าวลือเล่ากันมาว่ามีคู่ปรับเก่าคนหนึ่งของเจ้าปรากฏตัวอยู่ใกล้ๆ กับปราการมังกรเช่นกัน หากศิษย์หลานเยี่ยนไม่ได้มีกิจใดในช่วงนี้ ก็เป็นหัวหน้านำคณะสักครั้งได้หรือไม่”

เขามองเยี่ยนจ้าวเกอ แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและชื่นชม

ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้มีพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เป็นบุคคลที่สวรรค์โปรดปรานอย่างแท้จริง เขามีความสามารถอยู่ในลำดับต้นๆ ของคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แถมยังเป็นบุคคลที่จะนำกองทัพ และเป็นหน้าตาของศิษย์รุ่นเยาว์วัยของเขากว่างเฉิง

ผู้ที่จะเทียบเคียงกับเขา ก็ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะในบรรดาคนที่มีอายุเท่ากัน ซึ่งมีความสามารถยอดเยี่ยมที่สุดในสำนักวิทยายุทธ์อันดับต้นๆ แห่งอื่นของโลกแปดพิภพ

ในฐานะที่เยี่ยนจ้าวเกอเป็นคุณชายแห่งเขากว่างเฉิง หนึ่งในสี่คุณชายแห่งยุค แม้ว่าอายุจะยังน้อย แต่ก็เป็นผู้ที่มากความสามารถและมีความเป็นเลิศในทุกๆ ด้าน มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วทั้งโลกแปดพิภพ เป็นที่ยอมรับจากทุกคนว่าขอเพียงไม่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเยาว์วัย อนาคตก็ต้องเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับตำนานแน่นอน

“ปราการมังกรหรือ…” เยี่ยนจ้าวเกอขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพยักหน้าตอบตกลงในทันที “ข้าไม่ได้มีกิจอันใดขอรับ ข้าจะไปสักครั้ง ส่วนบรรดาศิษย์น้องชายหญิง ข้าจะดูแลเองขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายดี บริเวณหุบเหวปราการมังกรมีลูกศิษย์รุ่นเยาว์วัยที่เก่งกาจของสำนักอื่นเคลื่อนไหวอยู่ด้วย ถ้าหากเกิดปะทะกันขึ้นมา ลูกศิษย์รุ่นเยาว์ของสำนักของตนเองจะถูกรังแกเอาได้ อาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนัก

หากมีผู้อาวุโสเช่นอาจารย์ลุงหรืออาจารย์อาเป็นหัวหน้านำคณะไป ก็คงไม่ถูกรังแก แต่ถึงอย่างไรลูกศิษย์รุ่นเยาว์วัยก็ยังอ่อนแอกว่าอยู่ดี

แค่ให้เยี่ยนจ้าวเกอเป็นหัวหน้านำคณะ ปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

แต่โดยส่วนตัวแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอยินดีมากเช่นกันที่จะได้ออกเดินทาง เพื่อออกไปสำรวจพื้นที่จริงซึ่งเป็นโลกใบใหม่สำหรับตนเอง และถือโอกาสยืนยันข้อมูลที่อยู่ในความทรงจำของเขาไปในตัว

สิ่งของที่ตนกำลังตามหาก็อยู่ที่หุบเหวปราการมังกรเช่นกัน แผนการบางอย่างที่ตนกำลังคิดอยู่นั้น ก็จำเป็นต้องใช้สภาพแวดล้อมของปราการมังกร จะช้าหรือเร็วอย่างไรก็ต้องที่แห่งนั้นไปสักครั้งอยู่แล้ว ครั้งนี้ถือว่าเป็นทางสะดวกก็แล้วกัน

เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอตอบตกลงแล้ว ชายวัยกลางคนก็วางใจมากขึ้น “การเดินทางครั้งนี้ ศิษย์หลานเยี่ยนก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูกศิษย์ที่เพิ่งเข้าใหม่ด้วย ข้าเชื่อว่าจะทำให้พวกเขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไม่น้อย”

หลังจากกล่าวลาชายวัยกลางคนแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอก็สาวเท้าเดินไปข้างหน้า ส่วนชายร่างกำยำผู้นั้นเดินตามมาข้างๆ พร้อมทั้งเอ่ยความต่อ “คุณชายขอรับ เมื่อครู่ข้ากำลังจะบอกท่านว่า ดูเหมือนทางฝั่งแม่นางหลินต้องการยืดเวลาเข้าฌานบำเพ็ญเพียรออกไปอีก คงไม่สามารถออกฌานตามกำหนดเดิมได้แล้วขอรับ”

ในความคิดของเขา เมื่อคุณชายของตนได้ยินดังนี้ จะต้องเสียดายและไม่พอใจอยู่บ้าง

ทว่าแท้จริงแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอในเวลานี้กลับกลอกตา เพราะนี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่เจ้าของร่างคนเดิมทิ้งไว้ให้ตน

ในอดีต เจ้าของคนเดิมของร่างกายนี้ได้พบกับแม่นางคนหนึ่งขณะที่ออกเดินทางท่องเที่ยว

เดิมทีแม่นางคนนั้นมีคนรักที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว แต่เมื่อได้พบกับเจ้าของร่างเดิมที่เป็นชายหนุ่มรูปงามและมีฐานะดีผู้นี้ ท้ายที่สุดนางก็เปลี่ยนใจ ทอดทิ้งชายหนุ่มคนรักของตนไป เพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น

แม้ไม่ได้อยากจะคุ้ยแขวะข้อด้อยของเขา แต่ชื่อเสียงในเรื่องผู้หญิงของเจ้าของร่างเดิมนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าไม่ปฏิเสธผู้ที่เข้าหา ทำให้หนุ่มชาวบ้านที่เป็นคนรักเดิมของนางแค้นใจอย่างมาก

ชายหนุ่มทั้งสองคนแตกต่างกันมาก ทว่าเจ้าของร่างเดิมเองก็ไม่ได้กดขี่และสร้างความลำบากอะไรให้กับฝ่ายตรงข้าม และไม่สนใจใยดีการถูกมองเป็นศัตรูจากอีกฝ่ายแต่อย่างใด

แท้จริงแล้วพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของหญิงสาวเองไม่ธรรมดา แต่ก่อนนางเปรียบเหมือนเพชรในตมอยู่ในเมืองเล็กๆ ภายหลังจึงได้ตามเจ้าของร่างเดิมกลับมายังเขากว่างเฉิง เมื่อเข้าเป็นลูกศิษย์ในสำนักแล้ว วรยุทธ์ของนางก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากเข้าสำนักได้ระยะหนึ่ง นางก็เข้าฌานบำเพ็ญเพียร ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอข้ามมิติครั้งที่สองมายังดินแดนแห่งนี้ในเวลาเดียวกัน

หากว่ากันตามตรง นางเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉมไร้ที่ติ

หญิงสาวรูปโฉมงดงามดีพร้อม จึงเป็นที่หมายปองของบรรดาบุรุษทั้งหลาย ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอในตอนนี้ชื่นชมนางเพียงสายตาเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกอื่นที่พิเศษแต่อย่างใด

เขาได้เผชิญกับวินาศเคราะห์ฟ้าดินในการข้ามมิติครั้งแรก ภาพพระราชวังเทพดับสิ้นไปต่อหน้าต่อตา ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเยี่ยนจ้าวเกอ

สำนักพระราชวังเทพที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นยังไม่สามารถคงอยู่ไว้ได้ แล้วผู้ใดจะอยู่ในโลกได้อย่างสงบสุขตลอดไปเล่า

การที่ได้เห็นภาพนั้นด้วยตาของตัวเอง บางคนอาจเกิดความสิ้นหวังขึ้นในใจ และคิดอยากใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา แต่ทว่าเยี่ยนจ้าวเกอกลับเลือกที่จะพัฒนาตนเอง

แม้ว่าบิดาของตนจะแข็งแกร่งมาก แถมตนเองก็มีจุดเริ่มต้นที่ดี ภูมิฐานครอบครัวก็ไม่เลว มีลูกน้องเบื้องล่างมากมาย แต่เยี่ยนจ้าวเกอก็ยังรักษาทรัพยากรทุกหยดทุกเม็ดอย่างคนหิวกระหาย ใช้ทุกอย่างพัฒนาตนเองโดยไม่ให้สิ้นเปลืองไปแม้เพียงเล็กน้อย และใช้เวลาทุกเสี้ยววินาทีอย่างคุ้มค่าที่สุดเช่นกัน

ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นสัญชาตญาณไปแล้ว

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ที่ข้ามมิติครั้งที่สองมา เยี่ยนจ้าวเกอก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและฐานะใหม่ รวมถึงปรับตัวเข้ากับผู้คนและเรื่องราวต่างๆ รอบกายได้แล้ว แต่ก็ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับเขาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการตั้งใจฝึกฝน ไม่ใช่การให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมหรือเงื่อนไขที่ดีเลิศในตอนนี้

ในยุคที่ผู้มีวิทยายุทธ์ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นวีรบุรุษ และพลังอำนาจส่วนบุคคลสามารถใช้กำหนดทิศทางความเป็นไปของยุคสมัยได้นี้ ความสามารถจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ที่ได้รับชัยชนะก็จะได้เป็นใหญ่เป็นโต

แต่เยี่ยนจ้าวเกอพบว่า เรื่องราวต่างๆ เหมือนจะไม่ได้ง่ายอย่างนั้น

ชายร่างกำยำข้างกายพูดขึ้นพอดี “คุณชายขอรับ นอกจากนี้ ข้าตรวจสอบเยี่ยจิ่งผู้นั้นแล้วขอรับ”

“ปีนี้อายุสิบหกปี เป็นคนอาณาจักรถังตะวันออกที่อยู่ในนภาพิภพ บิดามารดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุสามขวบ เขาได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นๆ ในตระกูล มีชีวิตอยู่ภายใต้อำนาจของคนอื่น ถูกรังแกและดูหมิ่นดูแคลนมาตลอด”

“เขามีท่าทีแสนธรรมดา พรสวรรค์ด้านวิทยายุทธ์ก็กลางๆ นอกจากตรงที่เติบโตมาพร้อมกับแม่นางหลินแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเป็นพิเศษ”

“หลังจากที่ท่านพาแม่นางหลินจากมา จู่ๆ เขาก็มีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ วรยุทธ์เก่งกล้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แถมแสดงความสามารถออกมาจนเป็นที่ประจักษ์ โดยเริ่มจากการมีจุดยืนที่มั่นคงในวงศ์ตระกูลของตนเอง จากนั้นก็ช่วยวงศ์ตระกูลขยายอำนาจให้ยิ่งใหญ่ในพื้นที่ระแวกนั้น และตัดทอนอำนาจของฝ่ายศัตรูไว้ได้”

“จากนั้นเขาก็เดินทางไปที่เมืองหลวงของอาณาจักรถังตะวันออก เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงแล้ว เขาก็กลายเป็นยอดเยาวชนในอันดับต้นๆ คนหนึ่งของอาณาจักร ทั้งยังได้รับสิทธิ์ให้เข้าร่วมการทดสอบเพื่อเป็นลูกศิษย์ของสำนักเขากว่างเฉิงด้วย”

“หลังจากผ่านการทดสอบ และเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักเขากว่างเฉิงแล้ว เขามีพัฒนาการรวดเร็วยิ่งกว่าแม่นางหลินเสียอีก ฝีมือโดดเด่นมากทีเดียว”

“ในบรรดาลูกศิษย์ที่เข้าใหม่นั้น เขายึดครองอันดับหนึ่งไว้แต่เพียงผู้เดียว และได้เป็นที่หนึ่งในการประลองรอบเล็กของสำนักครั้งนี้ด้วย”

ชายร่างกำยำกล่าวถึงตรงนี้แล้วยิ้มอย่างซื่อตรง “แต่เทียบกับคุณชายแล้ว ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านอยู่ดีขอรับ”

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก บ่นในใจว่า ‘ใช่ที่ไหนเล่า!’

ช่วยไม่ได้ ไม่ว่าจะมองอย่างไร เจ้าหมอนั่นก็ดูเหมือนพระเอกคนหนึ่ง

คราวนี้เกิดปัญหาแล้ว บนหนทางการถือกำเนิดและผงาดขึ้นของพระเอกเยี่ยคนนี้ ตัวเขาเองล่ะอยู่ในบทไหน

‘ข้าขอลองคิดดู ข้าเป็นอัจฉริยะของคนรุ่นใหม่ในสำนักเดียวกัน เป็นคุณชายผู้ดีที่มีความสามารถ เบื้องหลังมีบิดาที่คอยปกป้องคุ้มครองคนหนึ่ง ทั้งยังมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เหมือน ‘ข้า’ จะครอบครองผู้หญิงของเขาไป’

ติดตามต่อได้ที่ meenovel.com

‘…อืม รูปร่างหน้าตาของข้าถือว่าไม่เลวเลย แต่มองแล้วน่าหมั่นไส้สุดๆ ถ้าได้ตบหรือถีบดูสักครั้ง คิดว่าคงสะใจไม่น้อย…’

‘จากนั้นท่านพ่อก็จะออกตัวช่วยข้า กลายเป็นหินรองเท้าอีกก้อนให้เขาเหยียบ ช่วยให้หนทางการผงาดของเขาสำเร็จไปด้วยดี เหมือนกับปลาเน่าตัวหนึ่งเหม็นทั้งข้อง…’

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาครั้งหนึ่ง

เนื้อเรื่องแบบนี้ ผิดกันเห็นๆ!

บทที่ 2
ระหว่างทางที่เยี่ยนจ้าวเกอเดินผ่าน ก็มีเสียงต่างๆ ส่งผ่านมาให้ได้ยินไม่หยุดหย่อน

“คารวะศิษย์พี่เยี่ยน”

“ศิษย์พี่เยี่ยน”

นี่เป็นคำทักทายกันตามมารยาทเมื่อศิษย์พี่และศิษย์น้องในสำนักพบหน้ากัน

“วรยุทธ์ของศิษย์หลานเยี่ยนก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว เยี่ยม…เยี่ยม…สมกับที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ของสำนัก อัจฉริยะเหนือชั้นจริงๆ!”

“ท่านผู้อาวุโสเยี่ยนมีลูกที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้พ่อจริงๆ สมกับคำกล่าวที่ว่าพ่อพยัคฆ์ บุตรไม่เป็นสุนัข!”

นี่คือคำชื่นชมของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักเดียวกัน

“พลังของศิษย์พี่เยี่ยนนับวันยิ่งแกร่งกล้า ทั้งที่หน้าตาดูอ่อนโยนขนาดนั้น…”

“อ๊ะ! ที่แท้ก็ไม่ใช่ข้าผู้เดียวที่รู้สึกเช่นนี้หรือ?”

“แต่…แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ข้าก็ยิ่ง…”

“จริงด้วย จริงด้วย ! ”

“คิกๆ จริงด้วยอะไรกัน แม่คนไม่รู้จักยางอาย! ”

“ศิษย์พี่! ท่าน…ท่านก็เหมือนข้าไม่ใช่หรืออย่างไร! ”

เอาเถอะ นี่ก็เป็นบรรดาศิษย์น้องหญิงสาวทั้งหลายที่มีรักแรกแย้ม…

‘สำรวมไว้ สำรวมไว้’ เยี่ยนจ้าวเกอพูดกับตนเองในใจ พลางพยักหน้าให้พวกนางด้วยรอยยิ้มที่สดใส

ชายร่างกำยำที่อยู่ข้างๆ ยิ้มด้วยความซื่อตรงสุดๆ “คุณชายขอรับ…”

เยี่ยนจ้าวเกอผู้ที่คุ้นชินกับเขาแล้ว เหลือบไปมองเขาแวบหนึ่ง “ยังมีเรื่องใดอีก? ”

ชายร่างกำยำคนนี้เป็นองค์รักษ์คนสนิท ที่มีความจงรักภักดีและคอยติดตามเขาอย่างใกล้ชิด

ตามหลักแล้วควรเลี่ยงที่จะคบค้าสมาคมกับคนใกล้ชิดของเจ้าของร่างเดิมให้ได้มากที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องที่ตนข้ามมิติมาถูกเปิดเผย

ทว่านี่ก็เป็นดั่งดาบสองคม ในทางกลับกัน การที่ได้คบหากับคนเหล่านี้ยิ่งช่วยให้เยี่ยนจ้าวเกอกลมกลืนกับโลกใบใหม่นี้มากขึ้น

เคราะห์ดีที่นอกจากร่างกายแล้ว เยี่ยนจ้าวเกอยังได้รับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วย

มิฉะนั้นเพียงแค่เรื่องการพูดการจา เขาก็คงเอาตัวไม่รอดแล้ว

“คุณชายขอรับ ข้าได้ตรวจสอบเยี่ยจิ่งผู้นั้นแล้ว ถึงจะบอกว่าจู่ๆ ก็เก่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย แต่ก็ยังไม่เป็นที่พูดถึง อีกทั้งดูเหมือนว่าเขาจะแค้นท่านอยู่ด้วย ท่านว่าจะต้อง…”

เยี่ยนจ้าวเกอกลอกตาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้ผู้อื่นสังเกตเห็น ‘อืม เยี่ยม จังหวะแบบนี้แหละ’

ก่อนอื่นส่งลูกสมุนไปยุแหย่พระเอกเยี่ยให้ลงมือ จากนั้นก็โดนเขาเล่นงานจนสะบักสะบอม ฝ่ายคุณชายตัวร้ายรู้สึกเสียหน้า จึงออกโรงไปจัดการด้วยตัวเอง แต่ก็โดนเล่นงานจนหน้าตาดูไม่ได้เช่นกัน สุดท้ายตัวร้ายก็ให้บิดาและคนทั้งตระกูลมาจัดการ ทว่าก็โดนเล่นงานจนไม่เหลือชิ้นดี…

ช่างเป็นบทละครสมบูรณ์แบบอะไรเช่นนี้ ไม่ใช่หรือ?

‘สมบูรณ์บ้าอะไรล่ะ!’ ถ้าได้ร่วมแสดงด้วยในฐานะตัวร้ายที่ไร้ความสามารถ มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าดีใจเลยสักนิด

เหมือนกับว่า จู่ๆ ตนเองก็ถูกเปลี่ยนจากทายาทรุ่นที่สองของตระกูล ที่ไม่ต้องทำอะไรก็มีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้ ไปเป็นตัวประกอบเบื้องหลังเส้นทางการถือกำเนิดของบุตรแห่งสวรรค์

เยี่ยนจ้าวเกอล้วนแต่จับต้นชนปลายความคิดที่ปรากฏขึ้นในหัวของเขาในขณะนี้ไม่ถูกทั้งสิ้น

ต่อให้โชคดีจริงๆ อย่างมากก็เป็นได้แค่คู่ปรับที่ถูกเตรียมไว้สำหรับบุตรแห่งสวรรค์ ประเภทตัวละครอึดถึกที่ตีอย่างไรก็ไม่ตาย พอโผล่มาครั้งอีกครั้งก็ยิ่งแข็งแกร่งกว่าเดิม ซึ่งที่จริงก็เหมือนสิ่งของที่ใช้ซ้ำเรื่อยๆ เพื่อช่วยเติมเต็มและเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับพระเอก?

และหากโชคไม่ดี เรื่องราวผ่านไปไม่กี่ตอนก็จะถูกฆ่าทิ้งไป

ตามปกติแล้ว หากตัวละครที่มีภูมิหลังเหมือนเขา สามารถหลอกล่อบิดาที่เก่งกาจเช่นนั้นให้ออกโรงได้ล่ะก็ ความเป็นได้ที่อยู่ได้เพียงไม่กี่ตอนก็ยิ่งมากขึ้นโข…

พักเรื่องลงมือก่อนได้เปรียบไว้ก่อน ถือโอกาสจัดการบุตรแห่งสวรรค์ตอนที่พวกเขายังไม่ถือกำเนิด ลำพังเพียงแค่กลอุบายง่ายๆ ของพวกสมุนลูกจ๊อก ก็รังแต่จะเป็นวิกฤติที่กลับกลายเป็นโอกาสที่ทำให้พวกเขาถือกำเนิดเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น

สุดท้ายนอกจากฝ่ายพระเอกจะไม่เป็นอะไรแล้ว กลับยังแกร่งกล้าขึ้นอย่างรวดเร็ว และย้อนมาแว้งกัดตนเอาได้ในภายหลัง

รัศมีตัวเอกก็มักจะเห็นแก่ตัวและไร้เหตุผลแบบนี้ ถ้าเขาบอกว่าจะบดขยี้ให้แหลกละเอียดแล้ว ก็จะบดขยี้ให้แหลกละเอียดตามนั้น ทั้งยังมีวิธีบดขยี้มากกว่าร้อยแปดสิบวิธีอีกด้วย

‘แล้วจุดแข็งที่เหนือกว่าคนอื่นของพระเอกเยี่ยคนนี้คืออะไร สุดยอดวิชาลับที่มีอยู่ในโลกก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ อาวุธเทพสูงสุดบางอย่าง วิญญาณผู้เฒ่าติดตัวมา หรือจะเป็นการเกิดใหม่’

รอยยิ้มของเยี่ยนเจ้าเกอดูแปลกไปบ้าง แต่แล้วเขาก็โบกไม้โบกมือ “ช่างเขาเถอะ“

ชายร่างกำยำเกาศีรษะ “ขอรับ คุณชาย”

‘แม้ว่าตอนนี้บทละครดูจะมีปัญหา แต่ข้าก็มีจุดแข็งเป็นของตัวเองนะ…’

เนื่องจากยุคสมัยขาดช่วงอันเกิดจากวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ ถึงแม้ว่าจะยังมีส่วนที่เกี่ยวโยงกันอยู่ แต่ยุคก่อนและหลังก็มีระบบการฝึกฝนวิทยายุทธ์ที่แตกต่างกันบ้าง อีกทั้งปัจจัยด้านสภาพร่างกายของยุคก่อนและหลังก็ไม่เหมือนกัน ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอต้องทำการปรับตัวและสร้างความคุ้นเคย ศึกษาและปรับเปลี่ยนคัมภีร์ลับต่างๆ ที่อยู่ในสมอง มิเช่นนั้นหากฝึกวรยุทธ์ทั้งแบบนี้ ก็คงเหมือนการเดินทางหนึ่งวันพันลี้[1]

หลังจากมาถึงโลกนี้แล้ว นอกจากการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและฐานะใหม่ไปด้วยความระมัดระวัง เยี่ยนจ้าวเกอก็สนอกสนใจวิเคราะห์และสรุปรวมสถานการณ์ปัจจุบัน กับความรู้มากมายในความทรงจำของตน

ในตอนนี้มีผลลัพธ์ที่ดีออกมาพอสมควรแล้ว การจะเก่งกล้าขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่เพียงแค่เอื้อม

ไม่ว่าจะเป็นโลกก่อนหน้าหรือโลกในปัจจุบัน ระดับวรยุทธ์ของตัวเยี่ยนจ้าวเกอก็ยังคงมีขีดจำกัด การปรับเปลี่ยนส่วนใหญ่จึงเป็นไปตามระดับวรยุทธ์ของตนเอง ณ ตอนนี้และระดับวรยุทธ์ที่ใกล้เคียงกัน อย่างไรเสียกินข้าวก็ต้องกินทีละคำ เดินก็ต้องเดินทีละก้าว

แต่ด้วยวรยุทธ์ที่แก่กล้าเรื่อยๆ การนำทฤษฎีมาปรับใช้ในชีวิตจริงให้ดี ก็ทำให้มองเห็นโลกเบื้องหน้ากว้างไกลออกไปได้ยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน ยังมีสิ่งอื่นนอกจากวิทยายุทธ์ที่กำลังเป็นคลื่นลูกใหญ่ในยุคนี้เช่นกัน อย่างเช่น วิชาหลอมอาวุธ วิชากลั่นโอสถ

เชื้อไฟสัจจะอัคคีที่สั่งให้บริวารไปสืบเสาะมาก่อนหน้านี้ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เช่นกัน

หากการทดลองสำเร็จ เยี่ยนเจ้าเกอจะได้รับผลตอบแทนมากมายมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘มังกรปะทะมังกร ราชาประจันหน้าราชา มาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะเป็นมังกรที่แท้จริง?’

‘ไม่แน่ว่าเจ้าเยี่ยจิ่งอาจไม่ได้มีชะตาตัวเอกก็ได้ เพียงแต่ข้าคิดไร้สาระไปเองเท่านั้น ลองสังเกตการณ์ไปก่อนสักระยะแล้วค่อยว่ากัน’

แต่จะเผชิญหน้ากับแม่นางที่ถูกเจ้าของร่างคนเดิมเขมือบกินไปอย่างไรดี เรื่องนี้ทำให้เยี่ยนจ้าวเกอรู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นในด้านของตำแหน่งหรือความสามารถ สำหรับตัวเขาแล้ว การพัฒนาตนเองก็ต้องมาเป็นอันดับแรก

ส่วนเรื่องสาวงาม ขณะนี้เขาไม่มีเวลาว่างพอที่จะไปเสาะแสวงหา แต่ถ้าเสนอตัวมาเอง เขาก็ไม่ปฏิเสธเป็นแน่

แม้ปัญหาที่เจ้าของร่างเดิมสร้างไว้ให้จะทำให้ปวดหัวเสียเหลือเกิน จนเยี่ยนจ้าวเกอต้องบ่นไปเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ แต่แท้จริงแล้วในใจเขาไม่ได้สนใจอะไรนัก เขายิ้มพลางส่ายหัวเบาๆ หลังจากจัดการกับงานที่อยู่ในมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับไปพักผ่อนในห้องตนเองสักพัก แล้วจึงนั่งสมาธิฝึกลมปราณต่อ พอถึงวันรุ่งขึ้นจึงมุ่งไปที่วิหารปฏิบัติกิจของสำนัก

เหล่าลูกศิษย์ที่จะเดินทางไปยังหุบเหวปราการมังกรน้ำลึกรวมตัวกันอยู่ในห้องข้างวิหารแล้ว

เมื่อเห็นเยี่ยนจ้าวเกอเดินเข้ามา สายตาของทุกคนก็เปล่งเป็นประกาย และจับจ้องไปที่เขาเป็นตาเดียว

ส่วนเยี่ยนจ้าวเกอมีสีหน้าเรียบนิ่ง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนสะดุดเข้ากับสาวน้อยหน้าตาสวยสง่า พร้อมรูปร่างผอมเพรียวที่กำลังเดินมาจากด้านหน้า

เด็กสาวคนนี้ดูอายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี ใบหน้าของนางงดงามไร้ที่ติ ดูสง่ายิ่งกว่าแม่นางแซ่หลินนั้นเสียอีก ราวกับเป็นจิตวิญาณที่หลอมรวมความงดงามของฟ้าดินไว้ และลงมาจุติบนพื้นพิภพโดยไม่ติดบ่วงตัณหาใดๆ แล้ว ทว่าดวงตาสีฟ้าครามที่พบเจอได้ยากนั้น ทำให้นางให้ดูเย็นชาไม่น้อยเลย

ซือคงจิง ศิษย์รุ่นเยาว์มากความสามารถของเขากว่างเฉิงอีกคนหนึ่ง แม้ว่านางจะอายุยังน้อย แต่ก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมของนาง ทำให้นางไล่ตามหลังเยี่ยนจ้าวเกอมาติดๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นอีกหนึ่งอัจฉริยะวัยเยาว์ของเขากว่างเฉิง จึงมีผู้หลักผู้ใหญ่หลายๆ ท่านของสำนักเห็นความสำคัญของนานมานานแล้ว

ติดตามต่อได้ที่ meenovel.com

เยี่ยนจ้าวเกอเห็นนาง ก็เกิดอาการอยากกลอกตาขาวอีกครั้ง

เท่าที่รู้มา หลังจากที่แม่นางแซ่หลินทิ้งไป เยี่ยจิ่งก็ได้พบกับซือคงจิงผู้นี้ ทั้งสองคนเคยพบและร่วมทุกข์กันก่อนจะเข้ามาที่เขากว่างเฉิง ทำให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่น้อย

ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในเวลานี้ยังคงเป็นเพียงเพื่อนกัน แต่ตามบทของเรื่องบางเรื่อง สตรีที่มาจากตระกูลร่ำรวย มีพรสวรรค์สูงส่ง และงดงามเสียเหลือเกินมักจะปฏิบัติกับผู้อื่นด้วยความเย็นชา แต่กลับมองดูคนที่แสนจะธรรมดาด้วยสายตาที่ต่างออกไป…

หญิงงามผู้นี้ดีพร้อมกว่าแม่นางหลินในทุกๆ ด้าน ในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะลงเอยกับเยี่ยจิ่ง ที่มีรัศมีตัวเอกปกคลุมอยู่สูงทีเดียว

ข้างกายซือคงจิงมีเด็กหนุ่มร่างผอมอยู่ผู้หนึ่ง เขาจับจ้องเยี่ยนจ้าวเกอโดยที่ไม่กะพริบตา

เด็กหนุ่มร่างผอมบางผู้นี้ ก็ต้องเป็นเยี่ยจิ่งคนนั้นแน่นอนอยู่แล้ว

เยี่ยนจ้าวเกอมองเห็นเปลวไฟที่เหมือนจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลาถูกสะกดไว้ จากในดวงตาของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน

บทที่ 3
สายตาที่ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอนั้น มีความสงสัยปะปนอยู่หลายส่วน

จากที่คนส่วนมากเข้าใจ การไปยังสถานที่อันตรายอย่างหุบเหวปราการมังกร โดยมีเยี่ยนจ้าวเกอไปด้วยในฐานะผู้นำคณะ ถ้าหากจะจงใจกลั่นแกล้งเยี่ยจิ่ง ก็ยากที่เขาจะมีชีวิตรอดกลับมาได้

คนอื่นๆ มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความคิดที่เรียบง่าย บางคนรู้สึกดีอกดีใจที่ตนเองได้ศิษย์พี่ที่เก่งกาจเช่นนี้เป็นผู้นำในการฝึกฝนครั้งนี้ ส่วนบางคนใช้สายตาที่ร้อนรุ่มมองเยี่ยนจ้าวเกอ หวังจะประจบประแจงให้สนิทชิดเชื้อกัน

ส่วนคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลัง กลับมองไปยังเยี่ยจิ่งด้วยแววตาที่สื่อว่าอาจได้ดูเรื่องสนุกๆ ก็เป็นได้

เยี่ยจิ่งขมวดคิ้วมุ่น เขาได้รู้เรื่องราวมากมายหลังจากที่ได้เข้าสำนักมา

ชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้อายุมากกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี แต่กลับที่มีวรยุทธ์แก่กล้าและความสามารถเต็มเปี่ยม รวมถึงมีคนในสำนักหนุนหลังอยู่มากมายอีกด้วย

บิดาของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่มีตำแหน่งสูงและอำนาจมากที่สุดในเขากว่างเฉิง ติดอยู่ในห้าอันดับแรกของสำนักเสมอมา ความแกร่งกล้าด้านวรยุทธ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เป็นลูกศิษย์รับสืบทอดวรยุทธ์สายหลักจากผู้นำสำนักอาวุโสรุ่นปัจจุบัน และยังเป็นผู้แข่งขันที่เก่งที่สุดของการแย่งชิงตำแหน่งของหัวหน้าสำนักในรุ่นถัดไปด้วย

เขาค่อยๆ กำหมัดแน่น พลางจ้องไปที่เยี่ยนจ้าวเกอด้วยแววตาไม่หวั่นเกรงสิ่งใด

‘นี่คือสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงที่เต็มไปด้วยอดสูในตำนานอย่างนั้นหรือ?’

เยี่ยนจ้าวเกอกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง สายตามองไปยังประตูวิหาร “คารวะท่านผู้อาวุโสชุย”

ชายชราผมขาวผู้หนึ่งปรากฏตัวอยู่บริเวณหน้าประตู เยี่ยจิ่งพร้อมทั้งคนอื่นๆ ต่างพากันรีบโค้งคำนับ “ท่านผู้อาวุโส”

เช่นเดียวกับชายวัยกลางคนที่มอบภารกิจให้เยี่ยนจ้าวเกอเมื่อวานนี้ เขาก็เป็นผู้อาวุโสปฏิบัติกิจของวิหารปฏิบัติกิจเช่นกัน

สำหรับเยี่ยจิงและคนอื่นๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นวรยุทธ์หรือตำแหน่ง คนผู้นี้ต้องเป็นบุคคลสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย

ชายชรายิ้มตาหยีมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ “ศิษย์หลานเยี่ยนก็มาถึงแล้วหรือ ดี… ดี…”

“รบกวนท่านผู้อาวุโสซุยอธิบายรายละเอียดของปราการมังกรด้วยขอรับ” เยี่ยนจ้าวเกอกล่าว

ผู้อาวุโสชุยมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอ เยี่ยจิ่ง ซือคงจิง และคนอื่น แล้วพูดด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “ปราการมังกรเกิดคลื่นประหลาดขึ้น แต่ทำการควบคุมที่เกิดเหตุระยะแรกแล้ว ภารกิจครั้งนี้ของพวกเจ้าก็คือการนำคาถาที่ใช้สำหรับตรวจสอบปราการมังกร เดินทางไปช่วยตรวจสอบปราการมังกรเพิ่มเติมอีกขั้นหนึ่ง”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ “ตามหลักแล้ว ภารกิจนี้ต้องการเพียงแค่ตรวจสอบสถานการณ์ให้แน่ชัดเท่านั้น แล้วนำข้อมูลกลับมารายงานก็พอ”

“ทว่าหากพบเหตุด่วนจำต้องตัดสินใจเฉพาะหน้า ศิษย์หลานเยี่ยนสามารถตัดสินใจได้โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องจัดการได้ดีเป็นแน่”

เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “ท่านผู้อาวุโสชุยล้อข้าเล่นแล้วขอรับ”

ผู้อาวุโสชุยยิ้มเช่นกัน แล้วหันไปทางเยี่ยจิ่งและอีกสองคน “ดูแลและศึกษาอาวุธวิเศษที่ให้พวกเจ้าเป็นรางวัลในการประลองย่อยไปถึงไหนแล้ว”

เยี่ยจิ่งและอีกสองคนตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ตั้งแต่ที่เหล่าศิษย์ได้อาวุธวิเศษวิเศษมา ก็ตั้งใจฝึกฝนดูแลอยู่ตลอด ยามนี้สามารถควบคุมได้เบื้องต้นแล้วขอรับ”

ในโลกใบนี้ อาวุธยุทโธปกรณ์ทั่วไปที่ใช้ปกป้องตนเองจะเรียกว่าอาวุธธรรมดา ส่วนอาวุธที่มีระดับสูงมากกว่านี้ จะเรียงลำดับได้เป็น อาวุธสงคราม อาวุธวิเศษ อาวุธวิญญาณ และอาวุธศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถใช้เพิ่มพลังความสามารถให้กับเหล่าจอมยุทธ์ได้

อาวุธที่อยู่ในระดับสูงนั้น จะมีพลังความสามารถมหาศาลในตัวมันเอง

ช่างฝีมือทั่วไปสามารถสร้างได้แค่เพียงอาวุธธรรมดาเท่านั้น หากต้องการหลอมสร้างอาวุธที่มีระดับสูงกว่าอาวุธสงคราม จอมยุทธ์ต้องเป็นผู้ลงมือสร้างขึ้นเองเท่านั้น โดยอาวุธในแต่ละระดับก็จำเป็นที่จะต้องมีกำลังวรยุทธ์ในระดับที่เท่าเทียมกัน จึงจะสามารถหลอมได้

เนื่องด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด รวมถึงวิชาหลอมอาวุธยังเป็นวิชาที่เข้าใจได้ยาก และไม่ใช่ทุกคนจะศึกษาได้จนชำนาญ ดังนั้นโดยภาพรวมแล้ว อาวุธดีๆ ที่มีระดับสูงกว่าอาวุธสงครามในยุคนี้ จึงมีจำนวนน้อยกว่าจอมยุทธ์ที่มีวรยุทธ์ในระดับเดียวกันเสียอีก

ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นเขากว่างเฉิงมีกำลังพื้นฐานที่ไม่ธรรมดา จึงสามารถนำอาวุธดีๆ มาให้ศิษย์ในสำนักเป็นรางวัลได้

เยี่ยจิ่งและคนอื่นๆ ที่ได้ตำแหน่งสามอันดับแรกในการประลองย่อยของศิษย์รุ่นใหม่ครั้งนี้ จึงได้รับอาวุธวิเศษไปเป็นรางวัลคนละชิ้น ทำให้ผู้อื่นอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน

ผู้อาวุโสชุยพยักหน้า “อาวุธวิเศษมีจิตวิญญาณ ในเวลาปกติไม่ควรเกียจคร้านดูแล ยามเผชิญหน้ากับศัตรูจึงจะสามารถสำแดงอานุภาพออกมาได้ดี”

เจ้าของตำแหน่งสามอันดับแรกในการประลองย่อยทั้งสามคนรีบพยักหน้ารับ ถึงแม้จะได้รับเพียงอาวุธวิเศษระดับล่างมาเป็นรางวัล ทว่าสำหรับพวกเขาในตอนนี้นับว่าเป็นของล้ำค่าแล้ว

ด้วยวรยุทธ์ของพวกเขา แท้จริงแล้วสามารถควบคุมได้เพียงอาวุธสงครามเท่านั้น

อาวุธดีๆ มีอยู่จำกัด หากไม่ใช่เพราะเป็นศิษย์สำนักเขากว่างเฉิง ได้อาวุธสงครามมาใช้สักชิ้นก็จำต้องขอบคุณฟ้าขอบคุณดินแล้วล่ะ

ไม่รู้ว่ายังมีผู้คนอีกมากมายเท่าไรที่มีวรยุทธ์พอๆ กับพวกเขา แต่กลับได้ใช้เพียงอาวุธธรรมดาเท่านั้น

ผู้อาวุโสชุยหันมองไปยังซือคงจิงและคนอื่นๆ อีกเจ็ดคน “พวกเขาแปดคนล้วนเป็นศิษย์รุ่นใหม่ แม้ว่าต่างก็เคยรับภารกิจและผ่านการฝึกฝนมาแล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีประสบการณ์น้อยอยู่ พวกเจ้าทั้งแปดต้องคอยดูแลซึ่งกันและกันให้มากล่ะ”

ซือคงจิงตอบกลับเรียบๆ ว่า “ศิษย์รับทราบเจ้าค่ะ” อีกเจ็ดคนก็รีบตอบรับเช่นกัน

ผู้อาวุโสชุยมองดูศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งสิบหกคนตรงหน้า พลางเอามือลูบเครา ทันใดนั้นสายตาก็พลันไปสะดุดอยู่ที่ร่างของเยี่ยจิ่ง ราวกับมีบางอย่างแปลกไป “เอ๋ วรยุทธ์ของเจ้า…เจ้าเบิกทางตันเถียน[1]และชี่ไห่[2]สำเร็จแล้วหรือ”

“การประลองย่อยคราก่อนยังไม่มี เพียงไม่นานเจ้าก็บรรลุไปอีกขั้นแล้วหรือ? ”

เยี่ยจิ่งยิ้มเล็กน้อยและตอบกลับไปด้วยท่าทีอ่อนน้อมว่า “หลังจากได้เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนัก ทั้งตำราวิชาและทรัพยากรต่างก็มีมากกว่าที่บ้านของข้านัก”

ผู้อาวุโสชุยกล่าวอย่างชื่นชมว่า “เจ้าเข้ามาเป็นศิษย์นานเท่าไรแล้ว แต่ที่สำคัญล้วนเป็นเพราะพรสวรรค์เหนือใครของเจ้าต่างหากเช่า”

สายตาของบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์รุ่นใหม่คนอื่นๆ ที่เข้ามาเป็นศิษย์ในสำนักช่วงเดียวกันกับเยี่ยจิ่งต่างก็เปลี่ยนไป ‘การประลองย่อยก่อนหน้าเขาก็ได้อันดับหนึ่ง เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็บรรลุไปอีกขั้น ทีแรกคิดว่าสามารถลดความห่างชั้นลงได้บ้าง แต่ใครจะไปนึกว่าความห่างชั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก’

‘แม้ว่าพื้นฐานครอบครัวจะเทียบศิษย์พี่เยี่ยนไม่ได้ แต่เขา…ก็เป็นอัจฉริยะเช่นเดียวกัน!’

ผู้อาวุโสชุยเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงกล่าวต่อ “ข้าเพิ่งคิดขึ้นมาได้…ตั้งแต่เจ้าเริ่มฝึกวรยุทธ์ น่าจะเพิ่งครบสามปีพอดีใช่หรือไม่ ”

”ขอรับ ท่านผู้อาวุโส” เยี่ยจิ่งกล่าวตอบ

“สมัยข้ายังเด็ก ข้าเพียงแต่ฝึกฝนร่างกายด้วยตนเอง เพิ่งได้สัมผัสกับการฝึกวรยุทธ์อย่างจริงจัง ก็ตอนที่ศิษย์อายุได้สิบสามปีขอรับ”

ผู้อาวุโสชุยยิ้มหัวเราะด้วยความอ่อนโยนที่แปลกประหลาด “ดี ดี!”

เยี่ยนจ้าวเกอที่ยืนอยู่อีกฝั่ง มองดูภาพตรงหน้า แต่มุมปากกลับกระตุกขึ้นมาแปลกๆ

‘ข้านึกอยู่แล้วเชียวว่าเขาไม่ธรรมดา ที่แท้เขารอข้าอยู่ที่นี่นี่เอง’ เยี่ยนจ้าวเกอมองไปทางผู้อาวุโสชุยด้วยใบหน้าฝืนยิ้ม

ศิษย์รุ่นเยาว์คนอื่นๆ พลันมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป ต่างลอบมองไปทางเยี่ยนจ้าวเกอ

ผู้อาวุโสชุยมองเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยจิง แล้วพูดอย่างปลื้มอกปลื้มใจว่า “หากข้าจำไม่ผิด ศิษย์หลานเยี่ยนในคราแรก ก็เบิกทางตันเถียนและชี่ไห่สำเร็จในตอนที่ฝึกวรยุทธ์ครบสามปีพอดี ฟ้าช่างเมตตาเขากว่างเฉิงของเรา ประทานอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะให้สำนักอีกคน!”

ทุกคนค่อยๆ มีสีหน้าอัศจรรย์ใจขึ้นเล็กน้อย พลางมองเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยจิงสลับไปมา

“ก่อนหน้าไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับเยี่ยจิ่งนัก ที่แท้เขาเริ่มฝึกฝนวรยุทธ์อย่างจริงจังได้เพียงสามปีเท่านั้นเอง!”

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าเยี่ยจิ่งนี่จะสามารถเทียบชั้นกับศิษย์พี่เยี่ยนได้ พรสวรรค์ของเขาช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้”

“ไม่สิ ศิษย์พี่เยี่ยนเติบโตอยู่เขากว่างเฉิงมาตั้งแต่เด็ก มีท่านผู้อาวุโสเยี่ยนเป็นผู้สอนสั่งด้วยตัวเอง ทั้งสภาพแวดล้อมในการฝึกฝน เงื่อนไข ตำรา ทรัพยากร และการบ่มเพาะฝึกฝน ไม่ว่าสิ่งไหนก็ดีพร้อมกว่าเยี่ยจิ่งทั้งนั้น! ”

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าเยี่ยจิ่งนี่ก็ยิ่ง…ยิ่ง…ยิ่งกว่าศิษย์พี่เยี่ยน…สุดยอด เป็นไปได้อย่างไร!”


เยี่ยจิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเปรยตามองไปทางเยี่ยนจ้าวเกออย่างสงบ แล้วยืดตัวตรงมากขึ้น ราวกับหอกที่จะแหวกท้องฟ้าออกให้ได้

หากแต่เยี่ยนจ้าวเกอกลับไม่ได้มองเขาแต่อย่างใด เขามองไปยังผู้อาวุโสชุยที่ยังคงยิ้มตาหยีอย่างสนอกสนใจ

เบื้องลึกเบื้องหลังของอีกฝ่าย ศิษย์รุ่นหลังคนอื่นๆ อาจจะไม่รู้ แต่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร

ชายชราตรงหน้าคนนี้ มีอาจารย์ลุงรองของเยี่ยนจ้าวเกอเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าสำนักรุ่นถัดไปมากที่สุด เช่นเดียวกับบิดาของเขา

เยี่ยนจ้าวเกอหรี่ตาลงเป็นเส้นตรง แล้วฉีกยิ้มเงียบๆ
บทที่ 4
ผู้อาวุโสชุยผู้มีผมยาวสีขาวยังคงมีท่าทีมีเมตตาเช่นเดิม เขายิ้มตาหยีมองดูเยี่ยจิ่งราวกับไม่ได้รับรู้เลยว่าคำพูดของตนเมื่อครู่ทำให้ผู้คนในที่นั้นเกิดการวิพากษ์วิจารณ์เช่นไรบ้าง

เยี่ยนจ้าวเกอมองผู้อาวุโสชุย แล้วมองเยี่ยจิ่งอีกครั้ง พลันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างน่าขบขันอยู่บ้าง

บุตรแห่งสวรรค์ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่สามารถรับมือได้ ทั้งยังต้องการเวลาและพื้นที่ในการเติบโต ในเวลาเช่นนี้มักจะมีใครบางคนที่อาจจะเป็นที่พึ่งพิงให้เขา คอยปกป้องบุตรแห่งสวรรค์ระหว่างที่เขาพัฒนาตนเอง และก้าวออกจากกลุ่มของมือใหม่

ศัตรูของศัตรูก็คือมิตร คนเหล่านี้ส่วนมากก็อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับฝ่ายอธรรม

รอจนบุตรแห่งสวรรค์เติบโตขึ้น คนเหล่านี้เพียงตั้งหน้าตั้งตารอให้บุตรแห่งสวรรค์ทำการฆ่าล้างทำลายสี่ทิศอย่างเงียบๆ ก็พอ ภายหลังย่อมได้รับผลตอบแทนในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์เป็นร้อยเท่าแน่นอน

โดยปกติแล้ว ดูเหมือนพวกเขาน่าจะถูกขนานนามว่า…กลุ่มฝ่ายธรรมะ

‘เป็นบทการฝึกฝนที่น่าประทับใจจริงๆ จัดวางโครงเรื่องได้สมบูรณ์แบบ’ เยี่ยนจ้าวเกอพิจารณาสายตาของของผู้อาวุโสชุยและเยี่ยจิง โดยไม่ได้ปิดบังความรู้สึกหรือเกรงอกเกรงใจแต่อย่างใด

ผู้อาวุโสชุยเห็นทุกอย่าง ไม่เพียงแต่ไม่โกรธ ทว่ากลับดีใจอยู่ลึกๆ เสียด้วยซ้ำ

‘เป็นอย่างที่ร่ำลือกันไม่มีผิด เยี่ยนจ้าวเกอเป็นพวกชอบอวด เอาแต่ใจ และมีแค้นต้องชำระ’ ชายชราหนวดขาวยิ้มตาหยี ไม่เปิดเผยความรู้สึกใดๆ ออกมา ‘ยิ่งเสียหน้าท่ามกลางผู้อื่นเช่นนี้ ถึงแม้ตรงนี้จะมีเพียงสิบหกคน แต่ข่าวก็จะแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน…’

‘หนามนี้ที่ฝังลงไป จะต้องทำให้เจ้าเด็กคนนี้ไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ ไม่ว่าจะลงมือ ณ เวลานี้ หรือลอบลงมือตอนที่อยู่ในน้ำลึกปราการมังกร หลังออกจากสำนักไปแล้ว ก็เป็นผลลัพธ์ที่ไม่เลวทั้งสิ้น’

เยี่ยนจ้าวเกอมองผู้อาวุโสชุย แล้วหันไปมองเยี่ยจิ่งอีกครั้ง พลางยิ้มเยาะในใจ

‘เริ่มจากข้าเป็นฝ่ายแสดงความดูถูกเหยียดหยามก่อน จากนั้นเยี่ยจิ่งก็แสดงความไม่พอใจของเขาออกมา หลังจากข้ารู้สึกเสียหน้าเพราะเขาแล้ว จึงส่งลูกสมุนหรือศิษย์น้องที่เป็นสุนัขรับใช้ไปสั่งสอนเยี่ยจิ่ง แต่แล้วก็โดนเยี่ยจิ่งเล่นงานจนพังยับเยินอย่างนั้นหรือ’

สถานการณ์เช่นนี้ จะลงมืออย่างเปิดเผยได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายกระทำความผิดชัดเจน มิเช่นนั้นก็ต้องลงมือในการประลองทดสอบฝีมือเท่านั้น

ขอเพียงไม่ใช่ผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำกว่าเป็นฝ่ายท้าสู้ โดยทั่วไปแล้วก็จะจบลงที่ผู้เก่งกล้าเอาชนะผู้ที่ด้อยวรยุทธ์กว่าไปได้

ทว่าบุตรแห่งสวรรค์พวกที่มีรัศมีตัวเอก ก็มักมีความสามารถในการสังหารข้ามขั้นติดตัว และไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ในบรรดาคนระดับเดียวกัน

พวกทหารลูกจ๊อกท้าสู้เดี่ยวก็ไม่ได้ โจมตีเป็นกลุ่มส่วนมากก็ใช้ไม่ได้ผล ตรงกันข้ามอาจกลายเป็นประสบการณ์อันดีมากมาย ที่ช่วยให้เยี่ยจิ่งพัฒนาตนเองเร็วยิ่งขึ้น

‘ไม่แน่ว่าสู้ไปสู้มา เขาอาจจะบรรลุขึ้นอีกระดับในตอนนั้นก็เป็นได้’

นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

‘ถึงเวลานั้นสุนัขรับใช้ทั้งหลายจะโดนเล่นงานจนไม่เหลือชิ้นดี ข้าคงอับอายจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และไปสั่งสอนเยี่ยจิ่งด้วยตนเอง โดยไม่สนใจว่าจะเป็นการรังแกผู้ที่ด้อยกว่าหรือไม่ แม้เยี่ยจิ่งในตอนนี้จะยังห่างชั้นกับข้ามากก็จริง แต่เขาจะต้องยืนหยัดสู้กับข้าอย่างไม่ไม่ยอมแพ้ และแสดงความเก่งกาจของเขาออกมา’

‘ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจใช้จุดแข็งของเขา ทำให้ข้าเสียเปรียบไปบ้างก็ได้’

‘ก่อนที่ข้าจะเล่นงานเขาอย่างจนตรอกเหมือนสุนัขเจียนตายตัวหนึ่ง ชายแก่ที่แซ่ชุยหรือใครสักคนหนึ่งก็จะยื่นมือออกมาช่วย จากนั้นข้าก็ทำได้เพียงทิ้งท้ายด้วยคำพูดไม่สบอารมณ์ว่า ‘นับว่าเจ้าโชคดีนัก’ และเรื่องในวันนี้ก็ยุติลง’

‘และต่อให้ข้าเป็นฝ่ายชนะก็ไม่มีอะไรน่าดีใจเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นหลายคนก็จะมองว่าข้ารังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แล้วหันไปเห็นใจเจ้าเยี่ยจิ่งนั่นแทน’

เยี่ยนจ้าวเกอเบะปาก ‘จะให้ข้าเล่นไปตามบทนี้ เห็นข้าเป็นคนโง่หรืออย่างไร’

ผู้อาวุโสชุยมองเยี่ยนจ้าวเกอพลางยิ้มตาหยี ทว่าเยี่ยจิ่งและซือคงจิงกลับมองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความระมัดระวัง ส่วนคนอื่นๆ มองเยี่ยนจ้าวเกอด้วยความกังวลและความคาดหวัง

“น้อยคนนักในหมู่พวกเจ้าที่เคยไปยังหุบเหวปราการมังกรมาก่อน ส่วนคนที่ไม่เคยไปเกินกว่าครึ่งก็คงจะเคยได้ยินชื่อของสถานที่อันตรายแห่งนี้แล้ว” ในที่สุดเยี่ยนจ้าวเกอก็เปิดปากพูดขึ้น ท่ามกลางการรอคอยของทุกคน “จากวรยุทธ์ของพวกเจ้าในตอนนี้ ไม่ต้องเข้าไปถึงข้างใน ลำพังเพียงแค่เข้าใกล้พื้นที่รอบนอกก็อันตรายมากแล้ว”

“แม้ว่าข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย แต่ครั้งนี้พวกเจ้าไปเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ไม่ได้ไปเที่ยวชมเล่น ข้าจะคอยดูแลอยู่ข้างๆ พวกเจ้าเองก็ต้องพยายามด้วย”

เมื่อได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอพูดเช่นนี้ ผู้อาวุโสชุยจึงยิ้มบางๆ และพูดในใจว่า ‘ดูจากท่าทีแล้ว คงจะรอถึงปราการมังกรก่อนถึงจะลงมือสินะ’

ส่วนในใจของเยี่ยจิ่งและซือคงจิงต่างก็รู้สึกหวาดหวั่น

ทว่าจู่ๆ ก็ได้ยินเยี่ยนจ้าวเกอเปลี่ยนประเด็นพูดขึ้นว่า “พวกเจ้าเดินทางไปกับข้า ข้าก็ต้องดูแลพวกเจ้าเป็นธรรมดาดังคำกล่าวที่ว่า ‘จะทำงานให้ได้ผลดี การตระเตรียมเป็นสิ่งสำคัญ’…”

พูดแล้วเยี่ยนจ้าวเกอก็ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “อาหู่”

ชายร่างกำยำคนหนึ่งปรากฏกายที่หน้าประตู “ขอรับคุณชาย”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดขึ้น “คุณภาพชั้นโท เอามาสิบหกชิ้น อืม…เลือกเอาเฉพาะที่ไว้ป้องกันตัวเป็นหลักก็แล้วกัน”

“ขอรับคุณชาย” อาหู่ที่ก่อนหน้านี้คอยอารักขาอยู่ข้างกายเขากล่าวตอบ

ไม่นานนัก อาหู่ก็กลับมาพร้อมทั้งหอบสิ่งของกองหนึ่งเดินเข้ามาในวิหาร วางลงตรงหน้าทุกคน

เบื้องหน้าพลันมีแสงส่องระยิบระยับไปทั่ว ทำให้เหล่าศิษย์วัยเยาว์ลืมตาไม่ขึ้น การเคลื่อนไหวของปราณที่รุนแรง ยิ่งสั่นสะเทือนทำให้เลือดลมภายในของพวกเขาไม่สงบนิ่ง

“อาวุธวิเศษ! อาวุธวิเศษทั้งหมดเลย! ” ทุกคนต่างก็ตกใจ “ศิษย์พี่เยี่ยน อาวุธวิเศษพวกนี้…”

เยี่ยนจ้าวเกอกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “นี่คือของส่วนตัวของข้า ไม่ใช่ของที่สำนักเก็บสะสมไว้ ตอนนี้ข้าต้องการจะให้พวกเจ้า”

“มีทั้งหมดสิบหกชิ้น ให้พวกเจ้าคนละหนึ่งชิ้น มาเลือกเองตามลำดับการเข้าเป็นลูกศิษย์ของสำนักแล้วกัน”

ในวิหารเงียบสงัดไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงบางอย่างดังขึ้นเลือนราง ฟังดูราวกับมีคนกำลังกลืนน้ำลายอยู่

สำหรับระดับวรยุทธ์ของพวกเขาในตอนนี้แล้ว นี่ถือเป็นสมบัติล้ำค่าข้ามขั้น ก่อนหน้านี้เยี่ยจิ่งและอีกสองคนผ่านการทดสอบมากมายจนได้เป็นผู้ชนะในการประลองย่อยของสำนัก ถึงได้รับสักหนึ่งชิ้น

ในเวลานั้น แม้จะมีเกียรติยศมากมายอยู่บนเวที แต่เบื้องหลังมีหยาดเหงื่อของความพยายามมากเท่าใดกัน

แต่จู่ๆ ตอนนี้ทุกคนกลับมีมันติดมือได้คนละชิ้นอย่างนั้นหรือ

ถึงแม้ว่าเดิมทีเยี่ยจิงและคนอื่นๆ จะมีอาวุธวิเศษอยู่แล้ว ทว่าสำหรับพวกเขาในตอนนี้ ได้รับสิ่งล้ำค่าเช่นนี้เพิ่มอีกสักชิ้น จะปฏิเสธว่ามากไปได้อย่างไร

เพียงแต่สิ่งล้ำค่าเช่นนี้ เยี่ยนจ้าวเกอกลับนำออกมารวดเดียวสิบหกชิ้นอย่างสบายมือ โดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาสักนิด ราวกับสิ่งที่เขานำมาไม่ใช่อาวุธวิเศษที่ศิษย์รุ่นหลังทั้งหลายเฝ้าใฝ่ฝันถึง แต่เป็นเพียงเศษเหล็กกองหนึ่งเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน อาวุธวิเศษเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เยี่ยนจ้าวเกอใช้ตำแหน่งของตนเบิกของจากคลังสะสมของสำนัก แต่เป็นของส่วนตัวของเขาเอง

ผู้คนทั้งหลายพลันมองไปยังเยี่ยนจ้าวเกอด้วยสายตาร้อนรุ่มในทันที

เยี่ยจิ่งกลับกำหมัดแน่น ไม่อาจปกปิดเปลวเพลิงแห่งความโกรธขึ้งในดวงตาคู่นั้นได้เลย

เขารู้สึกว่าตนได้รับการเหยียดหยามจากเยี่ยนจ้าวเกอ ราวกับอีกฝ่ายกำลังโอ้อวดให้เขาดูอยู่

ซือคงจิงมองเยี่ยนจ้าวเกอ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

หลังจากที่ผู้อาวุโสชุยตะลึงงันไปในตอนแรก ก็ยิ้มเยาะในใจว่า ‘นี่มันเรื่องอะไรกัน ใช้เงินเบิกทางซื้อใจคนอื่น ทำให้เยี่ยจิ่งไม่เหลือใคร และโอ้อวดฐานะตนเองไปพร้อมๆ กันหรือนี่’

‘แม้ว่านี่จะเป็นการทุ่มทุนอยู่มากโข แต่ผลลัพธ์ก็ไม่เลว ทั้งยังกู้หน้าที่เสียไปเมื่อครู่กลับมาได้ ทว่า…นี่ก็…ก็… เหอะๆ ก็ยังสมกับเป็นเรื่องที่เหล่าลูกหลานตระกูลผู้ดีมีฐานะทำกันจริงๆ’

‘เด็กคนนี้ไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด เชื่อว่าอนาคตต้องสร้างปัญหาใหญ่ให้กับบิดาของเขาแน่’ ผู้อาวุโสชุยยิ้มพลางส่ายหน้า จากนั้นก็หยิบชุดเกราะตัวหนึ่งขึ้นมาดู แล้วพูดกับเยี่ยจิ่งและทุกคนว่า “ปราการมังกรเป็นที่ที่อันตรายจริงๆ ศิษย์พี่เยี่ยนของพวกเจ้าเองก็หวังดีกับพวกเจ้า”


แม้เยี่ยนจ้าวเกอจะเผชิญหน้ากับสายตาของทุกคนอยู่ แต่เขาก็ยังพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน ราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ “สิ่งของที่ให้ไปแล้ว ข้าจะไม่เอาคืน อาวุธวิเศษพวกนี้ถือว่าให้พวกเจ้าแล้ว”

“แต่พวกเจ้าจะต้องจดบันทึกการเลี้ยงดู ฝึกฝน และการนำไปใช้จริงของพวกเจ้าอย่างละเอียด แล้วค่อยนำมารายงานข้า ข้าจะได้สรุปและปรับแก้ให้มันบริสุทธิ์ได้สะดวก รวมถึงใช้เป็นข้อมูลหลอมอาวุธวิเศษชุดต่อไป”

ทุกคนตอบรับเป็นเสียงเดียวกัน หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาถึงรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยนจ้าวเกอพร้อมด้วยสีหน้าราวกับถูกผีหลอก

ผู้อาวุโสชุยขนลุกไปทั้งตัว เกือบปล่อยอาวุธวิเศษที่ถืออยู่ตกพื้น “เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”
บทที่ 5
เยี่ยนจ้าวเกอพูดต่อราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสมือนมองไม่เห็นสายตาตกตะลึงของทุกคน

“หลักๆ ก็เพื่อให้พวกเจ้าใช้ปกป้องตัวเอง ดังนั้นส่วนใหญ่จึงเป็นอาวุธป้องกันตัวไม่ใช่อาวุธสำหรับต่อสู้ ดังนั้นพวกเจ้าอย่าวางใจประมาท เพราะการฝึกฝนเก็บเกี่ยวประสบการณ์นี้ เป้าหมายหลักในการฝึกฝนก็คือตัวพวกเจ้าเอง”

“มะ…ไม่ใช่…ช้าก่อน ศิษย์หลานเยี่ยน” ผู้อาวุโสชุยพูดตะกุกตะกัก พักหนึ่งถึงกลับมาเป็นปกติ “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าหลอมอาวุธวิเศษชุดถัดไปอย่างนั้นหรือ”

เขามองอาวุธวิเศษกองหนึ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา “ความหมายของเจ้าคือ อาวุธเหล่านี้ไม่ใช่ของที่เจ้าเก็บสะสม หากแต่เจ้าหลอมสร้างขึ้นมาเองกับมือ?”

เยี่ยนจ้าวเกอยักไหล่ “แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ข้าหลอมเองกับมือ ข้าไม่มีความสนใจและความอดทนมากพอที่จะเก็บสะสมอาวุธวิเศษระดับล่างหรอก”

คำพูดนี้ทำเอาทุกคนกลืนน้ำลายไปตามๆ กัน ทว่ากลับไม่อาจหาคำพูดใดมาโต้แย้งได้

สำหรับพวกเขาแล้ว อาวุธวิเศษระดับล่างเป็นดังสิ่งล้ำค่า แต่ด้วยฐานะครอบครัวอย่างเยี่ยนจ้าวเกอ กลับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

แต่ว่า…

ทุกคนมีสีหน้าอัศจรรย์ใจขึ้นเล็กน้อย ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนว่าโลกที่ตนเองอาศัยอยู่กลับไม่ใช่ความจริง

ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ตรงกันข้ามกับความรู้และสามัญสำนึกที่พวกเขามีอยู่

ระดับความสามารถของเยี่ยนจ้าวเกอ สามารถหลอมอาวุธวิเศษได้ เรื่องนี้ไม่มีใครคัดค้าน

แม้จะไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าการที่เยี่ยนจ้าวเกอรู้วิชาหลอมอาวุธก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนึกภาพไม่ออก

ทว่าการหลอมอาวุธวิเศษสักชิ้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ทั้งกำลังและเวลามหาศาล

ผู้อาวุโสชุยสูดหายใจลึกๆ หนึ่งครั้ง “เจ้า…ใช้เวลาหลอมอาวุธวิเศษพวกนี้ไปนานเท่าไร”

เยี่ยนจ้าวเกอตอบสั้นๆ ว่า “เพียงเจียดเวลาจากช่วงที่ว่างจากการฝึกซ้อมในเวลาปกติสักเล็กน้อย ก็สามารถหลอมได้สำเร็จแล้วขอรับ ถ้าเป็นสิบหกชิ้นนี้ล่ะก็ ไม่น่าจะถึงหนึ่งเดือน”

“เป็นไปไม่ได้” ผู้อาวุโสชุยพูดตัดบทอย่างมั่นใจว่า “ถ้าเป็นท่านผู้อาวุโสเยี่ยนล่ะก็ ข้าเชื่อ แต่เป็นศิษย์หลานเยี่ยนเจ้า…”

เขาส่ายหัวไปมา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของเยี่ยนจ้าวเกอ

ยิ่งไปกว่านั้น จริงอยู่ที่การหลอมอาวุธวิเศษสำหรับท่านพ่อหรือยอดฝีมือที่มีวรยุทธ์ค่อนข้างสูงในสำนัก จะไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แต่ใครจะมีเวลาว่างมาทำอะไรเช่นนี้กัน

ถ้ามีกำลังและเวลาขนาดนี้ พวกเขาควรหันไปสนใจอาวุธวิญญาณที่อยู่ในระดับสูงกว่า

สายตาที่ทุกคนมองเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย ทุกคนต่างรู้สึกว่าศิษย์พี่เยี่ยนคงไม่ได้ทำอะไรที่เกินกำลังของตน เพราะร้อนรนอยากได้หน้าหรอกกระมัง

เยี่ยนจ้าวเกอเผลอหัวเราะออกมา “คงจะเป็นไปไม่ได้หากใช้เตาผลึกหินชั้นนอก แต่ใครบอกว่าใช้เตาผลึกหินชั้นในไม่ได้เล่าขอรับ”

คนส่วนใหญ่ที่ได้ยินต่างงุนงงไม่เข้าใจ มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ตกตะลึงอีกครั้ง

เสียงของผู้อาวุโสชุยตะกุกตะกักอีกครั้ง “เจ้า…เตาผลึกหินชั้นในที่เจ้าว่า หรือจะ หรือจะหมายถึง…เตาก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ในตำนาน…”

“แต่เตาผลึกหินชั้นในสูญสิ้นไปตั้งนานแล้ว! อย่าว่าแต่ของจริงหรือวิธีการสร้างเลย แค่คำอธิบายโครงสร้างที่ง่ายที่สุดก็ยังไม่มีเหลือแม้แต่เศษเสี้ยว! ทุกวันนี้ทั้งมหาอำนาจแปดแผ่นดินเหลือเพียงตำนานเล่าขานของมันเท่านั้น!”

ในตำนานเล่าว่า ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่นั้น อารยธรรมวิทยายุทธ์รุ่งเรืองถึงขีดสุด นอกจากวรยุทธ์การต่อสู้แล้ว วิชาหลอมอาวุธก็เจริญก้าวหน้ามากเช่นกัน

ในยุคนั้น อาวุธธรรมดาทั่วไปไม่มีคุณค่าใดในโลกของจอมยุทธ์เลยสักนิด ส่วนอาวุธสงคราม อาวุธวิเศษ อาวุธวิญญาณ รวมทั้งอาวุธศักดิ์สิทธิ์ก็หาได้ง่ายยิ่งนัก

เพียงแต่เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ขึ้น ทั่วทั้งแผ่นดินเหมือนกับรังที่ถูกรุกล้ำทำลาย ทุกสิ่งทุกอย่างสูญสลายไปไม่เหลือร่องรอย เหลือเพียงตำนานเล่าขานที่ให้คนรุ่นหลังได้ศรัทธาและฝันใฝ่เท่านั้น

แต่สำหรับเยี่ยนจ้าวเกอแล้วกลับไม่ใช่ความลับอะไร ก่อนที่จะเกิดวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ สำนักพระราชวังเทพได้เก็บรวบรวมตำราคัมภีร์ไว้มากมาย ซึ่งไม่ได้มีเพียงคัมภีร์วรยุทธ์การต่อสู้เท่านั้น

“บังเอิญตอนที่ข้าออกไปฝึกฝน ข้าได้พบกับโบราณสถานแห่งหนึ่ง ในนั้นมีบันทึกวิธีการสร้างเตาผลึกหินชั้นในที่ไม่สมบูรณ์ไว้ด้วย” เยี่ยนจ้าวเกอยิ้ม “ดังนั้นข้าจึงค้นคว้าและปรับแก้จนมันครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อให้เตาผลึกหินชั้นในได้กลับมาสู่โลกอีกครั้ง อาวุธวิเศษระดับล่างพวกนี้ เป็นผลงานของข้าที่สร้างขึ้นระหว่างการทดลอง”

“เบื้องต้นยังหลอมได้เพียงอาวุธวิเศษระดับล่างเท่านั้น อาวุธคุณภาพชั้นโทเหล่านี้เป็นอาวุธที่ดีที่สุดในบรรดาอาวุธทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีอาวุธคุณภาพชั้นเอกอยู่หลายชิ้นที่ใกล้เคียงอาวุธวิเศษระดับกลางแล้ว ทว่ายังห่างชั้นอยู่เล็กน้อย ขณะเดียวกันมันก็ยังไม่เสถียรพอ ฉะนั้นข้าจึงเก็บไว้ดูแลเอง เพื่อรวบรวมข้อมูลไว้สำหรับการเตรียมเปิดเตาครั้งต่อไป”

เยี่ยนจ้าวเกอดีดนิ้วครั้งหนึ่ง “เมื่อได้ปรับแก้ให้สมบูรณ์ต่อไปเรื่อยๆ หลังจากนี้การหลอมอาวุธวิเศษระดับกลาง และระดับสูงก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ายังสามารถค้นคว้าวิชาปลุกเสกเตาผลึกหินชั้นในโบราณได้ด้วยล่ะก็ เช่นนั้นข้าก็มีหวังที่จะหลอมอาวุธวิญญาณได้เช่นกัน”

อาหู่ผู้รู้ใจคุณชายของตนดี ก่อนหน้านี้เขาออกจากประตูไปแล้ว แต่ตอนนี้เขากลับมายังข้างวิหารอย่างรวดเร็ว พร้อมกับนำเตาหลอมหนาหนัก สูงเท่ากับคนหนึ่งคน พร้อมทั้งอิ่มเอิบไปด้วยปราณวิญญาณใบหนึ่งกลับมาด้วย

แม้ว่าผู้อาวุโสชุยจะไม่เคยเห็นเตาผนึกหินชั้นในมาก่อนว่ามีลักษณะเป็นเช่นไร ทว่าอย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเตาหลอมตรงหน้าไม่ใช่เตาผลึกหินชั้นนอกที่ทุกคนใช้กันอยู่ทั่วไปอย่างแน่นอน

ขณะนี้คนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ได้สติคืนมาบ้างแล้ว ทว่าในแววตายังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกทึ่ง

แม้แต่ผู้ที่สงบเยือกเย็นอยู่เสมอเช่นซือคงจิง ในตอนนี้ก็รู้สึกตกใจเช่นกัน

เป็นเพราะยิ่งรับรู้เรื่องราวมากยิ่งขึ้น นางก็ยิ่งเข้าใจถึงความสำคัญของเตาหลอมตรงหน้า

ถึงตอนนี้มันอาจจะยังเป็นเหมือนต้นกล้าเล็กๆ แต่เมื่อมันเติบโตขึ้น มันจะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่สูงตระหง่านขนาดไหน

“นอกจากภารกิจของสำนักแล้ว ข้าไปปราการมังกรครั้งนี้ เพราะยังมีเรื่องส่วนตัวที่ข้าต้องจัดการเช่นกัน นั่นก็คือปรับแก้เตาผลึกหินชั้นในให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะต้องอาศัยสภาพแวดล้อมพิเศษของปราการมังกรและเชื้อไฟสัจจะอัคคีที่จะปรากฏอยู่ในนั้น”

น้ำเสียงเยี่ยนจ้าวเกอราบเรียบ ทว่ากลับทำให้เยี่ยจิ่งและซือคงจิงต้องมองหน้ากันไปมา

มีคนพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้นขึ้นว่า “ศิษย์พี่เยี่ยน หากสร้างได้ทั้งอาวุธวิเศษระดับกลาง อาวุธวิเศษระดับสูง เช่นนั้นอาวุธวิญญาณ หรือแม้กระทั่ง…”

ในยุคปัจจุบัน อาวุธศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่พบได้ยาก เขาไม่กล้าจะคิดจริงๆ แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นมากเช่นกัน “หากสำนักเราสามารถสร้างอาวุธวิญญาณจำนวนมากได้ เช่นนั้น… เช่นนั้น… ”

เยี่ยนจ้าวเกอพยักหน้า พร้อมทั้งฉีกยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาวๆ “ถูกต้อง ถ้าหากสำเร็จ ต่อไปเมื่อพวกเจ้าออกไปข้างนอก ต่อให้ต้องเจอกับลูกศิษย์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นที่อยู่ในระดับเดียวกับสำนักของเรา พวกเขาถืออาวุธสงคราม พวกเจ้าถืออาวุธวิเศษ พวกเขาถืออาวุธวิเศษ พวกเจ้าถืออาวุธวิญญาณ เพียงแค่ใช้อาวุธผลักพวกเขา พวกเขาก็คงตายแล้วล่ะ”

ทันใดนั้นศิษย์ทุกคนต่างก็ร้องเฮยินดีอย่างพร้อมเพรียงกัน

ครั้นเยี่ยนจ้าวเกอโบกมือ ทุกคนพลันเงียบเสียงในทันที “จงตั้งใจฝึกฝนให้ดี พวกเจ้าล้วนเป็นอนาคตของเขากว่างเฉิง!”

ทุกคนต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “พวกเราจะเชื่อฟังคำสั่งสอน ตั้งใจฝึกฝน สร้างชื่อให้แก่สำนักเขากว่างเฉิง!”

ถึงเยี่ยนจ้าวเกอจะมีชื่อเสียงลือเลื่องตั้งแต่อายุยังน้อย ทว่าจริงๆ แล้ว อายุของเขามากกว่าเยี่ยจิ่งและซือคงจิงเพียงไม่กี่ปี การเรียกอีกฝ่ายว่า ‘อนาคตของเขากว่างเฉิง’ ก็ดูจะวางมาดราวกับไม่ใช่คนรุ่นราวคราวเดียวกันไปสักหน่อย

แต่คนที่อยู่ที่นี่ ไม่มีใครที่รู้สึกแปลกเลย มีเพียงคนส่วนน้อยที่รู้สึกเช่นนั้น

และพวกเขาก็ลืมเรื่องการประลองระหว่างเยี่ยนจ้าวเกอและเยี่ยจิ่งไปเสียสนิท

มุมมอง แนวคิด และวิสัยทัศน์ในการมองปัญหาของทั้งสองฝ่ายอยู่กันคนละชั้นจริงๆ

เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง เยี่ยนจ้าวเกอทำให้เตาผลึกหินชั้นในกลับสู่โลกอีกครั้ง นั่นอาจทำให้อำนาจและตำแหน่งของทั้งเขากว่างเฉิงได้ก้าวหน้าไปอีกขั้น การอุทิศตนเช่นนี้ จะมีศิษย์เยาว์วัยคนใดเทียบเทียมได้

ต่อให้ความสามารถของเยี่ยจิ่งจะน่าทึ่งแค่ไหน แต่มีเพียงอัจฉริยะที่เติบโตขึ้นจริงๆ เท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง ซึ่งก่อนจะถึงจุดนี้นั้น ก็มีความเป็นไปได้มากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น เยี่ยนจ้าวเกอเองก็ยังเป็นอัจฉริยะอีกด้วย

ในขณะที่พวกเขากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตนเองเป็นจุดเด่นในสำนัก เยี่ยนจ้าวเกอกลับกำลังคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งสำนักก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก

ผู้อาวุโสชุยกลับมายิ้มตาหยีอีกครั้ง “สมกับที่ศิษย์หลานเยี่ยนเป็นความหวังหลัก และยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของเขากว่างเฉิงของเราจริงๆ!”

“แต่ว่า เรื่องนี้ควรจะรีบรายงานให้กับเหล่าหัวหน้าสำนัก…”

เยี่ยนจ้าวเกอพูดแทรกเขาขึ้นมา “เรื่องนี้ไม่รบกวนให้ท่านผู้อาวุโสชุยเป็นกังวลดีกว่าขอรับ เมื่อวานข้าได้รายงานไปเรียบร้อยแล้ว ท่านอาจารย์ปู่และท่านพ่อต่างก็ทราบแล้ว และที่จริงท่านพ่อก็รับช่วงต่อการค้นคว้าเตาผลึกหินชั้นในต่อแล้วด้วย”

“เตาผลึกหินชั้นในที่อยู่ตรงนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ของทำเลียนแบบ ยังมีอันที่ดีกว่านี้ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือท่านพ่อของข้า ที่ข้าเก็บเตานี้ไว้กับตัวก็แค่เอาไว้ให้ตัวเองลองผิดลองถูกก็เท่านั้น”

หนวดสีขาวของผู้อาวุโสชุยขยับไปมา ฝืนยิ้มพูดว่า “แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากก็ตาม ทว่าต้องปิดเป็นความลับถึงจะถูก มิเช่นนั้นหากข่าวแพร่กระจายออกไป ทำให้สำนักดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นรู้เข้า ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่เป็นภัยต่อเขากว่างเฉิงของเรา ศิษย์หลายเยี่ยน เจ้ายังขาดความรอบคอบนัก…”

เยี่ยนจ้าวเกอหัวเราะเหอะๆ “คงจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการขึ้นในไม่ช้า ด้วยตำแหน่งของท่านผู้อาวุโสคิดว่าพรุ่งนี้ก็คงจะได้รับประกาศแล้วกระมัง”



“ส่วนเหตุผลที่ว่าเหตุใดท่านอาจารย์ปู่ถึงตัดสินใจทำเช่นนี้ ข้าเองก็ไม่อาจพูดเดาสุ่มสี่สุ่มห้าได้เช่นกัน และทางที่ดีท่านผู้อาวุโสชุยเองก็อย่าเอาไปพูดเลยจะดีกว่าขอรับ”

สีหน้าท่านอาวุโสชุยเจื่อนลงเล็กน้อย แต่กลับพบว่าเยี่ยนจ้าวเกอเดินมาตรงหน้าของเขาโดยไม่บอกกล่าว

ขณะนี้รอยยิ้มบนใบหน้าของเยี่ยนจ้าวเกอค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเป็นความเย็นชา “ท่านผู้อาวุโสปฏิบัติกิจหรือ ตำแหน่งสูงไม่ใช่เล่นเลย แต่สำหรับศิษย์รุ่นหลังแล้ว เพียงไม่นานก็จะลืมสิ่งต่างๆ ที่ท่านเคยทำไปทั้งหมด เพื่อที่หลังจากนี้ท่านจะยังเป็นท่านผู้เฒ่าที่ใจดีมีเมตตาต่อไปได้”

“ท่านคิดว่า ท่านทำให้ข้าเสียหน้าต่อหน้าคนมากมาย ข้าจะแค้นใจเจ้าศิษย์น้องเยี่ยคนนั้น โดยที่ไม่คิดจะทำอะไรท่านเลยหรือ?”